เกิดใหม่ทั้งที..แต่มาอยู่ในร่างของขอทาน

    ตอนที่ 48 : ตระกูลเฉิน

            เช้าของวันต่อมา เย่ซวนจากไปตั้งแต่ยามเหม่า หลังจากที่บอกลาเฉียวฟงแล้ว เย่ซวนก็จากไปทันที เฉียวฟงบอกว่าเขาจะรอเย่ซวนอยู่ที่นี่ ถ้าเย่ซวนว่างสามารถแวะมาหาได้ ทำให้เย่ซวนนั้นแปลกใจ ที่เฉียวฟงยอมอยู่ที่สำนักพิสุทธิ์วารีต่อ ในตอนแรกเย่ซวนคิดว่าหลังจากที่เขาจากไป เฉียวฟงก็จะจากไปพร้อมกัน แต่ดูเหมือนว่าหลังจากที่เฉียวฟงพูดคุยกับเจี้ยนคังในวันนั้น จะทำให้ความคิดของเฉียวฟงนั้นเปลี่ยนไป


            หลังจากที่เย่จากออกมาจากสำนักพิสุทธิ์วารี เขาก็มุ่งหน้ากลับไปยังสำนักบงกชขาวทันที เมื่อศิษย์เฝ้าประตูเห็นเย่ซวนกลับมา พวกเขาก็รีบไปแจ้ง 4 สาวทันที


            "เขากลับมาแล้วหรือ ?" เมื่อพวกนางรู้ข่าวก็รีบตรงมาหาเย่ซวนทันที เพราะกลัวว่าเขาจะหายไปอีก เมื่อพวกนางเดินมาถึงยังเรือนพักของเย่ซวน พวกนางก็เห็นเขากำลังเดินออกมาพอดี


            "เจ้ากำลังจะจากไปอีกแล้วเหรอ" อ้ายเหม่ยพูด


            "ฮ่าๆ ป่าวเสียหน่อย" เย่ซวนหัวเราะ


            "พวกเจ้าฝึกฝนกันเสร็จแล้วเหรอ" 


            "ยังไม่เสร็จหรอก" เหิงเยว่ส่ายหน้า


            "แต่ตอนนี้พวกข้าอยู่ในช่วงเวลาผ่อนคลายเท่านั้น" อ้ายเหม่ยพูดเสริม


            "อ่อ" เย่ซวนพยักหน้าเข้าใจ


            "จริงสิเจ้าหายไปไหนมากัน" เยี่ยนฟางถามขึ้น ขณะที่เย่ซวนกำลังจะตอบ เหลียนฮวา ก็พูดขึ้นเสียก่อน


            "พวกเราเข้าไปพูดคุยกันด้านในเถอะ" 


            ก่อนที่ทุกคนจะพยักหน้าเห็นด้วยและเดินเข้าไปด้านใน หลังจากที่ทุกคนเลือกที่นั่งของตนได้แล้ว เย่ซวนก็เล่าเรื่องที่เจอให้พวกนางฟัง แต่บางรายระเอียดเขาก็ไม่ได้ลงลึก 


            "สำนักคุ้มภัยหลี่เฉียงจะได้ที่ 1 เหรอ" เหิงเยว่ทำสีหน้าสงสัย


            "หรือว่าเขาคนนั้นจะกลับมาแล้ว" เยี่ยนฟางพูดขึ้น


            "ใครหรือ ?" เย่ซวนสงสัย 


            "เขาเป็นบุตรชายคนโตของเจ้าสำนักคุ้มภัยหลี่เฉียง" อ้ายเหม่ยอธิบายให้เย่ซวนฟัง


            "และเขาก็ยังชอบเหลียนฮวาด้วย" อ้ายเหม่ยพูด 


            "นี่เจ้า !" ก่อนที่นางจะโดนเหลียนฮวาตีแขนเบาๆ


            "ฮ่าๆ" เหิงเยว่ เยี่ยนฟาง และ อ้ายเหม่ย หัวเราะออกมาพร้อมกัน


            "เย่ซวนเจ้าอย่าไปฟังเรื่องเหลวไหล" เหลียนฮวาหันมาพูดกับเย่ซวน เมื่อเห็นว่าเย่ซวนไม่มีท่าทางสงสัยอะไรนางถึงได้โล่งใจ


            ...


