บทที่ 7
เมื่อการนมัสการสิ้นสุดลง รถคันหนึ่งได้มารออยู่แล้ว ซึ่งเป็นการเตรียมการล่วงหน้าของจูเลีย ก่อนที่จะออกจากอพาร์ตเมนท์มาแต่เซเลน่าออกจะรู้สึกแปลกใจอยู่ เมื่อเห็นรถคันนั้น มาหยุดลงเบื้องหน้าตัวอาคารที่มีคนเปิดประตูรอให้บริการอยู่แล้ว บรรยากาศของสถานที่แห่งนี้คือบรรยากาศของโรงแรมนั่นเอง และเมื่อเธอก้าวลงจากรถ ความสงสัยก็ได้รับการยืนยันเมื่อเห็นป้ายชื่อโรงแรมพอนซาเทรนเด่นอยู่ตรงหน้า“โรงแรมนี้เขามีห้องชุดให้เช่าเป็นการถาวรด้วย” จูเลียพูดเป็นเชิงอธิบาย เมื่อพาเพื่อนใหม่เดินเข้าไปในล็อบบี้ที่ปูด้วยหินอ่อนห้องที่จูเลียพาเธอเข้าไปนั้น เป็นห้องสูทที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงามด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบสมัยเก่า ซึ่งบางชิ้นเป็นเครื่องเรือนโบราณอันล้ำค่า มันเป็นห้องที่น่าอยู่มากและแล้ว เซเลน่าก็หันไปให้ความสนใจแก่เจ้าภาพของเธอ ซึ่งมีทั้งความเป็นเพื่อนและความมีเสน่ห์ อาหารค่ำวันนั้น ซึ่งจูเลีย บาร์คเล่ย์ได้เตรียมไว้ล่วงหน้าบรรจุอยู่ในภาชนะสวยงาม เป็นอาหารแบบง่าย ๆ แต่รสชาติล้ำเลิศขณะที่เซเลน่าช่วยเก็บจานชามตรงโต๊ะอาหารอยู่นั้น เธอมองเห็นประตูห้องนอนที่เปิดกว้างอยู่ เซเลน่าเหลือบมองเข้าไปในห้องนั้น และแล้วก็ต้องเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เมื่อมองเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าวางอยู่บนเตียง“นี่คุณจะเดินทางไปไหนหรือคะ จูเลีย” เธอเอ่ยถามขึ้นไม่ต้องการจะทําให้เพื่อนใหม่ของเธอต้องเสียเวลาอีกต่อไป ในเมื่อมีแผนการอื่นที่อาจจะต้องรีบทํามือของจูเลียสั่นสะท้านขึ้น จนต้องวางจานที่ถืออยู่ลงบนเคาน์เตอร์“ฉันยังตัดสินใจไม่ได้เลย เธอรู้ไหม” น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นกึ่งหัวเราะกึ่งสะอื้น “เธอว่ามันเป็นเรื่องเขลาไหมล่ะ” หล่อนมองหน้าเซเลน่า น้ำตาเอ่อท้นขึ้นในดวงตาอีกครั้งนับแต่ออกจากท่าเรือมาด้วยกัน ที่เซเลน่าไม่ได้เห็นความสงบอันเป็นคุณลักษณะของสตรีผู้นี้เสื่อมสลายลงเลย แต่ทว่าบัดนี้มันได้ปรากฏขึ้นแล้ว“ในการตัดสินใจบางอย่างบางครั้งมันก็เป็นการยากที่จะทําได้ ไม่ว่าคนเราจะอายุเท่าไรก็ตาม” เซเลน่าแสดงน้ำใจ เธอไม่อยากจะพิสูจน์ แต่ก็รู้สึกว่าจูเลียต้องการจะให้เธอถามต่อ “หมายความว่าคุณตัดสินใจที่จะกลับไปอยู่กับครอบครัวแล้วอย่างนั้นใช่ไหมคะ”“เปล่าหรอก” จูเลียเบือนหน้าไปเช็ดน้ำตา “ฉันซื้อตั๋วเดินทางไปกับเดลต้า ควีน วันพรุ่งนี้ไว้ เพื่อที่จะไปพบกับเลสลี่”“เลสลี่? ” เซเลน่าทวนชื่อนั้น รู้สึกดีใจอยู่บ้างที่จูเลียไม่ได้ทันสังเกตเห็นสีหน้าที่บอกถึงความตกใจของเธอ เพราะด้วยเหตุผลบางประการ ที่เธอคิดไปว่าเลสลี่ที่จูเลียกล่าวถึงได้ตายไปแล้ว“ใช่” จูเลียผงกศีรษะอย่างใจลอย “เขาจะต้องไปพบฉันที่ นัทเชซ....เราจะแต่งงานกันที่นั่น”“จริงหรือคะนี่” ครั้งนี้ เซเลน่าไม่อาจอําพรางความรู้สึกประหลาดใจไว้ได้อีกต่อไป แต่แล้วเธอก็เห็นจูเลียกํามือแน่น แนวคิ้วขมวดด้วยความรู้สึกร้าวราน “คุณตัดสินใจไปแน่อย่างนั้นใช่ไหมคะ”“ไม่รู้สิ” เสียงตอบบอกถึงความไม่มั่นใจเลยแม้แต่น้อย ส่ายศีรษะอยู่ไปมา“อ้าว....