วูบบบบบบบบบบ!!
ทันใดนั้น ราวกับสายลมเกิดการแปรปรวนชักนำเอาไอควันมังกรขาว พุ่งทะยานหายเข้าไปยังใจกลางหน้าผากของเหมาเว่ยอย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น ได้ไขความจริงบางอย่างให้เหมาเว่ยได้เข้าใจอย่างชัดแจ้ง
ที่แท้แล้วสิ่งที่อยู่ภายในหยกมังกรขาว เป็นเพลงยุทธชุดหนึ่งที่มีนามว่ามังกรคู่หยินหยางเก้าท่า หากแต่ตัวอักษรที่เป็นดั่งเคล็ดการโคจรลมปราณและท่วงท่าที่ปรากฏในหัวของเหมาเว่ยนั้น กลับมีเพียงแค่สี่กระบวนท่าและมิได้ระบุระดับวิชาไว้อย่างแน่ชัด
อีกทั้งก็ยังปรากฏสิ่งที่แตกต่างไปจากวิชาที่เหมาเว่ยเคยเห็นเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยแต่ละกระบวนท่ามีระบุเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจน ซึ่งท่าที่หนึ่งต้องเป็นผู้ที่มีพลังยุทธในระดับแก่นแท้ขึ้นไป ท่าที่สองก็จำต้องมีพลังยุทธระดับกษัตริย์ขึ้นไป ท่าที่สามก็มีเงื่อนไขว่าจะต้องอยู่ในระดับราชันจักรพรรดิขึ้นไป ส่วนท่าที่สี่เองก็เช่นกัน ผู้ฝึกจำเป็นต้องมีพลังยุทธอยู่ในระดับนักบุญเลยทีเดียว
‘มันเรื่องอะไรกันนี่ แท้จริงแล้วเป็นวิชาที่ซ่อนอยู่ในหยกมังกรขาวชิ้นนี้หรอกหรือ มิน่า ท่านลุงที่ข้าบุกไปช่วยเหลือถึงได้มอบมันให้แก่ข้าเมื่อทราบว่าข้าต้องการเข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกตน’เหมาเว่ยครุ่นคิดไปถึงความหลังก่อนจะกลับมาสู่ภาพที่เห็นในหัว’เป็นวิชาที่ประหลาดอย่างยิ่ง ไม่มีระบุระดับเอาไว้เสียด้วย ทั้งยังมีเงื่อนไขในการฝึกแต่ละท่าระบุไว้อย่างชัดเจน แตกต่างไปจากวิชาที่ข้าเคยฝึกอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตัวข้าในยามนี้มีพลังยุทธระดับแก่นแท้ขั้นหนึ่ง ก็หมายความว่าฝึกฝนได้เพียงท่าเดียวเท่านั้น’
แม้เหมาเว่ยจะไม่ทราบที่มาหรือกระทั่งระดับวิชาก็ตาม เพียงแต่เมื่อได้เห็นท่วงท่าและเคล็ดการโคจรพลัง ก็ส่งผลให้เขาบังเกิดความต้องการจะเรียนรู้และฝึกฝนโดยมิอาจหักห้ามใจ เมื่อเป็นดังนั้นจึงค่อยๆทิ้งตัวนั่งลงและหันหน้าไปทางทิศเหนือตามที่มีระบุเอาไว้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่ถูกแสดงไว้อย่างเด่นชัดไม่ต่างกับข้อความตัวอักษรอื่นๆเลยแม้แต่น้อย
‘ท่าเดียวข้าก็จะฝึก! แต่ข้าเดาว่าอาจจะมีหยกอีกซีกอยู่ที่ใดสักแห่งเป็นแน่แท้’เหมาเว่ยตั้งจิตอยู่ในท่าขัดสมาธิ
วูววว!!
ชั่วอึดใจต่อจากนั้น เหมาเว่ยก็เริ่มโคจรลมปราณตามเคล็ดที่เข้าใจและตีความหมายตัวอักษรได้อย่างแตกฉาน พร้อมกันนั้นสองฝ่ามือที่หงายบนหน้าขาก็เริ่มถูกขึ้นมาอย่างช้าๆจนอยู่ในตำแหน่งเสมออก ก่อนจะพลิกคว้ำฝ่ามือลงและผายออกไปยังด้านข้างพร้อมกันทั้งสองมือ
วูววว!!
