ทลายภพสยบหมื่นดารา

    ตอนที่ 55 คนตายที่ไม่ควรตาย

    ผู้เฒ่าโม่ยังชักกระบี่เก่าออกจากฝักไม่พ้นคืบเสียงตะโกนก็ดังจากโรงชั่ง

    “คนร้ายตายแล้ว!”

    เยี่ยซิงเหอกับคนแก่สบตากัน ก่อนวิ่งกลับโดยไม่ต้องเอ่ยคำ

    ผู้ซึ่งตายคือเฉียนซุ่น

    เขานอนตะแคงบนพื้น มือถูกมัดไพล่หลังข้อเท้าร้อยด้วยเชือกสองชั้น ปากอุดผ้าและตรวจแล้วว่าไม่มีพิษซ่อนผู้เฝ้าสองคนยืนยันว่าเมื่อครู่ยังได้ยินเขาหายใจ

    บัดนี้ใบหน้ากลับขาวราวหิมะ

    ไม่มีเลือดแม้หยดเดียวใต้ร่าง

    ไม่มีแผลเปิด

    ไม่มีรอยเชือกรัดคอ

    แต่เส้นเลือดทุกเส้นใต้ผิวหายไป

    “อย่าแตะศพ” ผู้เฒ่าโม่สั่ง

    ชายซึ่งกำลังจะพลิกร่างชักมือกลับทันที

    คนร้ายอีกสามคนถูกแยกขังคนละมุม พวกเขายังมีชีวิตทว่าพอเห็นเฉียนซุ่น สีหน้ากลับไม่แปลกใจ มีเพียงความกลัวว่าตนจะเป็นรายต่อไป

    ผู้เฝ้าคนหนึ่งยื่นแผ่นไม้บันทึกเวลาให้ทุกครึ่งก้านธูปเขาขีดหนึ่งรอยหลังตรวจลมหายใจ เชือก และผ้าอุดปากรอยล่าสุดยังมีหมึกชื้นหมายความว่าเฉียนซุ่นตายในช่วงสั้นกว่าที่ผู้ใดจะเดินจากประตูโรงชั่งมาถึงตัวเขา

    “ตอนตรวจครั้งก่อน ผิวเขาสีใด?” เยี่ยซิงเหอถาม

    “ซีดจากบาดเจ็บ แต่ริมฝีปากยังแดง”

    “ได้ยินเสียงกลองหรือไม่?”

    ผู้เฝ้านับรอยบนไม้ “ดังหนึ่งครั้งหลังข้าตรวจ แล้วเขาตัวสั่น”

    เวลาตายตรงกับจังหวะจากบนเขา

    ผู้ใหญ่บ้านให้คนจดข้อนี้เพิ่ม มิให้ความกลัวทำลำดับเหตุการณ์ถ้าศัตรูฆ่าจากระยะไกลได้ ทุกคนต้องรู้ว่าสัญญาณใดมาก่อนผลมิฉะนั้นครั้งต่อไปจะไม่มีผู้ใดรู้ว่าต้องหยุดอะไร

    เยี่ยซิงเหอถามผู้เฝ้า “ก่อนตายเขาทำสิ่งใด?”

    “นอนนิ่ง แล้วตัวสั่นครั้งหนึ่ง”

    “มีเสียง?”

    “เหมือนถอนหายใจ”

    “ผู้ใดเข้าออก?”

    “ไม่มี”

    ประตูมีคนเฝ้า หน้าต่างปิด และพื้นโรงชั่งยกสูงจากดินคนซึ่งถูกมัดไม่ควรฆ่าตนเองได้ ศัตรูนอกกำแพงก็ไม่ควรเข้าถึงเขาโดยไร้ร่องรอย

    นี่เป็นคนตายที่ไม่ควรตาย

    มิใช่เพราะชีวิตเขามีค่ามากกว่าผู้อื่นแต่เพราะทุกทางที่ทำให้ตายถูกปิดไว้แล้ว

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายฝักกระบี่ยกชายเสื้อศพขึ้นใต้สะดือมีจุดดำเล็กเท่าเมล็ดงา ตรงกับตำแหน่งซึ่งผงโลหิตในตะกร้าเคยสว่าง

    “ตอนมัด ตรวจตรงนี้หรือไม่?”

