ท่วงทำนองแห่งสวรรค์ ภาคที่ 1 วิญญาณอมตะ

    ตอนที่ 12 จิตมาร - อัพ 12/07/2563

    ณ สุสานหลวงใกล้กับประตูทางทิศบูรพาของวังหลวงของเมืองจินหลิง คืออาณาบริเวณของสุสานหลวง สายลมพัดเอื่อยเฉื่อยประกอบกับต้นไม้ใบหญ้าที่ขึ้นรอบบริเวณ ทำให้มีบรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย อีกทั้งแสงแดดอ่อน ๆ ประกอบกับเสียงสกุณาร้องขับขานชวนฟัง เหมาะแก่การมาพักผ่อนหย่อนใจเป็นที่สุด
    ที่แห่งนี้เป็นเขตหวงห้ามของราชวงศ์หมิง ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยเขาสูงชันคล้ายรูปเกือกม้า ทำให้สถานที่แห่งนี้มีทางเข้าออกเพียงแค่ทางเดียวเท่านั้น จึงยากที่ผู้คนธรรมดาทั่วไปจะลอบเข้ามาได้ เอื้ออำนวยแก่การเฝ้าระวังเป็นอย่างยิ่ง
    ทางเข้าเป็นบันไดหินทอดยาวขึ้นไป จนเห็นเป็นซุ้มประตูที่สร้างขึ้นจากหินสีเทาขนาดใหญ่ ห่างออกไปด้านหน้าประมาณ 50 เมตร ด้านบนมีป้ายหินขนาดใหญ่เขียนเอาไว้ว่า 'สุสานหลวง' พร้อมกับสลักลวดลายมังกรอย่างงดงามเอาไว้ทั้งสองด้าน
    สองข้างทางมีรูปปั้นหินของสัตว์ 3 ชนิด ได้แก่ สิงห์ คชสาร และอาชา เรียงรายเป็นแถวอยู่ทั้งสองฝั่ง ถัดไปคือรูปปั้นหินของนักรบและนักปราชญ์ที่แสดงท่าทางทำความเคารพ ให้ความรู้สึกว่ารูปปั้นเหล่านี้กำลังทำความเคารพผู้มาเยือนอย่างไรอย่างนั้น ข้าง ๆ กันมีแผ่นศิลาจารึกสีนิลเงาแวววาวขนาดใหญ่ ถูกวางอยู่บนหลังของเต่าหินหยกขนาดยักษ์ อีกทั้งมันยังถูกจารึกบางสิ่งเอาไว้จนเต็มแผ่น
    ในตอนนี้จี๋ฮ่าวได้เปลี่ยนการแต่งตัวใหม่ สวมชุดสีดำปลอมตัวเป็นบุรุษ มัดรวบผมยาวเป็นทรงหางม้า อีกทั้งรูปหยดน้ำสีโลหิตบนหน้าผากก็ถูกลบหายไปจนสิ้นแล้ว นางกำลังเดินตามหลังชายผู้หนึ่งไปอย่างเงียบ ๆ 
    ชายคนนี้สวมเสื้อแขนกุดสีดำ เช่นเดียวกับกางเกงรัดรูปของเขา ที่ด้านหลังเสื้อปักด้วยด้ายสีเหลืองทองเป็นรูปใบหน้าของพยัคฆ์ ดูดุดันน่าเกรงขาม 
    ระหว่างทางจี๋ฮ่าวก็สอดสายตามองดูไปตลอดทาง จากความรู้สึกผ่านสายตาของนาง สัมผัสได้ว่าที่นี้เองก็กว้างขวางไม่ใช่เล่น คาดว่าน่าจะมีพื้นที่ราว ๆ 1 ตารางกิโลเมตร ตลอดทางเดินเป็นพื้นหินแข็งแรงทนทาน สลักเป็นรูปลักษณ์ของมังกรในแบบต่าง ๆ ตามความเชื่อของดินแดนแห่งนี้
