โจลี่มองเห็นรถพิคอัพ คันของเขาจอดอยู่บนถนนสุดปลายไร่ ร่างสูงๆ ผิวสีน้ำตาลคล้ำด้วยกร้านแดดเกรียมลมมาตลอดยืนอยู่ตรงขอบคันนา กล้ามเนื้อต้นแขนเป็มันเลื่อมอยู่ในแสงแดดยามสาย ตอนที่เขาโบกมือให้เธอเป็การทักทายนั้น โจลี่สังเกตเห็นเขาคาบฟางข้าวไว้ระหว่างฟัน จอห์นสาวเท้าก้าวสวบๆ ตรงเข้ามาหา โจลี่รั้งสายบังเหียนให้ม้าด่างหยุดเดินลง เขาเอื้อมมือมารวบรัด่เอวของเธอไว้ อุ้มร่างลงสู่พื้นดิน แตะจุมพิตลงบนเรียวปากเบาๆ ซึ่งโจลี่ก็สนองรับจุมพิตนั้นด้วยความรู้สึกธรรมดาที่สุด แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นต่อความชิดใกล้ของเรือนกาย ที่แนบอยู่กับร่างของเธอ
“ไฮ...”
ประกายในดวงตาคู่สีน้ำตาลแกมทองของเขาบอกความปีติเป็ล้นพ้น เช่นเดียวกับรอยยิ้มบนใบหน้า
“คุณไม่ได้ออกมาหาผมถึงท้องนานานแล้วนี่”
โจลี่ยังแนบหน้าอยู่กับแผงอก อ้อมแขนของเขาโอบร่างเธอไว้มั่นและเธอเองก็โอบแผ่นหลังเขาไว้ เ้าม้าด่างเริ่มก้มลงขบเคี้ยวหญ้าอ่อนที่ขึ้นอยู่ข้างทางอีกครั้ง ไม่สนใจกับสองหนุ่มสาวที่เดินช้าๆ คลอเคลียกันตรงไปยังต้นคอตต้อนวู้ด ที่ขึ้นอยู่โดดเด่นตรงขอบคันนา
“เห็นพ่อบอกว่า ข้าวสาลีในนาคุณจะเกี่ยวได้แล้วนี่”
โจลี่ชวนสนทนาด้วยเื่ที่ดูจะปลอดภัยที่สุด
จอห์นเอื้อมไปดึงรวงข้าวมารวงหนึ่งก่อนจะทรุดตัวลงนั่งตรงโคนต้นไม้ที่ให้ร่มเงา ใช้ฟันแทะเมล็ดข้าวแก่จัดสีทองและเคี้ยวเล่น
“มันยังมีความชื้นอยู่อีกนิดหน่อย”
เขาบอก
“ถ้าแดดกล้าๆ อย่างนี้อีกสักวันหรือสองวันก็เกี่ยวได้แล้ว”
เขาปัดหมวกฟางปีกกว้างให้ห้อยอยู่กับแผ่นหลัง เผยให้เห็นศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีน้ำตาลอ่อน ขณะเดียวกัน ก็กวาดสายตาไปยังท้องทุ่งที่เหลืองอร่ามด้วยรวงข้าวสีทอง
“รู้สึกว่าปีนี้การเก็บเกี่ยวจะให้ผลดีมากเสียด้วยสิ”
“ไหล่พ่อก็เกิดเจ็บขึ้นมาตอนนี้ แล้วก็กังวลใจด้วยว่าฝนอาจจะเทลงมาพรุ่งนี้”
โจลี่โยนใบหญ้าที่ฉีกขาด้วยความหงุดหงิดใจทิ้ง
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็บอกพ่อได้เลยนะว่าวันมะรืนเราก็เกี่ยวกันได้แล้ว เื่ฝนไม่ต้องเป็ห่วงหรอก”
จอห์นพูดยิ้มๆ เมื่อรั้งร่างโจลี่เข้าสู่อ้อมแขน
โจลี่เบือนหน้าไปเสียทางหนึ่ง เมื่อเข้าโน้มใบหน้าลงมาทำท่าจะจุมพิตเธอ ดังนั้นริมฝีปากเขาจึงประทับลงบนนวลแก้มแทน แต่จอห์นก็ไม่ได้มีท่าทางเดือดเนื้อร้อนใจแต่ประการใด โลมไล้ริมฝีปากไปตาม่ลำคอและติ่งหูที่มีปอยผมสีน้ำตาลปกปิดไว้เพียงครึ่ง
ความรู้สึกของโจลี่ในยามนี้ มีแต่ความหงุดหงิดรำคาญใจไปเสียทุกอย่าง ไม่พอใจที่ตนเองไม่อาจสนองรับอารมณ์เสน่หาของเขาได้และความรู้สึกนั้น มันก็ทำให้เธอรู้สึกลำบากใจยิ่งนัก เธอเบี่ยงตัวออกห่างจากเขา ดึงต้นหญ้าขึ้นมาถือไว้ พินิจพิจารณามันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด จอห์นเฝ้าจับตามองเธอราวประเมินสถานการณ์อยู่ โจลี่ััความรู้สึกได้ ว่าสายตาคู่นั้นกำลังกวาดไปทั่วใบหน้า เธอพยายามไม่แสดงอาการสะทกสะท้านออกมาให้เขาเห็น
“เป็อะไรไป โจ?”