            "อะไรนะ เขาจากไปแล้ว !" เจี้ยนหนิงตะโกน


            "จะร่ำลากันก่อนก็ไม่ได้" นางรู้สึกเสียใจนิดๆ


            "ฮ่าๆ เดี๋ยวก็มีโอกาสได้เจอกันอีก" เฉียวฟงหัวเราะ


            "นั้นสินะ งั้นเดี๋ยวข้าไปบอกเรื่องนี้กับท่านพ่อก่อนนะ" เจี้ยนหนิงเดินจากไป โดยมีเฉียวฟงที่มองอยู่ด้านหลัง


            "นี้สินะ ลิขิตสวรรค์" เฉียวฟงส่ายหัวก่อนที่จะเดินหันหลังกลับเข้าไปด้านในเรือนพัก


            ...


            หลังจากที่เย่ซวนพูดคุยกับ 4 สาวเสร็จเรียบร้อยแล้วพวกนางก็กลับไปฝึกฝนต่อทันที ส่วนเย่ซวนหลังจากชำระร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเขาก็ออกจากสำนักบงกชขาวทันที ครั้งนี้เย่ซวนเลือกไปยังทิศตะวันตกของเมืองหนานจิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักกระบี่หยก เมื่อเดินเข้ามายังเขตของทิศตะวันตก เย่ซวนก็เจอเข้ากับศิษย์ของสำนักกระบี่หยกทันที ศิษย์แต่ละคนจะมีกระบี่ประจำตัวของตนเอง สำหรับศิษย์ของสำนักกระบี่หยกแล้ว กระบี่คืออีกหนึ่งชีวิตของพวกเขา


            "คนที่ใส่ผ้าคลุมตรงนั้นน่ะ หยุดนะ" เสียงของศิษย์สำนักกระบี่หยกคนหนึ่งดังขึ้น พวกเขาทั้ง 2 คน เดินเข้ามาหาเย่ซวน แต่เย่ซวนกลับไม่ได้สนใจ เขาเดินหน้าต่อไปโดยที่ไม่หันมามองพวกเขาทั้ง 2 คนเลยแม้แต่น้อย


            "ข้าบอกให้เจ้าหยุดยังไงล่ะ !" เสียงของศิษย์คนเดิมตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับรีบวิ่งมาดักหน้าเย่ซวน


            เย่ซวนหยุดเท้าลง และมองศิษย์ของสำนักกระบี่หยก 2 คน ตรงหน้า


            "ข้าบอกให้เจ้าหยุด ทำไมเจ้าถึงไม่หยุด !" ศิษย์คนนั้นตะโกนใส่เย่ซวน


            "ข้าจำเป็นต้องหยุด เพราะเจ้าบอกให้หยุดหรือ" เย่ซวนพูดด้วยน้ำเสียงที่เฉยชา


            "นี่เจ้า !" เขาชี้หน้าเย่ซวนด้วยความโมโห


            "ข้าว่าเจ้านี่ต้องเป็นพวกเดียวกันกับไอ่พวกนั้นแน่" เขาหันไปพูดกับเพื่อนของเขาที่อยู่ด้านข้าง ระหว่างที่สองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เย่ซวนก็ไม่ได้สนใจเตรียมตัวจะเดินอ้อมพวกเขาไป แต่ก็ถูกศิษย์คนเดิมตะโกนใส่อีกครั้งพร้อมกับยื่นมาพยายามที่จะจับแขนเย่ซวนเอาไว้


            "ข้าบอกให้.." เขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกเย่ซวนใช้ฝ่ามือตบไปที่ใบหน้าของเขาอย่างรวดเร็ว แน่นอนมันคือวิชาฝ่ามือเงาจันทรา ซึ่งเป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาจันทรา สยบฟ้า ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้ วิชาฝ่ามือเงาจันทรา เย่ซวนฝึกจนมีความชำนาญอยู่ที่ขั้นกลาง ชั้นฟ้าแล้ว ( จากเดิมจะมีเพียงเคล็ดวิชาเหยียบจันทราเท่านั้นที่ความชำนาญอยู่ที่ขั้นกลาง ชั้นฟ้า ) ร่างของศิษย์คนนั้นกระเด็นออกไปไกลถึง 3 จั้ง ศิษย์อีกคนของสำนักกระบี่หยกยืนมองด้วยความตกตะลึง และ ไม่ใช่เพียงเขาเท่านั้นชาวบ้านแถวนั้นเองก็เช่นกัน ดวงตาของพวกเขาแต่ละคนเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง


            "เจ้า..เจ้า..เจ้ากล้าทำร้ายศิษย์ของสำนักกระบี่หยกได้ยังไงกัน" ศิษย์อีกคนพูดด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว


            "ทำไมข้าถึงจะไม่กล้า ?" เย่ซวนถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย


            "เจ้าต้องเจอดีแน่" ศิษย์คนนั้นพูดจาข่มขู่เย่ซวน ก่อนที่จะรีบวิ่งไปอุ่มเพื่อนที่นอนสลบอยู่ และ หันหลังจากไปทันที


            เย่ซวนส่ายหัวให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะเดินไปต่อ ชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นต่างเดินหลบเย่ซวนทันที พวกเขามองเย่ซวนด้วยสายตาที่หลากหลาย บางคนก็มองด้วยสายตาที่ชื่นชมในความกล้าหาญของเย่ซวนที่กล้าทำร้ายศิษย์ของสำนักกระบี่หยก บางคนก็มองเย่ซวนด้วยสายตาที่หวาดกลัว หรือ แม้กระทั่งสายตาที่สงสารก็มี เพราะพวกเขาคิดว่าหลังจากนี้ไปเย่ซวนต้องถูกสำนักกระบี่หยกเล่นงานแน่ๆ แต่เย่ซวนก็ไม่ได้สนใจสายตาของพวกเขา 


            หลังจากที่เย่ซวนเดินมาได้สักพัก เย่ซวนก็เจอเข้ากับป้ายรับสมัครงาน มังถูกตั้งเอาไว้ที่มุมหนึ่งของถนน เย่ซวนเดินเข้าไปใกล้ด้วยความดีใจ บนป้ายเขียนเอาไว้เพียงว่ารับสมัครงาน ติดต่อได้ที่จวนตระกูลเฉิน ส่วนรายระเอียดอื่นๆ นั้นไม่มีบอกเอาไว้


            'จวนตระกูลเฉิน ?' เย่ซวนขมวดคิ้ว


            'แล้วมันอยู่ที่ไหนกัน' เย่ซวนหันมองรอบๆ ก่อนที่จะเดินไปสอบถามชายวัยกลางคนที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่ใกล้ๆ


            "ขอโทษด้วย ข้าขอถามอะไรท่านหน่อยได้หรือไม่"


            เมื่อชายคนนั้นได้ยินเสียงของเย่ซวนเขาก็สะดุ้งตื่นทันที เขาลุกขึ้นยืนด้วยความรวดเร็ว


            "ยังไม่มีคนมาสมัครเลยขอรับ !" เขาพูดออกมาด้วยความตกใจ หลังจากพูดจบเขาก็ขยี้ตาตนเองจึงเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนที่เขาคิดเอาไว้


            "เจ้าเป็นใครกัน ?" หลังจากที่ตั้งสติเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนที่จะถามเย่ซวน


            "ข้ามีเรื่องอย่างสอบถามท่านเกี่ยวกับป้ายรับสมัครงานนั้น" เย่ซวนชี้ไปที่ป้ายรับสมัครงานที่ตั้งอยู่ จากที่ชายวัยกลางคนพูดออกมาเมื่อกี้ เย่ซวนก็รู้ได้ทันทีว่าชายคนนี้ต้องเกี่ยวข้องกับป้ายรับสมัครงานนี้แน่ๆ


            "เจ้าพูดว่าอะไรนะ !" เขาตะโกนถามเย่ซวนเพื่อให้แน่ใจว่าหูเขาไม่ได้ฝาด ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความดีใจ 


            "เจ้าอย่างเงียบสิ ? ตอบข้ามา" เขายื่นมือมาจับไหล่ของเย่ซวนและเขย่าไปมา


            "ท่านเพิ่งจะถามข้าไปเมื่อครู่เองนะ ข้ายังไม่ทันได้ตอบท่านก็หาว่าข้าเงียบแล้ว" เย่ซวนยกมือเกาหัว "ก่อนอื่นท่านปล่อยข้าก่อนได้หรือไม่ ?"


