บทที่ 32 จ้าวต้าเฮยเดือดโกรธสุดๆ
หลังจากที่หลิวเฉวียนเกินวิ่งหนีไปแล้ว ก็ไม่มีใครขวางหลิวอาสุ่ยได้อีก หลิวอาสุ่ยให้คนไปเคลียร์ทาง เปิดทางให้ขบวนรถของเจิ้งไคเฟิ่งเข้ามา
เย่เฟิงไม่ได้ดูต่อ เขาอุ้มเสียวเสี่ยวและจูงมือเฉินซู่ซู่ ไปรอเจิ้งไคเฟิ่งที่เนินเขาหลังหมู่บ้าน
ทันทีที่รถจอด เจิ้งไคเฟิ่งก็วิ่งมาหาเย่เฟิงแล้วถามว่า “น้องเย่ นายเจอปัญหาอะไรเหรอ ตอนที่ฉันมาเมื่อกี้ ทำไมถึงเข้าไม่ได้”
“เจอปัญหานิดหน่อย แต่เห็นไหม ปัญหาก็ได้รับการแก้ไขแล้ว ให้คนของคุณไปเก็บแตงโมได้เลย”
“ได้เลย!”
เจิ้งไคเฟิ่งมองแตงโมเต็มพื้นในโรงเรือนแตงโม ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มอย่างตื่นเต้น คราวนี้มีของขายแล้ว
“พี่ใหญ่ เกิดเรื่องแล้ว!”
ที่คฤหาสน์ของจ้าวต้าเฮย จ้าวเอ้อร์เฮยวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน
“ตื่นเต้นอะไรนักหนา เย่เฟิงต่อยคนแล้วใช่ไหม?” จ้าวต้าเฮยถามอย่างเคร่งขรึม
หลังจากที่เขาให้หลิวเฉวียนเกินพาชาวบ้านไปหาเรื่องเย่เฟิง เขาก็ค่อนข้างมั่นใจในชัยชนะ
ต่อมาเย่เฟิงก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร เขาจึงคิดว่าตัวเองชนะแน่ คิดในใจว่า เย่เฟิงเอ๋ยเย่เฟิง ไม่ว่ายังไงแกก็ต้องยอมร่วมมือกับฉัน และมอบสูตรลับให้ฉัน ไม่งั้นก็รอโดนไล่ออกจากหมู่บ้านชิงซานไปซะ
ดังนั้น พอจ้าวเอ้อร์เฮยวิ่งมาบอกว่าเกิดเรื่อง เขาจึงคิดว่าเย่เฟิงคงทนไม่ไหวเลยลงมือต่อยคน เพราะเย่เฟิงก็มีทางเลือกแค่นี้ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่
“ไม่ใช่พี่ใหญ่ เดิมทีแผนการเป็นไปด้วยดี ใครจะไปรู้ว่าจะมีคนมาขัดขวาง
หลิวอาสุ่ยไม่รู้กินยาอะไรเข้าไป ถึงได้พาชาวบ้านไปไล่หลิวเฉวียนเกินกับพวกจนหนีไปหมด”
“อะไรนะ หลิวอาสุ่ยพาคนไปไล่หลิวเฉวียนเกินหนีไปเหรอ?”
“งั้นก็แสดงว่าเจิ้งไคเฟิ่งก็พาคนเข้ามาได้แล้วน่ะสิ
จ้าวต้าเฮยลุกขึ้นยืนทันที สีโกรธจนหน้าดำหน้าแดง
“ใช่แล้วพี่ใหญ่” จ้าวเอ้อร์เฮยพูด
“ไอ้พวกไร้ประโยชน์!”
จ้าวต้าเฮยโมโหจนคว่ำโต๊ะทำงาน “หลิวเฉวียนเกิน ไอ้แก่ไร้ประโยชน์ ฉันอุตส่าห์บอกให้มันปิดทางเข้าหมู่บ้านไว้ มีฉันอยู่ที่นี่ยังไงก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรมัน ทำไมมันถึงไม่เชื่อที่ฉันพูด!”