จอห์นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ซึ่งถ้าเขาจะโกรธหรือเสียใจ ความรู้สึกนั้นก็ไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นทางน้ำเสียงเลยแม้แต่น้อย
“ไม่รู้สิ...”
เธอทอดถอนใจ เหลือบตามองหน้าเขาอย่างลังเล แววในดวงตาบอกความเกรงใจอยู่ไม่น้อย
“คุณกลับมาบ้านได้อาทิตย์หนึ่งแล้วนะ งานที่สมัครๆ ไว้เขาไม่ได้เรียกมาเลยหรือ?”
“ฉันยังไม่ได้สมัครงานที่ไหนสักแห่งเลย”
คำตอบของเธอทำให้จอห์นเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ แต่สีหน้าของเขาก็ยังไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ ให้ปรากฏอยู่ดี โจลี่สูดลมหายใจลึก เมินหน้าเสียจากเขา จอห์นมักจะรู้อะไรๆ ที่อยู่ในความคิดของเธอมากกว่าที่โจลี่คิดเสมอและเธอก็ไม่อาจรู้ได้ด้วยว่า เวลานี้เขากำลังคิดอะไรอยู่
“อันที่จริงฉันก็ได้ประกาศนียบัตรมาแล้วนะ เพียงแต่ไม่รู้จะเอามันไปใช้ทำอะไรดีเท่านั้น”
“ผู้หญิงที่มีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ก็เป็ภรรยาที่ดีได้ยังไงล่ะ”
แม้ว่ามันจะเป็บรรยากาศของการยั่วเย้าอยู่ในวาจาประโยคนั้น ซึ่งโจลี่ก็รู้ว่ามันเป็คำพูดแบบลองเชิง แต่เธอจะบอกให้จอห์นรู้ได้อย่างไร ว่าที่จริงแล้วเธอไม่ได้รักเขาแม้แต่น้อย หรืออย่างน้อยมันก็ไม่ใช่ความรักในรูปแบบเช่นที่เธอ้าจะรักใครสักคนหนึ่งจนถึงขั้นอยากจะแต่งงานด้วย ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ เธอรู้สึกละอายใจอยู่ไม่น้อยที่ไม่อาจรักเขาได้
จอห์น ทัลบอท เป็ผู้ชายในฝันของผู้หญิงโดยแท้ ไม่เพียงแต่เขาจะเป็ชายหนุ่มที่หน้าตาดีมากคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็คนที่มีจิตใจเข้มแข็งสามารถพึ่งพาอาศัยได้อีกด้วย เพียงแค่มองใบหน้าคล้ำๆ แต่สะอาดเอี่ยมและคมคายขณะนี้ ยังทำให้โจลี่อดสงสัยตัวเองไม่ได้ ว่าเธอเสียสติไปแล้วหรือที่ไม่คว้าผู้ชายคนนี้ไว้...ผู้ชายคนที่รอคอยเธอด้วยความซื่อสัตย์ตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านไป
เธอไม่อาจปฏิเสธได้ ว่าจอห์นมีพลังดึงดูดเธอให้เข้าไปหาเขา แต่กระนั้นมันก็ไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ เกิดขึ้น ไม่มีเสียงระฆังวิวาห์ หัวใจของเธอไม่ได้เต้นรัวแรงขึ้นกว่าเดิมแม้แต่น้อย โดยเฉพาะยามที่เขากกกอดร่างเธอไว้ในอ้อมแขนเช่นนี้ มันไม่ยุติธรรมเลยที่เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเธอจะยังฝืนใจรับปากแต่งงานกับเขา
“คุณเคยสงสัยบ้างไหมว่า ทำไมผมถึงไม่ได้มอบแหวนไว้ให้ั้แ่ตอนที่คุณอยู่มหาวิทยาลัย...?”