    ผู้ดูแลพยักหน้า “มีเพียงไฝ”

    “มิใช่ไฝ”

    ผู้เฒ่าโม่โรยเกลือบาง ๆ รอบจุดดำ เม็ดเกลือเปลี่ยนสีเป็นแดงแล้วค่อย ๆ จมเข้าใต้ผิวศพ

    คนร้ายร่างท้วมเริ่มดิ้น “ย้ายข้าออกไป!อย่าให้ข้าอยู่ใกล้เขา!”

    เยี่ยซิงเหอหันไป “เจ้ารู้ว่านี่คือสิ่งใด?”

    “ไม่รู้!”

    “แต่เจ้ารู้ว่าต้องกลัว”

    “ผู้ใดเห็นคนตายเช่นนี้ก็กลัว!”

    ผู้เฒ่าโม่ไม่สอบต่อ เขามองริมฝีปากศพ “เอาผ้าออกด้วยคีม”

    ชาวบ้านใช้คีมเหล็กดึงผ้าอุดปากออก ลิ้นของเฉียนซุ่นยังอยู่ไม่มีถุงพิษ แต่ใต้ลิ้นมีอักษรสีแดงหนึ่งขีดซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มี

    อักษรนั้นเต้นเบา ๆ

    พร้อมกับกลองบนเขา

    ตุบ

    อักษรหด

    ตุบ

    มันขยาย

    เลือดในร่างไม่ได้ไหลออกจากบาดแผล มันถูกดึงเข้าไปในขีดอักษรแล้วส่งผ่านจังหวะบางอย่างออกนอกหมู่บ้าน

    เยี่ยซิงเหอถาม “เหตุใดฆ่าคนของตน?”

    ผู้เฒ่าโม่ตอบ “เพื่อปิดปาก เพื่อเอาพลังคืน หรือทั้งสองอย่าง”

    “คนอื่นมีตราเดียวกันหรือไม่?”

    คำถามทำให้คนร้ายทั้งสามหยุดดิ้น

    ผู้ดูแลใช้ไม้เปิดปากตรวจทีละคนใต้ลิ้นของชายร่างท้วมมีจุดแดงสองจุด อีกคนมีเส้นเล็กครึ่งขีดส่วนชายร่างผอมซึ่งถูกเยี่ยซิงเหอกดกระบี่กลับไม่มีสิ่งใด

    ชายร่างผอมมองเพื่อนร่วมทางสีหน้าเปลี่ยนเป็นความเข้าใจอันน่ากลัว “พวกมันเลือกคนที่รู้ทางส่งข่าว”

    “เจ้าไม่รู้?” เยี่ยซิงเหอถาม

    “ข้ารู้เพียงงานในหมู่บ้าน ไม่รู้ค่ายนอกกำแพง”

    “เฉียนซุ่นรู้อะไร?”

    ชายผู้นั้นลังเล

    จุดแดงใต้ลิ้นชายร่างท้วมเต้นแรงขึ้น

    “พูดก่อนคนต่อไปตาย” เยี่ยซิงเหอกล่าว

    “เขารู้จำนวนหลักค่ายกล รู้ทางเปลี่ยนเวรและรู้ชื่อเด็กในบัญชี”

    ผู้เฒ่าโม่เงยหน้าทันที “ชื่อใด?”

    “ข้าไม่เคยเห็น เขาอ่านคนเดียว”

    “บัญชีอยู่ที่ใด?”

    “กับคนถือเกี้ยวบนเขา”

    เยี่ยซิงเหอถาม “บัญชีนั้นเขียนเมื่อใด?”

    ชายร่างผอมส่ายหน้า “เก่ากว่าคำสั่งครั้งนี้ข้าได้ยินว่าเปลี่ยนผู้ถือมาหลายรุ่น”

    ผู้เฒ่าโม่ถาม“เฉียนซุ่นเคยบอกหรือไม่ว่าเหตุใดต้องหาเด็กจากบัญชีเก่า?”

