เสียงเคาะประตูไม้โรงแรมดังขึ้นเป็จังหวะสามครั้งไม่กี่วินาทีต่อมาบุคคลผู้มาเยือนก็สังเกตเห็นเงาดำที่เรือนรางออกมาที่ช่องใต้ประตูคนในห้องคงจะกำลังส่องตาแมวประตูมองดูผู้มาเยือนอยู่อีกฝั่งของประตู ผู้มาเยือนกระแอมไปหนึ่งทีผู้มาเยือนกระแอมไปหนึ่งทีแล้วเอนตัวเอาหน้าผากพิงตรงตำแหน่งเหนือตาแมวประตูเล็กน้อย
“ไง เห็นชัดรึยัง”
ไม่มีเสียงตอบมาจากคนหลังประตูจนเขาเริ่มรู้สึกมีน้ำโห กว่าจะหนีไอ้พวกนั้นแล้วออกจากโรงเรียนมาได้แล้วยังต้องมาเสียเวลากับเด็กหลังประตูนี่อีก ฟินน์เคาะห้องอีกรอบครั้งนี้เขาออกแรงเคาะเสียงดังกว่าเดิม เผื่อว่ามันจะสื่อความหมายว่าออกมาเดี๋ยวนี้ ให้คนหลังประตูเข้าใจได้
ได้ผลทันตาสาวน้อยผมดำตาสีฟ้าดุเปิดประตูออกเผยให้เห็นเด็กสาวผมทองอีกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ แซมพยักพเยิดหน้าเป็เชิงบอกให้ฟินน์เข้ามาข้างในแต่ฟินน์กลับไม่ไหวติง
“ออกมาคุยกันข้างนอกดีกว่า”
“หา??”
“ไม่ต้องมา หา เลย นี่จีเซลขอยืมตัวแซมเดี๋ยวเดียวนะ”
จีเซลเงยหน้าขึ้นจากตัวหนังสือแล้วพยักหน้าให้ฟินน์อย่างว่าง่ายแล้วกลับไปสนใจตัวหนังสือในหน้ากระดาษต่อแซมยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ ราวกับว่าเป็เื่ที่ตัวเธอเองก็อยากจะทำอยู่แล้ว
สองพี่น้องเดินทอดน่องลงบันไดโรงแรมอย่างไม่มีท่ารีบร้อนผิดกับก่อนหน้านี้ที่ฟินน์เร่งให้เธอออกมาแท้ ๆ
“พี่มีอะไรหรอถึงต้องให้ออกมาคุยข้างนอก”แซมเอ่ยถามอย่างสงสัยพลางรูดมือไปตามราวบันไดอย่างใจลอย
“ก็แค่รู้สึกว่าบางเื่รู้กันแค่สองคนจะดีกว่า”ฟินน์พูดตอบอย่างใจเย็นผิดกับคำตอบที่ดูมีอะไรเป็เบื้องลึกเื้ั
“เื่ที่รู็กันแค่สองคนจะดีกว่า หมายถึงเื่อะไร”แซมเริ่มรู้สึกว่าหัวข้อบทสนทนาน่าสนใจมากกว่าราวบันไดไม้ของโรงแรม
สองพี่น้องเดินลงมาถึงล็อบบี้รับรองด้านหน้าของโรงแรมฟินน์เลือกนั่งที่โซฟาฟินน์เลือกนั่งที่โซฟาหันมองออกไปประตูใหญ่ทางเข้าส่วนแซมเลือกนั่งฝั่งตรงข้ามที่หันหน้ามองไปที่โต๊ะพนักงานเซอร์วิสที่ตอนนี้มีแขกกำลังยืนรอกุญแจอยู่สองสามคนทั้งสองเลือกนั่งในตำแหน่งที่สามารถสังเกตผู้คนไปพร้อม ๆ กันการพูดคุยได้ คงเป็สัญชาตญาณที่รู้สึกว่าไม่ว่าสถานการณ์จะปกติเรียบร้อยดีแค่ไหนก็ยังต้องทำตัวให้พร้อมรับอยู่เสมอ
