ประมาณ 2 ทุ่มกว่าเสียงรถดังเข้ามาจอดหน้าบ้านไม่นานก็มีเสียงคุยกันถามหาอรัญ นิตย์นั่นเอง ดันโผล่ขึ้นบนบ้าน ทั้งที่มี พลาสเตอร์ติดเต็มหน้าอยู่ เรื่องมันเลยไปกันใหญ่ เขาต้องนั่งฟังแม่อบรมอยู่นาน ฐานไปก่อเรื่องต่อยตีกับชาวบ้าน ทำตัวเป็นอันธพาล นึกยั๊วะนิตย์มันติดหมัด จะหัดพูดเลี่ยงหน่อยก็ไม่ได้“เฮ่ย รันไปเถอะ”“จะชวนกันไปไหน หา…” แม่ตวาดเสียงเขียว “…ไปก่อเรื่องไม่พออีกรึ”“โธ่..ป้า ก็แค่เที่ยวตามบ้านเรานี่แหละ ไม่ไปก่อเรื่องที่ไหนหรอก สังสรรค์กันหน่อยเท่านั้นเอง ชาวบ้านเขาออกไปหนังดูละครทำบุญกันที่วัดโน่น ป้าไม่ไปหรือ อีกอย่างดนตรีรำวงดังบึ่ม ๆ อยู่โน่นเร้าใจคนหนุ่มจะตาย ป้าจะใจร้ายไม่ให้ออกไปเที่ยวหน่อยหรือไร ให้พี่ทิดเราได้เปิดหูเปิดตาบ้างสิป้า นะป้านะ” นิตย์ออกตัวแทนเขา“วันนี้ ห้ามไป นอนกับบ้านอย่างเดียว หนอย สึกมานึกว่าจะทำให้แม่ชื่นใจได้ กลับไปสร้างเรื่องปวดหัวให้ซะนี่”“เอาวะนิตย์ วันนี้เอาใจแม่หน่อย กันไม่ไปหรอก ไว้วันหลังก็แล้วกัน หน้าเอ็งน่ะอย่าเสือกให้ใครเห็นมาก แล้วก็อย่าพูดมากด้วย อยากโม้ก็อย่าเอากันไปเกี่ยวด้วย ไอ้เวรจะพูดเลี่ยงหน่อยก็ไม่ได้”ประโยคหลังอรัญกระซิบคำรามรอดไรฟัน นิตย์หัวเราะแหะ ๆ ลาลงจากบ้านไป มารดาของเขายังบ่นรำพันเกี่ยวกับเรื่องที่ลูกชายไปก่อมาไม่เลิก จึงหอบหมอนลงไปนอนเล่นที่แคร่ด้านล่างใต้ต้นมะม่วงซึ่งพ่อเป็นคนให้น้อยเอามาปลูก บัดนี้มันโตสูง กำลังผลิใบอ่อนเขียวอ่อนทั้งต้น แซมด้วยดอกเป็นช่อ ๆ“รัน นายจะกลับมาอยู่บ้านเราหรือเปล่า?” พี่ชายถาม เมื่อเขาเดินเข้าไปนั่งใกล้ๆ บนแคร่ใต้ถุนบ้าน“คงยากหรอกพี่ เพราะงานของผมมันไม่เข้ากับบ้านเราเสียด้วย แถวจังหวัดเราก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีให้ทำ อยู่กรุงเทพฯ นั่นแหละดีแล้ว ถ้ายังไงอาจจะสอบครูก็ได้ จะได้มาอยู่บ้านเรา แต่คงเป็นไปได้ยาก เพื่อนผมเขาสอบครูที่หนองคายได้ที่สาม ขนาดนั้นยังต้องจ่ายใต้โต๊ะอีกเป็นแสนกว่าจะได้บรรจุครู”“บ้านเราก็มีรันกับแอ๋มเท่านั้นที่เรียนสูง กว่าเพื่อน ไปอยู่ซะไกลแม่ก็พึ่งพาได้ลำบาก ถ้าแก่ตัวไปใครจะดูแลแกได้ พี่ก็อยู่ไกลเหมือนกัน จะเอาไปอยู่ด้วย แกก็ไม่ไป”“ก็ต้องรอดูอีกหน่อย ตอนนี้น้อยก็ยังพออาศัยได้ จะให้ไปอยู่กรุงเทพฯ กับผม ยังไงก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แกไม่ยอมไปแน่ ผมก็คงจะช่วยได้ก็คือส่งเงินมาให้ใช้ ขืนมาอยู่ด้วยกันอดตายแน่ ไม่มีงานทำ”“พี่พูดยังกะน้อยเลี้ยงแม่ไม่ได้งั้นแหละ อยู่กับน้อยก็ดีอยู่แล้ว พี่คอยส่งเงินมาอย่าให้ต้องลำบากมากก็พอแล้ว เดือนละ 4-5 พัน อะไรประมาณเนี๊ย ..อิอิ”น้อยน้องสาวคนเล็กบอกตัดพ้อมาแบบติดตลก“พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่ทุกคนก็อยากเลี้ยงแม่ด้วยกันทั้งนั้น ปรึกษากันดูเฉยๆ เท่านั้นเองทำยังไงแม่จึงจะอยู่สุขสบายที่สุด”แต๋ม พี่ชายลูบหัวน้องสาวเบา ๆ และหันมาพูดกับเขา“แม่เขาจะเลี้ยงพระทำบุญบ้าน รอถามนายนี่แหละ”“อ้าว..ทำก็ทำไปสิ…ผมจะไปว่าอะไรล่ะ ก็ดีด้วยซ้ำไป”“แต่แม่เขาอยากถามนาย ขึ้นไปพูดกับท่านหน่อยสิ ให้ท่านได้ปรึกษาหน่อย คงเห็นว่าเคยบวชมานานนั่นแหละ คงจะรู้พิธีรีตองอะไรบ้าง”แม่มอบหมายงานให้ทำก่อนอื่นใด เมื่อเขาเข้าไปหาคือไปนิมนต์หลวงปู่ ต้องนิมนต์ไว้ก่อนที่ท่านจะกลับขึ้นภูเขาไป หลวงปู่ที่ว่าท่านจะกลับขึ้นเขาก็เพราะว่าท่านรับนิมนต์ลงมาให้ชาวบ้านสรงน้ำเท่านั้น เสร็จพิธีแล้วท่านก็จะกลับวัดป่าบนเขา บางครั้งท่านก็ธุดงค์ไปที่อื่นทำให้หาพระลำบาก ต้องไปนิมนต์ไว้แต่เนิ่น ๆ แถวต่างจังหวัดก็เป็นเช่นนี้กันทุกแห่งหาพระทำบุญกันไม่ค่อยได้ พระสงฆ์มีน้อยไม่เหมือนในกรุงเทพฯ ที่เยอะจนล้นวัดออกไปทำนอกรีดนอกรอย คุมกันไม่อยู่ กลายเป็นจุดเศร้าหมองของศาสนา“ทำบุญบ้านสักครั้งก็ดี ลูกเอ๊ย นานมาแล้วที่แม่ไม่เคยมีความสุข แม่ก็ดีใจที่สุดในวันนี้แหละ ทำบุญไว้จะได้เป็นสิริมลคล เกิดชาติหน้าจะได้มีบุญเป็นทุนรอน ไม่ต้องเกิดมาลำบากอย่างแม่”“แม่คงจะลำบากมากเลยนะ ตอนยังเด็ก?”