    “เขาบอกเพียงว่าคนในบัญชีมิใช่ผู้ที่คนระดับเรามีสิทธิ์ถามถึง”

    เยี่ยซิงเหอรู้สึกดวงตราบนแผ่นหลังร้อนขึ้นทั้งที่เขาไม่ได้ส่งปราณ

    ผู้เฒ่าโม่ตวัดสายตา“อย่าฟังคำของคนซึ่งไม่เคยเห็นบัญชีเกินสิ่งที่มันรู้”

    “ข้ารู้”

    “กล่าวออกมา”

    เยี่ยซิงเหอสูดลมหายใจ “เขารู้เพียงคำที่เฉียนซุ่นพูดไม่รู้ว่าหมายถึงข้า ไม่รู้ว่าบัญชีเขียนเมื่อใด และไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เขียน”

    คนแก่พยักหน้า “เก็บความจริงแยกจากการคาดเดามิฉะนั้นศัตรูไม่ต้องโกหก เพียงทิ้งช่องว่างให้เจ้ากลัวเติมเอง”

    ชายร่างผอมมองทั้งสอง “พวกเจ้าคิดว่าข้าลวง?”

    “ข้าคิดว่าเจ้ากลัวตายและกำลังพูดทุกสิ่งที่จำได้”เยี่ยซิงเหอตอบ “นั่นยังไม่ทำให้ทุกสิ่งถูกต้อง”

    การสอบถามหยุดเพียงเท่าที่จำเป็นเพราะจุดแดงใต้ลิ้นคนอื่นกำลังเต้นเร็วขึ้นไม่มีเวลาแลกชีวิตพวกเขากับคำซึ่งยังตรวจไม่ได้

    ความเย็นในโรงชั่งหนักกว่าหิมะด้านนอก

    ถ้าชื่อของเด็กอยู่ในบัญชีเก่าเหตุการณ์นี้มิได้เริ่มเมื่อศิลาวัดปราณแตกร้าว ไม่ได้เริ่มเมื่อคืนที่ค่ายกลเปิดและอาจไม่ได้เริ่มหลังเยี่ยซิงเหอเกิด

    แต่คำบอกของคนร้ายยังเป็นเพียงเศษข่าวเขาไม่เห็นบัญชีด้วยตนเอง และไม่รู้ชื่อ

    เยี่ยซิงเหอไม่ยอมให้ความกลัวเติมส่วนที่ขาด

    “ช่วยสองคนที่มีตราก่อนได้หรือไม่?” เขาถาม

    ผู้เฒ่าโม่ตรวจจุดแดงใต้ลิ้น “ตราฝังในเส้นเลือด ถ้าตัดลิ้นเลือดจะไหลผ่านทางอื่น ถ้าปิดชีพจร มันจะดึงจากหัวใจเร็วขึ้น”

    ชายร่างท้วมส่งเสียงอู้อี้ น้ำตาไหล “ข้าไม่อยากตาย”

    เยี่ยซิงเหอมองเขา “ตอนเข้ามาเจ้าเตรียมใช้ชาวบ้านเป็นเชื้อพิธี”

    “ข้าทำตามคำสั่ง!”

    “ความกลัวคำสั่งไม่ลบสิ่งที่เจ้าทำ”

    ชายผู้นั้นก้มหน้า

    เยี่ยซิงเหอหันหาผู้เฒ่าโม่ “แต่เรายังต้องช่วย”

    คนแก่ถาม “เพราะต้องการคำตอบ?”