    ตลอดทางจี๋ฮ่าวก็ได้กลิ่นคาวเลือดลอยโชยมาตามลม เมื่อมาถึงนางก็พบกับศพของทหารนอนตายอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะถูกกางเขตอาคมเก็บเสียงเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของมือสังหารอย่างแน่นอน
    เบื้องหน้าไม่ใกล้ไม่ไกล เป็นร่างของชายผู้หนึ่งยืนหันหลังตัวตรง กำลังจ้องมองป้ายหลุมขนาดใหญ่ด้านหน้า ผมของเขามีสีดำยาวถึงกลางหลัง ร่างกายสูงใหญ่ สวมชุดสีขาวเรียบไร้ลวดลาย ข้างกายของเขามีสตรีหน้าตางดงามผู้หนึ่ง ผมยาวสีเงิน สวมชุดกีเพาสีแดงรัดรูป เผยทรวดทรงองเอวไม่น้อย
    เมื่อมาถึง ชายเสื้อดำลายพยัคฆ์ก็รีบพุ่งตัวเข้าไปคุกเข่าทำความเคารพบุรุษตรงหน้าทันที “มาแล้วขอรับ”
    พร้อมทั้งจี๋ฮ่าวเองก็ก้าวเท้าเข้าหาก่อนจะทำความเคารพเช่นกัน "คารวะท่านอาจารย์" 
    ชายคนดังกล่าวหันกายมามอง เป็นใบหน้าของชายวัยกลางคน มีผิวสีน้ำผึ้ง หนวดเคราขึ้นบางเบา ดวงตาสีแดงดุดันเพ่งตามองสำรวจร่างของจี๋ฮ่าว ก่อนจะแปรเปลี่ยนสายตาเป็นอ่อนโยนขึ้นในทันใด
    "ปล่อยเจ้าออกมาเที่ยวเล่นหลายปี ดูเหมือนจะไม่ได้คืบหน้าขึ้นเลยหรืออย่างไร?"
    จี๋ฮ่าวยกยิ้มบางพลางกล่าวว่า “ข้าไม่ชอบรูปลักษณ์นี้ของท่านเลย ดูไม่น่ารักสักนิด”
    จักรพรรดิมารเห็นดังนั้นก็ทำได้เพียงส่ายหน้ายิ้มน้อย ๆ ชี้นิ้วขึ้นแล้วสบัดมือขึ้นลง เป็นแกมดุความเอ็นดู
    “เหอะ เจ้าอยากให้ข้าสอนเคล็ด ลมปราณหกพิภพ ล่ะสิ ใยต้องพูดอ้อมค้อมไปมาด้วย”
    “ก็ได้ ก็ข้าอยากมีร่างเป็นเด็กน้อยน่ารักบ้าง” ท่าทีของจี๋ฮ่าวที่เคร่งขรึมก่อนหน้านี้ได้หายไป กลายเป็นเด็กน้อยที่กำลังหยอกล้อกับญาติสนิทไม่มีผิด ทำเอาคนนอกที่มองดูรู้สึกหมั่นไส้จนเข้านัยน์ตา
    การกระทำนี้แม้ว่าจะไม่ได้ผิดแปลกสำหรับศิษย์อาจารย์ แต่สำหรับผู้ติดตามทั้ง 2 คน มันก็ไม่ใช่เรื่องปกติและสามารถทำใจเชื่อลงได้เลย นั่นคือจักรพรรดิมาร ผู้ที่อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งเชียวนะ!!
    จักรพรรดิมารผู้ที่กำราบทวยเทพและโลกไว้จนสิ้น ไม่มีใครเลยที่ไม่เกรงกลัวเขา แม้แต่มหาเทพผู้ปกครองเผ่าทวยเทพก็ยังต้องก้มหัวให้แก่เขา แต่นางแค่มีตำแหน่งเป็นแค่ศิษย์เอกขององค์จักรพรรดิมาร กลับทำตัวสนิทสนมราวกับบุตรในไส้ได้เช่นไร?