น้อยถามแม่ขณะที่ตัวเองให้ลูกสาวนอนบนตัก“ถ้าเปรียบเทียบกับลูกแม่แล้ว แม่ว่าตัวแม่นี้ลำบากเหลือเกิน กว่าจะโตมาเป็นผู้เป็นคนอย่างเขาก็ลำบากแล้ว เกิดมาก็ตัวเล็กเสียจน ใคร ๆ ก็คิดว่าไม่ควรจะเลี้ยงไว้ ขืนเลี้ยงก็ไม่รอด เขาว่ากันอย่างนั้น แม้แต่ยายก็ยังไม่คิดจะเลี้ยงเลยพอดีแม่ใหญ่ท่านขอให้เลี้ยงไว้ จึงได้รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้”“แล้วตาล่ะแม่ ตาไปไหนเสีย?” น้อยถามต่ออีก อรัญเองก็อยากรู้เช่นกัน“ตาตายไปตั้งนานแล้ว ตาตายตอนที่แม่อยู่ในท้องยายอยู่เลย ยายเล่าให้แม่ฟังอีกที ตาตายเพราะถูกโจรขโมยควายฆ่า”เขาพยายามสร้างมโนภาพ ถึงเหตุการณ์ที่แม่เล่าแล้วก็นึกถึงชีวิตค่าความเป็นคนที่ช่างตายกันง่ายเหลือเกิน ถ้าตาไม่ตายชีวิตแม่คงจะไม่ต้องตกระกำลำบากมายเช่นนี้“พอตาตาย ครอบครัวก็ลำบากมากขึ้น อย่างไรก็ตามแม่ก็ยังโชคดีที่ได้เรียนหนังสือกับเขาบ้าง แต่กว่าจะจบออกมาได้ก็น่าดูเหมือนกัน ตอนไปเรียน สมุดดินสอก็ไม่ค่อยมีนักหรอก ต้องอาศัยกรอกน้ำดื่มไปแลกเอา ได้ของที่เหลือใช้ของคนอื่นมาพอใช้ขีดเขียนเรียนอ่านกับเขาได้ ลูกแม่ถือว่าโชคดีแล้วที่ไม่ต้องลำบากอย่างนั้น”“ใช่สินะ”เขานึกในใจ แม้เราจะลำบากบ้างก็คงไม่ถึงเทียบได้กับความลำบากของแม่หรอก แม่เป็นนักสู้ชีวิตคนหนึ่งทีเดียวเกล็ดชีวิตของแม่ อรัญไม่ได้ทราบจากปากของท่านโดยตรง แต่ส่วนมากจะรู้จากหลวงปู่ที่ท่านเล่าให้ฟัง โดยเฉพาะตอนที่พ่อกับแม่เป็นหนุ่มสาวแม้จะลำบากเพียงใด แม่ไม่เคยบ่นให้ลูก ๆ อย่างพวกเขาได้ยินเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม่ไม่เคยสั่งให้ลูกขาดเรียนเพื่อมาช่วยงานที่แสนหนักของแม่เลย ยิ่งไปกว่านั้นหากใครขาดเป็นโดนตีอย่างหนักพี่แต๋มกับพี่สะใภ้ น้อยกับอุ้ม พากันไปเที่ยวงานหมดแล้ว อรัญก็ทนเสียงเรียกร้องของเสียงดนตรีที่ดังกระหึ่มอยู่ไม่ไหว เมื่อมารดาเข้านอนไปแล้ว เขาจึงลงจากเรือนตามไปบ้างเสียงมหรสพฉลองสงกรานต์ ดังมาจากวัดสนั่นลั่นไปทั่ว ทั้งรำวง ทั้งมวย ทั้งภาพยนต์ ดังประชันกันไม่ลดละเรียกร้องชวนเชิญ กลุ่มชาวบ้านมากมายทยอยเข้าชมความบันเทิงในค่ำคืนนี้ แม้จากต่างถิ่นก็มีไม่น้อย อรัญเดาว่ากลุ่มเพื่อนคงจะอยู่ที่เวทีรำวงแน่นอน รำวงชาวบ้านหลังจากที่ถูกเลิกลาทิ้งไปนานได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งในคืนนี้เวทีรำวงตั้งติดริมรั้ววัด มันตั้งอยู่ในป่าหญ้ารกตามเจตนาของชาวบ้านที่จะให้คนหนุ่มทั้งหลายช่วยกันเหยียบให้มันราบแทนการถาง และความคิดนั้นก็ใช้ได้ผลจริง บรรดาหนุ่มสาวพากันเต้นยิกๆ ยักๆ ทั้งบนและล่างเวทีอย่างสุดมันส์ในอารมณ์ แล้วหญ้าจะไปเหลืออะไรชายหนุ่มค่อยๆ เบียดลัดเลาะผู้คนเข้าไป จนกระทั่งมายืนอยู่ชิดริมเวทีทางด้านข้าง ใกล้กับวงดนตรีที่มีม้ายาวสำหรับนางรำวงหน้าตาแฉล้มนั่งพักเรียงรายอยู่ พื้นเวทีซึ่งสร้างจากไม้หยาบ ๆ สูงได้ระดับอก มันเป็นเวทีที่ครึกครื้นสุดในงาน นางรำแจ่มตา ดนตรีหรือก็กระทุ้งได้เร้าใจเหลือ เพื่อนหลายคนเต้นจังหวะรำแพนอยู่บนเวทีอย่างสำเริงสำราญเต็มที่ โดยเฉพาะไกร มันเต้นเหมือนหมาถูกน้ำร้อนไม่มีผิด สร้างความขบขันและหมั่นไส้แก่บรรดาหนุ่มต่างถิ่นเต็มประดา มันเล่นเหมาจองนางรำไว้เต้นคนเดียวหลายรอบ เพิ่มความเหม็นขี้หน้ามากขึ้นกว่าเดิม“โว้ย รัน ข้าว่าไอ้ไกรมันจะยั่วตีนบ้านอื่นเขาเต็มทีแล้วนะ ดูสิ” นิตย์เดินมาตะโกนกรอกหูพร้อมกับชี้ให้ดู“เออ ช่างมัน เดี๋ยวมันรู้เองแหละ” อรัญตะโกนตอบ พร้อมกับกวักมือเรียกไกร เมื่อมันหยุดดิ้นแบบสุด หันมายักคิ้วให้“มีอะไรหรือ พวก” ไกรเดินแกมเต้นยิก ๆ เข้ามาหา“ให้คนอื่นเขาเต้นบ้างสิโว้ย อย่าเหมาบ่อยนักสิวะ”อย่างว่าง่าย