    “เพราะถ้าเราปล่อยให้วิชาของศัตรูตัดสินว่าใครควรตายเราก็ทำตามกฎเดียวกับมัน”

    ผู้เฒ่าโม่มองเขาครู่หนึ่ง แล้วถอดฝักกระบี่เก่าวางข้างศพ

    “เอากระจกทองแดง น้ำสะอาด และด้ายขาวมา”

    ของทั้งหมดหาได้จากเรือนรอบลาน กระจกทองแดงมีรอยมัวน้ำสะอาดต้องแบ่งจากบ่อซึ่งทุกคนกำลังประหยัดด้ายขาวเป็นม้วนสุดท้ายของหญิงช่างเย็บ

    นางยื่นให้โดยถาม “ใช้แล้วเอาคืนได้หรือไม่?”

    ผู้เฒ่าโม่ตอบ “ถ้าใช้ได้ผล มันจะเปื้อนจนใช้เย็บผ้าไม่ได้”

    หญิงช่างเย็บพยักหน้า “เช่นนั้นใช้”

    ทุกสิ่งมีราคา แม้แต่ด้ายหนึ่งม้วน

    ผู้ใหญ่บ้านนำแผ่นไม้บันทึกชื่อคนตายมาวางข้างกระจกรายชื่อเริ่มจากผู้ซึ่งเสียชีวิตในค่ายกลเมื่อคืนต่อด้วยศพทหารนิกายหน้าประตูและสัตว์อสูรที่ถูกฆ่า

    “ต้องนับศัตรูด้วยหรือ?” ชาวบ้านคนหนึ่งถาม

    “ถ้าวิชาใช้ศพทุกศพ ก็ต้องนับ” ผู้ใหญ่บ้านตอบ“เราไม่จำเป็นต้องไว้ทุกข์เหมือนญาติ แต่ถ้าลืมร่างหนึ่งมันอาจเป็นทางฆ่าคนของเรา”

    คนเฝ้ากำแพงถูกส่งไปโรยเถ้ารอบศพนอกประตูเท่าที่ทำได้โดยไม่เปิดแนวคนในหมู่บ้านตรวจเรือนซึ่งมีผู้ตาย ห้ามเคลื่อนร่างลำพังและวางภาชนะทองแดงใกล้ศพเพื่อฟังการสั่นตามกลอง

    คำสั่งใหม่กินกำลังจากกำแพงอีกหลายคน

    ศัตรูใช้คนตายบังคับคนเป็นให้แบ่งหน้าที่ แม้ยังไม่เคลื่อนทัพ

    ผู้เฒ่าโม่วางกระจกเหนืออกศพ เทน้ำบางส่วนบนผิวโลหะแล้วขึงด้ายจากจุดดำใต้สะดือไปยังขอบกระจก

    “ซิงเหอ มองเงาในกระจก อย่ามองศพตรง ๆ”

    “เหตุใด?”

    “สิ่งที่ถูกดึงไม่ใช่เพียงเลือด”

    เยี่ยซิงเหอก้มมอง

    ตอนแรกเห็นเพียงใบหน้าขาวซีดของเฉียนซุ่นทว่าเมื่อกลองดังอีกครั้ง เงาอีกชั้นหนึ่งกลับลอยซ้อนเหนือร่างเป็นเค้าโครงพร่าเหมือนลมหายใจบนผิวทองแดง

    ดวงตาเงานั้นยังเปิด

    ปากขยับแต่ไม่มีเสียง

    ด้ายขาวเปลี่ยนเป็นสีชมพูจากปลายศพทีละชุ่น

    “วิญญาณยังไม่ออกจากร่างทั้งหมด” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“พวกมันกำลังดึงตามเลือด”

    “ตัดเส้นได้หรือไม่?”

    “ตัดผิด จุดเชื่อมจะย้ายไปคนเป็นซึ่งมีตรา”

    ชายร่างท้วมสะอื้นดังขึ้น

    เยี่ยซิงเหอจับกระบี่เงาดารา “ให้ข้าดูทางปราณ”

    “เนตรของเจ้ารับค่ายกลนี้มากเกินแล้ว”

    “ถ้าไม่ดู เราจะเดา”

    “ถ้าดูเต็มกำลัง มันจะมองกลับ”

    “ข้าใช้เพียงชั่วลมหายใจ”

    ผู้เฒ่าโม่ไม่อนุญาตทันทีเขาผูกด้ายอีกเส้นรอบข้อมือซิงเหอแล้วส่งปลายให้หญิงผู้ถือคันธนู“ถ้าเส้นนี้เปลี่ยนแดง ดึงเขาล้มออกจากวง ไม่ต้องถาม”

    นางรับไว้ “ถ้าเขาดื้อ?”