    "ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดจะมาเยี่ยมข้าสักครั้ง ท่านก็ดีแต่หาประโยชน์กับข้าเท่านั้นแหละ ข้าว่าคราวนี้ที่ท่านมา คงเพราะมีเรื่องให้ข้าทำใช่หรือไม่?"
    จักรพรรดิมารได้ยินเช่นนั้นก็หุบยิ้มลงในทันที ทำให้บรรยากาศรอบข้างแปรเปลี่ยนเป็นอึดอัดในพริบตา แต่เขาก็ไม่ได้แสดงความไม่พอใจใด ๆ ออกมา มีเพียงแต่สีหน้าว่างเปล่าและนิ่งเฉย
    “พูดมาเถอะ ถึงอย่างไรนี่ก็อยู่ในสัญญาที่เราตกลงกันไว้ ขอเพียงไม่ขัดกับคุณธรรม จริยธรรมก็พอ” จี๋ฮ่าวกล่าวออกน้ำเสียงห้วน ต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ อีกทั้งทุกคนยังมองออกว่าเขาพูดจาเสียมารยาทและแฝงไปด้วยความเป็นศัตรูเล็กน้อย
    “นี่เจ้า!!” หญิงสาวผมเงินทำท่าจะเอ่ยขึ้นมา แต่ก็ถูกจักรพรรดิมารกล่าวคำขัดเสียงเย็นว่า “ข้าอนุญาตให้เจ้าพูด?” ก่อนที่นางและชายที่กำลังทำท่าจะอ้าปาก ก็ต้องสงบเงียบในทันที ไม่กล้าออกความเห็นใด ๆ อีก
    “เจ้าจำเป็นต้องมารับตำแหน่งจักรพรรดิมารแทนข้า” จักรพรรดิมารกล่าวเสียงเข้มจริงจัง ไม่คิดอ้อมค้อมอีกต่อไป
    ทั้งจี๋ฮ่าวและผู้ติดตามจักรพรรดิมารทั้งสอง เมื่อได้ยินประโยคที่ว่านี้ก็ถึงกับตื่นตกใจ ไม่คิดว่าการยกตำแหน่งจะฉุกละหุกเช่นนี้มาก่อน
    “เหตุผล?” จี๋ฮ่าวเอ่ย
    “ข้าจำเป็นที่จะต้องไปจุติใหม่ แต่ทว่าตอนนี้สถานการณ์ทั่วโลกก็ไม่ปกตินัก เพราะนักผจญภัยและปริศนาของวิหารเหล่านั้นยังไม่ถูกคลี่คลายให้แน่ชัด ขืนปล่อยเอาไว้เช่นนี้โลกใบนี้คงจะถูกทำลายอีกไม่ช้า”
    กล่าวจบ เขาก็แบมือเสกคัมภีร์สีม่วงดำเล่มหนึ่งขึ้นมาและกล่าวว่า“ในนี้มีทุกอย่างที่เจ้าต้องการ ถือเป็นสิ่งตอบแทนสำหรับการปกป้องโลกใบนี้ก็แล้วกัน”
    ไม่พูดเปล่า เขาผลักคัมภีร์ลอยเข้าหาจี๋ฮ่าวทันทีโดยไม่รอให้นางตอบรับ ซึ่งนางก็ไม่ได้ปฏิเสธมันแต่อย่างใด และคว้าจับมันมาไว้ในมือ
    “เหตุใดถึงรีบร้อนปานนั้น?” จี๋ฮ่าวถาม
    “อีก 3 วันจะเกิดพระอาทิตย์สีดำ เป็นวันเวลาเดียวที่เหมาะสมที่สุดในการจุติใหม่ ซึ่งหากจะให้ข้ารอไปอีก 1หมื่นปี คิดว่าโลกใบนี้อาจจะพังทลายลงเสียก่อน”
    จี๋ฮ่าวพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ “ได้ แต่ว่าคนของท่านจะเชื่อฟังข้างั้นหรือ?”