เสียงห้าวๆ เรียบๆ เอ่ยถามขึ้น
โจลี่พยักหน้ารับ รู้สึกละอายใจอยู่ไม่น้อยกับความคิดของตน จนไม่กล้าตอบเขาออกมาเป็คำพูด
“ผมรู้ว่าคุณชอบผม อาจจะถึงขั้นเคยรักผมก็ได้ แต่ผมก็รู้ว่ามันเป็เพียงความรักวูบๆ วาบๆ ตามประสาเด็กสาวเท่านั้น ไม่ได้จีรังยั่งยืนอะไร สรุปก็คือคุณไม่ได้รักผมอย่างจริงใจนั่นเอง”
สีหน้าของโจลี่เคร่งขรึมขึ้นกว่าเดิมและจอห์นก็เชยปลายคางที่พยายามซุกแนบอกไว้ขึ้นเมื่อกล่าวต่อว่า
“ตอนนั้นคุณเพิ่งสิบแปดและผมก็ยี่สิบสี่ ผมคิดว่า...มันน่าจะยุติธรรมกว่า ถ้าจะรอจนกว่าคุณเรียนจบและได้รับปริญญาเสียก่อน แต่นั่นละนะ ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ห่างกัน แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกรักใคร่ชอบพอเพิ่มพูนขึ้นมาได้ จริงไหม...โจ?”
“ฉันมีความรู้สึกว่า ตัวเองมันช่างต่ำช้าเสียจริงๆ จอห์น”
โจลี่พูดเสียงเบา
“แต่ฉันไม่ได้รักคุณแบบนั้นจริงๆ แม้ว่าฉันจะแคร์คุณมากกว่าผู้ชายคนไหนๆ ที่เคยคบมาก็ตาม พูดง่ายๆ ก็คือ ฉันรักคุณตามแบบของฉันเท่านั้น”
นิ้วแข็งๆ จิกลงบนนวลเนื้อเนินไหล่ มันเป็การแสดงออกถึงความรู้สึกเจ็บช้ำลึกๆ ในใจ ที่แม้จะไม่ได้ปรากฏออกมาทางสีหน้าก็ตาม และแล้ว จอห์นก็ปล่อยมือจากโจลี่กระแทกตัวลงพิงอยู่กับต้นไม้
“ความรู้สึกที่คุณเป็อยู่ มันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขไปได้นานหรอก”
ใบหน้านั้นแม้จะฉาบยิ้ม แต่ก็เป็ยิ้มที่ฝืนใจเต็มที
“เอาละ แล้วคุณจะทำยังไงต่อไปล่ะ จะอยู่ที่นี่ต่อไปเรื่อยๆ ก่อนหรือยังไง?”