    “ดึงแรงขึ้น”

    เยี่ยซิงเหอคุกเข่าหน้ากระจกเปิดเนตรเทวะพินิจดาราเพียงเศษหนึ่ง

    โลกตรงหน้าซีดลง

    เส้นปราณในร่างศพหายหมดเหลือเพียงทางสีแดงจากหัวใจมุ่งเข้าจุดดำ จากนั้นมิได้วิ่งออกทางพื้นหรือฟ้าแต่แตกเป็นเส้นเล็กนับสิบเชื่อมกับเงาของคนตายอื่นซึ่งอยู่นอกโรงชั่ง

    ศพทหารนิกายหน้าประตู

    สัตว์อสูรที่ถูกฆ่า

    คนซึ่งตายในค่ายกลเมื่อคืน

    ทุกศพเป็นปมของตาข่ายเดียวกัน

    ที่น่ากลัวยิ่งกว่าเส้นบางส่วนพาดผ่านคนเป็นซึ่งเคยถูกค่ายกลดูดเลือด

    เยี่ยซิงเหอเห็นปลายหนึ่งหันกลับมาหาตน

    ดวงตราบนแผ่นหลังร้อนวาบ

    เงาในกระจกหันหน้ามองเขา

    ด้ายรอบข้อมือเปลี่ยนสี

    หญิงผู้ถือคันธนูกระชากเต็มแรง เยี่ยซิงเหอล้มพ้นวงกระจกทองแดงร้าวตรงกลาง เสียงกรีดร้องซึ่งไม่มีผู้ใดได้ยินนอกจากเขาดังอยู่ในศีรษะ

    ภาพเด็กปั้นตุ๊กตาหิมะพร่าอีกครั้ง

    เขากัดฟันเรียกชื่อนั้นจากแผ่นไม้ในความทรงจำ

    ชื่อยังอยู่

    แต่สีถุงมือของเด็กหายไป

    ราคาของการมองหนึ่งลมหายใจมาถึงแล้ว

    ผู้เฒ่าโม่กดฝ่ามือบนอกเขา “เห็นสิ่งใด?”

    “มันเชื่อมศพทุกศพ และแตะคนเป็นซึ่งเสียเลือดในค่ายกล”

    “ศูนย์รวมอยู่ที่ใด?”

    “มองไม่ถึง มีหลายทางบังกัน”

    “นั่นคือสิ่งที่มันต้องการ ให้เจ้าตามเส้นจนดวงตราเปิด”

    เยี่ยซิงเหอลุกนั่ง “แต่เรารู้แล้วว่าตัดศพเดียวไม่พอ”

    ผู้เฒ่าโม่มองรอยร้าวบนกระจก “และรู้ว่ามันเริ่มดึงวิญญาณ”

    คนร้ายร่างผอมหน้าซีด “นั่นเป็นเพียงวิชาเก็บเลือดมิใช่หรือ?”

    คนแก่ตอบ “มหาเวทย์โลหิตกลืนวิญญาณ”

    ทันทีที่ชื่อถูกเอ่ย จุดแดงใต้ลิ้นคนร้ายสองคนเต้นเร็วขึ้นราวกับวิชาจำเสียงผู้รู้จักมันได้

    “มันเพิ่มพลังอย่างไร?” เยี่ยซิงเหอถาม

    “เลือดเปิดทาง วิญญาณเป็นเชื้อ ผู้ตายหนึ่งคนไม่มากแต่สนามรบหนึ่งแห่งทำให้ผู้ใช้ข้ามขีดของตนชั่วคราว”

    “แล้วชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน?”

    ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบ

    ไม่จำเป็นต้องตอบ

    ค่ายกลใต้โม่เหอสร้างมานานเพื่อสิ่งนี้ศัตรูไม่ได้ต้องการเพียงฆ่า แต่นำทุกการตายกลับไปเพิ่มกำลังแก่ผู้ทำพิธี

    ยิ่งป้องกันนาน ยิ่งมีศพ

    ยิ่งมีศพ ศัตรูยิ่งแข็งแกร่ง

    การต่อสู้ตามวิธีปกติกำลังเลี้ยงฝ่ายตรงข้าม

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายกระบี่เก่าชี้รอยแตกบนกระจก“วิชานี้ต้องมีสามสิ่ง เลือดเปิดทาง วิญญาณคงทาง และผู้ทำพิธีรับสิ่งที่ส่งไปถ้าขาดอย่างหนึ่ง วงจะอ่อนลง”

    “เราไม่มีทางหยุดเลือดทุกหยด” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว

    “และคืนชีวิตคนตายไม่ได้”

    “เช่นนั้นต้องหาผู้รับ” เยี่ยซิงเหอว่า

    “ถูก แต่คนรับอาจซ่อนหลังหลักอื่นหลายชั้นการวิ่งตามเส้นตรงทำให้เจ้าเข้าแท่นซึ่งมันเตรียมไว้”

    หญิงผู้ถือคันธนูถาม “มีวิธีบังคับให้มันเผยตำแหน่งหรือไม่?”

    “ทำให้แขนงหนึ่งขาดในจังหวะที่มันดึงผู้รับจะต้องเพิ่มแรงหรือย้ายไปแขนงอื่น”

    “แล้วเราดูว่าแขนงใดตอบ”

    ผู้เฒ่าโม่พยักหน้า “แต่ผู้ที่อยู่ใกล้แขนงนั้นจะรับแรงแทน”

    การตัดทางหนึ่งอาจช่วยศพตรงหน้าและทำร้ายคนที่อื่นไม่มีการทดลองใดปลอดภัย

    เยี่ยซิงเหอมองรายชื่อบนแผ่นไม้“จึงต้องให้ทุกจุดรู้ก่อนเราตัด”

    กระดิ่งสั้นถูกส่งไปตามเรือนคนเฝ้าศพแต่ละแห่งวางมือบนภาชนะทองแดงและรอสัญญาณ ถ้ามันสั่นต้องถอยคนเป็นออกจากรอบร่างทันที

    เมื่อเสียงตอบกลับมาครบ ผู้เฒ่าโม่จึงเริ่ม

    เยี่ยซิงเหอถาม “หยุดอย่างไร?”

    “ทำลายหลักเชื่อมก่อนวิญญาณหลุดทั้งหมด”

    “หลักอยู่ที่ศพ?”

    “แต่ละศพมีหนึ่งจุด และต้องมีหลักใหญ่ที่อื่น”

    “เราทำลายจุดนี้ก่อน”

    ผู้เฒ่าโม่ยกกระบี่เก่า “ถ้าฟันตรง ๆเศษวิญญาณของเฉียนซุ่นจะสลายพร้อมตรา”

    ชายร่างผอมถาม “เขาตายแล้ว เหตุใดยังต้องรักษา?”

    เยี่ยซิงเหอมองเงาพร่าบนกระจก“เพราะความตายไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นเชื้อเพลิงของผู้ใด”

    ผู้เฒ่าโม่ให้ทุกคนถอย เขาใช้ปลายกระบี่ขีดวงรอบจุดดำไม่แตะผิวศพ แล้วให้เยี่ยซิงเหอจับด้ายขาวที่ยังไม่เปลี่ยนสี

    “เมื่อข้าตัดเส้นเลือดของวิชา เจ้าดึงด้ายออกจากวงอย่าใช้ปราณ”

    “ถ้าดึงไม่ทัน?”

    “เงาในกระจกจะหาย”

    “ถ้าดึงแรงเกิน?”