            "ฮ่าๆ ได้ๆ" เขารีบปล่อยมือจากไหล่ของเย่ซวน 


            "ข้าอยากจะสอบถามเกี่ยวกับป้ายรับสมัครงานตรงนั้น" เย่ซวนถามอีกครั้งเมื่อชายวัยกลางคนปล่อยมือ


            "ข้าได้ยินไม่ผิดจริงๆ ด้วย ฮ่าๆๆ" เขาหัวเราะออกมาด้วยความดีใจพร้อมกับเอามือปาดไปที่หางตา


            "เจ้าถามได้ถูกคนแล้ว ข้าเป็นคนของตระกูลเฉิน มีนามว่าเฉินป๋อ" เฉินป๋อแนะนำตนเอง 


            "เจ้าสนใจสมัครงานใช่หรือไม่ ดีเลยตามข้าไปยังตระกูลเฉินกัน" เฉินป๋อเดินนำเย่ซวนไป แต่เมื่อเขาหันกลับมาเขาก็ยังเห็นว่าเย่ซวนนั้นไม่ได้เดินตามเขามา


            "ทำไมเจ้าถึงไม่ตามข้ามากัน ?" เฉินป๋อถามขึ้นด้วยความสงสัย


            "ข้ายังไม่รู้เลยว่ามันเป็นงานเกี่ยวกับอะไร" เย่ซวนพูด เมื่อได้ยินแบบนั้นเฉินป๋อก็เข้าใจทันที


            "ที่แท้เจ้าก็กังวลเรื่องนี้ ไม่ต้องห่วง ระหว่างที่เดินไปยังตระกูลเฉินข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังเอง" เฉินป๋อยิ้ม เมื่อเห็นแบบนั้นเย่ซวนก็พยักหน้าและเดินตามเฉินป๋อไปทันที ระหว่างทางเฉินป๋อเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับงานให้เย่ซวนฟัง งานที่ตระกูลเฉินรับสมัครนั้นก็คือคนขับรถม้า เมื่อเย่ซวนได้ฟังเขาก็คิดว่ามันไม่น่าจะใช่ปัญหาอะไร แต่ทำไมปฏิกิริยาของเฉินป๋อถึงเป็นแบบนั้น แต่เมื่อเฉินป๋ออธิบายจนหมด เย่ซวนถึงเข้าใจ คนขับรถม้าที่ตระกูลเฉินรับสมัครนั้น มีหน้าที่ขับรถม้าให้กับ

    นายท่านผู้เฒ่าของตระกูลเฉิน ซึ่งก็คือประมุขคนก่อนของตระกูลเฉิน ซึ่งมีนามว่าเฉินหยาง เฉินหยางนั้นมีเหตุผลในการคัดเลือกคนขับรถม้า แต่เหตุผลอะไรนั้นไม่มีใครรู้ ต่อให้เป็นประมุขคนปัจจุบันก็ตาม


            "แล้วคนขับรถม้าคนเก่าไปไหนละ" เย่ซวนถามขึ้นด้วยความสงสัย


            "คนขับรถม้าคนเก่าก็คือคนรับใช้คนสนิทของนายท่านผู้เฒ่า" เฉินป๋อพูดพร้อมกับอธิบายให้เย่ซวนฟังว่า คนขับรถม้าคนเก่าของเฉินหยาง คือคนรับใช้คนสนิทเฉินหยาง แต่อยู่มาวันหนึ่งอยู่ๆ เขาก็หายตัวไป พร้อมกับทิ้งจดหมายไว้หนึ่งฉบับ ภายในจดหมายเขียนอะไรเอาไว้ไม่มีใครรู้นอกจากเฉินหยาง


            ...