    จักรพรรดิมารยิ้มขึ้นและตอบไปว่า “ทุกอย่างถูกกำหนดไว้โดยใครบางคนแล้ว เจ้าจะทำได้หรือไม่ นั่นไม่เกี่ยวกับข้า”
    “ใคร?” จี๋ฮ่าวขมวดคิ้วย่นด้วยความสงสัย
    “ศาสตร์ลับแห่งจักรวาล ข้าเองก็ไม่อาจแพร่งพรายได้ หากวันใดเจ้ามีโอกาสได้เยือนทวีปมืด วันนั้นเจ้าอาจจะได้รู้ก็เป็นได้” จักรพรรดิมารเว้นคำพูดไว้ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า
    “มันเป็นโชคชะตาของเจ้าตั้งแต่ต้น ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงมันได้ แม้แต่ข้าก็ตาม”
    จักรพรรดิมารกล่าวจบ ก็ยกมือโบกขึ้นคราหนึ่ง เกิดเป็นประตูมิติเปิดกว้างออกมาและเขาก็นำพาผู้ติดตามทั้งสองจากไปทันที
    ในตอนนั้นเองม่านอาคมที่ครอบคลุมก็ลบเลือนหายไป พร้อมกับเกิดละอองหมอกโลหิตปรากฏขึ้นจนหนาตา เกิดเสียงท้องฟ้าคำรามกึกก้อง และสายฟ้าฟาดลงมารอบสุสานหลวงแห่งนี้
    ด้านบนสุสานเกิดเป็นแสงประกายสีแดง แหวกอากาศออกจากกัน จนเผยให้เห็นดวงตามารที่มีลักษณะคล้ายกับดวงตาแมวสีอำพัน ขึ้นบนท้องฟ้าเหนือศีรษะของจี๋ฮ่าว
    เสียงกรีดร้องของวิญญาณดังระงมไปทั่วบริเวณ มาพร้อมกับหมอกขาวที่ค่อย ๆ ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ประกอบกับความมืดที่ค่อย ๆ กัดกิดบรรยากาศ ขยายกว้างครอบคลุมสุสานหลวงแห่งนี้เอาไว้ กลายเป็นสถานที่ที่ดูน่ากลัว ชวนขนหัวลุกยิ่งนัก
    จี๋ฮ่าวสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างบนคัมภีร์เล่มสีดำ พร้อมกับได้ยินคำพูดของจักรพรรดิมารที่ส่งกระแสจิตมาหาตนเองว่า“นี่เป็นโอกาสดีที่สุดที่จะศึกษาทำความเข้าใจศาสตร์ในคัมภีร์ หากเจ้าสามารถทำความเข้าใจและควบคุมมันได้ดั่งใจนึก เจ้าก็จะอยู่เหนือมวลมารทั้งปวง แต่ทว่าถ้าหากเจ้าล้มเหลว เจ้าจะกลายเป็นมารร้ายตนหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่ข้าต้องพูด ข้าก็บอกเจ้าไปหมดแล้ว ที่เหลือเจ้าตัดสินใจเองเถอะ”
    นางเข้าใจดีว่าสิ่งที่จักรพรรดิมารต้องการจะเตือนนี้คืออะไร เพราะมันถือเป็นการผ่านด่านเคราะห์เพื่อบรรลุพลังในขั้นใหม่ที่รวดเร็วที่สุด นั่นก็คือการทดสอบจิตมารของตนเอง นางไม่ได้หวั่นเกรง ตัดสินใจนั่งลงทำสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าฌาณทันที
    ภายนอกผู้คนต่างแตกตื่นไปทั่ว หลังจากที่ได้เห็นเมฆดำและสายฟ้ากระหน่ำผ่าบริเวณนอกวังหลวงทางทิศบูรพา แม้เหล่าทหารจากวังหลวงอยากจะเข้าไปสำรวจสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่อาจเข้าไปใกล้ได้เลย เพราะพลังความมืดและหมอกโลหิตค่อย ๆ แผ่ขยายอาณาเขตออกไปไกล กินรัศมีประมาณ 1 กิโลเมตรครอบคลุมพื้นที่ของสุสานหลวงแห่งนี้จนหมดสิ้น