ก็ไหนคุณว่าคุณรักเขาไงคะ” คราวนี้เซเลน่าเป็นฝ่ายขมวดคิ้วเอง ด้วยความไม่เข้าใจอย่างแท้จริง“ใช่....ฉันรักเขา” สตรีผู้สูงวัยกว่าตอบรับ แต่ก็ทอดถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไรไป คือรู้สึกใจคอไม่สบาย แล้วก็ไม่มั่นใจในตัวเองเลย ทั้งที่ฉันก็ไม่ใช่สาวแรกรุ่นสักหน่อย”เซเลน่างุนงงกับท่าทางของเพื่อนใหม่รู้สึกว่ามันมีอะไรผิด ๆ อยู่ในเรื่องนี้“ฉันคิดว่ามันมีอะไรบางอย่างในเรื่องนี้ ที่มันจะขาดหายไปน่ะค่ะ เรื่องของเรื่องก็คิดว่าคุณรักเลสลี่ และเขาก็ต้องการแต่งงานกับคุณ แต่ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่ทําให้คุณลังเลใจอยู่ ก็มันเป็นอะไรล่ะคะ จูเลีย”“ครอบครัวของฉันน่ะสิ” จูเลียตอบอย่างยอมรับ “พี่ชายฉันมีความคิดว่าฉันบ้า และเขาก็ยืนยันว่า การที่เลสลี่ต้องการแต่งงานกับฉันก็เพราะสนใจในฐานะของเรามากกว่ากับอีกประการหนึ่ง ชื่อเสียงของสกุลบาร์คเล่ย์เป็นทางผ่านที่ดีสําหรับเขา ซึ่งน้องสาวฉันและทุก ๆ คนก็ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันด้วย”“แล้วเขาเคยพบกันหรือยังล่ะคะ”“อ๋อ....ก็เคยพบกันแล้ว” จูเลียตอบทันที ซึ่งทําให้เซเลน่ารู้สึกว่า มันออกจะเป็นคําถามที่เขลาเกินไป เพราะบุคคลที่อยู่ในฐานะอย่างจูเลีย แน่นอนที่เธอจะต้องแนะนําคนรักให้รู้จักกับครอบครัว “เลสลี่กับฉันพบกันบนเรือเดลต้า ควีน เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีกลายนี่เอง เราติดต่อกันทางจดหมายอยู่พักหนึ่ง ตอนที่เขียนจดหมายโต้ตอบกันอยู่นั่นเองที่เขาขอฉันแต่งงาน”เซเลน่ามองเห็นภาพปีกจดหมายที่ผูกด้วยริบบิ้นสีสวยถูกซ่อนไว้ในสถานที่อันเป็นความลับ เพื่อจะได้นําออกมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า“บอกตามตรงว่า ฉันมีทั้งความสุขและความทุกข์ปนกัน ใจคอมันปั่นป่วนไปหมด ในที่สุดฉันก็เชิญเขาให้มานิว ออร์ลีนส์ เพื่อที่จะได้พบกับครอบครัว แต่มัน....” จูเลียอึ้งไป ไม่สามารถจะพูดจนจบประโยคได้“......มันถึงกับเป็นความวิบัติทีเดียวใช่ไหมคะ” เซเลน่าช่วยต่อประโยคให้“ถูกต้อง....ทุกความหมายที่คุณพูดมาเลย” จูเลียถอนหายใจอย่างยอมรับ “แฮมิลตันพี่ชายฉันเขาไม่ยอม เพราะเราทั้งสองคน....อายุต่างกันมาก”เซเลน่าเพิ่งจะเข้าใจขึ้นบ้างลาง ๆ หมายความว่า เลสลี่อ่อนวัยกว่าจูเลียเช่นนั้นหรือ เพราะไม่น่าเป็นไปได้สําหรับผู้หญิงที่อยู่ในวัยอย่างจูเลีย ไม่ว่าหล่อนจะอายุห้าสิบหรือหกสิบก็ตาม ที่จะมีพี่ชายมาคอยคัดค้าน ถ้าหล่อนต้องการจะแต่งงานกับผู้ชายที่สูงวัยกว่าสักสิบหรือสิบห้าปีแน่อีกประการหนึ่ง ถ้าฝ่ายชายมีอายุขนาดนั้น ฐานะและการเงินของจูเลียจะมีความหมายอะไรต่อเลสลี่ ถ้าผู้ชายในวัยเจ็ดสิบ จะขอแต่งงานกับผู้หญิงในวัยหกสิบ เซเลน่าคิดว่ามันน่าจะแสดงความยินดีมากกว่าจะตําหนิเสียด้วยซ้ำ“นอกจากนั้นคนอื่น ๆ ในครอบครัว เขาก็คิดกันว่า ฉันมันโง่เง่าเกินไป ที่ไปหลงใหลกับไอ้เรื่องเพ้อ ๆ ฝัน ๆ อย่างนี้ เขาก็เลยห้ามไม่ให้ฉันติดต่อกับเลสลี่อีก”“เขาถึงกับห้ามเชียวหรือคะ” เซเลน่าทวนถามเพราะแน่ใจว่าผู้หญิงที่อยู่ในวัยอย่างจูเลีย ย่อมจะต้องรู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรถูกอะไรผิด หรืออะไรควรทําไม่ควรทําอยู่แล้ว “คุณคงไม่ฟังเขาหรอกนะคะ”“ไม่หรอก ทั้งที่ตามความจริงแล้วฉันควรจะฟัง” สีหน้าของจูเลียบอกความรู้สึกเสียใจอยู่ “ฉันก็เลยเขียนจดหมายไปหาเขา อธิบายให้เขาฟังว่า ทําไมฉันถึงแต่งงานกับเขาไม่ได้ ความประสงค์แรกก็คือฉันตั้งใจปฏิเสธเขา แต่แล้ว เลสลี่เขาก็ตอบจดหมายฉบับนั้นกลับมา ซึ่งเท่ากับเราติดต่อกันทางจดหมายอีกครั้ง และคราวนี้ในจดหมายฉบับหนึ่งของเขานั่นน่ะ เขาบอกฉันว่าเขารักฉันเหลือเกิน” น้ำเสียงของจูเลียขาดหายไปเป็นครู่ ในที่สุดก็พูดต่อด้วยเสียงแผ่ว ๆ ว่า “เขาบอกว่า....เขาต้องการให้ฉันได้เป็นภรรยาของเขาจริง ๆ แล้วก็แนะมาว่าเราควรจะหนีตามกันไป....”“พอมาถึงตอนนี้ คุณก็เลยตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะแต่งงานกับเขาดีไหม....อย่างนั้นสินะคะ” เซเลน่าสรุป“จริง ๆ แล้ว ฉันต้องการแต่งงานกับเขา แต่ครอบครัวฉันสิ” เสียงพูดของหล่อนขาดหายไปอีกครั้ง คล้ายกับมีความรู้สึกภายในที่ต่อสู้กันอยู่ สายตาที่มองมายังเซเลน่ายามนี้เหมือนจะขอร้อง “บอกฉันหน่อยได้ไหมว่า ฉันควรจะทํายังไงดี”“อย่าให้เกียรติฉันถึงขนาดนั้นเลยค่ะ จูเลีย” เซเลน่ารู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่ผู้หญิงซึ่งแก่คราวย่า จะมาถามความคิดเห็นจากเธอ ขอคําแนะนําเกี่ยวกับเรื่องของชีวิตรักและการแต่งงาน“ก็มันไม่มีใครที่ฉันจะขอคําแนะนําได้เลยนี่” จูเลียตอบด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความสิ้นหวัง “ครอบครัวฉันทุกคนต่างก็อคติกับเลสลี่กันทั้งนั้น แต่อย่างน้อยเธอก็ยังเห็นใจฉันอยู่บ้าง”“จูเลีย ที่จริงชีวิตน่ะมันเป็นของคุณนะคะ” คําพูดประโยคนี้เป็นคําพูดที่พ่อสอนเธอเสมอมาทุกครั้งที่เธอมีปัญหาและขอคําแนะนําจากเขา “ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจยังไง มันก็หมายถึงหนทางแห่งชีวิตของคุณเอง ไม่ใช่ชีวิตของคนในครอบครัวนะคะ”“แต่มันก็เป็นสิ่งหนึ่งในชีวิต ที่คนเราไม่ควรทําในสิ่งที่ตนจะเสียใจภายหลัง” จูเลียเอ่ยลอย ๆ เหมือนจะย้ำกับตนเอง หล่อนหันมายิ้มให้เซเลน่าเมื่อพูดต่อว่า “คําพูดประโยคนี้น่ะ หลานชายฉันเขาชอบพูดอยู่เสมอ เวลาที่พ่อของเขาต้องการให้ทําอะไรแล้วเขาไม่เต็มใจทํา”“ซึ่งมันก็เป็นคําพูดที่ตรงต่อความจริงเสียด้วยสิคะ” เซเลน่าออกจะเห็นด้วย อดที่จะคิดอยู่ในใจไม่ได้ว่าถึงอย่างไรก็ยังมีสมาชิกในตระกูลบาร์คเล่ย์บางคนที่ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของครอบครัวเสมอไป“ใช่ และฉันก็คงจะต้องเสียใจอย่างมาก ถ้าฉันจะไม่ได้พบกับเลสลี่อีก” จูเลียถอนหายใจอย่างเศร้าสลด“ฉันคิดว่าตอนนี้คุณก็ได้คําตอบสําหรับตนเองแล้วนี่คะ” เซเลน่าพูดยิ้ม ๆ“งั้นรึ” จูเลียหันมามองอย่างแปลกใจ