สหกรณ์อำเภอเป็แหล่งรวมสินค้าที่ผู้คนมากมายต่างเลือกซื้อของ ยิ่ง่ต้นเดือนมีสินค้าเข้ามาก็จะถูกยื้อแย่ง ใครมาเร็วก็ได้ใครมาช้าก็อด แต่ที่นี่ต้องใช้คูปองซึ่งหากมีเงินแต่ไม่มีคูปองก็ไม่สามารถซื้อได้อยู่ดี ยกเว้นจะมีเส้นสายหรือรู้จักพนักงานของที่นี่
เฉินเฟิ่นอี้เดินเข้าสหกรณ์พร้อมเฉินตงที่ถือตะกร้าให้ เฉินไห่หลิว้าหนังสือและเขามีเงินที่จะซื้อหนังสืออยู่บ้าง ซึ่งมันเป็เงินเก็บของเขาและเฉินตงที่พวกเขาทำงานให้เพื่อนร่วมชั้น และเป็เงินที่ได้รับจากย่าเฉินวันละสองเฟินต่อวัน
่นี้เป็่กลางเดือนคนในสหกรณ์จึงมีไม่เยอะมาก และสินค้าต่าง ๆ ก็ใกล้จะหมดแล้ว เฉินเฟิ่นอี้ไปยังโซนเครื่องปรุงตามที่ตาเห็น เครื่องปรุงมีอะไรบ้างเธอก็จับใส่ตะกร้าให้หมด มีทั้งซอสหอย ซีอิ๊ว น้ำปลา ผงปรุงรส น้ำมัน และของอย่างอื่น ซึ่งเธอได้คำนวณไว้แล้วว่าคูปองจะพอไหม
“พี่สาวสามเงินเราจะพอเหรอครับ” เฉินตงกระซิบถามเมื่อเห็นของพูนเต็มตะกร้า
“พอ”
นอกจากเครื่องปรุงแล้วเฉินเฟิ่นอี้ยังซื้ออาหารแห้งที่สามารถใช้บำรุงร่างกายกลับไปด้วย เงินที่ได้รับจากระบบเฉินเฟิ่นอี้นำมันมาด้วย เข้าอำเภอทั้งทีเธอต้องซื้อให้คุ้มหากมีคนถามก็บอกว่าเป็เงินเก็บของเธอก็ได้ เฉินเฟิ่นอี้มีเงินเก็บจริงแค่สามหยวนทั้งที่ควรมีมากกว่านี้ด้วยซ้ำ
“แอปเปิล?” เฉินเฟิ่นอี้ยิ้มกว้างเมื่อเห็นสิ่งที่เธอ้า ชี้นิ้วให้เฉินตงแบกกระสอบแอปเปิลที่ราคาหนึ่งหยวนมีหลายสิบลูก มืออีกข้างหันไปอุ้มเอาแตงโมสองลูก
“ผมว่าเราพอกันเถอะครับ” เฉินตงกระซิบ ของที่หยิบใส่ตะกร้าตอนนี้ไม่น้อยเลย เขากลัวว่าเงินที่ย่าเฉินให้มามันไม่พอ เฉินเฟิ่นอี้พยักหน้า
ระหว่างเดินไปจ่ายเงินเฉินเฟิ่นอี้ก็เห็นกระปุกนมผงพอดีจึงหอบมาด้วย 2 กระปุก มันราคากระปุกละสามหยวน ซึ่งเฉินเฟิ่นอี้จะนำไปให้เฉินชิงชิงดื่ม
“ทั้งหมด 9 หยวน 4 คูปองค่ะ” พนักงานสหกรณ์คิดเงิน
เฉินเฟิ่นอี้พยักหน้าไม่สนใจว่าเฉินตงจะอ้าปากค้าง เธอหยิบตั๋วเงินจำนวนสิบหยวนให้พนักงานสหกรณ์ ไหน ๆ เธอก็จะให้เขาพาไปตลาดมืดแล้ว เขารู้อีกสักเื่คงไม่เป็ไร
“เงินทอนค่ะ”
ร้านหนังสืออยู่ถัดจากสหกรณ์ไม่ไกลเฉินเฟิ่นอี้จึงเดินไปหาเฉินไห่หลิวที่เลือกหนังสือยังไม่เสร็จ ท่ามกลางความเงียบของเฉินตงที่มองมาอย่างสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถาม
บริเวณหน้าร้านหนังสือมองเห็นเฉินไห่หลิวเลือกซื้อหนังสืออยู่ เฉินตงจึงรีบสาวเท้าเข้าไปหาเขา แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเฉินเฟิ่นอี้ถึงก่อน จะปากโป้งหรือฝันไปเถอะ!
