ผู้เฒ่าโม่ยังชักกระบี่เก่าออกจากฝักไม่พ้นคืบเสียงตะโกนก็ดังจากโรงชั่ง
“คนร้ายตายแล้ว!”
เยี่ยซิงเหอกับคนแก่สบตากัน ก่อนวิ่งกลับโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
ผู้ซึ่งตายคือเฉียนซุ่น
เขานอนตะแคงบนพื้น มือถูกมัดไพล่หลังข้อเท้าร้อยด้วยเชือกสองชั้น ปากอุดผ้าและตรวจแล้วว่าไม่มีพิษซ่อนผู้เฝ้าสองคนยืนยันว่าเมื่อครู่ยังได้ยินเขาหายใจ
บัดนี้ใบหน้ากลับขาวราวหิมะ
ไม่มีเลือดแม้หยดเดียวใต้ร่าง
ไม่มีแผลเปิด
ไม่มีรอยเชือกรัดคอ
แต่เส้นเลือดทุกเส้นใต้ผิวหายไป
“อย่าแตะศพ” ผู้เฒ่าโม่สั่ง
ชายซึ่งกำลังจะพลิกร่างชักมือกลับทันที
คนร้ายอีกสามคนถูกแยกขังคนละมุม พวกเขายังมีชีวิตทว่าพอเห็นเฉียนซุ่น สีหน้ากลับไม่แปลกใจ มีเพียงความกลัวว่าตนจะเป็นรายต่อไป
ผู้เฝ้าคนหนึ่งยื่นแผ่นไม้บันทึกเวลาให้ทุกครึ่งก้านธูปเขาขีดหนึ่งรอยหลังตรวจลมหายใจ เชือก และผ้าอุดปากรอยล่าสุดยังมีหมึกชื้นหมายความว่าเฉียนซุ่นตายในช่วงสั้นกว่าที่ผู้ใดจะเดินจากประตูโรงชั่งมาถึงตัวเขา
“ตอนตรวจครั้งก่อน ผิวเขาสีใด?” เยี่ยซิงเหอถาม
“ซีดจากบาดเจ็บ แต่ริมฝีปากยังแดง”
“ได้ยินเสียงกลองหรือไม่?”
ผู้เฝ้านับรอยบนไม้ “ดังหนึ่งครั้งหลังข้าตรวจ แล้วเขาตัวสั่น”
เวลาตายตรงกับจังหวะจากบนเขา
ผู้ใหญ่บ้านให้คนจดข้อนี้เพิ่ม มิให้ความกลัวทำลำดับเหตุการณ์ถ้าศัตรูฆ่าจากระยะไกลได้ ทุกคนต้องรู้ว่าสัญญาณใดมาก่อนผลมิฉะนั้นครั้งต่อไปจะไม่มีผู้ใดรู้ว่าต้องหยุดอะไร
เยี่ยซิงเหอถามผู้เฝ้า “ก่อนตายเขาทำสิ่งใด?”
“นอนนิ่ง แล้วตัวสั่นครั้งหนึ่ง”
“มีเสียง?”
“เหมือนถอนหายใจ”
“ผู้ใดเข้าออก?”
“ไม่มี”
ประตูมีคนเฝ้า หน้าต่างปิด และพื้นโรงชั่งยกสูงจากดินคนซึ่งถูกมัดไม่ควรฆ่าตนเองได้ ศัตรูนอกกำแพงก็ไม่ควรเข้าถึงเขาโดยไร้ร่องรอย
นี่เป็นคนตายที่ไม่ควรตาย
มิใช่เพราะชีวิตเขามีค่ามากกว่าผู้อื่นแต่เพราะทุกทางที่ทำให้ตายถูกปิดไว้แล้ว
ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายฝักกระบี่ยกชายเสื้อศพขึ้นใต้สะดือมีจุดดำเล็กเท่าเมล็ดงา ตรงกับตำแหน่งซึ่งผงโลหิตในตะกร้าเคยสว่าง
“ตอนมัด ตรวจตรงนี้หรือไม่?”