    “วิญญาณจะติดด้ายและขาด”

    งานนี้ไม่ต้องการพลังมาก ต้องการจังหวะ

    กลองบนเขาดัง

    อักษรใต้ลิ้นศพหด

    ผู้เฒ่าโม่ไม่ฟัน

    กลองดังครั้งที่สอง

    จุดดำใต้สะดือขยาย เส้นแดงบนด้ายวิ่งเร็วขึ้น

    กระบี่เก่าพลันเคลื่อน

    ไม่มีแสง ไม่มีเสียงระเบิดมีเพียงปลายคมแตะอากาศเหนือศพแล้วตัดสิ่งซึ่งตาเปล่ามองไม่เห็น

    “ดึง!”

    เยี่ยซิงเหอดึงด้ายช้าแต่ไม่หยุด เงาในกระจกบิดตามเส้นสีแดงพยายามพันกลับเข้าข้อมือเขา หญิงผู้ถือคันธนูยกคบไฟจ่อระหว่างทางความร้อนทำให้มันชะงักเพียงอึดใจ

    อึดใจนั้นพอ

    ด้ายหลุดจากวง จุดดำแตกเป็นผงเงาเหนือศพลดตาลงแล้วจางไปอย่างสงบ

    พร้อมกันนั้น จุดแดงใต้ลิ้นคนร้ายร่างท้วมดับลงหนึ่งจุด

    อีกจุดยังอยู่

    “ช่วยได้ครึ่งหนึ่ง?” ผู้ดูแลถาม

    “ตัดเพียงแขนงหนึ่ง” ผู้เฒ่าโม่ตอบ “หลักใหญ่ยังดึงอยู่”

    ชายร่างท้วมหอบหายใจ เลือดกลับขึ้นริมฝีปากเล็กน้อยเขารอดในเวลานี้ แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่านานเท่าใด

    เยี่ยซิงเหอมองผงดำจากตรา “เราตามรอยจากมันได้หรือไม่?”

    “ถ้าเก็บไว้ อาจได้”

    “แต่?”

    “ตราจะต่อกลับเมื่อกลองดังรอบถัดไป”

    พวกเขาต้องเลือกระหว่างเก็บหลักฐานกับหยุดทางเชื่อม

    เยี่ยซิงเหอหยิบคบไฟ “เผา”

    คนร้ายร่างผอมร้อง “นั่นอาจบอกที่ตั้งคนถือบัญชี!”

    “และอาจเอาวิญญาณคนในเรือนนี้ไปก่อนเราหาคำตอบ”

    เขาวางไฟลงบนผงดำ

    เปลวไฟสีเขียวลุกเพียงครู่ กลิ่นเหล็กไหม้กระจายหลักฐานซึ่งอาจนำไปหาศัตรูถูกทำลาย แต่เส้นเย็นที่กดทับโรงชั่งหายไปด้วย

    ผู้เฒ่าโม่มองเขา “เจ้าเลือกคนเป็นเหนือคำตอบอีกครั้ง”

    “ท่านพูดเหมือนแปลกใจ”

    “ข้ากำลังจำไว้ เผื่อวันหนึ่งเจ้าลืม”

    คำว่า ‘ลืม’ ทำให้เยี่ยซิงเหอนึกถึงสีถุงมือที่หายจากความทรงจำเขากำด้ายซึ่งหญิงช่างเย็บสละให้แล้วบอกผู้ใหญ่บ้านให้บันทึกสิ่งที่พบลงแผ่นไม้แทนฝากไว้ในหัวเขาคนเดียว

    ศพเฉียนซุ่นถูกคลุมด้วยผ้าหยาบ ไม่เผาทันทีเพราะต้องตรวจว่ามีตราอื่นหรือไม่ คนร้ายที่เหลือถูกย้ายออกจากโรงชั่งแยกไกลจากคนเจ็บ และมีผู้เฝ้าปากตลอดเวลา