ไกรกระโดดลงจากเวที เปิดโอกาสให้คนอื่นได้ดิ้นกันบ้าง ชวนกันไปดูมวยต่อ เพื่อลดความมันส์ในอารมณ์ ความคึกคะนองลงมวยบ้านนอก ไร้สังกัด แต่ก็ชกได้มันส์ดี ไกรร่ำ ๆ อยากจะขึ้นไปชกกับเขาบ้าง จึงต้องห้ามปรามกันใหญ่ (เมาแล้วอาละวาด)กลับมาที่เวทีรำวงอีกครั้งก็พบว่า บรรดาหนุ่ม ๆ สาว ๆ ต่างเฮโลขึ้นเวทีเพื่อดิ้น ดิ้น และดิ้น อย่างสุดเหวี่ยง เขาเองก็อยากขึ้นไปลองดิ้นกับเขาดูบ้าง แต่อายชาวบ้าน ไกรดูเหมือนจะรู้ใจขอเหมารอบอีกครั้งไม่ยอมให้ปฏิเสธลากแขนเพื่อนขึ้นเวที โดยมีนิตย์กับสันต์ดันหลังอีกสองแรง“เอาเลยพี่ทิด อย่ามัวอาย”ครั้นจะถอนตัวโดดจากเวที ก็ดูเหมือนจะน่าอายกว่าเสียอีก จึงจำต้องกลั้นใจเต้นแบบมั่วๆ ไป มือควักโน่นควักนี่ ลีลาท่าทางไม่มีซ้ำ เพียงแต่ยักไปตามจังหวะก็พอ แรกๆ ก็อาย แต่พอนานเข้าชักมันมาติดหมัด รอบหลังไม่ต้องดันหลังให้ยาก กระโดดเข้าไปมั่วทันที จากการมั่วนั้นทำให้เกิดเรื่องจนได้ขณะที่มั่วแบบสุด ๆ กันอยู่นั้น อรัญต้องสะดุ้งเซถลาแทบหัวทิ่ม เจอเท้าหุ้มผ้าใบยันเข้ากลางแผ่นหลังเต็มเหนี่ยว พุ่งเข้าหานางรำตรงหน้า และกอดกันล้มลงกับพื้นทั้งคู่ ไกรดูเหมือนจะเห็นก่อนจึงกระโดดเข้าประคอง จากนั้นเข้าตะลุมบอนเอาคืนจากเจ้าหนุ่มจอมลอบกัดนั้นแทนเพื่อน ความโกลาหลเกิดทันทีอรัญลุกขึ้นได้ก็ถูกถีบซ้ำจนหลังแอ่นจากเท้าไหนก็ไม่อาจบอกได้ เซหลุน ๆ เข้าหานางรำที่ตื่นตกใจพากันวิ่งมายืนอออยู่ข้างวงดนตรี ชนล้มกี่คนไม่มีเวลาสนใจ ดนตรีหยุดประโคม มีแต่เสียงกรีดร้องผสมเสียงประกาศให้หยุด แต่ใครล่ะจะมัวสนใจ เขาตั้งสติหันไปมองกลางเวที ที่กำลังนัวเนีย กระโดดเข้าช่วยไกรที่กำลังถูกรุมอยู่ สันต์กับนิด กระโดดจากด้านล่างขึ้นมาช่วยอีกสองแรง รวมเป็นสี่ ต่อเท่าไหร่ก็ช่างเถอะ รู้แต่ว่ามาก หลายสิบตีนทีเดียว ลูกถีบแบบลอยทั้งตัวถูกใช้กับไอ้หนุ่มผมแดงหน้าวอก ที่กำลังเหยียบอกไกรติดเวทีอยู่ ร่างมันกระเด็นตกเวทีทันตาเห็น จากนั้นหันมาเตะช้อนเถรกวาดลานกับเจ้าหน้าเสี้ยมเหมือนหนูผีหนักหน่วง มันล้มครืนทั้งตัว“ปัง! ปัง!”เสียงปืนดังก้องทำให้ทุกคนตะลึงเลิกนัวเนีย เมาหมัด โดดจากเวทีกันชุลมุนอรัญไม่มีเวลาสนใจใครอีก กระโดดลงไปชนผู้คนด้านล่างเต็มแรง พยายามวิ่งฝ่าออกมาจากเวทีรำวงอย่างทุลักทุเล มาหยุดเหนื่อยหอบแฮ่ก ๆ อยู่ใต้ถุนศาลา ไม่รู้ตัวเลยว่ามาถึงที่นี่ได้อย่างไร ผู้คนรอบนอกยังไม่มีใครทราบว่ามีการตะลุมบอนที่เวทีรำวง จึงไม่แตกตื่น นั่งดูภาพยนต์กันตามปกติ“พรุ่งนี้โดนแม่ด่าอีกแล้วกู”พูดกับตัวเองพลางพิจารณาอวัยวะว่ายังอยู่ครบหรือไม่ ไม่มีส่วนใดชำรุดเสียหาย แค่จุกเสียดขัดยอกเล็กน้อย ก็หายใจโล่ง ไปยืนดูหนังรวมกับชาวบ้านลืมเหตุการณ์ชุลมุนนั้นไปเสีย คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปดูนาฬิกาบอกเวลาว่า เกือบตีสองแล้วเขาเริ่มเบื่อหนังที่ดู เพราะดูแล้วไม่เห็นจะมีสาระอะไร ยิงกันจนเลือดท่วมจอ บทเริงรักที่มอมเมาเยาวชนมีมากเหลือเกิน หาสิ่งที่จะเป็นคติเตือนใจไม่ได้เลย จึงออกจากบริเวณงานหมายกลับไปนอนพักผ่อนดีกว่า ขณะนั้นมีมือมาดึงชายเสื้อทางด้านหลัง อรัญสะดุ้งหันขวับไปมองอย่างตกใจเพราะผ่านการมีเรื่องชกต่อยมาเพียงไมกี“พี่รัน!”“อ้าว .. คุณ” ผู้ที่ดึงคือปิยนันท์นั่นเอง เขามองหน้าเป็นเชิงถาม“เรียกอยู่ได้คุณ คุณ เรียกชื่อก็ได้…..ไม่มีอะไรหรอก พี่จะไปไหน จะกลับแล้วหรือ?”“ใช่ เมื่อยแล้ว ง่วงด้วย”“งั้นนันท์ขอกลับด้วยคน ยังหาเพื่อนกลับไม่ได้เลย”หญิงสาวจูงมือเขาเดินนำหน้าแหวกฝูงคนไปอย่างวิสาสะ“คุณ..เอ่อ…นันท์มาเที่ยวงานคนเดียวหรื?”