“พี่ใหญ่ ไอ้แก่นั่นมันกลัวหลิวอาสุ่ยจริงๆ ไม่รู้ว่าหลิวอาสุ่ยนั่นไปคบหากับเย่เฟิงตั้งแต่เมื่อไหร่”
จ้าวเอ้อร์เฮยไม่เข้าใจจริงๆ
“พวกไร้ประโยชน์ น่าโมโหจริงๆ…”
จ้าวต้าเฮยโมโหจนแทบจะกระอักเลือด เขาปาข้าวของในห้องทำงานจนแตกกระจาย ก็ยังไม่สามารถระบายความโกรธได้
จ้าวเอ้อร์เฮยก็เหมือนนกที่ตกใจ หลบอยู่ในมุมห้องมองดูพี่ชายอาละวาดอยู่พักใหญ่ เขากลัวจนตัวสั่น กลัวว่าพี่ชายจะหันมาลงไม้ลงมือกับเขา
พอจ้าวต้าเฮยนั่งลงกับพื้น จ้าวเอ้อร์เฮยถึงได้กล้าเดินเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง แล้วพูดว่า “ พี่ใหญ่ ต่อไปจะทำยังไงดี”
“เจิ้งไคเฟิ่งมันไปรับแตงโมของเย่เฟิงแล้วใช่ไหม?”
“ครับ รับหมดแล้ว แถมยังรับพวกสัตว์น้ำ…ของเย่เฟิงด้วย!”
ตอนที่จ้าวเอ้อร์เฮยพูดถึงสัตว์น้ำ ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ เสียงของเขาเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
เพราะธุรกิจที่สำคัญที่สุดของพี่ใหญ่ก็คือฟาร์มปลา รองลงมาก็คือไร่แตงโม
ตอนนี้แตงโมขายไม่ออก ก็เป็นเพราะเย่เฟิง
แต่ตอนนี้เย่เฟิงยังทำสัตว์น้ำอีกด้วย คงเป็นการโจมตีฟาร์มปลาของพี่ใหญ่อย่างจัง ใครเจอก็ต้องมึน
“เย่เฟิง นี่แกบีบฉันเองนะ!”
จ้าวต้าเฮยเงยหน้าขึ้น ดวงตาเล็กๆ ของเขาฉายแววความโหดเหี้ยมและความบ้าคลั่ง
จ้าวเอ้อร์เฮยรู้แล้วว่าคราวนี้พี่ใหญ่คงเอาจริงแล้ว ก่อนหน้านี้พี่ใหญ่หาเรื่องเย่เฟิง เขารู้ว่านั่นเป็นแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ตอนนี้อาจจะไม่เหมือนเดิมแล้ว
จ้าวต้าเฮยพูดอะไรบางอย่างกับจ้าวเอ้อร์เฮย พอจ้าวเอ้อร์เฮยฟังจบ ก็พยักหน้าติดๆ กัน แล้ววิ่งออกไป
อีกด้านหนึ่ง การซื้อขายระหว่างเย่เฟิงกับเจิ้งไคเฟิ่งก็เสร็จสิ้น
เจิ้งไคเฟิ่งไม่เพียงแต่รับซื้อแตงโมเท่านั้น แต่ยังรับซื้อสัตว์น้ำทั้งหมดด้วย
สุดท้ายเย่เฟิงได้กำไรหกล้านกว่า หักลบกับเงินที่เย่เฟิงค้างไว้ตอนซื้อลูกปลา ก็เหลือเงินหกล้านพอดี บวกกับเงินที่เขาหาได้มาก่อนหน้านี้ เย่เฟิงก็เกือบจะเป็นเศรษฐีเงินล้านแล้ว
