“อาเฟิ่ง”ไม่เคยอยู่ที่นี่ ผู้ที่รับหน้าที่ส่งมอบคนคือรองผู้บัญชาการที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของ“อาเฟิ่ง” โดยตรง และเมื่อได้เห็นสภาพของเยี่ยนเจาเจาผู้ที่รับหน้าที่ส่งตัวเยี่ยนเจาเจาก็ถูกด่าเหมือนเอาเลือดสุนัขมารดตัว [1]
“ข้าบอกให้เจ้าดูแลนางให้ดีเจ้าเห็นหรือไม่ว่าตอนนี้สภาพนางเป็นอย่างไร? หัวของเจ้าและข้าคงมิอาจรักษาเอาไว้ได้แล้ว!”
คนผู้นี้โกรธจนอยู่ไม่นิ่งตอนเดินออกมาจากห้องที่เยี่ยนเจาเจาใช้พักผ่อนชั่วคราว ก็ได้ยินเสียงด่าใส่หน้าโครมๆทั้งยังดังมากอีกด้วย
“ข้าน้อย...ข้าน้อยเองก็จนปัญญา ผู้ที่ติดตามมามันกัดไม่ยอมปล่อย หากไม่ใช่เพราะเหล่าพี่น้องสู้จนตัวตายบางทีอาจจะเสียนางไปแล้วก็เป็นได้
เส้นทางที่ใช้เดินทางก็เป็นทางเล็กๆที่ไม่ค่อยมีคนสัญจร ไม่มีหมู่บ้านหรือร้านค้า อีกทั้งยังไม่กล้าไปเชิญท่านหมอมาใครจะคาดคิดเล่าว่านางจะบอบบางอ่อนแอ กระทั่งการเดินทางระยะสั้นๆ นางก็ยังทนไม่ได้...”
จิตใจของลูกน้องที่อยู่ใต้บังคับบัญชาผู้นั้นเองก็เจ็บปวดยิ่งตลอดทางไม่ใช่เขาที่ต้องลำบาก แน่นอนว่าเขาไม่มีวันเข้าใจ
เดิมทีพวกเขาคิดว่าตัวเองได้เตรียมพร้อมทุกอย่างมาเป็นอย่างดีแล้วแต่น่าเสียดายที่หนานหมิงเหอเสียสติหลังจากสูญเสียเยี่ยนเจาเจาไป เหมือนกับหมาป่าคลุ้มคลั่งที่แว้งกัดด้านหลังของพวกเขาหากมิใช่เพราะนายท่านมีญาณทัศนะที่รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าส่งคนฝีมือดีมาช่วยตอนนี้เยี่ยนเจาเจาก็คงไม่อยู่ในมือของพวกเขาแล้ว
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นเพื่อมิให้สูญเสียเยี่ยนเจาเจาไป พวกเขาต้องแลกไปด้วยเหล่าพี่น้องมากมาย
นอกจากพวกเขาก็ไม่มีผู้ใดเข้าใจเพื่อรั้งเยี่ยนเจาเจาให้อยู่ในมือ พวกเขาต้องจ่ายด้วยมูลค่ามากมายเพียงใด
แม้แต่ตัวเขาเอง ที่ด้านหลังก็ยังบาดเจ็บสาหัสถึงสองจุด
รองผู้บัญชาการที่รับหน้าที่ติดต่อมีความไม่พอใจสะสมมานานแต่เขาก็คิดว่าไม่มีประโยชน์ใดที่ต้องมาทะเลาะกันในยามนี้เขาจึงระงับความโกรธที่มี ขมวดคิ้วพร้อมกล่าว “เรื่องแค่นั้นตอนนี้กล่าวไปก็ไม่สนุกยามนี้จำเป็นต้องรักษาสถานที่แห่งนี้เอาไว้ให้ดี เจ้าไปเชิญท่านหมอมากำชับกับเขาว่าต้องดูแลสุขภาพนางให้กลับมาปกติดี! หากดูแลนางได้ไม่ดีพวกเราก็จะโดนฝังกลบไปพร้อมกับนาง!”
รองผู้บัญชาการไม่รู้ว่าเยี่ยนเจาเจาจะเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากมายถึงเพียงนี้ครู่หนึ่งเขารู้สึกตื่นตระหนกและสับสน ทว่ามันก็สายไปแล้วดังนั้นจึงได้แต่ก้มหน้ายอมรับไป
“แล้วของสิ่งนั้นยังจำเป็นต้องใช้หรือไม่ขอรับ?”