“มากับเพื่อน แต่ไม่มีใครอยากกลับเลย ก็พอดีมาเจอพี่นี่แหละ ไปส่งนันท์หน่อยนะ ไม่กล้ากลับคนเดียว”เมื่อห่างออกจากบริเวณวัด ความสว่างสลัวจากไปตามเสา มีเป็นช่วง ๆ ไม่ค่อยสว่างมากนัก มันเปลี่ยวพอสมควรสำหรับคนที่จะเดินคนเดียว ในยามค่ำคืน“พี่รัน อย่าเดินเร็วนักสิ นันท์เดินตามไม่ทัน”หญิงสาวรีบเดินมาดึงมือเขาไว้ถ่วงให้ช้าลง มันเป็นความเคยชินของเขาเอง ที่ปรกติจะเป็นคนเดินเร็ว ไม่ค่อยจะคอยใคร และมักจะไปไหนมาไหนคนเดียวด้วย จึงไม่ชินกับการเดินแบบรอใคร“โทษที มันเคยชินน่ะ นันท์”ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ลดความเร็วลง มาเป็นเดินเคียงข้าง ชวนสนทนา“นันท์จะกลับกรุงเทพฯ เมื่อไหร่?”“อีกหลายวัน เพราะยังไม่อยากกลับ ไม่มีธุระร้อนนักหรอกค่ะ แล้วพี่รันล่ะ?”“คิดว่าเป็นมะรืนนี้นะ”“ทำไมรีบกลับนักล่ะ นาน ๆ มาบ้านทีก็น่าจะอยู่นาน ๆ หน่อย”“งานเยอะ”อรัญตอบสั้น ๆ แค่นั้น ความจริงมันก็ไม่เยอะนักหรอก หาข้ออ้างไปงั้นเอง มันเป็นคำอ้างง่ายๆ ที่ใครก็หยิบยกขึ้นมาได้ ไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาสนทนาต่อ เพราะตัวเองก็ไม่ใช่คนช่างคุย จึงเดินกับแบบเงียบๆ จนกระทั่งหญิงสาวเป็นฝ่ายเอ่ยถามก่อน“ตอนที่พี่บวชพระ เวลากลับบ้านไม่เห็นทักนันท์บ้างเลยล่ะ ทำเหมือนคนไม่รู้จัก”“พี่ก็จะถามนันท์เหมือนกันว่าทำไมนันท์ไม่โผล่ไปเยี่ยมพี่บ้าง?”“ก็นันท์เป็นผู้หญิง..”“เหมือนกัน นันท์ พี่เป็นพระน่ะ จะให้เดินไปทักใครต่อใครทั่วไปก็คงไม่เหมาะ โดยเฉพาะบ้านเรา ชาวบ้านเขาถือในเรื่องแบบนี้มาก”“พี่ก็บวชตั้งนาน นันท์ก็ไม่นึกว่าพี่จะสึกออกมา นึกว่าจะอยู่เป็นสมภาร”“อยู่ไม่ไหวหรอก แค่อยู่ได้จนเรียนจบนี่ก็แทบแย่แล้ว 12 ปี นี่ไม่น้อยเลยนา ยิ่งปีสุดท้ายหลังเรียนจบแล้ว ใจมันจะขาดให้ได้ เพราะว่าอยากออกมาเต็มที”“นันท์ได้ข่าวว่าพี่สึกมาตั้งสองสามปี แต่ก็ไม่ได้กลับบ้าน” คำพูดของหญิงสาวทำให้เขาหัวเราะเบาๆ“ความจริงพี่ก็อายนะที่จะบอกเรื่องนี้ ตอนแรกสึกออกมาก็ตกงาน ตกงานเป็นปีเลย ไป เพราะไม่มีประสบการณ์ และไม่รู้ด้วยว่าตัวเองต้องไปทางไหนบ้าง หรือหางานยังไง สึกออกมาเงินก็ไม่มี พอมีบ้าง แต่โดนคนมันงัดห้องเอาของไปหมดเลย เงินเอย เอกสารเอย เสื้อผ้าเอย มันเอาไปเกลี้ยง”“แล้วพี่อยู่ได้ยังไงอ่ะ เงินก็ไม่มีให้ใช้งานก็ไม่มีทำ อยู่ได้ไงเป็นปี ๆ” เขาหัวเราะอีก“อาศัยพระอยู่ รับใช้พระอาจารย์ไปวันๆ และหาสมัครงานไปด้วย แต่ก็ยังดี ที่แอ๋มยังอยู่ ก็เลยอยู่ได้เป็นปีๆ พอแอ๋มเรียนจบก็เลยไปกันคนละทาง”“แล้วทำไมพี่ไม่กลับบ้านล่ะ”“กลับไม่ได้หรอกตอนนั้น อายชาวบ้านเขาน่ะ เรียนจบสูงขนาดนี้ยังตกงานเป็นปีๆ บอกตรงๆ ไม่กล้าแม้แต่จะมาหาแม่ด้วยซ้ำไป”“ความจริงก็ไม่น่าจะหางานยากขนาดนั้นเลยนะ เป็นเพราะว่าพี่เลือกงานหรือเปล่า”หญิงสาวถามอีก เมื่อเดินมาถึงรั้วหน้าบ้านของสายสุรีย์ และชวนเขาเข้าไปนั่งที่ระเบียงหน้าร้าน“ก็อาจจะใช่ แต่หลักๆ เลยคือ พี่ไม่รู้จะไปทางไหน ไม่มีคนแนะนำ มุ่งไปแต่ตามโรงเรียน ตามโรงแรม ไม่ได้หาตามร้านค้าหรือว่าห้างอะไรพวกนี้เลย เคยแต่สอนหนังสือเด็ก”“แล้วพี่ได้งานที่นี่ได้ยังไง…หมายถึงที่ทำอยู่ทุกวันนี้น่ะค่ะ” ถามพลางเปิดประตูร้านเข้าไป และกลับออกมาพร้อมยื่นส่งขวดน้ำอัดลมให้“เพื่อนเขาแนะนำไปสมัคร ก็ไม่คิดว่าหรอกว่าจะได้ เพราะไม่ได้เอาวุฒิการศึกษาที่เรียนจบมาไปสมัคร เพียงแต่ว่าบอกว่าทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ได้ก็เท่านั้นเอง แต่เขาก็รับ ก็เลยโชคดี และมีเจ้านายดีด้วย จึงทำงานกับพวกเขามาเรื่อยๆ ”อรัญกับพี่ชายเข้าเมืองไปซื้อของเพื่อเตรียมทำบุญ ให้พี่สะใภ้ไปนิมนต์หลวงปู่แทน แม่บอกว่าเขารู้เรื่องสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ดีกว่า ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้น คนทำบุญปัจจุบันไม่ค่อยรู้เรื่องว่าอะไรคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับพระสงฆ์ ถวายไปแล้วพระไม่มีความจำเป็นต้องใช้ กลายเป็นของเหลือไร้ประโยชน์ โดยเฉพาะของจำพวกพลาสติก