“เห็นจะไม่หรอก”
โจลี่ส่ายหน้าปฏิเสธ
“ตอนแรกคิดว่า ถ้าฉันกลับมาอยู่ที่บ้านไร่ มันจะช่วยให้ฉันสามารถรวบรวมความคิดต่างๆ ได้คือฉันมีความรู้สึกว่า หลังจากที่ต้องไปคร่ำเคร่งกับเื่การเรียนเื่การบ้าน แล้วก็ทำงานอะไรที่มันเป็การทดสอบความรู้ในวิชาที่เรียนมาเป็เวลาเกือบสี่ปี มันเหมือนกับมีใครสักคนช่วยส่งฉันขึ้นฝั่งมากกว่า ฉันคิดว่าเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วทุกอย่างจะต้องเข้ารูปเข้ารอย แต่ดูๆ ไปแล้ว ฉันกลับรู้สึกว่ามันมีแต่ความสับสนยังไงบอกไม่ถูก เวลานี้ฉันไม่รู้สึกอยากทำงานเลย ไม่ว่าจะเป็งานอะไรก็ตาม แต่ขณะเดียวกัน ฉันก็จะลอยละล่องเกาะพ่อแม่กินอยู่อย่างนี้ไม่ได้ เพราะฉันก็ทำให้พ่อแม่ต้องเสียเงินเสียทองเพราะฉันมามากแล้ว”
“อยู่ไปสักพัก เวลามันจะช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้เองละน่า”
“ฉันก็หวังว่ามันจะเป็อย่างนั้น...แล้วก็...โดยเฉพาะเื่ของเราด้วยใช่ไหมจอห์น”
เมื่อได้ยินเสียงเป็เชิงถามในตอนท้าย จอห์นซึ่งเบือนหน้าจากเธอมองเหม่อออกไปยังทุ่งรวงทองอยู่ ก็หันกลับมามองโจลี่อีกครั้ง ซึ่งทำให้เธอต้องรีบกล่าวต่อว่า
“เอ้อ...ฉันหมายถึงว่า มันจะมากเกินไปไหมถ้าฉันจะขอให้เราเป็เพื่อนกันต่อไปน่ะ?”
เขาเอื้อมมือมาขยี้เรือนผมเธอ เป็การกระทำที่เคยชินั้แ่ครั้งโจลี่ยังอยู่ในวัยแรกรุ่น
“ได้สิ...เขาพูดยิ้มๆ ก่อนผุดลุกขึ้นยืน ทำให้โจลี่ต้องพลอยลุกขึ้นตามและยืนเคียงข้างเขาอยู่เงียบๆ
“อย่าไปคิดอะไรให้มันมากเกินไปนักเลย แม่หนู”
เขาไล้ปลายนิ้วอยู่กับเนียนแก้ม
“มันไม่ใช่เดี๋ยวนี้หรอกที่ผมรู้ ว่าคุณไม่ได้รักผมแบบนั้น แต่ถ้าคุณรักผมสิผมอาจใยิ่งกว่านี้แล้วก็อาจระแวงว่าคุณไม่ได้พูดความจริงกับผมก็ได้”
โจลี่ยืดร่างขึ้นแตะจูบลงบนริมฝีปากเขาเบาๆ ดวงตาหล่อรื้นด้วยหยาดน้ำตา ด้วยไม่อาจอำพรางความรู้สึกของตนไว้ได้อีกต่อไป
“ป้าบริจิตต์คงอยากถลกหนังหัวฉันแน่เลยที่ปล่อยให้คุณหลุดมือไปอย่างนี้”
“อย่าไปเอาชื่อคุณป้าผู้แสนโรแมนติกของคุณเข้ามาเกี่ยวข้องกับเื่นี้ดีกว่า”
จอห์นพูดปนหัวเราะ
“แหม...ป้าบริจิตต์น่ะยอมตายในร่างสาวทึนทึกอยู่แล้ว คุณจะว่าป้าเป็คนโรแมนติกได้ยังไงกัน แม่ยังบอกเลยว่า แม่คงต้องแปลกใจมากถ้าได้ยินว่าป้าบริจิตต์เคยถูกจูบ”
“คุณอย่าไปเชื่อเลย...อย่างน้อยป้าของคุณก็จะต้องเป็คนที่รู้ดีกว่าใคร ว่าความรักที่แท้จริงนะเป็ยังไง”
คำพูดของเขาสร้างความงุนงงให้กับโจลี่อยู่ มันคล้ายกับจอห์น้าให้เธอคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับตัวเองให้มากขึ้น “เอาละ...ป่านนี้ลุงเรย์ คงสงสัยแล้วว่าผมหายไปไหน เพราะฉะนั้น ผมไปก่อนดีกว่า”