เขาถามอย่างระมัดระวัง
“หากหยุดได้ก็หยุดไปก่อนสภาพของนางตอนนี้วิ่งหนีไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว แค่เพิ่มคนจับตาดูก็พอ ตอนนี้สิ่งสำคัญอันดับแรกก็คือทำให้ร่างกายของนางกลับมาแข็งแรงเป็นปกติมิเช่นนั้นหากนายท่านโกรธ ในบรรดาพวกเรามิว่าใครก็มิอาจทนได้แน่!”
ระหว่างที่พูดก็หยิบป้ายแขวนเอวขึ้นมาแล้วโยนมันใส่มือเขา “หากเชิญท่านหมอฝีมือดีมาไม่ได้ให้นำของสิ่งนี้ไปที่หอชุนถางเชิญหวังต้าซือมาช่วยดูอาการของนาง”
ด้านนอกมีเสียงเอะอะดังวุ่นแต่ภายในห้องพักกลับเงียบสงบ
ข้างกายเยี่ยนเจาเจามีเพียงอาฮวาคอยติดตามตอนนี้นางนอนขดตัวอยู่บนเตียงนอนด้วยท่าทางเคลิบเคลิ้มน้อยๆ
เมื่อเห็นสภาพของเยี่ยนเจาเจาอาฮวาก็อดหลั่งน้ำตาออกมามิได้ อย่างน้อยการเดินทางในครั้งนี้ทั้งสองคนก็ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเยี่ยนเจาเจาต้องพบกับความลำบากมากเพียงใด ล้วนอยู่ในสายตาของนางน่าเสียดายที่มิอาจแทนที่ร่างกายให้กันได้ นางจึงทำได้เพียงดูอีกฝ่ายรับความทุกข์ทนแต่เพียงผู้เดียว
อาฮวามิสามารถเอ่ยปากชวนให้เยี่ยนเจาเจาดื่มยาได้นางทำได้เพียงผลักมือของเยี่ยนเจาเจา หวังว่าเยี่ยนเจาเจาจะดื่มยานั้นเข้าไป
มันเป็นยาที่ช่วยทำให้สงบลงท่านหมอยังไม่มา จึงทำได้เพียงต้มยาให้เยี่ยนเจาเจาดื่มประทังไปก่อน
เยี่ยนเจาเจาตอบกลับด้วยน้ำเสียงสับสนนางส่ายศีรษะโดยมิรู้ตัว น้ำเสียงที่ใช้ตอบยามนี้ก็แผ่วเบาราวเสียงยุง “ไม่ไม่เอา”
อาฮวาร้อนรนจนครางเสียงอืออือนางพูดไม่ได้ ความกังวลจึงเปลี่ยนเป็นหยดน้ำตาไหลออกมา
“เดิมทีข้าก็เป็นเพียงเชลยตายแล้วมันจะเกี่ยวอะไร...”
เยี่ยนเจาเจาเห็นอาฮวาร้องไห้ดวงตาของตนจึงแดงก่ำพร้อมส่งเสียงไอสองครั้งใบหน้าที่เดิมทีขาวซีดเหมือนกระดาษอยู่แล้วยิ่งน่าเกลียดขึ้นไปอีกมือบางเคาะที่หน้าอก ท่าทางราวกับจะอาเจียน จากนั้นเสียง “แหวะ”ของการอาเจียนก็ดังขึ้น
น่าเสียดายในท้องของนางไม่มีอะไรอยู่เลยสิ่งที่นางอาเจียนออกมาจึงมีเพียงน้ำย่อย อาฮวายืนมองอยู่ที่ด้านข้างอย่างโศกเศร้าและทำอะไรไม่ถูก
นางไม่อยากร้องไห้ออกมาต่อหน้าเยี่ยนเจาเจาจึงหันหน้าไปอีกฝั่งเพื่อเช็ดน้ำตา ก่อนถือถ้วยชาเดินออกไป
อาฮวาถือถ้วยชาออกไปยืนร้องไห้อยู่ด้านหน้าประตูแต่ตอนที่นางเดินออกไป เยี่ยนเจาเจาที่ดูมืดหม่นก็ลืมตาขึ้นทันที แววตาคู่นั้นยังมีแสงเย็นวาบผ่าน
ผู้บัญชาการให้เวลารองผู้บัญชาการครึ่งเดือนครึ่งเดือนหลังจากนี้ต้องได้เห็นเยี่ยนเจาเจากลับมีชีวิตชีวาครบทั้งเคราและหาง [2] มิเช่นนั้นเมื่อถึงเวลาพวกเขาทั้งสองคงไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองนายท่านเป็นแน่