    พวกเขาใช้เวลาเกือบหนึ่งก้านธูปกับศพเดียว

    นอกกำแพง กองทัพยังไม่โจมตี

    ความเงียบนั้นมิใช่โอกาสพัก

    ศัตรูกำลังรอให้พิธีทำงานแทนการเสียทหาร

    เยี่ยซิงเหอออกจากโรงชั่ง มองฟ้าสีแดงอักขระชั้นสองหมุนช้ากว่าเดิม แต่เงาของมันทอดครอบบ้านทุกหลัง

    “หลักใหญ่อยู่ที่ใด?” เขาถาม

    ผู้เฒ่าโม่ใช้กระบี่เก่าแตะพื้น ฟังการสั่นเหมือนเคย“ถ้าอยู่บนเขา เส้นจะดึงขึ้น แต่เมื่อครู่มันดึงไปด้านข้าง”

    “ในหมู่บ้าน?”

    “หรือใต้หมู่บ้าน”

    เสียงกระดิ่งจากแนวตะวันตกดังขึ้นหนึ่งครั้ง

    ก่อนผู้ใดขยับ กระดิ่งทิศใต้ก็ดังตาม

    แล้วทิศตะวันออก

    ไม่ใช่สัญญาณเดียวกับที่พวกเขากำหนดคนเฝ้าแต่ละจุดตีอย่างตกใจของตนเอง

    หญิงคนหนึ่งวิ่งออกจากตรอกตะวันตก “ศพหน้ากำแพงขยับ!”

    ชายจากทางใต้ตะโกน “เลือดซึมขึ้นจากพื้นเรือนว่าง!”

    บนหลังคาทิศตะวันออกคนเฝ้าชูคบไฟแล้วร้องว่าเห็นเงาสีแดงไหลผ่านปล่องควัน

    สามจุด

    คนละทิศ

    เกิดพร้อมกันหลังพวกเขาตัดแขนงที่โรงชั่ง

    ภาชนะทองแดงจากเรือนทางใต้ถูกหามมาถึง ขอบมันร้าวจากการสั่นคนเฝ้ารายงานว่าศพซึ่งอยู่ที่นั่นไม่ได้ขยับแต่เงาบนผนังยืดยาวสวนทางแสงไฟก่อนเลือดซึมจากพื้น

    อีกคนจากกำแพงตะวันตกบอกว่าเถ้ารอบศพทหารนิกายถูกดูดเข้าใต้เกราะเหลือรอยวงกลมเหมือนปากหลุม

    จุดทั้งสามมิได้เลือกศพสำคัญที่สุด

    มันเลือกจุดซึ่งมีคนเป็นอยู่ใกล้มากที่สุด

    ศัตรูรู้ว่าพวกเขาจะเฝ้าศพและใช้ความพยายามช่วยคนตายเป็นเหยื่อล่อคนเป็น

    เยี่ยซิงเหอสั่ง “ถอยทุกคนจากศพสามจั้ง ใช้เชือกลากภาชนะตรวจอย่าเข้าใกล้จนรู้ว่าพื้นหยุดดึง”

    ผู้ใหญ่บ้านถาม “ถ้ามีคนเจ็บย้ายไม่ทัน?”

    “ย้ายคนก่อน ทิ้งของทั้งหมด”

    คำสั่งทำให้เรือนหนึ่งต้องสละยาและเสื่อซึ่งมีน้อยแต่ไม่มีผู้ใดคัดค้าน หลังสิ่งที่เห็นในกระจก ของทุกชิ้นเบากว่าชีวิต

    วิชาไม่ได้หยุด

    มันเพียงย้ายปากซึ่งกำลังกลืน

    ผู้เฒ่าโม่กำกระบี่เก่า “หลักนี้เป็นของลวง”

    เยี่ยซิงเหอมองเส้นแสงสีเลือดซึ่งเริ่มสว่างใต้ตรอกไกลออกไป

    กลองบนเขาดังอีกครั้ง

    คราวนี้เสียงตอบมิได้มาจากกองทัพ

    มาจากใต้บ้านอีกด้านของโม่เหอ

    พิธีเริ่มที่อื่นแล้ว

    คล้ายกับเรื่องทลายภพสยบหมื่นดารา ที่คุณอ่าน