ช่วงเวลาเดียวกันรอบกายเหมาเว่ยก็เริ่มก่อเกิดสายลมที่ก่อตัวเป็นไอควันมังกรขาว เคลื่อนที่วนรอบร่างชายหนุ่มอยู่ตลอดเวลาขณะที่ฝึกปรือ ซึ่งท่วงท่าต่อจากนั้นก็เป็นสองฝ่ามือพลิกหงายขึ้น และถูกยกลอยสูงเหนือศีรษะก่อนจะค่อยๆเคลื่อนกวาดวนคว้ำฝ่ามือลงมาอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางหน้าผาก
พลางลดระดับฝ่ามือลงมาเรื่อยๆในตำแหน่งเสมออกอีกครั้ง และพลิกกระแทกฝ่ามือไปข้างหน้าด้วยท่าทางอันหนักแน่น โดยในจังหวะเดียวกันไอมังกรขาวรอบกายก็เริ่มคลุ้มคลั่งเคลื่อนตัววนรอบอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พุ่งทะยานสู่จุดตันเถียนของเหมาเว่ยหายวับเข้าไปในพริบตา
ฟืบบ!
วูววววว!!
‘เท่านี้ก็เหลือแต่กระบวนท่า ข้าจดจำการโคจรปราณเคลื่อนกำลังภายในได้ทั้งหมดแล้ว’เหมาเว่ยค่อยๆสลายพลังคลายแรงบนฝ่ามือและนำมาวางไว้บนหน้าตัก
นับตั้งแต่นั้นเหมาเว่ยก็ฝึกฝนต่อตลอดทั้งคืนจนสามารถผสานกระบวนท่าและเคล็ดวิชาได้สำเร็จ ซึ่งการที่เขาขยับร่างกายออกกระบวนท่าตลอดทั้งคืนนั้น ก็เป็นผลดีทำให้เขาเกิดความคุ้นชินกับเพลงยุทธได้อย่างรวดเร็วเข้าใจถึงหลักของมันได้อย่างท่องแท้
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลังจากที่ได้ฝึกฝนเพลงยุทธมังกรคู่หยินหยางตลอดทั้งคืน เหมาเว่ยก็เร่งรีบเตรียมตัวออกเดินทางไปตามหาหญ้าปีศาจเพื่อนำกลับมาช่วยเหลือเจ้าสำนักโดยเร็ว และถึงแม้ว่าจะไม่เคยพบหน้าเจ้าสำนักเลยสักครั้ง แต่เขาก็ตั้งใจจะลงมือทำมันอย่างเต็มที่และถือเป็นเรื่องดีที่ได้มีโอกาสได้ออกท่องโลกกว้าง มิได้เก็บตัวอยู่ฝึกฝนในสำนักเพียงอย่างเดียว
‘ข้าขอขอบคุณมากท่านลุง และหากมีโอกาส ข้าสัญญาว่าจะจัดการพวกที่ไล่ล่าท่านให้จงได้ ข้าจะละเลงเลือดพวกนิกายจันทร์ดับเพื่อเป็นการระบายโทสะให้แก่ท่านเอง’เหมาเว่ยระลึกถึงผู้ที่มอบหยกมังกรขาวให้ พลางให้คำสัจก่อนที่จะลงจากเขาไป’แต่ก่อนอื่นข้าคงต้องรีบบ่มเพาะพลังยุทธโดยเร็วเพื่อจะได้สามารถฝึกฝนกระบวนท่าต่อไป เพราะขนาดท่าแรกและข้าก็มีพลังยุทธแค่ระดับแก่นแท้มันยังทรงอนุภาพถึงเพียงนี้ ไม่อยากจะนึกเลยว่าภายภาคหน้าจะทรงพลังปานใด’
.
.
.
หลังจากนั้นผ่านไปไม่ถึงสองชั่วยามเหมาเว่ยก็เดินทางลงจากเขามาจนถึงเส้นทางหลัก เพียงแต่ยามนี้ก็หาได้มีเพียงเขาคนเดียวที่ใช้เส้นทางสายนี้ไม่ แม้ว่าจะอยู่บนถนนหนทางที่สองฝั่งเต็มไปด้วยพืชไม้รกทึบ ก็ยังมีชาวยุทธคู่หนึ่งที่เดินนำหน้าพร้อมทั้งยังหันหลังชำเลืองเขาเป็นพักๆ
หนึ่งในสองผู้ที่เดินนำหน้าได้หยุดก้าวเท้า และหันหลังกลับมาถามเหมาเว่ยที่ตามมาอย่างติดๆ“เจ้าน่ะ ใช่ผู้ที่ต้องการจะร่วมทดสอบเป็นศิษย์สำนักกระบี่โลหิตที่ผ่านมาหรือไม่?”