    จี๋ฮ่าวเพ่งจิตคราหนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมาและพบว่าตนเองอยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยหมอกควันจาง ๆ คล้ายกับว่าตนเองได้อยู่ในอีกมิติหนึ่ง ที่แห่งนี้มืดมิดพอสมควร นางหันหน้ามองไปยังทิศทางหนึ่ง พบร่างเงาชายฉกรรย์รูปร่างสูงใหญ่ ทว่าใบหน้าอัปลักษณ์คล้ายปีศาจที่สวมหน้ากากเอาไว้ เบ้าตาโบ๋ไร้ลูกตา เห็นเพียงแต่ความมืดมิดอยู่ในนั้น เช่นเดียวกับปากของมัน
    “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ไม่เลวไม่เลว ข้ามีชีวิตมานานหลายกัปหลายกัลป์ ไม่คิดเลยว่าในวันนี้จะได้พบอาหารเลิศรสกว่าครั้งใด ๆ” มันยืนหัวเราะ พลางหันหน้าจ้องมองมายังจี๋ฮ่าว
    จี๋ฮ่าวยกยิ้มบางไม่ยี่หระ “จิตมารอย่างเจ้าคงมีดีแค่วาทะศิลป์กระมัง แทนที่จะรีบลงมือ กลับพูดจาเพ้อเจ้อ คิดข่มขวัญคนอย่างข้า?”
    “ฮ่าฮ่าฮ่า อวดดีนัก อย่าทำให้ข้าผิดหวังก็แล้วกัน” 
    “เงามารจงออกมา!!!” จิตมารเอ่ยวาจาดังลั่น สิ้นประโยคในชั่วพริบตา บรรยากาศทุกอย่างก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 
    คราวนี้จี๋ฮ่าวสามารถมองเห็นโดยรอบได้ชัดเต็มสองตาอีกครั้ง ความมืดมิดต่าง ๆ มลายหายสิ้น แทนที่ด้วยบรรยากาศสีม่วงมืดหม่น เห็นเป็นเพียงไฟโลกันต์ลุกโชนไปทั่วพื้นที่ทุกกระเบียดนิ้วจนสุดสายตา พร้อมกันนั้นก็ทำให้เท้าของจี๋ฮ่าวรู้สึกร้อนลวกจนไม่อาจยืนบนพื้นได้อีก
    ในขณะเดียวกันจิตมารตนนี้ก็เรียกเงามารที่มีรูปร่างคล้ายกับตนเองออกมา 1 ตน และพุ่งตัวเข้าหานางด้วยเคล็ดกระบี่เงาลวง ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาที่ตนเองเคยใช้มันอยู่ในสมัยก่อนและนางก็รู้ดีถึงความร้ายกาจของวิชานี้กว่าใคร
    จี๋ฮ่าวตัดสินใจทะยานตัวขึ้น หวังจะหลบจากเพลิงโลกันต์ด้านล้างไปพร้อมกับหลบการโจมตีจากเคล็ดวิชากระบี่เงาลวงของตนเอง ซึ่งนางรู้ดีว่าไปสู้ตรง ๆ กับวิชานี้ไม่ได้เด็ดขาด
    นางจึงกระโดดทะยานกายขึ้นสูง เตรียมออกกระบวนท่าหวังเผด็จศึกโดยเร็ว แต่ทว่านางก็สัมผัสได้ถึงพลังแปลกประหลาดกลุ่มหนึ่ง ที่คอยขัดขวางตนเอง ไม่ให้ออกกระบวนท่าได้อย่างใจนึก
    “ไม่จริง!! นี่มันไม่ใช่จิตมารธรรมดาแล้ว” จี๋ฮ่าวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มปะติดปะต่อกับความรู้ที่ตนเองมี จนเกิดคำหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวว่า
    “หรือว่านี่คือ พิธีสืบทอดพลังมาร?”