เรียกได้ว่าแทบหาประโยชน์ไม่ได้เลย“เพื่อนบ้านไม่เชิญหรือไงแม่”อรัญถามมารดาในเย็นวันนั้น หลังกลับจากซื้อของ“ก็จะเชิญเฉพาะที่สำคัญเท่านั้น ส่วนมากจะมากินเหล้าแม่ไม่ชอบ เชิญไม่กี่คนก็พอแล้ว ไม่ต้องประกาศให้เขารู้กันหรอก”แล้วแต่จะสั่งการ เพราะทำบุญก็อยากให้ท่านได้บุญนั่นเอง ไม่ใช่อื่นใดเลย ถึงกระนั้นในวันงานก็ยังมีชาวบ้านมาร่วมด้วยหลายคนที่เขานึกไม่ถึงคือ ปิยนันท์หล่อนมาช่วยตั้งแต่เช้า ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้บอกให้ทราบ อรัญทำหน้าที่อยู่กับหลวงปู่ตลอด จึงไม่ได้มีเวลาคุยกับหญิงสาว จนกระทั่งตอนกรวดน้ำรับพรจึงได้เรียกให้มานั่งกรวดน้ำด้วย“ตอนกรวดน้ำนึกถึงพ่อแม่ของนันท์ได้มั๊ย พี่รัน?”ปิยนันท์ถามขณะก้มหน้าเทน้ำลงถ้วยรอง ไหล่กระทบไหล่“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ นึกอธิษฐานให้ดีก็แล้วกัน” ชายหนุ่มกระซิบตอบน้ำพระพุทธมนต์ ที่เย็นยะเยียบถูกสะบัดจากปลายหญ้าคา กระทบกายทำให้อรัญถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว อย่างน่าประหลาด หันไปมองหญิงสาวข้างกายที่ก้มหน้ารับน้ำมนต์ทำปากขมุบขมิบภาวนา และชายตาขึ้นมามองสบตาเขานิดหนึ่ง ก่อนจะหลบสายตาไปพิธีสงฆ์เสร็จสิ้นไปแล้วในตอนสาย เหลือแต่ชาวบ้านที่รับประทานอาหารร่วมกัน ไกร นิตย์ และสันต์โผล่หน้าเข้ามาช่วยตอนกินนี่เอง“มัวทำอะไรกันอยู่วะ”“แหะ..แหะ” ทั้งสามหัวเราะพร้อมกัน“- กรอกเข้าไปเถอะเหล้าน่ะ เดี๋ยวได้ไปหาท่านยมฯ เร็วเข้า”“โธ่..หลวงพ่อ เทศน์อีกคนแล้ว ก่อนมานี่ ป้านิ่มก็ให้พรมาซะอิ่มหูเลย” สันต์โอดมันเป็นเรื่องที่แปลกที่เพื่อนส่วนมากจะเกรงใจเขา ว่ากล่าวได้เสมอ อาจเป็นเพราะตั้งแต่เด็กเคยเป็นหัวหน้ากันมาก่อนกระมัง ความเป็นหัวหน้ามันเลยพ่วงมาด้วย“พรุ่งนี้กลับหรือ” ไกรถาม“ฮื่อ งานลานานไม่ได้”“อยากเข้ากรุงเทพฯ ว่ะ แต่แม่ไม่ยอมไม่มีคนทำไร่”“อยู่บ้านเราก็ดีแล้ว อิสระดีออก ไม่ต้องเป็นขี้ข้าใครเขา” อรัญว่า“แล้วจะมาอีกเมื่อไหร่?”“ไม่แน่นอนหรอก บอกไม่ได้ ถ้าว่างก็จะมา ห่วงแม่เหมือนกัน”“ถามจริงเถอะ รัน นายคิดยังไงกับนั่น.....”สันต์บุ้ยปากไปทางปิยนันท์ซึ่งหญิงสาวกำลังช่วยกันล้างจานอยู่“ใคร คนไหน?” แกล้งถามทั้ง ๆ ที่รู้ดี“นันท์นะสิ”“ยังไม่ได้คิดอะไรเลย”“จริงอ่ะ” สันต์เอียงคอถาม“จริง!”เขายืนยัน สันต์ถอนหายใจโล่งเฮือกใหญ่ นิตย์กับไกร ยิ้ม ๆ กับอาการของเพื่อน ยักคิ้วให้อรัญ“ทำไม ทำไมต้องถอนหายใจ?”“เรื่องของความรักโว้ย...รู้มั๊ยตอนที่นายนั่งซ้อนท้ายรถนันท์วันนั้น มันกลุ้มแทบตาย” ไกรบอก“อ้าว..แล้วนุชล่ะ เอาไปทิ้งไว้เสียที่ไหน หือ สันต์ เอาไปไว้ไหน? ซอกไหนของหัวใจ”“กับนุช เราไม่มีอะไรกัน แค่ไปด้วยกันเท่านั้นเอง”“เห็นเขาว่า นันท์เคยแต่งงานมาแล้วไม่ใช่หรือ ไม่รังเกียจเลย”เขาเลิกคิ้วถามเบาๆ“เฮ่ย...แต่งแต่ไม่ได้นอนด้วยกันโว้ย หล่อนหนีงานซะก่อน”สันต์ออกตัวแทน อรัญได้ทีจึงสืบเรื่องซะเลย“ทำไมนันท์ถึงหนีงานแต่งล่ะ?”“ก็คนมันไม่รัก...ยายบังคับให้แต่งกับใครก็ไม่รู้ แก่คราวพ่อซะอีก เป็นใครก็หนี”“หนีงานแล้ว เจ้าบ่าวเขาว่าไง?”“จะว่าไงก็ขอสินสอดคืน ก็เท่านั้น”“แล้วยายของนันท์ล่ะ?”“โกรธหลานไปพักหนึ่ง แต่ก็ไม่นานหรอก นันท์ส่งเงินมาให้ใช้ก็หายโกรธแล้ว ข่าวว่านันท์ไปขายตัวเอาเงินมาใช้หนี้ แต่เราไม่เชื่อว่ะ เธอคงไม่สิ้นคิดขนาดนั้นหรอกกระมังเฮ้อ…คิดแล้ว มันก็เป็นความเสียเปรียบของลูกผู้หญิงนะ”สันต์พูดแก้ตัวให้หญิงสาวเรียบๆ สายตายังจ้องดูคนที่มันชอบไม่ว่างเว้นนิดกับไกร ยักไหล่เบ้หน้า บอกว่าเป็นเอามาก“พยายามหน่อยก็แล้วกันพวก”อรัญตบไหล่ให้กำลังใจ“เธอไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา แล้วที่ชอบที่รักเขานี่เคยคุยกับเขาบ้างหรือเปล่า?”“ไม่กล้าว่ะ แถมอยู่ไกลถึงกรุงเทพฯ โน่น อีตอนอยู่ก็ไม่เคยคุยแบบเป็นการเป็นงานสักที มาเจอกันนี่ก็ไม่กล้าเหมือนเดิม อีกอย่างเข้าไม่ค่อยถึงตัวเลย”“ทำไม เธอหยิ่งมากหรือ?”