‘หืมม เป็นเจ้ามันนี่เอง โลกช่างกลมนัก’เหมาเว่ยจดจำใบหน้าชายกลางคนตรงหน้าได้เป็นอย่างดี มันเป็นผู้ที่ขับไล่ไม่ยอมให้ลงชื่อเข้าร่วมทดสอบเป็นศิษย์สำนักกระบี่โลหิตในครั้งนั้น
“ยังไม่ตอบข้าอีก ข้าว่าหน้าเจ้าคุ้นๆนะ”ชายกลางคนยังคงเอ่ยถามไม่เลิกรา พร้อมขมวดคิ้วชักสีหน้าอันเปี่ยมไปด้วยโทสะ เมื่อเหมาเว่ยไม่ยอมเปิดปากตอบคำถามของมัน”เจ้าหูหนวกรึไง?”
เหมาเว่ยหยุดเดินในระยะห่างจากชายตรงหน้าเพียงไม่ถึงห้าก้าว ก่อนจะเปิดปากตอบคำถามเพื่อให้เรื่องจบๆไป”ถูกต้อง เป็นข้าเอง”
“ข้านึกแล้วเชียวทำไมถึงรู้สึกคุ้นหน้านัก”
“มันเป็นใครหรือขอรับท่านอาจารย์”เด็กหนุ่มอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปีเอ่ยถามกับชายวัยกลางคนข้างกายหรือก็คือผู้เป็นอาจารย์ของตน
‘พวกมันต้องการอะไรจากข้า?’
“ก็แค่สวะที่เพ้อฝันอยากจะเข้าร่วมสำนักเรา การทดสอบเข้าร่วมสำนักครั้งที่ผ่านมา ข้าเป็นคนไล่มันไปเองแหละ ศิษย์ข้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!!”ชายกลางคนผู้มีหนวดเคราเฟิ้มระเบิดเสียงหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจเมื่อได้เล่าเรื่องในอดีตให้ผู้เป็นศิษย์ได้ฟัง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
“ข้าจะเป็นสวะก็ดี จะยอดอัจฉริยะก็ดี ก็ไม่เห็นจะมีส่วนใดเกี่ยวกับพวกท่าน หากพวกท่านหัวเราะจนพอใจแล้ว ก็ช่วยหลบทางให้ข้าด้วย ข้ากำลังรีบ!”เหมาเว่ยเปล่งเสียงโต้ตอบออกไปอย่างสุภาพ แต่ทางด้านอีกฝ่ายกลับมิได้คิดเช่นนั้น
“หนอย....! ข้ากับท่านอาจารย์ไปขวางทางเจ้าตั้งแต่เมื่อใดกัน ทางเดินก็มีตั้งเยอะแยะ อยากไปก็ไปสิไม่มีใครห้ามเจ้าสักหน่อย”เด็กหนุ่มผู้เป็นศิษย์พูดพลางชี้ไปยังเส้นทางที่ว่างอยู่ข้างๆตน
ส่วนเหมาเว่ยที่ได้ยินก็เริ่มก้าวเดินตรงโดยหลบไปทางด้านข้างเพื่อผ่านทางไป ทว่า เขากลับถูกศิษย์สำนักกระบี่โลหิตก้าวเข้าไปขวางราวกับว่าต้องการจะกลั่นแกล้ง จนเหมาเว่ยต้องหยุดชำเลืองมองใบหน้าศิษย์อาจารย์คู่นี้เล็กๆ
“พวกท่านกำลังเล่นตลกอันใด?”เหมาเว่ยขมวดคิ้วเพ่งสายตาจับจ้องไปยังทั้งคู่’ชักจะมากไปแล้ว ข้าเกลียดนักพวกที่คิดว่าตนเองสูงส่งชื่นชอบรังแกผู้อื่น’
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”ผู้เป็นอาจารย์หัวเราะชอบใจในการกระทำของศิษย์ตน
ส่วนผู้เป็นศิษย์ได้ฉีกยิ้มพลางกล่าวกับเหมาเว่ย“เจ้าก็เดินอ้อมไปสิ”
“ได้”เหมาเว่ยส่ายหัวเล็กๆก่อนจะก้าวหลบไปทางด้านขวาอย่างรวดเร็ว
ฟุบบ!!