ต้องรู้ว่านี่เพิ่งผ่านไปไม่นาน นับตั้งแต่เย่เฟิงซื้อที่ดินปลูกแตงโมจนถึงปัจจุบัน รวมๆ แล้วก็แค่ไม่ถึงสองเดือนเท่านั้น
สองเดือนได้กำไรสุทธิสิบล้าน ถ้าเทียบกับหมู่บ้านชิงซาน ไม่สิ ถึงจะเทียบกับทั้งอำเภอชิงสุ่ย หรือแม้แต่ทั้งเมืองหลวง ก็คงหายาก
แต่เย่เฟิงไม่สนใจ เพราะเขาหาเงินก็เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตัวเองและเสียวเสี่ยวเท่านั้น อย่างอื่นเป็นเรื่องรอง
เป้าหมายสูงสุดของเขายังคงเป็นการฝึกฝน เพราะเขายังต้องรักษาตาให้เสียวเสี่ยว
“น้องเย่ ครั้งหน้ามีของก็ติดต่อฉันได้เลยนะ ฉันต้องเอาของกลับไปก่อน ไม่รบกวนแล้ว”
หลังจากรับของเสร็จ เจิ้งไคเฟิ่งก็เตรียมตัวกลับ เพราะเขาขาดของมาก ตอนนี้มีของแล้ว เขาต้องรีบกลับไปจัดการ
“ได้เลย งั้นผมก็ไม่รบกวนคุณแล้ว” เย่เฟิงโบกมือลา
หลังจากที่เจิ้งไคเฟิ่งไปแล้ว เย่เฟิงก็หันไปมองหลิวอาสุ่ย “พี่หลิว วันนี้ต้องขอบคุณพี่มากเลย นี่เงินหนึ่งแสนของพี่”
เย่เฟิงหยิบเงินหนึ่งแสนที่เตรียมไว้ออกมาแล้วยื่นให้หลิวอาสุ่ย
“ไม่ได้ๆ เงินนี่ฉันไม่รับหรอก ตอนแรกที่ฉันต้องการเงิน ก็เพื่อรักษาขาให้เมีย ตอนนี้ขาเมียฉันก็เกือบจะหายแล้ว ฉันจะเอาเงินไปทำไม” หลิวอาสุ่ยปฏิเสธอย่างจรองจัง
“เงินนี่ไม่ได้ให้พี่คนเดียว พี่พาคนมามากขนาดนี้ พี่เอาเงินไปแบ่งให้พวกเขาด้วยเถอะ”
“นี่…”
หลิวอาสุ่ยลังเลเล็กน้อย เพราะเรื่องนี้เขาไม่สามารถตัดสินใจคนเดียวได้
“พี่หลิว ผมให้พี่ก็รับไปเถอะ ถือว่าเป็นค่าจ้างให้คนที่ช่วยผม ผมก็ไม่สามารถให้พวกเขาช่วยฟรีๆ ได้”
“ได้ ในเมื่อนายพูดแบบนี้ ฉันก็จะรับไว้”
หลิวอาสุ่ยไม่ปฏิเสธอีก และรับเงินไป
“ว่าแต่พี่หลิว ชาวบ้านดูเหมือนจะไม่ค่อยอยากยุ่งเรื่องของผมเท่าไหร่ พี่หาคนมาช่วยมากมายขนาดนี้ได้ยังไง” เย่เฟิงสงสัย
หลิวอาสุ่ยเกาหัวแล้วหัวเราะอย่างซื่อๆ
“คนพวกนี้ ฉันเคยช่วยพวกเขาไว้มาก่อน ดังนั้นตอนที่ฉันขอให้พวกเขาช่วย พวกเขาก็ไม่พูดอะไรมากและตอบตกลงทันที
จริงๆ แล้วฉันก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเรียกคนมามากขนาดนี้ได้”
“อ๋อ ที่แท็กก็เป็นแบบนี้นี่เอง”