“เปล่าหรอก…ไม่กล้าน่ะ”เขาละปวดหัวเเทน ชอบเขาแต่ไม่กล้าบอก แล้วมันจะสมหวังได้ยังไง“ไม่รู้จะช่วยยังไงว่ะ หาทางบอกเธอให้รู้ก็แล้วกัน อาจจะนานกว่าจะกลับกรุงเทพฯ คงมีเวลาพอกระมัง”“ช่วยบอกให้หน่อยได้มั๊ย”“ฮึ่ย.. ขืนกันไปบอกแทนมีหวังไม่ต้องสมหวังกันทั้งชาติ ของอย่างนี้บอกแทนกันมันไม่ขลังหรอก ดูเธอชอบผู้ชายที่กล้าหาญมากกว่าแหยง ๆ นา”งานทำบุญบ้านเสร็จสิ้นเอาตอนบ่าย อรัญไม่มีหน้าที่ทำอะไรอีก สันต์จึงชวนไปกินมะม่วงน้ำปลาหวานที่ร้านสายสุรีย์ ซึ่งความจริงก็ไปคุยกับปิยนันท์นั่นเองจะจีบสาวทั้งทีก็ต้องใช้เพื่อนเป็นกำบัง ขี้อายมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตอนเป็นเด็กโดนผู้หญิงล้อเลียนจนร้องไห้ แล้วดันมาชอบผู้หญิงกล้าอย่างปิยนันท์เข้า เห็นจะลำบากหน่อย“โย่ว...ซี๊ด...”อรัญถึงกับต้องหลับตาปี๋เมื่อมะม่วงชิ้นแรกสัมผัสกับลิ้น มันเปรี้ยวจี๊ดจนน้ำลายแตกซ่าในปาก เพื่อน ๆ หัวเราะกับอาการของเขา“อะไร้ พี่ทิดเปรี้ยวหรืออร่อยกันแน่”สายสุรีย์แซว แต่เธอเองก็หลับตาปี๋เหมือนกัน เมื่อลองชิมดู“แหม ..พี่ทิดอีกแล้ว พี่สาย มะม่วงอะไรเนี่ย เปรี้ยวตาปิดเลย”“อะไรวะ เปรี้ยวตาปิด?” สันต์ถาม“ก็ใครตาไม่ปิดบ้างเวลากินน่ะ ดูสิ”อรัญชี้ให้ดูสายสุรีย์ที่กำลังเอาชิ้นมะม่วงเข้าปาก ทุกคนเลยหัวเราะกับคำว่ามะม่วงเปรี้ยวตาปิด หน้าสวย ๆ ของสายสุรีย์ดูตลกดีเวลาเปรี้ยวมะม่วงอรัญเหลือบไปเห็นมะยมที่สุกเต็มต้น หล่นตามพื้นดินก็เยอะ จึงเดินไปรูดมาใส่จาน ปากบ่นว่า กลัวยายหวง“อุ๊ย ยายจะว่าอะไร เยอะออกอย่างนั้น หล่นเต็มพื้นเลย ไม่มีใครกิน”ปิยนันท์ว่าแล้วเดินไปเก็บมาเพิ่มอีก เขาสะกิดสีข้างสันต์ยักคิ้วให้เป็นสัญญาณ แต่หนุ่มเจ้าก็เซ่อไม่เข้าใจ หันมาถาม เขาจึงผลักแกมถีบให้ลุกจากแคร่ตามไปเก็บมะยมกับหญิงสาววันรุ่งขึ้น อรัญกราบลามารดา หิ้วกระเป๋าออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ มารอรถที่ถนนใหญ่ ชาวบ้านหลายคนเตรียมตัวเข้าเมืองมายืนรอรถเช่นเดียวกัน บรรยากาศยามเช้าที่สดชื่นดีเหลือเกิน เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอดตักตวงอากาศบริสุทธิ์เต็มที่ เพราะในกรุงเทพฯ หาอากาศอย่างนี้ไม่ได้เลยขณะที่กำลังสูดอากาศเพลิน ๆ อยู่นั้น ก็ต้องกระโดดหลบรถจักรยานยนต์เข้าข้างทางอีกครั้ง คนที่แกล้งเขาเช่นนี้เห็นจะมีแต่ปิยนันท์เท่านั้น ได้แต่หัวเราะหึหึ มองหน้าหญิงสาวที่ซ่อนอยู่ในหมวกกันน๊อคสีแดงใบนั้น“พี่ทิดจะไปไหนคะ”หญิงสาวเปิดกระจกออกถาม“จะขับดี ๆ หน่อยไม่ได้หรือไงนะเราน่ะ แกล้งกันอยู่เรื่อยเชียว หลบไม่ทันได้ขาหักกันบ้างล่ะ”ชายหนุ่มนิ่วหน้าต่อว่า“จะไปไหน พี่มหา?”หล่อนใช้คำสรรพนามแทนตัวเขาซึ่งเขาเองไม่ค่อยชอบนักเท่าใดนัก“กลับ”“งั้นขึ้นรถไปกับนันท์นะ”“นันท์จะไปไหนหรือ?”“กลับ”หญิงสาวเอาคำพูดของเขามาใช้บ้างพร้อมกับหัวเราะกิ๊ก“นันท์จะไปไหน อย่าพูดเล่น”“ก็กลับกรุงเทพฯ นะสิคะ”“ไหนว่าจะอยู่อีกหลายวันไง?”“เปลี่ยนใจแล้ว มีงานสำคัญรออยู่ด้วยเพิ่งนึกขึ้นมาได้ เร็วขึ้นรถค่ะ”“จะเอารถนี่นะไปกรุงเทพฯ”เขายังไม่ยอมก้าวขึ้น ตบมือลงกับเบาะรถถาม“ก็ใช่นะสิ จะเอาไว้ทำไม เอามาก็ต้องเอากลับ เร็วเข้าเถอะอย่าถามมากเลย”“โห…ไม่เอาด้วยหรอก ถ้าจะให้นั่งเจ้านี่ไปกรุงเทพฯ น่ะ”“ไม่ใช่อย่างน้าน…แค่ไปถึงอุดรเท่านั้นเอง”“อ้าว..จะไปรู้รึ…แล้วจะเอาเจ้านี่ไปทิ้งไว้ที่ไหน?”“ขี้สงสัยจังพี่ทิดนี่ รถคันนี้ตอนมาน่ะ ฝากเขามาที่อุดรฯ เขามาทางรถไฟ แต่ตอนกลับนี่จะเอากลับเอง ทางรถไฟเหมือนเดิม”เขาพยักหน้าหงึก ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เข้าใจดีนัก เอากระเป๋าตัวเองห้อยสะพายหลังขึ้นซ้อนแต่โดยดี แต่กระเป๋าหล่อนขวางทางไม่สะดวกนั่ง จึงขยับไปไว้ด้านหน้า หญิงสาวแกล้งกระชากออกรถจนเขาหน้าหงาย เกาะเอวเธอแน่น ร้องโย่ว ๆ ตลอดเวลาทำให้เธอหัวเราะคิก ๆ ชอบใจ“ขับช้า ๆ หน่อย!”