“นายยังเลือกไม่เสร็จใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นก็ฝากดูแลของพวกนี้ด้วยนะ ฉันจะไปดูของเพิ่มอีกหน่อย” เฉินเฟิ่นอี้วางของในมือลงที่วางของในร้านหนังสือ
“ได้ครับ” เฉินไห่หลิวมองอย่างง ๆ เมื่อได้ของเยอะ ทั้งเฉินตงยังมีสีหน้าแปลก ๆ อีก
“เฉินตงเร็ว ๆ สิ!”
“ครับ!” เฉินตงรีบวางตะกร้าที่เขาแบกมาสองขารีบวิ่งไปหาพี่สาวที่เดินออกไปก่อนแล้ว ไม่มีเวลาให้แม้แต่สอบถาม หลังจากกลับจากอำเภอคงต้องคุยกับเฉินไห่หลิวแล้ว
เฉินเฟิ่นอี้หยุดเดินมองซ้ายมองขวาเมื่อเข้ามาอยู่ในซอยเปลี่ยวซอยหนึ่ง ซึ่งมันเป็ซอยตันที่มั่นใจว่าไม่มีคนแอบฟังหรือได้ยินสิ่งที่เธอ้าพูดแน่
“ฉัน้าไปตลาดมืด” เธอรีบบอกทันที จากการคาดเดาเฉินไห่หลิวอีกไม่นานก็เลือกหนังสือเสร็จ เฉินเฟิ่นอี้ต้องทำเวลาเพราะยังเหลือซื้อเนื้อและไข่ด้วย
“ไม่ได้!” เฉินตงรีบปฏิเสธพลางมองซ้ายขวาอย่างหวาดระแวงเพราะกลัวคนอื่นได้ยิน ซึ่งสถานที่นี้หากถูกเยาวชนแดงได้ยินจะถูกจับตัวไป หากเขามาเพียงลำพังหรือมาพร้อมเฉินไห่หลิวเขาไปได้ แต่เฉินเฟิ่นอี้เขาพาไปไม่ได้จริง ๆ
“เฉินตงนายคงเห็นแล้วว่าฉันมีเงิน ฉันจำเป็ต้องไปที่ตลาดมืดจริง ๆ” อย่างน้อยขายคูปองหนึ่งใบเธอคงได้ไม่ต่ำกว่า 2 หยวน หรืออาจได้มากกว่านั้นพร้อมแต้มคะแนนที่สูง
“พี่จะไปทำอะไร” เฉินตงถาม สินค้าในตลาดมืดแพงมากซึ่งพวกเขาไม่มีปัญญาซื้อแน่ ๆ
“ขายคูปอง” เฉินเฟิ่นอี้ถอนหายใจและนึกข้ออ้างออกแล้วว่าทำไมถึงมีคูปองและเงินมากขนาดนี้ เธอจะบอกว่าิหลานฮุ่ยเคยให้เธอเมื่อนานมาแล้วทุกคนจะไม่ได้สงสัย อย่าลืมสิบ้านของเขามีฐานะ ของแค่นี้จะให้ได้ก็ไม่แปลก
“ขายคูปอง!”
“เฉินตง!” เฉินเฟิ่นอี้รีบใช้มือปิดปากเฉินตงที่โพล่งออกมาอย่างลืมตัว โชคดีที่เธอพาเขาเดินออกมาตั้งไกลไม่อย่างนั้นคงได้ยินกันหมดแล้ว
“ฉันจำเป็จริง ๆ คูปองนี้เป็ของิหลานฮุ่ยที่เคยให้มา ฉันจึง้าขาย”
“ได้ ตามผมมา”
อ้าว ง่าย ๆ แบบนี้? เฉินเฟิ่นอี้มองตามเฉินตงที่เดินนำไปอย่างปวดหัว เธอมีข้ออ้างดี ๆ ไม่ยอมพาไปแต่พอบอกว่าเป็ของใครกลับรีบเดินนำไป
โชคดีที่พวกเธอนำหมวกไม้ไผ่สานมาด้วยทำให้ไม่เสียว่าหาสิ่งปิดใบหน้า อย่างที่รู้ ๆ กันว่าตลาดมืดคือสถานที่ผิดกฎหมาย ผู้คนที่เข้าไปต่างใช้ของปิดบังใบหน้าและทำตัวกลมกลืนให้ได้มากที่สุด ซึ่งมันจะจริงหรือไม่จริงอันนี้เฉินเฟิ่นอี้ก็ไม่รู้ เธอเคยอ่านนิยายมันบอกแบบนั้นและนี่เป็ครั้งแรกที่เธอมา
“สายลมหวนผ่านสองวสันต์” เฉินตงอยู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นหน้าประตูไม้ในบ้านหลังหนึ่ง ก่อนที่มันจะถูกเปิดออก เฉินตงรีบกระชากมือเฉินเฟิ่นอี้เข้าไปด้านในและประตูก็ปิดลง
เฉินเฟิ่นอี้มองสำรวจด้านในที่ทรุดโทรมเหมือนกับไม่มีคนอยู่ แต่ด้านหน้าของพวกเธอมีผู้ชายใส่หน้ากากนั่งอยู่กลางบ้าน ก่อนที่จะชี้ไปยังประตูอีกบานที่อยู่ด้านใน
“ขอบใจ”
ประตูห้องถูกเปิดออกก่อนที่เฉินตงจะก้มลงดึงอะไรบางอย่างที่หน้าประตู เขาเปิดมันออกอย่างคุ้นเคยและปรากฏทางเดินบันไดที่ลงไปยังใต้ดิน เฉินเฟิ่นอี้ตาโตและรีบก้าวเดินตามเขาไปอย่างเร่งรีบ สองมือกำกระเป๋าผ้าไว้แน่น
“ระวังตัวด้วย” ไม่นานเฉินตงก็หยุดลงที่ประตูบานหนึ่งและหันมาบอกเฉินเฟิ่นอี้ที่เดินตามหลัง เธอรีบพยักหน้าทันทีเขาจึงเปิดประตูออกไป
สิ่งที่ปรากฎตรงหน้ามันเกินความคาดหมายของเธอไปมาก ที่เคยอ่านมานักเขียนจะบอกว่ามันมืดและเงียบมาก แต่ตรงหน้าของเธอนั้นมีแสงไฟสว่างตลอดเส้นทาง มีผู้คนเเดินผ่านไปมาและเสียงพูดคุยก็ไม่เบาเลย เหมือนตลาดในชีวิตก่อนชัด ๆ
‘มาจ้า ไข่งาม ๆ ทางนี้จ้า’
‘ตรงนี้มีผักสวย ๆ จ้ะ’
‘ทางนี้มีเนื้อหมูนะ เร็วหน่อย ๆ ใกล้หมดแล้ว’
‘ข้ามีหนังสือใหม่มาขายยย’
“เฉินตงนายพาฉันมาถูกที่แน่นะ” เฉินเฟิ่นอี้ถามย้ำเฉินตงที่แวะดูหนังสือ
“ถูกแล้ว”
เฉินเฟิ่นอี้มองเฉินตงที่สนใจหนังสือจึงกระซิบบอกว่าเดี๋ยวเธอกลับมาให้รอตรงนี้ เธอจะขายคูปองเนื้อไปด้วยหากเฉินตงไปด้วยคงไม่ดีแน่ ๆ
สองข้างทางเต็มไปด้วยแผงลอยพ่อค้าแม่ค้า ทุกคนปิดบังใบหน้าทั้งหมดแต่ก็ไม่ได้น่ากลัว อีกอย่างยังมีแสงไฟส่องสว่างทั้งบริเวณ เฉินเฟิ่นอี้สาวเท้าไปตามทางเรื่อย ๆ เธอ้าคนที่อยากได้คูปองเพราะจะได้เงินเยอะกว่าคนหาแลก
“พี่สาว ๆ ้าคูปองไหมคะ” เฉินเฟิ่นอี้ร้องถามผู้หญิงในผ้าคลุมที่เมื่อครู่ได้ยินว่า้าคูปอง แต่ด้วยระยะทางที่ยืนอยู่เธอไม่ได้ยินว่าหล่อน้าคูปองอะไร