เย่เฟิงเข้าใจทันที เป็นอย่างที่คิด ตอนแรกที่เขาไปหาหลิวอาสุ่ย ก็ไม่ได้เลือกคนผิดจริงๆ
แน่นอน “น้ำใจงามของชาวบ้านชิงซาน” ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในเวลานี้ หลิวอาสุ่ยเคยช่วยเหลือชาวบ้าน พอหลิวอาสุ่ยขอให้พวกเขาช่วย พวกเขาก็ไม่พูดอะไรมากและพร้อมยื่นมือเข้ามาช่วย นี่คือพลังของชาวบ้าน
จ้าวต้าเฮยก็วางแผนแบบนี้ เขารวบรวมกำลังของชาวบ้าน ตั้งใจจะไล่เย่เฟิงออกไป แต่เย่เฟิงก็เอาคืนได้เหมือนกัน
“ว่าแต่พี่หลิว พี่ช่วยไปถามพวกเขาให้หน่อยสิ ว่าพวกเขายินดีมาทำงานกับผมไหม ถ้าพวกเขายินดี ผมจะให้เงินเดือนพวกเขาไม่น้อย แน่นอน อย่างน้อยก็เดือนละห้าพันต่อเดือน”
“ห๊ะ เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ”หลิวอาสุ่ยมองเย่เฟิงอย่างตกใจ
หมู่บ้านชิงซานเป็นหมู่บ้านที่ยากจนและล้าหลัง รายได้ต่อเดือนของทุกคนอยู่ที่ประมาณพันกว่าถึงสามพันหยวน งานที่ได้เงินเยอะที่สุดในหมู่บ้าน ก็คือการทำงานกับจ้าวต้าเฮย
แต่จ้าวต้าเฮยขี้โกงมาก ทำงานหนักทั้งเดือน ได้เงินแค่สองพันหยวนแต่เย่เฟิงให้มากกว่าเท่าตัว
สำหรับชาวบ้านแล้ว แน่นอนว่าเป็นเรื่องดี แม้แต่หลิวอาสุ่ยที่ได้ฟังก็ยังตื่นเต้น แล้วคนอื่นๆ ที่เขาพามาคงจะตื่นเต้นยิ่งกว่า
“แต่นายแน่ใจเหรอเย่เฟิง ว่านายจะรับคนพวกนี้ทั้งหมด รวมๆ แล้วก็หลายสิบคนเลยนะ โรงเรือนแตงโมกับฟาร์มปลาของนาย ดูเหมือนจะไม่ต้องการคนเยอะขนาดนั้น”
“ใครบอกว่าผมมีแค่โรงเรือนแตงโมกับฟาร์มปลาล่ะ ฒจะปลูกต้นท้อกับต้นแอปเปิ้ลด้วย นี่เป็นงานใหญ่ ผมคนเดียวทำไม่ไหวหรอก” เย่เฟิงพูดพร้อมกับยิ้ม
“อย่างนั้นเองเหรอ งั้นฉันจะลองไปคุยกับพวกเขาดูก็แล้วกัน” หลิวอาสุ่ยวิ่งไปบอกชาวบ้านทุกอย่างตามที่เย่เฟิงพูด
ไม่ต้องสงสัย พอทุกคนได้ยินว่าเย่เฟิงจะให้เงินเดือนห้าพันหยวนต่อเดือน ทุกคนก็ตกลงอย่างมีความสุข
เมื่อรู้ว่าทุกคนตกลง เย่เฟิงก็ยิ้ม คราวนี้เขาก็ถือว่าได้เข้ากับชาวบ้านชิงซานอย่างสมบูรณ์แล้ว ดูสิว่าต่อไปใครจะกล้ามาหาเรื่องเขา
และคาดว่าแม้แต่หลิวอาสุ่ยเองก็คงจะเป็นคนแรกที่จะมาช่วยเย่เฟิง เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของพวกเขา