“9 คนเป็ผู้ถูกเนรเทศ 1 ในนั้นเป็ภรรยาของทหาร และยังมีอีก 2 คนเป็บุตรของทหาร เช่นนั้น 9 คนนั้น ต้องจ่ายเงินคนละ 1 ตำลึงทอง ส่วนเด็กน้อยอีก 2 คนนั้นเป็ข้อยกเว้น แล้วยังมีค่าน้ำชาค่าดำเนินการอีก 5 ตำลึงทอง” หัวหน้าหมู่บ้านหม่าแสร้งทำเป็ลำบากใจ
เป็ซูเหยาที่ทนไม่ไหวรีบเอ่ย พวกเขาอยากจะพักกันเต็มทนแล้ว นี่ยังต้องทำความสะอาดที่พักอีก
“อ้าปากก็เอ่ยขอตำลึงทอง เงินมากถึงเพียงนั้นใครจะจ่ายไหว ท่านเป็หัวหน้าหมู่บ้านก็จริงอยู่ แต่อย่าให้มากเกินไปนัก สถานที่แห่งนี้แม้แต่นกก็ยังไม่มาอึ ราคาทะเบียนบ้านจะสูงเพียงนั้นได้อย่างไร อย่าคิดว่าเราเป็ผู้ถูกเนรเทศแล้วจะเอารัดเอาเปรียบกันได้ ตระกูลซูมิได้ต้องโทษหนัก พระราชโองการหาได้เจาะจงว่าต้องเป็เมืองนี้หมู่บ้านนี้ เรายังสามารถไปตั้งต้นที่อื่นได้อีก อีกเพียงปีเดียวก็ได้รับการนิรโทษแล้ว”
สายตาของซูเหยาฟาดฟันกับหัวหน้าหมู่บ้านหม่าอย่างไม่ลดละ อึดใจหนึ่งอีกฝ่ายจึงพูดขึ้นพลางโบกไม้โบกมือ
“เห็นแก่ที่เป็ครอบครัวเกี่ยวดองทหาร จ่ายมาคนละ 1 ตำลึงเงินไม่น้อยไปกว่านี้ แล้วก็ค่าดำเนินการห้ามขาด”
แม่เฒ่าซูแค่นเสียงในลำคอ ลดลงเป็สิบเท่า! แต่ก่อนที่นางจะได้ล้วงหาเงิน ซูเหยาก็ควักจ่ายไปก่อนแล้ว หญิงสาวยกมือห้ามหญิงชราแล้วส่ายหน้า
“เื่นี้ค่อยคุยเ้าค่ะ”
เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านเห็นเงิน ตาก็ลุกวาว “อีกสามวันทะเบียนบ้านจะเรียบร้อย ถึงเวลานั้นไปรับที่บ้านข้า” พูดจบก็เดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
ทางด้านตระกูลซูเองตรงไปยังบ้านที่เพิ่งซื้อมา บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างมานานกว่า 10 ปี การทำความสะอาดอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ เพียงแค่ผลักประตูเบาๆ ประตูทั้งบานก็หลุดติดมือ ยิ่งพอแหงนหน้าเงยขึ้นหลังคาก็เต็มไปด้วยรูรั่ว อีกทั้งวัชพืชและเถาวัลย์ก็ขึ้นทั้งในบ้านและบริเวณโดยรอบ เื่นี้ทำเอาทั้งครอบครัวมองหน้ากันแล้วปาดเหงื่อ
ถ้าไม่ติดว่ากู้เซียงห้ามให้ครอบครัวซูเข้าไปอยู่ในบ้าน ซูเหยาคงให้พวกเขาค้างด้วยกันแล้ว
“เช่า เราต้องเช่าที่อื่นเพื่ออยู่ไปก่อน ส่วนที่นี่วันพรุ่งนี้ค่อยเริ่มปรับปรุง”
ข้อเสนอนี้ไม่มีใครปฏิเสธ สภาพบ้านนั้นไม่ใช่สถานที่อยู่อาศัยได้เลยจริงๆ แต่อย่าเรียกว่าปรับปรุงเลย เรียกว่าสร้างใหม่จะดีกว่า เพราะดูมันทรุดโทรมเกินจะเยียวยา
อันที่จริงแม่เฒ่าซูไม่รู้ว่าควรจะพูดอันใดดี นางชักไม่แน่ใจว่าการตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้นั้นถูกหรือผิด เพราะเงินได้ถูกจ่ายไปแล้วแต่กลับเข้าอยู่ไม่ได้ ต้องไปหาเช่าที่อื่นชั่วคราว ไม่รู้ว่าเงินที่อยู่ในมือจะพอปรับปรุงหรือเปล่า
ช่างประจวบเหมาะยิ่ง ตระกูลเจียงมีบ้านที่อยู่ไม่ไกล สามารถแบ่งให้เช่าได้ แม่เฒ่าซูจึงไปขอเช่าเป็ระยะเวลาหนึ่งเดือน
หลังจากเื่ที่อยู่อาศัยได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ทางซูเหยาก็จูงมือเด็กน้อยทั้งสองแยกย้ายกับตระกูลซูแล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของกู้เซียง
ภายในบ้านแม้จะไม่ใช่บ้านร้าง ทว่าบ้านก็เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ คาดว่าเ้าของบ้านน่าจะไม่ค่อยได้กลับมาอาศัย ยังดีที่ตุ่มเก็บน้ำภายนอกถูกโจวคังช่วยเติมให้เต็มแล้ว ดังนั้นซูเหยาจึงต้องเริ่มมหกรรมทำความสะอาดครั้งใหญ่ แต่ก่อนจะลงมือนั้น นางก็หันไปเอ่ยกับลูกชายราคาถูกทั้งสองก่อน
“ข้าจะทำความสะอาดบ้าน พวกเ้าทั้งสองไปอาบน้ำก่อน”
ต้าเปาเม้มริมฝีปาก “ข้าจะช่วย”
“ข้าก็จะช่วยเช่นกัน” เอ้อเปารีบพยักหน้าเห็นด้วย
ความรู้สึกของซูเหยาค่อนข้างซับซ้อน แน่นอนว่านางซาบซึ้งที่เด็กน้อยทั้งสองรู้ความ แต่...
“บ้านไม่ได้ทำความสะอาดแค่วันเดียว เราต้องทำความสะอาดทุกวัน เมื่อถึงเวลานั้นพวกเ้าต้องช่วยข้าด้วย ส่วนวันนี้ปล่อยให้เป็หน้าที่ของผู้ใหญ่”
ต้าเปาไม่ใช่เด็กช่างพูดมาั้แ่ไหนแต่ไร เขาคิดอยู่ชั่วครู่และไม่ทำการปฏิเสธ ส่วนเอ้อเปาเมื่อเห็นแฝดคนพี่ยอมไปอาบน้ำ เขาก็เดินตามไปต้อยๆ
คล้อยหลังที่ทั้งสองคนจากไป ซูเหยาก็เริ่มถกแขนเสื้อลงมือทำความสะอาดครั้งใหญ่ โดยเริ่มจากห้องนอนเป็ลำดับแรก เพราะหลังจากที่เด็กแฝดอาบน้ำเสร็จ พวกเขาจะได้มีที่อยู่ ในขณะนั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
[ติ๊ง! ภารกิจได้รับการรีเฟรช โปรดใช้จ่ายเงิน 100,000 ตำลึงทอง]
เสียงของซิ่วซิ่ว ทำให้หญิงสาวชะงักในทันที นางเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ
“ซิ่วซิ่ว ไม่ใช่ว่านี่ครบหนึ่งเดือนที่นายต้องไปแล้วเหรอ ทำไมยังมีภารกิจอยู่อีกล่ะ”
[ซิ่วซิ่ว: ใช่แล้วเ้านายของหยวนเป่า หลังเที่ยงคืนนี้ซิ่วซิ่วจะต้องไปแล้ว เ้านายของหยวนเป่าต้องเร่งมือใช้จ่ายหน่อยนะ]
ขนตางอนยาวกะพริบถี่ๆ ก่อนจะตอบด้วยเสียงแหบแห้ง
“ใจหายแฮะ ตอนนี้ฉันยุ่งมากออกไปไหนไม่ได้ เอาเป็ว่าใช้เงินเพื่ออัปเกรดให้หยวนเป่าอีกสามระดับก็แล้วกัน”
[ระบบกำลังอัปเดต ระยะเวลา 6 ชั่วโมง โปรดรออย่างอดทน]
ซูเหยาไม่รู้ว่าตอนนี้เป็เวลาเท่าไร แต่คาดว่าพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว หลังจากอัปเกรดหยวนเป่าเงินจะเหลืออีก 44,000 ตำลึงทอง ส่วนจะใช้เงินสำหรับอะไรในยุคนี้นั้น นางยังไม่มีความคิดเห็น
44,000 ตำลึงทองจัดว่าเป็จำนวนมหาศาลที่แม้แต่คลังของแคว้นต้าเซี่ยก็ยังมีไม่มากเท่า! ดังนั้นไม่มีทางเป็ไปได้เลยที่จะใช้หมด โดยเฉพาะเมืองชายแดนในเวลานี้ไม่มีทางเลยที่จะมีสถานที่ให้ผลาญเงินเล่นเพื่อรับเงินคืน
โอ้ว ยังเหลือสิ่งที่พอจะซื้อได้นั่นก็คือที่ดิน! ด้วยเงินจำนวนนี้หากซื้อที่ดินคงกว้านซื้อได้ทั้งหมู่บ้าน ไม่สิได้ทั้งเมือง
อนิจจา ช่างน่าสังเวชเป็อย่างยิ่งที่ตระกูลซูเป็ครอบครัวที่ถูกเนรเทศ ถ้าจู่ๆ ซื้อที่ดินจำนวนมาก ใครหลายคนคงจับตามอง โดยเฉพาะหัวหน้าหมู่บ้านหม่า หากเขารายงานเื่นี้ให้เ้าเมืองทราบคงไม่ดีเป็แน่
จนกว่าจะมีงานทำ สร้างรายได้ จึงไม่ควรเปิดเผยความมั่งคั่งให้คนอื่นรับรู้ ทว่ากว่าจะถึงครานั้น ซิ่วซิ่วคงไม่อยู่แล้ว...
แผนการกว้านซื้อที่ดินจำนวนมากจึงมีอันต้องหยุดชะงัก แต่หากจะซื้อที่ดินสักผืนสำหรับครอบครัวซูและอีกผืนสำหรับครอบครัวตนเอง ซูเหยาก็ไม่คิดว่ามันจะดึงดูดสายตาสักเท่าใด ส่วนเงินที่เหลือนั้น...ช่างมันเถอะ
เอาล่ะ ใช้เงินก่อนอย่างอื่นค่อยว่ากัน!!
ว่าแล้วซูเหยาก็ทิ้งไม้กวาดในมือ แล้วเร่งฝีเท้าออกจากบ้านแล้วตามหาตระกูลหวังที่ขายบ้านให้ก่อนหน้านี้เพื่อบอกจุดประสงค์
“หา เ้าอยากซื้อที่ดินของตระกูลเรา”
หญิงสาวพยักหน้าราวไก่จิก “ใช่เ้าค่ะ ข้าอยากได้ที่ดินผืนใหญ่ติดกัน ผืนที่จะสร้างที่อยู่อาศัยอยู่ติดกับผืนที่เพาะปลูก”
“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องเป็ตรงเชิงเขาโน่นแล้วล่ะ แถวนั้นรกร้าง ตรงนั้นมีทั้งผืนเล็กผืนใหญ่ จะซื้อแต่ละผืนมาต่อกันก็ได้ หรืออีกตัวเลือกหนึ่งก็คือที่ดินตระกูลเจียงที่ติดทะเล แต่นั่นเป็ทรายเสียส่วนมาก ผืนใหญ่ก็จริงแต่ปลูกอะไรไม่ค่อยได้ เว้นแต่จะทำที่พักอาศัย”
ซูเหยาอ้าปาก แต่แล้วก็กลืนคำพูด ไม่ต้องใจเย็นๆ ตั้งสติไว้ พอได้ยินว่ามีที่ติดทะเลเข้าหน่อย หัวใจก็ร้อนรุ่มอยากเป็เ้าของให้จงได้
แต่ด้วยภูมิประเทศของที่นี่ การจะอยู่อาศัยติดทะเลถาวรไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไร เหตุผลน่ะเหรอเพราะน้ำทำให้รังสียูวีจากดวงอาทิตย์สะท้อน แม้จะไม่ได้ลงเล่นน้ำทะเล แต่การสะท้อนของยูวีย่อมกระจัดกระจายไปยังบริเวณใกล้เคียงทำให้ผิวคล้ำและเป็สาเหตุของมะเร็งิัได้
อืม แต่จะว่าไปโลกนี้ยุคนี้รังสียูวีดูเหมือนจะไม่รุนแรงเท่ากับยุคที่นางจากมา
ถ้าเช่นนั้นก็ซื้อทิ้งไว้ก่อน ส่วนจะใช้ที่ดินผืนนั้นทำอะไร นั่นเป็เื่ที่ต้องคิดในอนาคต ตอนนี้ต้องจ่ายเงินก่อน!
“ข้าสนใจที่ดินทั้งสองผืนเลยเ้าค่ะ”
ดวงตาของคนตระกูลหวังเบิกกว้าง “ตกลง เดี๋ยวข้าไปเรียกคนตระกูลเจียงมาให้ด้วย จะได้ทำสัญญาพร้อมกันเลย” การค้าส่งมาถึงหน้าประตูบ้านใครจะโง่ไม่ขาย อีกทั้งยังเป็ธุรกิจที่ไม่เล่นแง่ ไม่ต่อรอง ใครจะปล่อยให้พลาด!
ผู้นำตระกูลหวังรีบกุลีกุจอหาน้ำชาให้ซูเหยาดื่ม ในระหว่างนั้นเขาก็ให้คนไปเชิญหัวหน้าหมู่บ้านมาเป็พยาน แต่เพราะการทำเื่ซื้อขายที่ดินตามหมู่บ้านนั้นไม่ใช่เื่ใหญ่ เป็เพียงแค่การซื้อขายระหว่างบุคคล มิใช่การซื้อขายสิ่งปลูกสร้างอย่างร้านค้าที่จะต้องไปยังตัวอำเภอเพื่อให้นายอำเภอลงนามเป็พยาน เื่นี้แค่ผู้ซื้อขาย และพยานอย่างหัวหน้าหมู่บ้านก็เพียงพอแล้ว
เร็วเท่าใจคิด ข่าวการซื้อที่ดินของซูเหยาแพร่กระจายไปยังตระกูลเจียงและตระกูลหม่าที่เหลือ พวกเขาหลายคนวางแผนที่จะนำเสนอที่ดินที่ไม่ค่อยดีในมือ จึงเร่งออกตามหาหญิงสาวผู้ใช้เงินเหมือนน้ำ
มีเพียงหัวหน้าหมู่บ้านหม่าที่กัดฟันกรอด ไหนว่าไม่มีเงิน! ตอนที่เขาให้จ่ายค่าทะเบียนบ้านกลับอิดออด แต่พอถูกตระกูลหวังหลอกให้ซื้อที่ดินผืนไม่ดีกลับจ่ายโดยไม่คิด
ด้วยความโกรธตลอดการซื้อขายของซูเหยาและตระกูลหวัง หัวหน้าหมู่บ้านจึงมีสีหน้าไม่ดี รอจนการซื้อขายเสร็จสิ้น เขาก็คิดแผนหนึ่งขึ้นได้
“อันที่จริงตระกูลหม่าของข้าก็มีที่ดินอยู่หลายผืน อีกทั้งยังเป็ที่ดินผืนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด หากเ้าซื้อไปทำการเกษตรไม่ขาดทุนแน่นอน”
ซูเหยาหรี่ตามองหัวหน้าหมู่บ้านหม่า ว่ากันตามจริงในใจของนางก็มีเล็งที่ดินของตระกูลหม่าไว้เช่นกัน เพราะอยากรวมให้มันเป็ผืนใหญ่และติดกัน แต่เป็ที่ทราบว่าเื่นี้ไม่ใช่เื่ง่าย ตระกูลหม่าย่อมฉวยโอกาสขึ้นราคาที่ดินเป็แน่นอน
แม้เงินนี้จะเป็เงินให้เปล่า อีกทั้งเมื่อใช้จ่ายแล้วจะได้เงินคืน แต่นางก็ไม่อยากให้เงินแก่ผู้ที่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น แล้วอีกอย่าง...
ดูสิ แค่ซื้อที่ดินผืนใหญ่สองผืนคนอย่างแห่กันมาขนาดนี้ นี่ถ้านางอวดความมั่งคั่งที่มีและซื้อที่ดินอย่างบ้าคลั่งมันจะไม่เตะตาผู้อื่นเหรอ อย่างไรก็ควรตัดใจเื่การใช้เงินดีกว่า ทำตัวติดดินแสร้งว่าโง่งมไม่มีความรู้เื่ที่ดินจะดีกว่า
“เงินที่ข้ามีนั้นเพียงพอซื้อแค่ที่ดินทั้งสองผืนเท่านั้นเ้าค่ะ ข้าเห็นว่าถ้าซื้อตรงนั้นจะได้ที่ดินผืนใหญ่ แต่หากซื้อที่อื่นคงผืนเล็กนิดเดียว แต่อันที่จริงใช่ว่าจะไม่มีทางเลย...” หญิงสาวหยุดหนึ่งจังหวะแล้วเอ่ยต่อ
“ถ้าได้ที่ดินผืนใหญ่เท่าที่ดินตรงเชิงเขาและราคาเท่ากัน ข้าอาจพิจารณา”
ตระกูลเจียงที่มามุงอยู่ได้ยินว่าซูเหยายังคงจะซื้อที่ดินเพิ่มอีกพวกเขาต่างก็ยกมือชักชวนซูเหยาไปดูที่ดินของตน
บ้าหน่า! หมู่บ้านนี้นอกจากครอบครัวทหารประมาณสามสิบครอบครัวแล้วก็มีเพียงสามตระกูลดั้งเดิม ใครไหนเล่าจะมาซื้อที่ดินที่นี่ ยิ่งที่ดินผืนที่เพาะปลูกที่เสื่อมโทรมด้วยแล้ว
ซูเหยายกมือห้ามก่อนจะหันไปหาหัวหน้าตระกูลเจียงกับหัวหน้าตระกูลหวังเพื่อขอความช่วยเหลือ