            

            ใช้เวลาเดินมาได้ประมาณ 1 ก้านธูป เฉินป๋อก็พาเย่ซวนเดินมาถึงจวนขนาดใหญ่ของตระกูลเฉิน ตระกูลเฉินเป็นตระกูลพ่อค้ามีกิจการใหญ่หลายอย่าง แต่กิจการหลังของพวกเขาคือการค้าขายเกลือและข้าวสาร แต่พวกร้านค้าต่างๆ เช่นร้านขายเสื้อผ้า หรือ ร้านขายเครื่องประดับพวกเขาเองก็มีเช่นกัน แต่มันก็ไม่ได้ใหญ่โตเท่ากับร้าน ฝูจวง ของตระกูลหวัง


            "ท่านเฉินป๋อ" คนเฝ้าประตูกล่าวทักทาย


            "อืม" เฉินป๋อพยักหน้าพร้อมกับพาเย่ซวนเดินเข้าไปด้านใน เมื่อเดินเข้ามาเย่ซวนก็สังเกตรอบๆ ภายในจวนถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย ดูเหมือนว่าคนภายในจวนแห่งนี้จะชอบอยู่กับธรรมชาติเพราะภายในจวน เย่ซวนมองเห็นป่าไผ่ขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังสุด พอมีลมพัดผ่านเสียงของใบไผ่เสียดสีกันไปมาทำให้คนฟังรู้สึกผ่อนคลาย


            "ต้นไม้ภายในจวนของพวกท่านช่างมากมายจริงๆ" เย่ซวนหันไปพูดกับเฉินป๋อที่เดินอยู่ข้างๆ


            "ฮ่าๆ นายหญิงผู้เฒ่าชมชอบดอกไม้กับต้นไม้ นายท่านผู้เฒ่าจึงชอบหาพรรณไม้แปลกๆมาปลูกเอาไว้ภายในจวน" เฉินป๋อพูดพร้อมกับชี้ดอกไม้ต่างๆ ให้เย่ซวนดู ไม่ว่าจะเป็น หมู่ตาน หลันฮวา ไป๋หลานฮวา เหม่ยฮวา เถาฮวา และ จวี๋ฮวา พวกมันต่างก็เป็นดอกไม้มงคลทั้งนั้น


            "ท่านเฉินป๋อ" หญิงรับใช้คนหนึ่งเดินมาทักทาย "ท่านกลับมาพอดีนายท่านผู้เฒ่ากำลังเรียกหาท่านอยู่เลย"


            "อืม" เฉินป๋อพยักหน้าเข้าใจและพาเย่ซวนเดินผ่านเรือนหลักไปยังป่าไผ่ที่อยู่ด้านหลังของจวน ป่าไผ่แห่งนี้เป็นที่อาศัยอยู่ของ นายท่านผู้เฒ่าทั้ง 2  ซึ่งก็คือ เฉินหยาง และ หลินโม่โม่


            เมื่อเดินมาถึงทางเข้าของป่าไผ่เย่ซวนก็รู้สึกได้ถึงความเย็นสบาย พอเดินเข้าไปด้านใน เย่ซวนก็เห็นเรือนไม้ไผ่หลังหนึ่งขนาดไม่ใหญ่มาก ด้านข้างมีซุ้มที่ทำจากไม้ไผ่ เอาไว้ใช้นั่งพักผ่อน ติดๆ กันมีบ่อน้ำที่ใสกระจ่างสามารถมองเห็นปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำได้อย่างชัดเจน เมื่อสังเกตดีๆ จะเห็นชายชรา และ หญิงชรา นั่งดื่มน้ำชาอยู่ ด้านข้างมีเด็กชายหน้าตาซุกซนกำลังหัวเราะอยู่ เมื่อเย่ซวนและเฉินป๋อ เดินเข้ามาใกล้ คนทั้ง 3 ถึงได้รู้ตัวและหันมามองทางพวกเขา