“หืม? เป็นวรยุทธ?”ศิษย์สำนักกระบี่โลหิตเอ่ยต่อเล็กๆ ก่อนจะชี้ปลายกระบี่ที่ยังอยู่ในฝักออกไปขวางเหมาเว่ยเมื่อรู้ดีว่าไม่อาจก้าวเท้าออกไปขวางได้ทัน
ฟืบบ!!
ปึงงง!
เคล้งงง!!
“เจ้า....!!”
เหมาเว่ยที่ถูกขวางด้วยปลายกระบี่ก็กระแทกฝ่ามือปัดกระบี่ของเด็กหนุ่มดังกล่าวจนต้องหลุดออกจากมือ พริบตานั้น เมื่อผู้เป็นอาจารย์เห็นท่าไม่ดีจึงคิดที่จะเข้าช่วยเหลือ พร้อมกับเปล่งเสียงลั่นด้วยความไม่พอใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก
“กล้ารังแกศิษย์ข้าเรอะ? รนหาที่ตาย!!”
“สั่งสอนมันเลยท่านอาจารย์!”
เคล้งงงง ฟุบบ!!!
ทันใดนั้นกระบี่สีแดงดั่งโลหิตบนมืออาวุโสสำนักกระบี่โลหิตพลันถูกชักออกจากฝัก พร้อมทั้งเคลื่อนกายชี้ปลายกระบี่ตรงสู่เหมาเว่ยโดยทันที เพียงแต่เหมาเว่ยที่เปลี่ยนไปจากครั้งที่ได้พบกับมันราวคนละคน ก็เร่งเคลื่อนกายไถลถอยร่นไปทางด้านหลังโดยที่ถูกปลายกระบี่จี้ตามมาอย่างติดๆ
ฟุบบ!
ปึ๊งงง!!
และเมื่อได้โอกาสเหมาเว่ยก็จับจังหวะพลิกร่างกลับ ด้วยท่วงท่าการตีลังกาม้วนกลับหลังพร้อมทั้งใช้ปลายเท้าสะกิดกระบี่จากด้านล่างจนเปลี่ยนทิศพุ่งเฉียงขึ้นเล็กๆ ซึ่งนี่ก็นับเป็นการทำให้อาวุโสสำนักกระบี่ต้องขายหน้า จนถึงกับต้องเปล่งเสียงลั่นด้วยโทสะที่เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นกว่าก่อนหน้านี้
“เจ้า!!! ตาย!!”อาวุโสสำนักกระบี่โลหิตขับปราณสีแดงชาดจากท่อนแขนไหลผ่านไปสู่อาวุธบนมือ ก่อนที่จะง้างกระบี่ขึ้นสูงและฟาดลงเป็นแนวตั้งฉากกับพื้นอย่างแรงหนึ่งครั้ง
โลหิตผ่าศิลา!
ฟรับบบบบ!
พริบตานั้น พลันบังเกิดคลื่นกระบี่สีแดงพุ่งผ่านพื้นดินออกไปเป็นทางยาว มุ่งสู่ตำแหน่งที่เหมาเว่ยยืนอยู่อย่างทรงพลังราวกับว่าต้องการจะสังหารภายในท่าเดียว เพียงแต่เหมาเว่ยก็ใช่ว่าจะยินยอมรับการจู่โจมด้วยเพลงกระบี่โดยง่าย เขายืนตั้งท่าผสานฝ่ามือไว้ข้างลำตัวพร้อมกับเริ่มโคจรพลังเคลื่อนลมปราณจากจุดตันเถียนปะทุออกไปทั่วทั้งร่าง
วูวววววว!!
ในชั่วอึดใจเดียวรอบกายของเหมาเว่ยพลันก็ปรากฏไอปราณมังกรขาวสายหนึ่งเคลื่อนวนรอบๆตัว ก่อนที่จะมุ่งเข้ามาสู่ช่องว่างระหว่างฝ่ามือ และต่อจากนั้นฝ่ามือทั้งสองข้างพลันก็เคลื่อนซัดกระแทกออกไปด้านหน้าโดยพลัน
มังกรท่องนภา!
ฟรืบบบ!
กรรรรรรร!!!!