อรัญตะโกนกรอกหูคนขับ เพราะหล่อนเล่นขับแรงและเร็วจนเกินไป กลัวว่าไม่ถึงตัวจังหวัด ก็จะพากันแอ้งแม้งที่เสาไฟฟ้าข้างทางซะก่อน“เกาะแน่น ๆ”เขาได้ยินเธอตะโกนบอกเช่นนั้นไม่ยอมลดความเร็วลง ครั้นจะเกาะแน่นกว่านั้นก็กลัวว่าหากำไร เห็นฤทธิ์แม่ตบไอ้ขี้เมาจนมีเรื่องมาแล้ว ได้แต่นั่งหวาดเสียวจนถึงสถานีรถไฟ ใจอรัญนั้นอยากจะกลับรถทัวร์เพราะถึงเร็วกว่า แต่เมื่อมาด้วยกันอย่างนี้แล้วจะแยกตัวไปก็กะไรอยู่มันเป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้วกับการหาที่ว่างไม่ได้บนรถไฟในเทศกาลเช่นนี้“ไปรถทัวร์นะพี่นะ”“อ้าว แล้วรถล่ะ”“เดี๋ยวนันท์จะเอาไปฝากเพื่อนไว้ให้เขาเอากลับกรุงเทพฯ ให้ด้วย”“เอางั้นก็เอา แต่เพื่อนนันท์เขาไม่ว่าเอาหรือ ฝากรถทั้งไปทั้งกลับ”“อุ๊ย ..จะว่าอะไร พ่อเพื่อนนันท์ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รถไฟสะดวกจะตาย”เขาคิดไม่ผิดที่มารถทัวร์ มันสะดวกกว่ารถไฟอย่างเทียบกันไม่ติด 3 โมงเช้า รถเคลื่อนตัวออกจากสถานี มุ่งสู่กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร แต่คนกำลังจะม้วยมรณ์ เพราะความแออัด และการแข่งขันทางเศรษฐกิจหญิงสาวนั่งเบาะด้านใน เคี้ยวหมากฝรั่งยับๆ หล่อนควักเอาเครื่องเล่นซีดีเพลง ขึ้นมาใส่หูครวญเพลงคลอหงิง ๆ ตามไปด้วย เขานึกถึงสันต์ มันจะคิดยังไงหนอ ถ้ารู้ว่าหญิงสาวที่มันหมายปองขึ้นรถกับเขาแบบนี้ แก้มนวลใส ขนตาหลับพริ้ม ปากยังเคี้ยวยับ ๆ ไม่เลิก อรัญนึกถึงใบหน้าของหญิงสาวตอนยังเป็นเด็กร่างผอมเก้งก้าง ที่ต้องหาบน้ำใส่ตุ่มให้ยายและคนในบ้านอาบ บัดนี้มันเปลี่ยนไป เหลือแต่ความอวบอัดของวัยสาว ที่คงเค้าเดิมคือดวงตาที่กลมโตคู่นั้น ความคุ้ยเคยตั้งแต่เด็กเขาไม่เชื่อว่ามันจะทำให้เธอทำตัวสนิทกับเขาขนาดนี้ เป็นไปได้ไหมว่า หล่อนกร้านเช่นนี้กับผู้ชายทุกคน อย่างที่ชาวบ้านเขาลือกันหรือเปล่านะหญิงสาวดึงหูฟังข้างหนึ่งยื่นให้ เขาไม่รับแต่หญิงสาวก็ยัดใส่หูจนได้ มันเป็นบทเพลงต่างประเทศที่เขาเองก็ไม่เข้าใจความหมาย แต่ก็ให้จังหวะที่เพลินใจดีไม่น้อยจากสายหูฟังที่พ่วงกันคนละข้าง ทำให้เขาและหล่อนต้องเอาหน้าเข้าใกล้กันโดยปริยายและหล่อนก็พิงกับไหล่ของเขาในท้ายที่สุด อรัญรู้สึกถึงความนุ่มนวลในหัวใจของวัยหนุ่มที่สัมผัสถึงความใกล้ชิดของวัยหนุ่มสาวเป็นครั้งแรก หอมกลุ่นกลิ่นเส้นผมนางซึ้งใจเคลิ้ม ๆ จะหลับก็ต้องสะดุ้ง รีบดึงหูฟังออก หญิงสาวแกล้งเปิดหมุนโวลลุ่มเร่งเสียงเต็มที่ หูชาไปข้าง หล่อนกลับหัวเราะคิก ๆ ชอบใจ เขาหายง่วงเป็นปลิดทิ้งบรรยากาศของป่าเขาสองข้างทาง ดูแห้งแล้ง แต่ความเขียวชะอุ่มของแมกไม้ยามฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้ก็ทดแทนความแห้งผากของพื้นดินให้มีชีวิตชีวาขึ้นได้ อย่างน้อยมันก็บอกให้รู้ว่าดินไม่ได้แห้งแล้งจนเกินไป ท้องทุ่งนาเวิ้งว้างน่าใจหายรถแทรกเตอร์พ่นควันโขมงอยู่กลางไร่ขุดคุ้ยหน้าดินขึ้นเป็นร่อง รอการปลูกชำของข้าวโพด อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่คนถิ่นนี้พอจะปลูกได้ ความจำกัดจำเขี่ยของน้ำฝนที่ฟ้าประทานให้แต่ละปี เป็นตัวชี้ขาดชะตากรรมหญิงสาวข้างกายดูเหมือนหลับไปแล้ว ใบหน้าผุดผ่องเอียงมาพึ่งพิงไหล่อีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว กลิ่นกายสาวหอมกรุ่นเพลินใจผู้ได้ใกล้ชิดขนตาหลับพริ้ม จมูกโด่งเป็นสันงามรับกับใบหน้า เครื่องปรับอากาศคงแรงเกินไป ทำให้รู้สึกหนาว อรัญคลี่ผ้าห่มจากเบาะนั่งคลุมปิดให้ไล่ความหนาวเย็น เสียงขอบคุณเบาๆ ดังอู้อี้ออกมาจากริมปากคู่นั้นรถถึงจุดหมายปลายทางก็เป็นเวลา เกือบสามทุ่มแล้ว ความจริงรถน่าจะถึงเร็วกว่านี้ แต่ต้องมาเสียเวลากับความติดขัดที่ปทุมธานี รถจากต่างจังหวัดมุ่งเข้าเมืองฟ้าอมรในวันเดียวกันทำให้รถติดเป็นแพยาวเป็น 2-3 กิโลเมตร“แยกกัน หรือจะให้ไปส่ง?”