หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 133 เด็กอ้วนตัวขาว

            กองไฟกลางลานวัดยังคงลุกโชน

            เหล่านักเดินทางที่รอนแรมมาหลายวันต่างก็มารวมตัวกันที่นี่

            ชายชรายังพูดพล่ามจนน้ำลายกระเซ็นเป็นฝอย แม้เรื่องราวยังคงวกไปวนมาอยู่ไม่กี่ประโยค เช่นบุรุษชุดขาวคือใคร ลงมือว่องไวเพียงใด ฝีมือการใช้แส้ของเขาล้ำเลิศเพียงใด…เรื่องเหล่านี้ผู้คนที่เคยเดินทางผ่านเจียงหูล้วนแต่ฟังจนเอียน

            ทว่าเจ้าเด็กชายตัวอ้วนขาวคนนี้ช่างดึงดูดความสนใจของคนอื่นๆ นัก

            เจ้าเด็กอ้วนนี่ดูเหมือนเพิ่งจะเคยออกจากจวนเป็นครั้งแรก

            ท่าทางการหรี่ตาของเขาดูไม่ระแวดระวังคนรอบตัวแม้แต่น้อย

            ท่าทางไร้เดียงสาของเขาราวกำลังตะโกนออกมาว่า มาเลย...มาหลอกข้าสิ

            เหมือนที่ชายชราระหว่างที่เล่าเรื่องวกไปวนมาเช่นนั้น ก็ค่อยๆ จิบชาในกาที่เด็กชายส่งให้ด้วยความโลภ

            ทว่าเมื่อคนรอบข้างต่างก็จับจ้องมาที่เขา เขาจึงได้แต่วางกาน้ำชาลงด้วยความละอาย ทว่าเขาก็ดื่มชาในกาจนไม่เหลือสักหยดแล้ว ได้แต่ส่งกาน้ำชาคืนให้เด็กชาย

            เด็กชายรับกามาแล้ววางลงด้านข้างอย่างไม่ใส่ใจ

            แสงจากกองไฟสะท้อนใบหน้าแดงระเรื่อของเด็กชายข้างกองไฟ ใบหน้าขาวที่แต้มด้วยสีแดงดูราวกับทารกที่ไม่เคยได้พบเจอกับแสงแดด

            แขนที่ยื่นออกมาก็ทั้งขาวทั้งนุ่มราวกับเกี๊ยวที่ยัดไส้จนแน่น

            ผิวก็กระจ่างใสเสียจนมองเห็นเส้นเลือดบนแขน

            เมื่อเขาฟังชายชราเล่าจบ ก็ยังคงดูตื่นเต้นอยู่

            เมื่อถึงยามดึก เด็กชายก็นอนพิงอยู่บนที่นอนที่บ่าวรับใช้ชราปูไว้ให้ จากนั้นบ่าวรับใช้ชราจึงเอนกายลงนอนด้านนอก ให้เด็กชายได้นอนด้านใน

            เด็กชายตื่นเต้นเสียจนนอนไม่หลับ

            ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของเขาที่ได้นอนในพื้นที่ทุรกันดารเช่นนี้

            เด็กชายสะกิดชายรับใช้เบาๆ ก่อนจะกระซิบขึ้น “ต้าป้าน ท่านว่าข้าจะได้พบวีรบุรุษชุดขาวหรือไม่”

            ร่างกายของชายรับใช้ผอมแห้งทั้งร่างล้วนมีแต่กระดูก 

            เมื่อถูกเด็กชายจิ้มเช่นนี้ เขายังกังวลว่าเด็กชายจะเจ็บมือเอาได้

            เขาจึงพลิกกายแล้วขยับกายน้อยๆ ก่อนจะกล่าวกับเด็กชายว่า “นายน้อย ท่านลืมไปแล้วหรือว่ายามอยู่ด้านนอกต้องเรียกข้าว่าลุงฉือ พรุ่งนี้เรายังต้องรีบเดินทางอีก ท่านรีบนอนเสียเถิด” 

            เด็กชายแลบลิ้นออกมา แล้วพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าเข้าใจแล้ว

            ทว่านอนได้เพียงครู่เดียว เด็กชายก็ไม่อาจข่มตานอนได้ ร่างอวบอ้วนพลิกไปพลิกมา

            “ท่านลุงฉือ ไม่มีคนนอนข้างๆ แล้วข้านอนไม่หลับ ข้าคิดถึงท่านพ่อท่านแม่แล้ว”

            บ่าวรับใช้ชราเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ขยับกายเข้าไปใกล้เด็กชายอีกหน่อย

            ร่างของชายชราแข็งเกร็ง

            เมื่อเข้าสู่ยามดึกสงัด

            กองไฟที่เคยลุกโชนก็ค่อยๆ มอดลง

            ทว่าร่างที่เคยหนาวเหน็บของชายชรากลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา

            เด็กชายผิวขาวร่างอวบอ้วนข้างกายเขาอบอุ่นราวกับลูกไฟ

            ยามนี้ยังเสียงหายใจของเด็กชายก็เปลี่ยนเป็นสม่ำเสมอแล้ว

            แววตาของชายชราที่มองเด็กชายพลันปรากฏแววรวดร้าวระทมทุกข์

            นายน้อยของเขาที่เป็นถึงองค์ชายน้อยแห่งแคว้นซียังต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้ หากว่าฮ่องเต้ยังอยู่ นายน้อยของเขาจะมาตกอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร

            ชายชรานักเล่าเรื่องที่นอนอยู่อีกฟากก็ยังไม่หลับเช่นกัน

            ร่างนั้นค่อยๆ พลิกกายลุกขึ้นเงียบๆ

            เขาไม่อาจลืมเลือนเจ้ากาน้ำชาของเด็กชายได้จริงๆ

            หากว่าเขาสามารถนำมันไปขายได้ ย่อมจะได้เงินไม่น้อยเป็นแน่ ไม่แน่ว่าอาจจะพอให้บุตรชายหลายคนของตนแต่งภรรยาได้เสียด้วยซ้ำ

            ปกติเขาเป็นแค่ชายเกียจคร้านว่างงานคนหนึ่ง

            เพราะบุตรของเขาไปต้องตากับแม่นางน้อยในตัวอำเภอคนหนึ่งเข้า ทั้งฝ่ายตรงข้ามยังเรียกสินสอดแพงนัก เขาจึงจำเป็นต้องออกมาทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหาเงิน

            ชายชราลูบๆ คลำๆ ตรงหน้าที่นอนของเด็กชาย ยามนี้ย่างเข้ายามสาม ยามที่ทุกคนหลับลึกที่สุดพอดี

            ชาที่ดื่มไปก็ทำให้เขากระปรี้กระเปร่าจนถึงบัดนี้

            ยามย่องมาก็ราบรื่นนัก ไม่มีใครตื่นขึ้นมาสักคน ทว่าขณะที่เขากำลังยื่นมือออกไปหมายจะหยิบสัมภาระของเด็กชาย มือของเขาก็พลันถูกรวบไว้

            มือผอมแห้งยื่นออกมารวบมือของเขาไว้ เขารู้สึกราวกับว่าถูกโครงกระดูกจับมือไว้ก็ไม่ปาน ช่างชวนให้ขนหัวลุกนัก

            เขาตกใจเสียจนสามจิตเจ็ดวิญญาณของตนแทบจะแตกฉานซ่านเซ็น

            ทว่าเมื่อมองไปก็เห็นว่าเจ้าของมือที่ยืนมารวบมือเขาไว้ ยังไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมองว่าเขาคือใคร

            เขาออกแรงสลัดมือออก ก่อนจะแบกร่างที่เปรอะเปื้อนไปด้วยปัสสาวะจากความตกใจของตนกลับไปยังที่นอนของเขา เห็นว่าบนข้อมือตนยังมีรอยช้ำจากแรงบีบที่ยังไม่หายไป เกรงว่าหากเขาไม่รีบหนีกลับมายังที่ของตน ข้อมือของเขาคงจะถูกบีบจนแหลกเป็นแน่

            เขายิ่งคิดก็ยิ่งขวัญผวา ฟ้ายังไม่ทันสางเขาก็รีบเก็บสัมภาระแล้วรีบร้อนจากไปทันที

            เด็กชายร่างอวบอ้วนยังคงหลับสบาย ชายชราข้างกายก็ยังคงมีท่าทีเหมือนหลับอยู่

            ฟ้าสว่างแล้ว

            เฉินโย่วอ้าปากกว้างหาวออกมาพร้อมทั้งยืดเหยียดแขนทั้งสองข้างอยู่หน้าทางเข้าโรงเตี๊ยม

            ยามที่นางกำลังหาวอย่างสบายอกสบายใจอยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นน้าหลัวของนางที่กำลังเดินมา

            ปากที่ยังอ้ากว้างของนางก็พลันหุบลงทันใด

            ทว่าก็ไม่ทันการแล้ว น้าหลัวของนางดันหันมาเห็นเสียแล้ว

            “ข้าบอกเจ้าแล้วว่ายามอยู่ด้านนอกห้ามทำเช่นนี้”

            “ข้าผิดไปแล้ว น้าหลัว ข้ารับรองเลยว่าต่อไปจะไม่ทำเช่นนี้อีก ทว่ายามนี้ด้านนอกก็ไม่เห็นมีใครนี่” เฉินโย่วยิ้มแป้นออดอ้อนแม่นางหลัว

            แม่นางหลัวมองเด็กหญิงตรงหน้าที่แต่งกายอย่างบุรุษ กล่าววาจาออกมาอย่างไม่อ้อมค้อมแม้แต่น้อย ราวกับว่าเดิมทีนางก็เป็นคุณชายแสนซนคนหนึ่ง ภาพนี้ดูแล้วก็รู้สึกว่าน่ามองนัก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าเจ้าเด็กตรงหน้านางนี้ช่างหน้าไม่อายโดยแท้

            เมื่อเห็นท่าทางออดอ้อนของเฉินโย่ว ใจนางก็อ่อนยวบจนเลอะเลือน มิอาจหักใจสั่งสอนเด็กหญิงอย่างโหดร้ายได้

            เจ้าเด็กคนนี้ระหว่างทางก็สร้างเรื่องไปไม่น้อย ตลอดเส้นทางก็จัดการเหล่าโจรเสียจนอกสั่นขวัญแขวนไปหมด ทั้งยังสร้างตำนานวีรบุรุษชุดขาวอะไรนั่นขึ้นมาให้ผู้คนเล่าลือกันอีก

            เคราะห์ดีที่นางเป็นเพียงเด็กหญิงคนหนึ่ง หากว่าเป็นเด็กชายจริงๆ ในอนาคตก็ไม่รู้ว่าจะไปสร้างหายนะให้สตรีบ้านอื่นอีกมากเท่าใด

            ยามนี้ผมของเฉินโย่วยาวขึ้นเล็กน้อย ผมจุกบนศีรษะก็ไม่ชี้ไปคนละทิศละทางเช่นดอกไม้บานดังเมื่อก่อน ผมยาวเรียงสลวยเป็นระเบียบ ด้านหน้ายังเผยให้เห็นหน้าผากแบบคนงาม 

            ยามยิ้มแย้ม ทั้งคิ้วและตาก็ล้วนแต่โค้งขึ้นราวกับจันทร์เสี้ยว

            แก้มทั้งสองข้างยังมีลักยิ้มบุ๋มลงไป

            ใบหน้าน้อยๆ นี้เพียงแค่มองก็ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายอกสบายใจ

            แม่นางหลัวที่ไม่อาจหักใจโกรธนางลง ได้แต่ยื่นมือออกมาหยิกแก้มเด็กหญิงเบาๆ

            แก้มยุ้ยๆ ของนางนุ่มเสียจนทำให้คนเคลิบเคลิ้ม

            แม่นางหลัวเมื่อได้หยิกแก้มเด็กหญิงด้วยความมันเขี้ยวจนหนำใจแล้วก็เดินขึ้นรถม้า กลับมาวางท่าเช่นสตรีสูงศักดิ์ดังเช่นที่ผ่านมา

            การเดินทางครั้งนี้ไม่นับว่าเร็วนัก ด้วยเพราะต้องรับมือกับเหล่าโจรที่โผล่มาไม่ขาดสาย ทั้งยังถือโอกาสช่วยปรับเส้นทางการค้าไปด้วยในคราวเดียว

            ยามเพิ่งออกเดินทางยังมีคนร่วมขบวนมาด้วยมากมาย ทว่าเมื่อเดินทางไปจนใกล้จะถึงเมืองหลวงก็เหลือคนอยู่ไม่มากเท่าไรแล้ว

            แม้ภายนอกพวกเขาจะดูเอ้อระเหย ทว่าความจริงแล้วกลับวุ่นวายนัก

            นอกจากความงุนงงในตอนแรกแล้ว ชาวบ้านจากหมู่บ้านไป๋กู่ไม่นานก็เริ่มจะรู้งาน แล้วเริ่มลงมือทำงานกันทันที

            เสี่ยวอู่และเฉินโย่วรับหน้าที่เก็บกวาดเหล่าโจรบนเส้นทาง

            โดยเฉินโย่วจะคอยออกหน้าก่อนเป็นหลัก จากนั้นจึงให้เสี่ยวอู่คอยจัดการตามหลัง

            ด้วยเหตุนี้เฉินโย่วจึงมีชื่อเสียงขึ้นมา 

            ส่วนอาลู่ตลอดเส้นทางก็เอาแต่หมกมุ่นกับการจัดตั้งหน่วยลาดตระเวนใหม่อีกครั้ง

            อาสวินมีความสามารถด้านการคำนวณ จึงช่วยคำนวณการจัดวางคนบนเส้นทางว่าควรจัดวางกำลังไว้ตรงไหนจึงจะมีประสิทธิภาพที่สุด

            ทั้งยังต้องจดราคาที่แตกต่างกันของสินค้าในพื้นที่ต่างๆ และพิจารณาสถานการณ์การขายอาวุธกู่และผ้าทอจากหมู่บ้าน โดยทั้งหมดมีนายท่านสามคอยวางแผนและจัดการ

            ราชครูมีหน้าที่หลักคือเป็นวัตถุมงคลประจำขบวน ตลอดการเดินทางเขาแทบจะไม่ปรากฏตัวให้ใครเห็น เพราะคาดว่าสาเหตุที่เหล่าโจรบุกเข้ามาเช่นนี้ก็น่าจะเป็นเพราะตน ดังนั้นจึงได้รู้สึกสำนึกผิดนัก

            เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จวบจนขบวนของพวกเขาเคลื่อนตัวอย่างเอื่อยเฉื่อยไปจนถึง…วัดร้างแห่งหนึ่ง

            พวกเขารีบออกเดินทาง ดังนั้นฟ้ายังไม่ทันสว่างก็เร่งเคลื่อนขบวนกันแล้ว

            จนเมื่อมาถึงวัดแห่งนี้ พระอาทิตย์ก็เพียงเพิ่งจะพ้นขอบฟ้า

            เหล่าคนที่ค้างแรมในวัดก็ล้วนแต่เร่งเดินทาง ฟ้ายังไม่ทันสว่างก็ล้วนจากไปเกือบหมดแล้วเช่นกัน

            ทว่าเด็กหนุ่มตัวขาวอวบอ้วนหลับลึกนัก

            ไม่ว่าจะให้บ่าวกี่คนมาปลุก เขาก็เพียงกลิ้งไปกลิ้งมา ไม่ยอมตื่น

            บางครามือก็ถอนต้นหญ้าด้านข้างขึ้นมาโยนใส่ปาก

            บ่าวชราเห็นเช่นนั้นก็ปวดใจ จึงไม่ได้บังคับให้เขาตื่นนอน ได้แต่จัดสัมภาระอยู่อีกด้านขณะเดียวกันก็เตรียมลงมือทำอาหารเช้า

            เดิมทีบ่าวชราที่น่าเวทนาเป็นถึงขันทีระดับสูงในวังหลวง เขาได้รับพระบัญชาจากฮ่องเต้และฮองเฮาให้ตามองค์ชายน้อยออกมาเล่าเรียน ดังนั้นกระทั่งอาหารเช้าก็ยังต้องเป็นเขาที่ต้องลงมือทำ

            ทว่าเขาทำอาหารเป็นที่ไหนกันเล่า ยามนี้จึงจุดฟืนจุดไฟจนควันโขมงไปทั้งวัด โจ๊กที่ต้มเอาไว้ไม่ยอมสุกเสียที

            เมื่อมองจากด้านนอกก็ดูราวกับว่าวัดแห่งนี้กำลังเกิดไฟไหม้อยู่ก็ไม่ปาน

            เฉินโย่วมาถึงวัดก่อนใคร จึงได้เห็นว่าท่ามกลางวัดที่ควันโขมงไปทั่วทุกหนทุกแห่ง มีชายชราร่างผอมกำลังอุ้มเด็กชายตัวอวบอ้วนคนหนึ่งออกมา

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592