“เธอมีหรือเปล่าล่ะ” พี่สาวที่เฉินเฟิ่นอี้เลือกหันมาถาม เฉินเฟิ่นอี้สำรวจดูครู่หนึ่งก็เห็นว่าผู้หญิงตรงหน้าอวบอิ่มมาก ต้องเป็คนมีเงินแน่ ๆ
“ฉันมีค่ะ แต่ไม่รู้ว่าพี่สาว้าคูปองอะไร” เฉินเฟิ่นอี้มีคูปองเนื้อสองชั่ง 5 ใบ คูปองอุตสาหกรรม 10 ใบ คูปองอาหารเหลือ 3 ใบ และยังมีอีกหลายคูปองที่ลืมไปแล้ว ทั้งหมดเป็คูปองไม่จำกัดระยะเวลาใช้
“ฉัน้าคูปองอุตสากรรม 2 ใบ แต่หามาหลายวันแล้วก็ยังไม่มี” หล่อนว่าน้ำเสียงอ่อนล้า
ไม่แปลกที่จะไม่มีคนขายหรือแลกเพราะคูปองอุตสาหกรรมหายากจริง ๆ ในบ้านเฉินคงมีไม่ถึง 5 ใบ เพราะบางครั้งก็นำไปซื้อของ อย่างหม้อที่ย่าเฉินตัดสินใจซื้อ ใช้คูปองไปถึง 3 ใบเลยทีเดียว
“ฉันมีค่ะ ๆ” เฉินเฟิ่นอี้ลอบยิ้ม โชคเข้าข้างเธอแล้วจริง ๆ ที่มาถามถูกคน กระเป๋าผ้าถูกเปิดออกก่อนที่จะมีมือยื่นเข้าไปค้นหา เฉินเฟิ่นอี้หยิบคูปองออกมา 2 ใบ ที่เหลือเก็บไว้หาก้าใช้หรือมาขายวันอื่น
“เธอจะขายเท่าไร! ฉันให้ใบละ 10 หยวน เอ๊ะ น้อยไปหรือไม่ ฉันให้ใบละ 20 หยวนก็แล้วกัน ขายให้ฉันเถอะนะ” หล่อนถามด้วยน้ำเสียงคาดหวัง คูปองอุตสาหกรรมเป็คูปองที่บ้านของหล่อน้าใช้
เฉินเฟิ่นอี้ยืนนิ่งเมื่อได้ยินราคาของคูปอง เธอคิดไว้ว่าคงไม่เกินห้าหยวนแต่อีกฝ่ายกลับให้ราคาถึงใบละยี่สิบหยวน! ซึ่งหากเธอขายไปก็จะได้รับเงินจำนวนสี่สิบหยวน
“ตกลง” ไม่รอช้าเฉินเฟิ่นอี้ตกลงที่จะขายทันที
เมื่อตกลงราคาและแลกกันแล้วเฉินเฟิ่นอี้ก็เดินออกจากตรงนั้น รีบสาวเท้ากลับไปหาเฉินตงที่ยืนรออยู่อย่างเร่งรีบ ขายแค่นี้ก็พอแล้วเธอไม่จำเป็ต้องเอาของออกมาขายอีก ทั้งกระเป๋าผ้าเสี่ยงต่อถูกแย่งชิงมาก
“เสร็จแล้วเหรอครับ” เฉินตงที่ยืนรออยู่ถาม
“อืม แล้วนายล่ะ ไม่เอาหนังสือเหรอ” เพราะก่อนที่เธอจะไปเฉินเฟิ่นอี้เห็นเขาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาด้วยความอยากได้ จึงแปลกใจที่เขาไม่ซื้อ
“ไม่เอาครับ เฉินไห่หลิวคงซื้อแล้ว”
“อ้อ ไปกันเถอะ”
เฉินเฟิ่นอี้เดินนำหน้าเฉินตงเหมือนว่าแถว ๆ นี้จะมีแผงไข่อยู่ เธอจะลองเอาคูปองเนื้อมาแลกดู ไม่รู้ว่าเขาจะรับหรือเปล่า แต่ถ้าไม่รับก็จะไปซื้อข้างนอกเอา เดินไม่ไกลทั้งสองก็เจอกลับร้านไข่ไก่ที่ตั้งแผงขายอยู่
“คุณรับแลกคูปองหรือเปล่าคะ” เฉินเฟิ่นอี้ถามพ่อค้าที่นั่งอยู่
“คูปองอะไรล่ะ ผมรับแค่คูปองเนื้อและคูปองอุตสาหกรรม” พ่อค้าไข่ถามกลับ
“คูปองเนื้อสองชั่ง”
“รับ! ผมรับครับ คูปอง 1 ใบ ผมให้ไข่ไก่ 5 ชั่ง”
“ตกลงฉันมี 2 ใบค่ะ”
เฉินเฟิ่นอี้ใช้เวลาที่พ่อค้าเตรียมไข่ไก่ยื่นคูปองให้เฉินตงจัดการ ส่วนเธอลืมซื้อของบางอย่างจึงจะกลับไปดูหน่อย ใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีเฉินเฟิ่นอี้ก็กลับมาหาน้องชายที่ยืนถือไขไก่ 10 ชั่ง
“ครบแล้ว ไปซื้อเนื้อกันเถอะ”
“อืม”