เยี่ยนเจาเจาไม่อยากอาหารความเบิกบานทั้งหมดก็หยุดลง รองผู้บัญชาการผู้นั้นเชิญท่านหมอมาแล้วสามถึงสี่คนแม้แต่หวังต้าซือที่เป็นความหวังสุดท้ายยังบอกว่า ร่างกายของเยี่ยนเจาเจาบอบบางและอ่อนแอยิ่งการเดินทางครั้งนี้ทำให้ได้รับความเสียหายมากเกินไป การจะบำรุงให้กลับมาเป็นเช่นเดิมในช่วงเวลาสั้นๆเกรงว่าเป็นสิ่งที่มิอาจทำได้
สุขภาพของเยี่ยนเจาเจามิสู้ดีเกรงว่าจะเป็นอันตรายถึงชีวิต พวกเขาจึงไม่ใช้ดอกไม้นั่นเพื่อทำให้สลบอีก
สองบุปผาแบ่งบานต้องพรรณนาความงามทีละดอก
มิใช่เพียงเยี่ยนเจาเจาที่อยู่อย่างร้อนใจกลางป่าแห่งหนึ่งในหุบเขาของเมืองเซียงซี ภายในกระท่อมเล็กๆที่ถูกสร้างขึ้นมาชั่วคราว มีคนสองคนนั่งอยู่ตรงข้ามกัน
แม้ว่ากระท่อมเล็กๆ หลังนี้จะดูทรุดโทรมไปบ้างแต่ด้านนอกกลับมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าคนที่อยู่ในกระท่อมมีสถานะที่สูงส่งมากเพียงใด
ด้านหน้าของคนทั้งสองมีแผนผังจำลองที่ทำด้วยทรายวางอยู่และบริเวณด้านบนก็มีหมากรุกวางอย่างไม่เป็นระเบียบอยู่
ทั้งสองคนนั่งอยู่ตรงข้ามกันด้านหนึ่งเอามือขยับหมากบนแผนผังทรายจำลอง อีกด้านหนึ่งก็กล่าวไปด้วย “ไปรับตัวนางมาหรือยัง?”
น้ำเสียงทรงพลังเป็นอย่างยิ่งฟังแล้วดูเหมือนจะเป็นน้ำเสียงของบุรุษวัยกลางคน แม้จะเอ่ยออกมาแค่ไม่กี่คำ ทว่าเต็มไปด้วยความโกรธของจิตวิญญาณผู้เหนือกว่า
คนที่อยู่ด้านหลังของเขากำหมัดเดินเข้ามาพร้อมกล่าวว่า “เรียนนายท่านรับตัวมาแล้วขอรับ ทว่าแม่นางเป็นคนอ่อนแอ บอกว่าต้องการพักสักระยะถึงจะสามารถมาได้ขอรับ”
“อืมมิต้องรีบร้อน”
บุรุษผู้นั้นหัวเราะโบกมือเป็นสัญญาณให้คนผู้นั้นออกไป จากนั้นสายตาก็เบนไปยังบุรุษชุดดำสวมหมวกคลุมใบหน้าจนมองเห็นมิค่อยชัดเจน “อาเฟิ่งวิธีนี้ของเจ้าจะได้ผลจริงหรือ? ครั้งนี้คนของพวกเราเข้าไปได้มิใช่แค่หนึ่งหรือสองคนแต่เป็นจำนวนไม่น้อย”
เขาเก็บหมากรุกที่วางอยู่บนแผนผังทรายจำลองออกสองตัวก่อนโยนมันกลับลงไปที่แผนผังทรายจำลองอีกครั้ง
หมากสองตัวก็คือจำนวนคนสองร้อยคน
มิใช่คนธรรมดาทั่วไปทั้งหมดล้วนเป็นยอดฝีมือของเขา
เพื่อปกป้องเยี่ยนเจาเจาระหว่างการเดินทางจากเมืองซูโจวมายังเมืองเซียงซีอย่างน้อยก็น่าจะมีการรวมทหารฝีมือดีเข้าไปมากกว่าสองร้อยคน
ความสูญเสียในครั้งนี้มิว่าจะคิดอย่างไรก็ล้วนแต่ทำให้รู้สึกรำคาญใจ
เพียงเพื่อจะจับตัวผู้ที่ไล่กัดผู้อื่นอย่างไม่คิดชีวิตอย่างหนานหมิงเหอที่อยู่เบื้องหลังของนางที่ยิ่งไปกว่านั้นคือเขาไม่คิดว่าเยี่ยนเจาเจาจะมีความสำคัญถึงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่เป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่ทำอะไรไม่ได้