ผู้ดูแลพยักหน้า “มีเพียงไฝ”
“มิใช่ไฝ”
ผู้เฒ่าโม่โรยเกลือบาง ๆ รอบจุดดำ เม็ดเกลือเปลี่ยนสีเป็นแดงแล้วค่อย ๆ จมเข้าใต้ผิวศพ
คนร้ายร่างท้วมเริ่มดิ้น “ย้ายข้าออกไป!อย่าให้ข้าอยู่ใกล้เขา!”
เยี่ยซิงเหอหันไป “เจ้ารู้ว่านี่คือสิ่งใด?”
“ไม่รู้!”
“แต่เจ้ารู้ว่าต้องกลัว”
“ผู้ใดเห็นคนตายเช่นนี้ก็กลัว!”
ผู้เฒ่าโม่ไม่สอบต่อ เขามองริมฝีปากศพ “เอาผ้าออกด้วยคีม”
ชาวบ้านใช้คีมเหล็กดึงผ้าอุดปากออก ลิ้นของเฉียนซุ่นยังอยู่ไม่มีถุงพิษ แต่ใต้ลิ้นมีอักษรสีแดงหนึ่งขีดซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มี
อักษรนั้นเต้นเบา ๆ
พร้อมกับกลองบนเขา
ตุบ
อักษรหด
ตุบ
มันขยาย
เลือดในร่างไม่ได้ไหลออกจากบาดแผล มันถูกดึงเข้าไปในขีดอักษรแล้วส่งผ่านจังหวะบางอย่างออกนอกหมู่บ้าน
เยี่ยซิงเหอถาม “เหตุใดฆ่าคนของตน?”
ผู้เฒ่าโม่ตอบ “เพื่อปิดปาก เพื่อเอาพลังคืน หรือทั้งสองอย่าง”
“คนอื่นมีตราเดียวกันหรือไม่?”
คำถามทำให้คนร้ายทั้งสามหยุดดิ้น
ผู้ดูแลใช้ไม้เปิดปากตรวจทีละคนใต้ลิ้นของชายร่างท้วมมีจุดแดงสองจุด อีกคนมีเส้นเล็กครึ่งขีดส่วนชายร่างผอมซึ่งถูกเยี่ยซิงเหอกดกระบี่กลับไม่มีสิ่งใด
ชายร่างผอมมองเพื่อนร่วมทางสีหน้าเปลี่ยนเป็นความเข้าใจอันน่ากลัว “พวกมันเลือกคนที่รู้ทางส่งข่าว”
“เจ้าไม่รู้?” เยี่ยซิงเหอถาม
“ข้ารู้เพียงงานในหมู่บ้าน ไม่รู้ค่ายนอกกำแพง”
“เฉียนซุ่นรู้อะไร?”
ชายผู้นั้นลังเล
จุดแดงใต้ลิ้นชายร่างท้วมเต้นแรงขึ้น
“พูดก่อนคนต่อไปตาย” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“เขารู้จำนวนหลักค่ายกล รู้ทางเปลี่ยนเวรและรู้ชื่อเด็กในบัญชี”
ผู้เฒ่าโม่เงยหน้าทันที “ชื่อใด?”
“ข้าไม่เคยเห็น เขาอ่านคนเดียว”
“บัญชีอยู่ที่ใด?”
“กับคนถือเกี้ยวบนเขา”
เยี่ยซิงเหอถาม “บัญชีนั้นเขียนเมื่อใด?”
ชายร่างผอมส่ายหน้า “เก่ากว่าคำสั่งครั้งนี้ข้าได้ยินว่าเปลี่ยนผู้ถือมาหลายรุ่น”
ผู้เฒ่าโม่ถาม“เฉียนซุ่นเคยบอกหรือไม่ว่าเหตุใดต้องหาเด็กจากบัญชีเก่า?”
“เขาบอกเพียงว่าคนในบัญชีมิใช่ผู้ที่คนระดับเรามีสิทธิ์ถามถึง”
เยี่ยซิงเหอรู้สึกดวงตราบนแผ่นหลังร้อนขึ้นทั้งที่เขาไม่ได้ส่งปราณ
ผู้เฒ่าโม่ตวัดสายตา“อย่าฟังคำของคนซึ่งไม่เคยเห็นบัญชีเกินสิ่งที่มันรู้”
“ข้ารู้”
“กล่าวออกมา”
เยี่ยซิงเหอสูดลมหายใจ “เขารู้เพียงคำที่เฉียนซุ่นพูดไม่รู้ว่าหมายถึงข้า ไม่รู้ว่าบัญชีเขียนเมื่อใด และไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เขียน”
คนแก่พยักหน้า “เก็บความจริงแยกจากการคาดเดามิฉะนั้นศัตรูไม่ต้องโกหก เพียงทิ้งช่องว่างให้เจ้ากลัวเติมเอง”
ชายร่างผอมมองทั้งสอง “พวกเจ้าคิดว่าข้าลวง?”
“ข้าคิดว่าเจ้ากลัวตายและกำลังพูดทุกสิ่งที่จำได้”เยี่ยซิงเหอตอบ “นั่นยังไม่ทำให้ทุกสิ่งถูกต้อง”
การสอบถามหยุดเพียงเท่าที่จำเป็นเพราะจุดแดงใต้ลิ้นคนอื่นกำลังเต้นเร็วขึ้นไม่มีเวลาแลกชีวิตพวกเขากับคำซึ่งยังตรวจไม่ได้
ความเย็นในโรงชั่งหนักกว่าหิมะด้านนอก
ถ้าชื่อของเด็กอยู่ในบัญชีเก่าเหตุการณ์นี้มิได้เริ่มเมื่อศิลาวัดปราณแตกร้าว ไม่ได้เริ่มเมื่อคืนที่ค่ายกลเปิดและอาจไม่ได้เริ่มหลังเยี่ยซิงเหอเกิด
แต่คำบอกของคนร้ายยังเป็นเพียงเศษข่าวเขาไม่เห็นบัญชีด้วยตนเอง และไม่รู้ชื่อ
เยี่ยซิงเหอไม่ยอมให้ความกลัวเติมส่วนที่ขาด
“ช่วยสองคนที่มีตราก่อนได้หรือไม่?” เขาถาม
ผู้เฒ่าโม่ตรวจจุดแดงใต้ลิ้น “ตราฝังในเส้นเลือด ถ้าตัดลิ้นเลือดจะไหลผ่านทางอื่น ถ้าปิดชีพจร มันจะดึงจากหัวใจเร็วขึ้น”
ชายร่างท้วมส่งเสียงอู้อี้ น้ำตาไหล “ข้าไม่อยากตาย”
เยี่ยซิงเหอมองเขา “ตอนเข้ามาเจ้าเตรียมใช้ชาวบ้านเป็นเชื้อพิธี”
“ข้าทำตามคำสั่ง!”
“ความกลัวคำสั่งไม่ลบสิ่งที่เจ้าทำ”
ชายผู้นั้นก้มหน้า
เยี่ยซิงเหอหันหาผู้เฒ่าโม่ “แต่เรายังต้องช่วย”
คนแก่ถาม “เพราะต้องการคำตอบ?”
“เพราะถ้าเราปล่อยให้วิชาของศัตรูตัดสินว่าใครควรตายเราก็ทำตามกฎเดียวกับมัน”
ผู้เฒ่าโม่มองเขาครู่หนึ่ง แล้วถอดฝักกระบี่เก่าวางข้างศพ
“เอากระจกทองแดง น้ำสะอาด และด้ายขาวมา”
ของทั้งหมดหาได้จากเรือนรอบลาน กระจกทองแดงมีรอยมัวน้ำสะอาดต้องแบ่งจากบ่อซึ่งทุกคนกำลังประหยัดด้ายขาวเป็นม้วนสุดท้ายของหญิงช่างเย็บ
นางยื่นให้โดยถาม “ใช้แล้วเอาคืนได้หรือไม่?”
ผู้เฒ่าโม่ตอบ “ถ้าใช้ได้ผล มันจะเปื้อนจนใช้เย็บผ้าไม่ได้”
หญิงช่างเย็บพยักหน้า “เช่นนั้นใช้”
ทุกสิ่งมีราคา แม้แต่ด้ายหนึ่งม้วน
ผู้ใหญ่บ้านนำแผ่นไม้บันทึกชื่อคนตายมาวางข้างกระจกรายชื่อเริ่มจากผู้ซึ่งเสียชีวิตในค่ายกลเมื่อคืนต่อด้วยศพทหารนิกายหน้าประตูและสัตว์อสูรที่ถูกฆ่า
“ต้องนับศัตรูด้วยหรือ?” ชาวบ้านคนหนึ่งถาม
“ถ้าวิชาใช้ศพทุกศพ ก็ต้องนับ” ผู้ใหญ่บ้านตอบ“เราไม่จำเป็นต้องไว้ทุกข์เหมือนญาติ แต่ถ้าลืมร่างหนึ่งมันอาจเป็นทางฆ่าคนของเรา”
คนเฝ้ากำแพงถูกส่งไปโรยเถ้ารอบศพนอกประตูเท่าที่ทำได้โดยไม่เปิดแนวคนในหมู่บ้านตรวจเรือนซึ่งมีผู้ตาย ห้ามเคลื่อนร่างลำพังและวางภาชนะทองแดงใกล้ศพเพื่อฟังการสั่นตามกลอง
คำสั่งใหม่กินกำลังจากกำแพงอีกหลายคน
ศัตรูใช้คนตายบังคับคนเป็นให้แบ่งหน้าที่ แม้ยังไม่เคลื่อนทัพ
ผู้เฒ่าโม่วางกระจกเหนืออกศพ เทน้ำบางส่วนบนผิวโลหะแล้วขึงด้ายจากจุดดำใต้สะดือไปยังขอบกระจก
“ซิงเหอ มองเงาในกระจก อย่ามองศพตรง ๆ”
“เหตุใด?”
“สิ่งที่ถูกดึงไม่ใช่เพียงเลือด”
เยี่ยซิงเหอก้มมอง
ตอนแรกเห็นเพียงใบหน้าขาวซีดของเฉียนซุ่นทว่าเมื่อกลองดังอีกครั้ง เงาอีกชั้นหนึ่งกลับลอยซ้อนเหนือร่างเป็นเค้าโครงพร่าเหมือนลมหายใจบนผิวทองแดง
ดวงตาเงานั้นยังเปิด
ปากขยับแต่ไม่มีเสียง
ด้ายขาวเปลี่ยนเป็นสีชมพูจากปลายศพทีละชุ่น
“วิญญาณยังไม่ออกจากร่างทั้งหมด” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“พวกมันกำลังดึงตามเลือด”
“ตัดเส้นได้หรือไม่?”
“ตัดผิด จุดเชื่อมจะย้ายไปคนเป็นซึ่งมีตรา”
ชายร่างท้วมสะอื้นดังขึ้น
เยี่ยซิงเหอจับกระบี่เงาดารา “ให้ข้าดูทางปราณ”
“เนตรของเจ้ารับค่ายกลนี้มากเกินแล้ว”
“ถ้าไม่ดู เราจะเดา”
“ถ้าดูเต็มกำลัง มันจะมองกลับ”
“ข้าใช้เพียงชั่วลมหายใจ”
ผู้เฒ่าโม่ไม่อนุญาตทันทีเขาผูกด้ายอีกเส้นรอบข้อมือซิงเหอแล้วส่งปลายให้หญิงผู้ถือคันธนู“ถ้าเส้นนี้เปลี่ยนแดง ดึงเขาล้มออกจากวง ไม่ต้องถาม”
นางรับไว้ “ถ้าเขาดื้อ?”