            "ท่านอาเฉินป๋อ" เด็กชายวิ่งมาทางเฉินป๋อด้วยความดีใจ


            "ฮ่าๆ ฮ่าวหมินน้อยนี่เอง" เฉินหัวลูบหัวเด็กชายด้วยความเอ็นดู เขามีชื่อว่า เฉินฮ่าวหมิน เป็นบุตรชายคนเล็กของ เฉินซิงซวี่ ซึ่งก็คือประมุขคนปัจจุบันของตระกูลเฉิน ส่วนลูกสาวคนโตมีชื่อว่า เฉินอวี้ฉี ส่วนฮูหยินของ เฉินซิงซวี่ มีชื่อว่า เย่ลี่อี๋


            "ข้าโตแล้ว ไม่ใช่ฮ่าวหมินน้อยเสียหน่อย" เฉินฮ่าวหมินพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ทำให้เด็กน้อยดูน่ารักไปอีกแบบ


            "ฮ่าๆ โตแล้วก็โตแล้ว" เฉินป๋อหัวเราะ


            "คารวะท่านเฉินหยาง ท่านหลินโม่" เฉินป๋อกุมมือคารวะทั้ง 2 ก่อนที่จะหันมาแนะนำเย่ซวนให้พวกเขารู้จัก


            "ตกลง ข้ารับ" เฉินหยางตอบอย่างรวดเร็วหลังจากที่เฉินป๋อแนะนำเย่ซวนจบ เมื่อได้ยินแบบทั้งเฉินป๋อ และ หลินโม่โม่ ก็ตกใจแม้กระทั่ง เฉินฮ่าวหมินเองก็เช่นกัน ถึงแม้เขาจะยังเด็กอยู่แต่ก็พอเข้าใจเรื่องที่ท่านปู่ของตนตามหาคนขับรถม้า ซึ่งก่อนหน้านี้แต่ละคนที่ท่านอาเฉินป๋อพามานั้น ท่านปู่ของตนจะสอบถามหลายๆเรื่อง แต่นี้อะไร ทำไมครั้งนี้ท่านปู่ของตนถึงตอบตกลงง่ายด่ายขนาดนี้กัน เฉินฮ่าวหมินหันไปมองเย่ซวนตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ก็ไม่พบเห็นอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นเลยนอกเสียผ้าคลุมที่ปกปิดใบหน้าของเย่ซวนอยู่ 


            "ยินดีด้วย เย่ซวนต่อจากนี้ไปเจ้าเป็นคนขับรถม้าของท่านผู้เฒ่าแล้ว" เฉินป๋อตบบ่าของเย่ซวนด้วยความดีใจ เพราะต่อจากนี้ไปเขาจะได้ไปทำหน้าที่อื่นเสียที การที่นั่งเฝ้าป้ายรับสมัครงานนั้น มันน่าเบื่อเป็นอย่างมาก


            "ขอบคุณมาก" เย่ซวนพยักหน้า ก่อนที่เฉินหยางจะไล่ให้เฉินป๋อไปทำธุระของตนเอง หลังจากเฉินป๋อจากไปในป่าไผ่แห่งนี้ก็เหลือเพียง เย่ซวน เฉินหยาง หลินโม่โม่ และ เฉินฮ่าวหมิน


            ...


            ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ


            ยามเหม่า (卯:mǎo) คือ 05.00 – 06.59 น.


            ขั้นวิชามีทั้ง หมด 3 ขั้นใหญ่ 1.ขั้นต้น 2.ขั้นกลาง 3.ขั้นสูง แต่ละขั้นจะมีขั้นย่อย เรียกว่าขั้นชั้นดิน กับ ชั้นฟ้า นะครับ


            1. หมู่ตาน 牡丹 >> ดอกโบตั๋น / ดอกพีโอนี (PEONY)

            2. หลันฮวา 兰花 >> ดอกกล้วยไม้ (ORCHID)

            3.  ไป๋หลานฮวา 白兰花 >> ดอกจำปี (WHITE CHAMPAKA)

            4. เหม่ยฮวา 梅花 >> ดอกบ๊วย / ดอกพลัม / ดอกเหมย (PLUM BLOSSOM)

            5. เถาฮวา 桃花 >> ดอกท้อ (PEACH BLOSSOM)

            6. จวี๋ฮวา 菊花 >>ดอกเบญจมาศ (CHRYSANTHEMUM)

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งที..แต่มาอยู่ในร่างของขอทาน ที่คุณอ่าน