แต่ทว่าบุรุษผู้นั้นก็หลบหมัดที่พุ่งเข้าหาใบหน้าเขาอย่างง่ายดาย และการหลบหมัดนั้นก็มาพร้อมกับเข่าของเขาที่กะซวกเข่าตรงลิ้นปี่ของคุนอย่างจังครั้งหนึ่ง
คุนร้อง ”อ๊อก!” ออกมาคำหนึ่ง ก่อนที่ร่างของเขาจะทรุดไปนั้น วิษณุก็ปรี่เข้าใช้เท้ายกถีบยันไปยังชายตรงหน้า แต่ทว่าบุรุษนิรนามก็ใช้ด้ามไม้กวาดกระทุ้งเข้าใส่บริเวณลิ้นปี่ของวิษณุอย่างรวดเร็วจนมองตามแทบไม่ทันอีกคนเช่นกัน
คุนและวิษณุร่างทรุดลงไปกองกับพื้น โดยที่บรรดาเหล่าหญิงสาวต่างก็ร้องกรี๊ดเสียงดังเพราะใกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะที่พุ่งตัวไปช่วยผู้าเ็ ยกเว้นสตรีเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มที่ไม่มีท่าทีใแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม เธอกลับแสยะยิ้มออกมาเหมือนกำลังพบเจอกับเื่สนุกสนาน
“ฝีมือดีนิ” ภาวิณีพูดพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง “น่าสนใจ!”
สิ้นเสียง ภาวิณีก็วาดเท้าเตะออกไปบริเวณศีรษะของชายตรงหน้า ขณะที่ชายนิรนามเอี้ยวร่างส่วนบนให้หลบของลูกเตะที่พุ่งเข้ามายังบริเวณขมับของตนได้อย่างฉิวเฉียด
ภาวิณียังคงตามต่อโดยการแบ๊คคิ๊ก ไปยัง่ลำตัวของชายตรงหน้าที่เขาเองขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ขณะที่หลบฉาดออกจากลูกแบคคิ๊กนั้น
“เอ็มเอ็มเอเหรอ!?” ชายผู้นั้นรำพึงเสียงดัง
“ตาถึงไม่เบานิ” ภาวิณีว่าไม่ว่าเปล่า เธอหมุนตัวกลางอากาศ เตะขาอีกข้างโจมตีแบบจระเข้ฟาดหาง ซึ่งคราวนี้เขาหลบไม่พ้น จึงต้องยกแขนขึ้นกันลูกเตะนั้นแทน “มวยไทยเหรอ”
“มวยไชยา!” สิ้นเสียงเขาก็ย่อตัวลงเล็กน้อย เพื่อหวังจะใช้แม่ไม้ พิงแข้งชก ตามหลักวิชาทุ่มทับจับหักของมวยไชยา
แต่ทว่าทันใดนั้นเอง ภาวิณีก็พลันงอเข่าทั้งสองข้างของตนพร้อมกับเกี่ยวขาไขว้กัน โดยที่ข้อพับด้านขาขวานั้นก็ล็อกเข้ากับซอกคอของเขาอย่างพอดี ขณะที่มือและส่วนแขนของของเขาก็ถูกภาวิณีดึงออกไปโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัวเช่นกัน ก่อนที่ร่างของทั้งคู่จะทรุดลงไปตามแรงโน้มถ่วง และ ตามแรงเหวี่ยงตัวของภาวิณี
เกิดเสียงร้องโอ๊ย! ดังลากยาว ขณะที่แพรวาละสายตาจากคุนที่เริ่มหายใจได้ปกติ พร้อมกับะโเสียงดัง
“พี่ภาหยุดก่อน!” เธอมองไปยังชายร่างโทรมที่ถูกภาวิณีล๊อกแขนเพื่อจะใช้ท่าอาร์มบาร์ดึงข้อต่อของแขนเขาออกจากกัน “เอก…นั่นใช่ไหม เราแพรเอง จำได้ไหม?”
“แพร…” บุรุษผู้นั้นลากเสียง ขณะที่ภาวิณีก็หยุดท่าสังหารขณะมองดูทั้งคู่สลับกัน “แพรเหรอ?”
“ใช่ เราเอง!”
บริเวณหน้าบ้านถูกใช้เป็ที่ปรับความเข้าใจระหว่างบริษัทอสังหาริมทรัพย์กับบุรุษนิรานาม ที่บัดนี้พวกเขารู้ชื่อแล้วว่าเขาชื่อเอก เป็เพื่อนวัยเด็กของแพรวาและเ้าของบ้านหลังนี้ที่ควรจะตายไปแล้ว จากอุบัติเหตุเมื่อหลายสิบปีก่อน
“เหตุการณ์เมื่อ20ปีก่อน ที่จริงแล้วยังเหลือเราที่รอดชีวิตนะ” ดวงตาเขาหม่นหมองเศร้าสร้อย ขณะจ้องมองท้องทะเลที่กว้างไกลสุดสายตา “ถ้าไม่ได้ครูที่ค่ายมวยช่วยเอาไว้ เราเองก็คงไม่รอดจากคนพวกนั้นเหมือนกัน”
“คนพวกนั้นเหรอ” แพรวาทวนคำด้วยน้ำเสียงตึงเครียด “นี้เอกหมายความว่ายังไง เราไม่เข้าใจ ที่เรือล่มนั้นเป็เพราะพายุไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ใช่!” เอกตวัดสายตากลับมาดูแพรวาในทันที โดยที่คนอื่นๆ ทำได้เพียงแค่รับฟังอย่างเงียบๆ “เพราะลุงธานินณ์…ไม่ใช่ซิ ไอ้ธานินณ์ เพราะพวกมันนั่นแหละที่ทำให้ทุกคนต้อง ต…ตาย” น้ำตาสายเล็กหยดรินตามมาจากเสียงสุดท้ายที่สั่นเครือ “พวกมันรู้ทุกอย่าง พวกมันรู้…เพราะพวกมันนั่นแหละที่ทำให้ทุกคนต้องตาย”
“คุณลุงธานินณ์” แพรวาสะดุ้งวาบ “เอกหมายความว่ายังไง พวกคุณลุงเป็เพื่อนกันนะ ทำไมเอกถึงพูดแบบนั้นล่ะ”
“เพื่อนเหรอ!” สายตาเขาพลันเปลี่ยนเป็เดือดดาล พร้อมกับคว้าจับไหล่ทั้งสองของแพรวา “เพื่อนที่พาให้ไปเจอกับพายุ เพื่อนที่สั่งให้ทีมกู้ภัยหยุดช่วยเหลือและค้นหาครอบครัวของเพื่อน เพื่อนที่ยึดบ้านและธุรกิจของเพื่อน หลังจากที่เพื่อนตายนะเหรอแพรวา!”
แทบจะในทันทีเช่นกัน ที่ภาวิณีเองก็คว้าจับข้อมือที่ใช้กุมไหล่ของแพรวาเอาไว้ พร้อมกับเอ่ยด้วยเสียงดุดันเฉียบขาด
“ปล่อย!” ใบหน้าและแววตาของภาวิณีบ่งบอกว่าสามารถลงมือได้ทุกเมื่อ “แล้วพูดให้มันดีๆ ร้องไห้เป็เด็กๆ ไปได้”
“ขะ…ขอโทษ” เขาชักมือกลับอย่างสำนึกผิด “เราไม่ได้ตั้งใจ”
“อื้ม” แพรวาพยักหน้ารับ “เอกช่วยบอกเราหน่อยได้ไหม ว่าที่จริงแล้วเื่ทั้งหมดมันเป็มายังไงกันแน่”
“นั้นซิครับ” วิษณุที่รับฟังมาโดยตลอดโพล่งขึ้น “จากที่ฟังมา ดูเหมือนว่าคุณจะบอกว่าคุณเป็เ้าของบ้านหลังนี้ ที่ถูกคุณธานินณ์ยึดบ้านไปใช่ไหม ผมเข้าใจถูกไหม”
“แล้วทำไมคุณธานินณ์ต้องทำแบบนั้นด้วยละ” คุนเองก็เสริมตามมาอีกคน “เขาเป็ถึงมหาเศรษฐี เป็ทั้งเ้าของธุรกิจมากมายระดับประเทศ ทำไมถึงต้องอยากได้บ้านของคุณด้วยล่ะ”
“นั้นซิ” ดาวเอออออย่างเห็นด้วย พร้อมกับยิงคำถามต่อเนื่อง “แล้วทำไมคุณถึงไม่ทวงคืนหรือฟ้องร้องละ ถ้าหากที่ว่ามาเป็ความจริง”
“ทำไม่ได้” เขาหันมองไปยังดาวด้วยดวงตาเศร้าหมองปนโกรธเกรี้ยว “พวกมันมีทั้งเงินและอิทธิพล หลังจากพายุในตอนนั้น ผมก็ได้กลับมาที่บ้านหลังนี้อีกครั้ง แต่ทันทีที่พวกมันรู้ว่าผมยังไม่ตาย พวกมันก็วางแผนฆ่าผมอีก แต่ผมก็รอดมาได้อีกครั้งเพราะครูที่ค่ายได้ช่วยผมเอาไว้ หลังจากนั้นผมก็เปลี่ยนชื่อนามสกุล ปกปิดตัวตน โดยที่พวกมันนั้นคิดว่าผมตายไปแล้ว เพราะคนที่ถูกจ้างให้มาฆ่าผม ก็คือลูกศิษย์ของครูผม”
“ฆ่าเอก” แพรวาอุทาน “ทำไมคุณลุงต้องทำแบบนั้นด้วยละ”
“เงิน!” อีกครั้งที่ใบหน้าเขาสลดปนโกรธแค้น “ไม่ได้มีแค่ครอบครัวเราครอบครัวเดียวนะแพร ที่เป็แบบนี้ เพราะเรายิ่งสืบเลยยิ่งรู้ ว่ามันทำแบบนี้กับเพื่อนและหุ้นส่วนทางธุรกิจทั้งหมดของมันแทบทุกคน เพราะหลังจากที่ทุกคนตาย มันจะสามารถเข้ายึดธุรกิจที่ลงทุนด้วยกันไปเป็ของมันได้”
“เชื่อได้เหรอ” ภาวิณียกแขนประสานกอดอก “หลักฐานอะไรก็ไม่มี แค่คำพูดจากฝ่ายเดียว มันไม่พอหรอกนะ”
“เพราะแบบนี้แหละครับ ผมจึงต้องปลอมตัวเข้ามาเป็คนสวนเพื่อจะหาหลักฐาน” เขาส่ายศีรษะอย่างอ่อนแรง “แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกมันเก็บข้อมูลหลักฐานไว้ที่ไหน แม้แต่บ้านที่พวกมันอยู่ก็ยังไม่มีโอกาสเข้าไปเพราะพวกมันระวังตัวมาก รู้เพียงแค่ว่าตอนนี้พวกมันกำลังวางแผนแบบเดิมอีกครั้ง เพื่อจะเข้ายึดบริษัทอะไรสักอย่างผ่านการแต่งงานของลูกชายของมัน”
“พี่ภาคิณน์!” แพรวาอุทาน
“ใช่” เขาพยักหน้ารับ “รู้สึกว่าจะแต่งกันเร็วๆ นี้แหละ”
“งั้นก็ฉิบหายอะดิ” วิษณุร้องขึ้นอย่างลืมตัว “ถ้าหากที่ว่ามามันเป็เื่จริง ตอนนี้คุณแพรวาก็….”
“กำลังตกอยู่ในอันตราย” คุนมองหน้าหญิงสาวด้านหน้าตน
“คือแพรเหรอ….?” เอกพึมพำเสียงดัง “ไม่ได้นะแพร อย่าแต่งงานกับมันเด็ดขาด ถ้าแพรไม่อยากให้ครอบครัวต้องตายกันเหมือนกับเรา…”
“เื่ความปลอดภัยไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันดูแลได้” ภาวิณีขมวดคิ้วมุ่น “ถ้าหากว่าที่คุณพูดมามันเป็เื่จริงนะน่ะ”
“คุณมีวิชาอาคมเหรอ” เขาเงยหน้าขึ้นมองภาวิณี “คุณไม่รู้หรอกว่าพวกมันทำอะไรได้บ้าง ผมใช้เวลาหลายปีก็ยังหาจุดอ่อนของพวกมันไม่เจอเลยสักจุด ไม่ว่าจะการเข้าถึงตัวพวกมัน หรือแม้กระทั่งอยู่ใกล้ๆ พวกมันก็ยังไม่มีสิทธิ์ แม้แต่เื่เหนือธรรมชาติพวกมันก็ยังไม่มี”
“ฮืม…” ดาวครางต่ำ “วิชาอาคมนี้หมายถึงพวกไสยศาสตร์มนตร์ดำอะไรพวกนั้นรึเปล่า”
“ก็…น่าจะใช่…” ดวงตาเขาฉายแววครุ่นคิดสับสน “ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน นอกจากพวกเส้นสายและอิทธิพล บางเื่ผมก็ได้ยินมาจากพวกคนงานในบ้าน ว่าพวกมันจะให้อาจารย์ที่พวกมันนับถือใช้วิชาอาคมไสยศาสตร์ไปจัดการศัตรูหรือคู่แข่งของพวกมัน”
“เดี๋ยวนะๆ!” คุนเอ่ยขัดขึ้นในทันที “นี้คุณกำลังจะบอกว่า ที่ครอบครัวเกิดอุบัติเหตุเป็เพราะถูกวิชาอาคมที่พวกนั้นทำใส่อย่างนั้นเหรอ” ว่าพลางก็เหลือบมองไปทางปอยด้วยอาการยิ้มเยาะน้อยๆ
แต่ทว่าแทนที่ปอยจะโต้ตอบปฏิกิริยาของบุรุษที่ชวนทะเลาะแบบเช่นทุกที เธอกับพูดขึ้นด้วยอาการครุ่นคิด
“ถ้าให้ฉันทาย ครอบครัวของคุณเสียไปหลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่นี้ใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ” เอกตอบกลับ “ทุกคนเสียไปหลังจากที่เราย้ายมาอยู่ที่นี้ได้ไม่ถึงปี”
“โอ๊ย…นี่อย่าบอกนะว่าเื่นี้จะเกี่ยวกับ!” อีกครั้งที่คุนส่งเสียงคัดค้าน “ไม่นะ…ไม่ๆๆๆ”
ปอยเหลือบมองคุนอย่างเหม็นเบื่อ ก่อนจะชี้มือไปยังเบื้องล่างของบ้านทั้งด้านซ้ายและขวา พร้อมกับพูดด้วยท่าทีจริงจัง
“ในหลักวิชาฮวงจุ้ย เราเรียกสิ่งนี้ว่า ฮวงจุ้ยสัญลักษณ์” ปอยลดมือลงขณะที่ยังคงพูดต่อไป “มันถูกใช้เพื่อ กัน แก้ หรือ กระทำให้ชัยภูมิที่อยากจะให้เป็ เป็ไปอย่างที่เรา้า “
“น้องปอยหมายถึงอะไรคะ” ดาวถามอย่างสนใจ
“หนูหมายถึง ผีเสื้อสมุทร ที่อยู่ข้างล่าง ซึ่งหันหน้ามาปะทะกับบ้านหลังนี้ตรงๆ นะคะ” ปอยตอบกลับขณะที่ยังมองดูด้านล่างอยู่ “หลักวิชานี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในทางฮวงจุ้ย ตัวอย่างง่ายๆ ที่เรามักจะเห็นบ่อยๆ ก็ที่ถนนราชประสงค์นั่นแหละค่ะ” เธอหันมายังทั้งหมด พร้อมกับหยิบแผ่นกระดาษและปากกาออกมา ก่อนจะกางลงตรงพื้นที่นั่งพร้อมกับวาดเส้นสี่เส้นตัดกันเป็รูปกากบาทให้คล้ายสี่แยกของถนน “เริ่มจากท้าวมหาพรหมที่สร้างขึ้นมาก่อนนั้น เชื่อกันว่าเป็ศูนย์รวมของพลังทั้งหมดในที่นั้น ผู้ที่จะมาสร้างอาคารสถานที่หรือธุรกิจที่นั่นจึงต้องทำฮวงจุ้ยสัญลักษณ์เพื่อต้านทานและลดทอนกระแสชี่ หรือ ก็คือพลังงานจากศาลพระพรหมไม่ให้ปะทะกับตน” ปอยหยุดสักพักขณะที่เขียนตัวอักษรลงไปบนกระดาษ ตรงข้ามกับจุดที่เขียนกำกับพระพรหมและรอบๆ บริเวณ “เริ่มจากพระตีรมูรติที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลดทอนและสู้กับพลังของพระพรหมเพราะอยู่ตรงข้ามกันโดยตรง แถมยังเสริมพระพิฆเนศเข้าไปอีกในตอนหลังๆ เพราะพลังงานเยอะมากจนพระตรีมูนติเอาไม่อยู่ ต่อมาก็พระนารายทรงครุฑ ที่จุดนี้ก็สร้างขึ้นมาเพราะเชื่อว่าจะลดทอนและข่มพลังของจักรพระพรหมที่หันมาทางนี้ ซึ่งเชื่อว่าได้ทำให้เกิดเื่เดือดเนื้อร้อนใจขึ้น เหมือนกับที่เคยเกิดเหตุไฟไหม้ในอดีต พระอินทร์ทรงเอราวัณที่สร้างขึ้นมาภายหลังในจุดนี้ ก็เพราะ้าต้านทานพลังของพระพรพรหมกับพระนารายที่สู้กันอยู่นี้แหละ ส่วนพระแม่ลักษมีและพระแม่อุมาเทวี ที่ถูกสร้างขึ้นมาภายหลังที่สุดนั้น ก็เพื่อ้าจะลดทอนพลังและผลกระทบจากพลังของเหล่าเทพทั้งหลายที่สู้กันอยู่ที่นี่ สังเกตไหม ว่าที่นี่นะแรงมาก ไม่ว่าจะเหตุการณ์บ้านเมืองทั้งทางร้ายและทางดี ก็มักจะเกิดขึ้นที่นี่อยู่เสมอ”