“ดึงแรงขึ้น”
เยี่ยซิงเหอคุกเข่าหน้ากระจกเปิดเนตรเทวะพินิจดาราเพียงเศษหนึ่ง
โลกตรงหน้าซีดลง
เส้นปราณในร่างศพหายหมดเหลือเพียงทางสีแดงจากหัวใจมุ่งเข้าจุดดำ จากนั้นมิได้วิ่งออกทางพื้นหรือฟ้าแต่แตกเป็นเส้นเล็กนับสิบเชื่อมกับเงาของคนตายอื่นซึ่งอยู่นอกโรงชั่ง
ศพทหารนิกายหน้าประตู
สัตว์อสูรที่ถูกฆ่า
คนซึ่งตายในค่ายกลเมื่อคืน
ทุกศพเป็นปมของตาข่ายเดียวกัน
ที่น่ากลัวยิ่งกว่าเส้นบางส่วนพาดผ่านคนเป็นซึ่งเคยถูกค่ายกลดูดเลือด
เยี่ยซิงเหอเห็นปลายหนึ่งหันกลับมาหาตน
ดวงตราบนแผ่นหลังร้อนวาบ
เงาในกระจกหันหน้ามองเขา
ด้ายรอบข้อมือเปลี่ยนสี
หญิงผู้ถือคันธนูกระชากเต็มแรง เยี่ยซิงเหอล้มพ้นวงกระจกทองแดงร้าวตรงกลาง เสียงกรีดร้องซึ่งไม่มีผู้ใดได้ยินนอกจากเขาดังอยู่ในศีรษะ
ภาพเด็กปั้นตุ๊กตาหิมะพร่าอีกครั้ง
เขากัดฟันเรียกชื่อนั้นจากแผ่นไม้ในความทรงจำ
ชื่อยังอยู่
แต่สีถุงมือของเด็กหายไป
ราคาของการมองหนึ่งลมหายใจมาถึงแล้ว
ผู้เฒ่าโม่กดฝ่ามือบนอกเขา “เห็นสิ่งใด?”
“มันเชื่อมศพทุกศพ และแตะคนเป็นซึ่งเสียเลือดในค่ายกล”
“ศูนย์รวมอยู่ที่ใด?”
“มองไม่ถึง มีหลายทางบังกัน”
“นั่นคือสิ่งที่มันต้องการ ให้เจ้าตามเส้นจนดวงตราเปิด”
เยี่ยซิงเหอลุกนั่ง “แต่เรารู้แล้วว่าตัดศพเดียวไม่พอ”
ผู้เฒ่าโม่มองรอยร้าวบนกระจก “และรู้ว่ามันเริ่มดึงวิญญาณ”
คนร้ายร่างผอมหน้าซีด “นั่นเป็นเพียงวิชาเก็บเลือดมิใช่หรือ?”
คนแก่ตอบ “มหาเวทย์โลหิตกลืนวิญญาณ”
ทันทีที่ชื่อถูกเอ่ย จุดแดงใต้ลิ้นคนร้ายสองคนเต้นเร็วขึ้นราวกับวิชาจำเสียงผู้รู้จักมันได้
“มันเพิ่มพลังอย่างไร?” เยี่ยซิงเหอถาม
“เลือดเปิดทาง วิญญาณเป็นเชื้อ ผู้ตายหนึ่งคนไม่มากแต่สนามรบหนึ่งแห่งทำให้ผู้ใช้ข้ามขีดของตนชั่วคราว”
“แล้วชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน?”
ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบ
ไม่จำเป็นต้องตอบ
ค่ายกลใต้โม่เหอสร้างมานานเพื่อสิ่งนี้ศัตรูไม่ได้ต้องการเพียงฆ่า แต่นำทุกการตายกลับไปเพิ่มกำลังแก่ผู้ทำพิธี
ยิ่งป้องกันนาน ยิ่งมีศพ
ยิ่งมีศพ ศัตรูยิ่งแข็งแกร่ง
การต่อสู้ตามวิธีปกติกำลังเลี้ยงฝ่ายตรงข้าม
ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายกระบี่เก่าชี้รอยแตกบนกระจก“วิชานี้ต้องมีสามสิ่ง เลือดเปิดทาง วิญญาณคงทาง และผู้ทำพิธีรับสิ่งที่ส่งไปถ้าขาดอย่างหนึ่ง วงจะอ่อนลง”
“เราไม่มีทางหยุดเลือดทุกหยด” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว
“และคืนชีวิตคนตายไม่ได้”
“เช่นนั้นต้องหาผู้รับ” เยี่ยซิงเหอว่า
“ถูก แต่คนรับอาจซ่อนหลังหลักอื่นหลายชั้นการวิ่งตามเส้นตรงทำให้เจ้าเข้าแท่นซึ่งมันเตรียมไว้”
หญิงผู้ถือคันธนูถาม “มีวิธีบังคับให้มันเผยตำแหน่งหรือไม่?”
“ทำให้แขนงหนึ่งขาดในจังหวะที่มันดึงผู้รับจะต้องเพิ่มแรงหรือย้ายไปแขนงอื่น”
“แล้วเราดูว่าแขนงใดตอบ”
ผู้เฒ่าโม่พยักหน้า “แต่ผู้ที่อยู่ใกล้แขนงนั้นจะรับแรงแทน”
การตัดทางหนึ่งอาจช่วยศพตรงหน้าและทำร้ายคนที่อื่นไม่มีการทดลองใดปลอดภัย
เยี่ยซิงเหอมองรายชื่อบนแผ่นไม้“จึงต้องให้ทุกจุดรู้ก่อนเราตัด”
กระดิ่งสั้นถูกส่งไปตามเรือนคนเฝ้าศพแต่ละแห่งวางมือบนภาชนะทองแดงและรอสัญญาณ ถ้ามันสั่นต้องถอยคนเป็นออกจากรอบร่างทันที
เมื่อเสียงตอบกลับมาครบ ผู้เฒ่าโม่จึงเริ่ม
เยี่ยซิงเหอถาม “หยุดอย่างไร?”
“ทำลายหลักเชื่อมก่อนวิญญาณหลุดทั้งหมด”
“หลักอยู่ที่ศพ?”
“แต่ละศพมีหนึ่งจุด และต้องมีหลักใหญ่ที่อื่น”
“เราทำลายจุดนี้ก่อน”
ผู้เฒ่าโม่ยกกระบี่เก่า “ถ้าฟันตรง ๆเศษวิญญาณของเฉียนซุ่นจะสลายพร้อมตรา”
ชายร่างผอมถาม “เขาตายแล้ว เหตุใดยังต้องรักษา?”
เยี่ยซิงเหอมองเงาพร่าบนกระจก“เพราะความตายไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นเชื้อเพลิงของผู้ใด”
ผู้เฒ่าโม่ให้ทุกคนถอย เขาใช้ปลายกระบี่ขีดวงรอบจุดดำไม่แตะผิวศพ แล้วให้เยี่ยซิงเหอจับด้ายขาวที่ยังไม่เปลี่ยนสี
“เมื่อข้าตัดเส้นเลือดของวิชา เจ้าดึงด้ายออกจากวงอย่าใช้ปราณ”
“ถ้าดึงไม่ทัน?”
“เงาในกระจกจะหาย”
“ถ้าดึงแรงเกิน?”