ในคำพูดนี้ดูเหมือนมิได้มีความโกรธแฝงอยู่น้ำเสียงและทีท่าของเขาก็ดูสุภาพอ่อนโยนยิ่งนัก ราวกับรอยยิ้มอำนวยพรของพระสังกัจจายน์ทำให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความขัดแย้งขึ้นมาในใจ
เงาที่อยู่ใต้ชุดคลุมสีดำดูผอมสูงมีเพียงคางสีขาวดุจหิมะเท่านั้นที่เผยออกมาจากหมวกผ้าหลุม
ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะเยาะดังเบาๆ “นายท่านนางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวขององค์หญิงฉงหยาง เป็นหลานสาวคนเล็กขององค์ฮ่องเต้หญิง”
น้ำเสียงนั้นทั้งชัดเจนและน่าฟังฟังแล้วเหมือนจะเป็นเสียงของบุรุษหนุ่ม
ได้ยินคำเรียกที่คนผู้นั้นเรียกเขาบุคคลนี้ก็น่าจะเป็น “อาเฟิ่ง” ผู้ที่รับหน้าที่พาตัวเยี่ยนเจาเจามา
คิดไม่ถึงเลยว่านามแฝงระดับเดียวกับเหล่าสตรีเช่นนี้จะถูกใช้โดยบุรุษหนุ่มผู้นี้จริงๆ
“ข้ารู้เรื่องนี้อยู่แล้วแต่เจ้าก็ต้องบอกให้ข้าเข้าใจด้วยว่า เหตุใดการที่นางอยู่ที่นี่ถึงควรค่าแก่กองกำลังติดอาวุธสองร้อยคน
อีกทั้งเจ้ายังบอกว่าต้องพานางมาที่นี่โดยมิให้ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อยเจ้ารู้หรือไม่ว่าการเดินทางครั้งนี้ต้องใช้กำลังไปมากเพียงใด ไยถึงต้องลำบากเช่นนั้นด้วย?”
บุรุษรูปร่างอวบลูบมือที่หน้าท้องของตนแต่ดวงตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายออกมา
ตะเกียงน้ำมันในกระท่อมหลังน้อยเริ่มสลัวลงมีคนเดินเข้ามาเปลี่ยนน้ำมันตะเกียง เพียงครู่เดียวแสงสว่างก็จ้าขึ้นมา สาดส่องไปยังใบหน้าของอาเฟิ่ง
แสงสว่างเป็นสิ่งที่ไวสำหรับบางคนยิ่งนักชายหนุ่มที่รู้จักกันในนาม “อาเฟิ่ง” ดึงหมวกผ้าของตนขึ้นเพื่อปกปิดใบหน้าของตนอีกนิดส่วนมืออีกข้างก็ดันหมากรุกกว่าสิบตัวลงไปยังแผนผังจำลองทั้งหมด
เมื่อเห็นการกระทำของเขานายท่านผู้นั้นก็ดูเหมือนมิพอใจสักเท่าไร
แต่ดูเหมือนอาเฟิ่งจะไม่กลัวที่อีกฝ่ายไม่พอใจเลยแม้แต่น้อยเขายังกล่าวต่ออีกว่า “ท่านประเมินคุณค่าตัวนางต่ำไป นางมิได้มีค่าแค่นั้น ในหัวใจขององค์หญิงและองค์ฮ่องเต้หญิงสถานะของนางสำคัญกว่าที่ท่านคิดเอาไว้มาก
ข้าน้อยคิดจะใช้ตัวนางเพื่อแลกตัวคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ล้วนอยากเห็นองค์หญิงน้อยที่มีเสน่ห์มัดใจคนไม่ได้รับบาดเจ็บ มิใช่เชลยที่ป่วยหนักไร้ชีวิตชีวาเช่นนี้
ต้องทำให้ลูกค้าพอใจถึงจะสามารถแลกกับสิ่งของได้มากขึ้น”
เสียงของอาเฟิ่งเบาลงและยังแฝงความหมายที่น่ากลัวเอาไว้ด้วย
“เช่นนั้นหรือ?”นายท่านผู้นั้นระงับความโกรธที่เกิดขึ้นลง ในประโยคคำถามเองก็มิได้มีความสงสัยเท่าไรนักราวกับไม่เชื่อ ทว่าก็ไม่เห็นถึงความสงสัยอะไร
“เช่นนั้นเจ้าก็ลองว่ามาหากข้าแลกเปลี่ยนตัวนางออกไปจะมีค่าตัวประมาณเท่าไร?”