ชายหนุ่มถามหลังจากลงรถที่ปลายทางขนส่งหมอชิต“แล้วแต่พี่รันสิ แต่ไปด้วยด้วยกันก็ดีนะ ไม่ต้องเปลืองค่ารถ ที่พักอยู่ทางเดียวกันไม่ใช่หรือ?”ปิยนันท์ยกมือขึ้นรวบผมยาวสลวย จัดให้เรียบร้อยกว่าเดิม“งั้นไปแวะที่ร้านน้าแอ๋มก่อนก็แล้วกัน ส่งนันท์ก่อน”อรัญถือวิสาสะรวบต้นแขนหญิงสาวพาเดินไปขึ้นแท็กซี่ ซึ่งจอดรอเรียงรายอยู่แล้ว ไม่อยากขึ้นรถโดยสารประจำทางในยามนี้ เพราะอากาศร้อนเหลือเกิน“พี่รัน จะกลับบ้านอีกเมื่อไหร่?”“ไม่แน่เหมือนกัน บอกไม่ได้หรอก งานมันลาไม่ค่อยได้ งานเยอะ”ชายหนุ่มบอกหลังจากลงจากแท็กซี่แล้ว หล่อนชวนเข้าไปในร้านด้วยแต่เขาปฏิเสธเพราะต้องรีบกลับ หญิงสาวไม่ยอม ลากแขนเขาเข้าไปในร้านจนได้มันเป็นร้านอาหารกว้างขวางพอสมควร เปิดเป็นร้านคาราโอเกะ ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน ลูกค้าเต็มร้านแน่นทุกโต๊ะ เด็กเสิร์ฟเดินกันขวักไขว่ภายใต้แสงไฟริบหรี่พอสลัว นักร้องสาวในชุดราตรีเปล่งประกายวูบวาบกำลังครวญเพลงตามจังหวะดนตรีอีเลคโทน หวานซึ้ง เรียกเสียงปรบมือจากลูกค้าเกรียวกราวหญิงสาวพาอรัญเดินผ่านโต๊ะลูกค้าเข้าไปในร้านชั้นใน ซึ่งแตกต่างจากข้างนอกลิบลับ แอ๋ม หรือสายสมร น้าสาวของปิยนันท์กำลังนั่งนับแบงค์ง่วนอยู่คนเดียว“อ้าว นันท์กลับแล้วหรือ?”แอ๋มหรือสายสมรเงยหน้าทักหลานสาวยิ้มให้ หล่อนชะงักเอียงคอมองมาที่เขาเมื่อเห็นว่าหลานสาวไม่ได้มาคนเดียว“เอ๊ะ! นันท์พาใครมาด้วยน่ะ?”“น้าแอ๋มลองดูดี ๆ สิคะ รู้จักไหม ใครเอ่ย?”ปิยนันท์ไม่ตอบแต่ย้อนถามแทน“สวัสดีครับ พี่แอ๋ม..”อรัญทักขึ้นก่อนพร้อมกับยกมือไหว้ทำให้สาวใหญ่พลอยยกมือไหว้รับไปด้วย แต่ยังแสดงสีหน้างง ๆ“ดี ค่ะ แต่ เอ...คุณ อุ๊ย รัน รันใช่มั๊ย ใช่แน่เลย ต๊าย สึกมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” สายสมรอุทานตาโตลุกจากเก้าอี้เดินมาลากเขาไปนั่งที่โซฟาตัวใหญ่“ไงคะ สึกมาเมื่อไหร่ ดู๊ดู พี่จำแทบไม่ได้เลย เคยเห็นแต่ตอนเป็นพระ”“สึกนานแล้วครับพี่ หลายปี แล้ว”“เหรอ แล้วไปไงมาไง ถึงมากับนันท์ได้ล่ะ พบกันที่ไหนหรือ?”“พบกันที่บ้านโน่นแหละค่ะ ไปเที่ยวสงกรานต์ พอดีตอนกลับ ก็เลยกลับพร้อมกัน”ปิยนันท์ ตอบแทน พร้อมกับเดินมานั่งที่เก้าอี้นวมตรงหน้า“นันท์ไปเอาเครื่องดื่มมาเลี้ยงพี่เขาหน่อยสิ”สายสมรหันไปสั่งหลานสาว“-ว่าแต่เอาเครื่องดื่มอะไรเอ่ย เหล้า เบียร์ หรือ..”“พี่ทิดเขาไม่ดื่มของอย่างนั้นหรอกค่ะน้าแอ๋ม”หลานสาวหัวเราะบอกมา พร้อมกับเดินออกไปด้านนอก และกลับเข้ามาพร้อมกับน้ำส้มคั้นและผ้าเย็น มาส่งให้“มีงานทำแล้วหรือ?”“มีแล้วครับพี่”สาวใหญ่พยักหน้าบอกว่ารู้จักเมื่อเขาบอกที่ทำงานให้ทราบ“ลูกค้าเข้าร้านเยอะนะ อย่างนี้ทุกวันหรือเปล่าครับ”“อ๋อไม่ทุกวันหรอกค่ะ นาน ๆ จะเต็มเอี๊ยดอย่างนี้สักครั้ง แต่ก็ไม่ถึงกับโหรงเหรงจนต้องเลิกกิจการหรอก”อรัญคุยอยู่กับสายสมรในร้านอยู่พักใหญ่จึงลากลับ เธอชวนให้แวะมาเยี่ยมอีกตามมารยาท และจิตวิทยาของแม่ค้า ปิยนันท์เดินออกมาส่งถึงหน้าร้าน“เสียดายนะ ไม่ได้เห็นนันท์ร้องเพลง ไม่ได้พบนิวด้วย”เขากล่าวเบา ๆ“อยากฟังก็มาสิคะ วันหน้ายังมี แต่พี่ไม่เห็นนิวหรือ?”เธอถามยิ้ม ๆ เมื่อเขาส่ายหน้า เธอจึงถามต่อ“พี่คิดว่านักร้องคนนั้น ร้องเพลงเพราะมั๊ย?” “ก็ ใช้ได้เพราะดี”“นั่นและนิวล่ะ”“นั่นน่ะเหรอ นิว” อรัญอุทานเสียงสูง“ก็นั่นและ นิวน้องสาวนันท์ล่ะ พี่เจ้าเข้าไปทักหน่อยมั๊ยล่ะ”ปิยนันท์ทำท่าจะดึงเขากลับเข้าไปในร้านอีก เขาจึงรีบปฏิเสธ“ไม่เป็นไรหรอก นิวกำลังทำงานอย่าไปกวนเธอเลย แต่แหมโตเป็นสาวจนพี่จำไม่ได้เลย เอาล่ะ พี่ไปนะ”ชายหนุ่มยกมือแตะหน้าผากบอกลา แล้วหันหลังกลับไม่สนใจอาการของหญิงสาวที่เหมือนยังมีอะไรคาใจอยู่ และพยายามจะบอกอยู่
โปรดติดตามตอนต่อไป