“วิญญาณจะติดด้ายและขาด”
งานนี้ไม่ต้องการพลังมาก ต้องการจังหวะ
กลองบนเขาดัง
อักษรใต้ลิ้นศพหด
ผู้เฒ่าโม่ไม่ฟัน
กลองดังครั้งที่สอง
จุดดำใต้สะดือขยาย เส้นแดงบนด้ายวิ่งเร็วขึ้น
กระบี่เก่าพลันเคลื่อน
ไม่มีแสง ไม่มีเสียงระเบิดมีเพียงปลายคมแตะอากาศเหนือศพแล้วตัดสิ่งซึ่งตาเปล่ามองไม่เห็น
“ดึง!”
เยี่ยซิงเหอดึงด้ายช้าแต่ไม่หยุด เงาในกระจกบิดตามเส้นสีแดงพยายามพันกลับเข้าข้อมือเขา หญิงผู้ถือคันธนูยกคบไฟจ่อระหว่างทางความร้อนทำให้มันชะงักเพียงอึดใจ
อึดใจนั้นพอ
ด้ายหลุดจากวง จุดดำแตกเป็นผงเงาเหนือศพลดตาลงแล้วจางไปอย่างสงบ
พร้อมกันนั้น จุดแดงใต้ลิ้นคนร้ายร่างท้วมดับลงหนึ่งจุด
อีกจุดยังอยู่
“ช่วยได้ครึ่งหนึ่ง?” ผู้ดูแลถาม
“ตัดเพียงแขนงหนึ่ง” ผู้เฒ่าโม่ตอบ “หลักใหญ่ยังดึงอยู่”
ชายร่างท้วมหอบหายใจ เลือดกลับขึ้นริมฝีปากเล็กน้อยเขารอดในเวลานี้ แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่านานเท่าใด
เยี่ยซิงเหอมองผงดำจากตรา “เราตามรอยจากมันได้หรือไม่?”
“ถ้าเก็บไว้ อาจได้”
“แต่?”
“ตราจะต่อกลับเมื่อกลองดังรอบถัดไป”
พวกเขาต้องเลือกระหว่างเก็บหลักฐานกับหยุดทางเชื่อม
เยี่ยซิงเหอหยิบคบไฟ “เผา”
คนร้ายร่างผอมร้อง “นั่นอาจบอกที่ตั้งคนถือบัญชี!”
“และอาจเอาวิญญาณคนในเรือนนี้ไปก่อนเราหาคำตอบ”
เขาวางไฟลงบนผงดำ
เปลวไฟสีเขียวลุกเพียงครู่ กลิ่นเหล็กไหม้กระจายหลักฐานซึ่งอาจนำไปหาศัตรูถูกทำลาย แต่เส้นเย็นที่กดทับโรงชั่งหายไปด้วย
ผู้เฒ่าโม่มองเขา “เจ้าเลือกคนเป็นเหนือคำตอบอีกครั้ง”
“ท่านพูดเหมือนแปลกใจ”
“ข้ากำลังจำไว้ เผื่อวันหนึ่งเจ้าลืม”
คำว่า ‘ลืม’ ทำให้เยี่ยซิงเหอนึกถึงสีถุงมือที่หายจากความทรงจำเขากำด้ายซึ่งหญิงช่างเย็บสละให้แล้วบอกผู้ใหญ่บ้านให้บันทึกสิ่งที่พบลงแผ่นไม้แทนฝากไว้ในหัวเขาคนเดียว
ศพเฉียนซุ่นถูกคลุมด้วยผ้าหยาบ ไม่เผาทันทีเพราะต้องตรวจว่ามีตราอื่นหรือไม่ คนร้ายที่เหลือถูกย้ายออกจากโรงชั่งแยกไกลจากคนเจ็บ และมีผู้เฝ้าปากตลอดเวลา
พวกเขาใช้เวลาเกือบหนึ่งก้านธูปกับศพเดียว
นอกกำแพง กองทัพยังไม่โจมตี
ความเงียบนั้นมิใช่โอกาสพัก
ศัตรูกำลังรอให้พิธีทำงานแทนการเสียทหาร
เยี่ยซิงเหอออกจากโรงชั่ง มองฟ้าสีแดงอักขระชั้นสองหมุนช้ากว่าเดิม แต่เงาของมันทอดครอบบ้านทุกหลัง
“หลักใหญ่อยู่ที่ใด?” เขาถาม
ผู้เฒ่าโม่ใช้กระบี่เก่าแตะพื้น ฟังการสั่นเหมือนเคย“ถ้าอยู่บนเขา เส้นจะดึงขึ้น แต่เมื่อครู่มันดึงไปด้านข้าง”
“ในหมู่บ้าน?”
“หรือใต้หมู่บ้าน”
เสียงกระดิ่งจากแนวตะวันตกดังขึ้นหนึ่งครั้ง
ก่อนผู้ใดขยับ กระดิ่งทิศใต้ก็ดังตาม
แล้วทิศตะวันออก
ไม่ใช่สัญญาณเดียวกับที่พวกเขากำหนดคนเฝ้าแต่ละจุดตีอย่างตกใจของตนเอง
หญิงคนหนึ่งวิ่งออกจากตรอกตะวันตก “ศพหน้ากำแพงขยับ!”
ชายจากทางใต้ตะโกน “เลือดซึมขึ้นจากพื้นเรือนว่าง!”
บนหลังคาทิศตะวันออกคนเฝ้าชูคบไฟแล้วร้องว่าเห็นเงาสีแดงไหลผ่านปล่องควัน
สามจุด
คนละทิศ
เกิดพร้อมกันหลังพวกเขาตัดแขนงที่โรงชั่ง
ภาชนะทองแดงจากเรือนทางใต้ถูกหามมาถึง ขอบมันร้าวจากการสั่นคนเฝ้ารายงานว่าศพซึ่งอยู่ที่นั่นไม่ได้ขยับแต่เงาบนผนังยืดยาวสวนทางแสงไฟก่อนเลือดซึมจากพื้น
อีกคนจากกำแพงตะวันตกบอกว่าเถ้ารอบศพทหารนิกายถูกดูดเข้าใต้เกราะเหลือรอยวงกลมเหมือนปากหลุม
จุดทั้งสามมิได้เลือกศพสำคัญที่สุด
มันเลือกจุดซึ่งมีคนเป็นอยู่ใกล้มากที่สุด
ศัตรูรู้ว่าพวกเขาจะเฝ้าศพและใช้ความพยายามช่วยคนตายเป็นเหยื่อล่อคนเป็น
เยี่ยซิงเหอสั่ง “ถอยทุกคนจากศพสามจั้ง ใช้เชือกลากภาชนะตรวจอย่าเข้าใกล้จนรู้ว่าพื้นหยุดดึง”
ผู้ใหญ่บ้านถาม “ถ้ามีคนเจ็บย้ายไม่ทัน?”
“ย้ายคนก่อน ทิ้งของทั้งหมด”
คำสั่งทำให้เรือนหนึ่งต้องสละยาและเสื่อซึ่งมีน้อยแต่ไม่มีผู้ใดคัดค้าน หลังสิ่งที่เห็นในกระจก ของทุกชิ้นเบากว่าชีวิต
วิชาไม่ได้หยุด
มันเพียงย้ายปากซึ่งกำลังกลืน
ผู้เฒ่าโม่กำกระบี่เก่า “หลักนี้เป็นของลวง”
เยี่ยซิงเหอมองเส้นแสงสีเลือดซึ่งเริ่มสว่างใต้ตรอกไกลออกไป
กลองบนเขาดังอีกครั้ง
คราวนี้เสียงตอบมิได้มาจากกองทัพ
มาจากใต้บ้านอีกด้านของโม่เหอ
พิธีเริ่มที่อื่นแล้ว