นายท่านผู้นั้นหยิบม้วนกระดาษจากด้านหนึ่งโยนลงบนโต๊ะคิดไม่ถึงเลยว่าม้วนกระดาษจะชนเข้ากับโต๊ะเสียงดัง “ตึง”ทำให้เกิดบรรยากาศที่อึดอัดขึ้น สายตาของอาเฟิ่งจับจ้องไปยังกระดาษม้วนนั้นและได้เห็นสีเหลืองอร่ามปรากฏออกมาจากด้านใน
ที่แท้ก็เป็นปลาเหลืองใหญ่
ทองคำที่ราชสำนักทำขึ้นมามีสองประเภทคือห้าตำลึงและสิบตำลึงอาจเป็นเพราะเหล่าพ่อค้าคิดว่าการเรียกว่าทองคำแท่งเป็นคำที่ดูพื้นๆ เกินไปจึงเรียกห้าตำลึงว่าปลาเหลืองน้อยและเรียกสิบตำลึงว่าปลาเหลืองใหญ่
ปีนี้มีสงครามเกิดขึ้นสงครามเกิดขึ้นภายในแคว้นต้าซี ชายแดนรอบๆ ก็ดูเหมือนจะขาดความมั่นคง แค่พริบตาเดียวมูลค่าของทองคำจึงเพิ่มขึ้นหลายเท่าแม้แต่เรือนสี่ประสานในเมืองเซียงเฉิงยังสามารถซื้อได้แค่หนึ่งปลาเหลืองใหญ่เท่านั้น
มูลค่าของเยี่ยนเจาเจามีมากกว่าเรือนสี่ประสานกี่สิบกี่ร้อยหลังกัน?
อาเฟิ่งออกเสียง “ชิ”เบาๆ และมิได้ตอบคำถามที่เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ปรากฏชัดอยู่แล้ว
เขาใช้หลังมือหยิบตัวที่คล้ายกับทหารเล็กๆออกมาจากแผนผังจำลอง
หมากและทหารเล็กๆทำมาจากเหล็ก ตัวทหารมีน้ำหนักมากกว่าตัวหมาก
อาเฟิ่งผลักตัวทหารไปยังด้านหน้าของนายท่านผู้นั้นมือขวาก็ทำสัญลักษณ์ที่หมายถึงเลขเก้า
“เก้าร้อยคนหรือ?”นายท่านผู้นั้นกล่าวถาม
“มิใช่”น้ำเสียงของอาเฟิ่งทุ้มต่ำลง “หากท่านต้องการเอาตัวนางไปแลกคนจริงๆอย่างน้อยก็น่าจะแลกคนมาจากมือของคนผู้นั้นได้ถึงเก้าพันคน”
เก้าพันยังถือเป็นจำนวนที่น้อยทว่าอาเฟิ่งหยุดคำพูดนี้เอาไว้แค่ในลำคอ
เรื่องบางเรื่องก็มิควรพูดจนเกินไปยิ่งไปกว่านั้นนายท่านผู้นี้ก็ดูเหมือนมิใช่คนที่มีใจจะฟังคำพูดของเขาสักเท่าไร
ได้ยินคำพูดของอาเฟิ่งใบหน้าของนายท่านผู้นั้นก็ปรากฏความประหลาดใจ ทว่าไม่นานก็แปรเปลี่ยนเป็นความไม่เชื่อแทน “เรื่องที่เจ้ากล่าวเป็นเรื่องจริงข้าคงต้องเชื่อมันแล้วละ อย่ามาทำเป็นล้อเล่นเล่า”
“จะเชื่อมาเชื่อมันก็แล้วแต่ท่าน”
--------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เอาเลือดสุนัขมารดตัวหมายถึง โดนด่าซะเละ
[2] ครบทั้งเคราและหางหมายถึง สุขภาพแข็งแรงไร้โรค