“เมื่อวานเป็ไงบ้าง ทริปสำรวจโรงเรียน”
แซมตีคิ้วขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นี่น่ะหรอเื่งี่เง่าที่ว่าคุยกันสองคนดีกว่า แต่ก็คิดว่าไม่พูดออกไปดีกว่า เดี๋ยววันดีๆ แบบนี้จะจบลงทีการเถียงกับพี่ชายแต่เปลี่ยนสถานที่จากบ้านเป็โรงแรมต่างประเทศ
“ก็งั้น ๆ นะ ดีอยู่ ได้รู้อะไรเยอะแยะ”
“ดีอยู่ นี่มันดีหรือไม่ดีนะฉันเริ่มไม่เข้าใจแล้วว่าแกพูดภาษาคนรู้เื่มั้ย”
“มันแปลว่า ดี พี่ที่พาชมโรงเรียนก็คุยง่ายดีแนะนำนั่นนี่ อาคาร วิชา แล้วก็ เอิ่ม มีส่วนที่ฉันไม่ประทับใจสักหน่อยเลยต้องหักคะแนนอะนะ” แซมพูดพลางนึกย้อนเื่เมื่อวานจากที่มองตาฟินน์แต่อยู่ ๆ ก็หลบสายตาใน่สุดท้ายของประโยคคำตอบซะงั้นฟินน์ที่จับจ้องราวกับจับผิดกิริยาของน้องสาวก็ยกยิ้มมุมปากขึ้นอย่างกับรอจังหวะนี้มาอยู่แล้ว
“ส่วนที่ไม่ประทับใจงั้นหรอ” ฟินน์ยกนิ้วขึ้นลูบคางอย่างนึกสนุก เล่นเอาคนเป็น้องสาวรู้สึกได้เลยว่าไอ้พี่เวรนี่คงไปรู้อะไรมาอีกแล้วแต่อุบไว้อยู่ จะมาบีบกันเฉยเลย
“ส่วนที่ไม่ประทับของแกนี่เกี่ยวกับชมรมเด็กตีกันมั้ยนะ”
“ถ้ารู้อยู่แล้วจะมาถามทำไมล่ะ” แซมขมวดคิ้วหน้ามุ่ย
“ฉันอยากรู้นี่ว่าแกจะมีรีแอคชั่นยังไงกับชมรมนั่นถ้าฉันไม่ได้เป็คนเริ่มพูดก่อน”
“ก็ไม่ยังไงนะ ตอนแรกมันก็น่าสนใจอยู่ในมุมมองคนดูนะ แต่ฉันไม่อยากลงไปเป็คนตีกันให้คนอื่นดูสนุกเล่นหรอกนะ” แซมตอบอย่างไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด
“แต่แกดันเป็คนนั้นที่ได้ลงไปสินะ” ฟินน์ตอบชัดในสิ่งที่แซมไม่ได้บอก แซมไม่ได้ตอบคืนแต่ถอนหายใจรอบที่สามพันสี่ร้อยแปดสิบหกั้แ่เจอหน้าพี่ชายอากัปกิริยานี้เป็อวัจนภาษาที่ชัดเจนแล้วสำหรับคำถาม ฟินน์ได้แต่หัวเราะออกเสียงอย่างอรรถรสพร้อมตบเข่าดังฉาด
“นี่จะมาถามกันเพื่อกวนประสาทฉันแค่นี้งั้นหรอ”
“ไม่ใช่แค่นี้นะ ท่าทีหัวเสียแกทำฉันรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นตั้งเยอะเลยนะน้องรัก” ฟินน์เอื้อมมือมาลูบศีรษะสีดำมนให้ยุ่งเยิ่งกว่าเดิม แซมปัดมือออกทันควัน“พอดีพวกปี 2 เมื่อวานมาเล่าว่าแกลงไปจอย ๆ ดวลดาบเล่น”
“แล้วฟังกันไปถึงไหนแล้วเนี่ย โธ่” แซมยู่หน้าพลางลูบผมตัวเองให้เรียบร้อยที่สุด
“มันไม่สำคัญเลย ประเด็นคือ แกได้เล่นสนุกกับคู่ดวลอย่างที่เขาว่าจริงรึเปล่า”
“ฉันเนี่ยนะเล่นสนุกกับคู่ดวล? หมอนั่นต่างหากที่รุกเข้ามาตลอด ฉันเลยแค่ปัดไปปัดมา แค่นั้นเอง จนหมอนั่นเหนื่อยไปเองแล้วค่อยปิดงาน” แซมชี้เข้าหาตัวแล้วทำท่าประกอบอย่างร้อนรนใครมันจะไปกล้ายอมรับล่ะตัวเองทำเป็เล่น ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจสู้ด้วยซ้ำ ทำส่ง ๆไปงั้น แต่ถ้าพี่ชายรู้เข้าถึงจุดนี้ เธอน่าจะโดนบ่นหูชากว่าเดิมแต่เหมือนท่าทางละครลิงที่อุตส่าห์ปั้นหน้าจริงจังจะไม่ตบตาพี่ชายที่เลี้ยงเธอมาด้วยลำแข้งได้
“งั้นหรอ แค่ปัดไปปัดมางั้นหรอนี่แกไม่จริงจังขนาดนั้นเลยหรอ”
ดูเหมือนท่าทีหยอกล้อแรก ๆ จะหายสิ้นไปแล้วจากคนตรงหน้าแซมได้แต่นั่งหูหลูบอย่างเจียมเจี้ยม
“ฉันบอกแกแล้วไง กฎเหล็กของนักดาบ ถ้าติดเล่นกับคู่ต่อสู้ก็เป็ได้แค่นักดาบชั้นเลวเท่านั้นแหละ นักดาบดี ๆ เขาไม่ทำกันหรอก จดและจำไว้ด้วย” ฟินน์บอกด้วยท่าทีจริงจัง เขาและพ่อไม่ได้ฝึกแซมมาเพื่อสู้และหยอกล้อเล่นฝั่งตรงข้ามถ้าทำแบบนั้น คนที่เสียท่าจะเป็ตัวแซมเอง ทั้งช่องโหว่ และเสียการควบคุมได้ง่าย
“เข้าใจแล้วค้าบ”แซมยกมือขึ้นทั้งสองข้างแสดงว่าทีว่าง่าย “จะไม่สนุกจนลืมตัวอีกแล้ว” แซมพยายามส่งยิ้มลูกหมา กะพริบตาปริบ ๆแสดงความจริงใจขั้นสุดเพื่อให้พี่ชายเลิกสั่งสอนเธอเสียที ก็ใช่ว่าเธอจะชอบยื้อเวลาซะที่ไหนดูทรงการทำตัวเป็มวยรองเพื่อความบันเทิงจะไม่ตอบโจทย์ทั้งที่เื่นี้เธอจำมาจากคำพูดของพ่อและพี่ชายด้วยซ้ำไป
ฟินน์ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างอ่อนใจตอนสบตากับน้องสาวดูท่าเขาจะเผลอเข้มงวดกับน้องสาวมากเกินไปรึเปล่านะ ฟินน์ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างอ่อนใจดูท่าเขาจะเผลอเข้มงวดกับน้องสาวมากเกินไปรึเปล่านะ แต่นั่นก็เพื่อตัวเธอเองทั้งนั้นมันราวกับว่าเป็ภาระหน้าที่ที่หนักมากกว่าที่ตัวเขาคิดการที่ต้องดููแลน้องสาวให้พร้อมกับโลกภายนอกแม้ว่าเ้าตัวจะไม่ได้มีท่าทีเดือดร้อนเลย หรือเป็เขาที่คิดมากไปเอง
เอาน่า อย่าคิดมากไปเลย ราวกับอ่านความรู้สึกของพี่ชายออกแซมยื่นมือมาแตะไหล่เขาเบา ๆ พลางส่งยิ้มลูกหมาให้
“เอ่อ ฟินน์ พอพูดถึงดวลดาบแล้ว ฉันมีเื่อยากบอกพี่ด้วยน่ะ” แซมจั่วหัวข้อใหม่มาให้ฟินน์ต้องเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยท่าทีสนใจ “อาจารย์ที่เป็เ้าของชมรมนั่น เขาเห็นหน้าฉัน แล้วพูดอะไรแปลก ๆออกมาด้วยอะ”
น้ำเสียงของแซมดูจริงจังขึ้น ผิดกับท่าทีปรกติเอาเล่นมากกว่าเอาจริงของเธอจนฟินน์ต้องเผลอนั่งตัวตรงขึ้นมา
“อาจารย์แดเนียลน่ะหรอ”
“อืม ตอนเดินเข้าห้อง ฉันเดินผ่านเขา แล้วจู่ๆ เขาก็พูดออกมาน่ะสิ พูดชื่อแม่เรา” น้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดจนจับได้ถึงอารมณ์อ่อนไหวของคนตรงหน้าฟินน์กลืนน้ำลายลงคอก่อนจะพูดออกมาอย่างใจ เย็นพลางเอื้อมมือหนาไปจับมือที่เล็กกว่าของน้องสาว
“เขาอาจจะเคยเรียนรุ่นเดียวกันกับพ่อแม่เราก็ได้อายุก็พอกับพ่อเลย เผลอ ๆ เขาอาจจะเป็เพื่อนของพ่อ แล้วอาจเคยมาเจอแม่เราก็ได้”มือหนาด้านหยาบเพราะจับดาบมาั้แ่เดินเป็ลูบมือเล็กที่ด้านไม่ต่างกันไปมาฟินน์พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว
“พี่พูดคำว่า อาจจะ เยอะชะมัดรู้ตัวมั้ยเนี่ย พี่ไม่สงสัยเขาหรอ คนดี ๆ ที่ไหนจะมาเรียกคนอื่นด้วยชื่อแม่เขาน่ะ” แซมขยับตัวมาข้างหน้าให้ใกล้ขึ้นพอจะจ้องตาพี่ชาย ฟินน์สบตาแซมตรง ๆ ั์สีฟ้าใสส่อแววเข้มแข็งแต่ลึกๆ กลับเจือด้วยความสั่นไหวราวกับว่ายังมีบางอย่างในใจที่ต้องเก็บเอาไว้ให้ลึกที่สุด
“ฉันไว้ใจเขานะและฉันก็หวังให้แกเชื่อใจเขาเหมือนที่ฉันไว้ใจด้วย”
สองพี่น้องประสานสายตาสู้กันไปมา ราวกับว่าคนน้องจะคว้านหาความจริงหรืออะไรบางอย่างที่จะได้จากแววตาที่ซ่อนไว้ของพี่ชายแต่สุดท้ายก็ยอมแพ้และถอยไปในที่สุด
“เอาเถอะ ว่าแต่พวกแกสองคนได้ของที่ต้องซื้อหมดหรือยัง” ฟินน์เปลี่ยนเื่พูดพลางเอากระดาษโน้ตและดินสอที่วางอยู่บนโต๊ะมาเขียนยุกยิกจนแซมต้องชะโงกหน้ามาดูแต่เพราะกลับหัวเลยไม่ได้อะไร
“ก็เหลือทุกอย่างน่ะสิ เมื่อวานกลับมาแล้วก็กินข้าวเข้านอนเลยเดินจนเหนื่อย ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง”
“งั้นเอานี่ไป”ฟินน์ยื่นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เขียนเอาให้แซม กระดาษโน้ตที่มีลายมือหวัด ๆเขียนรายการของที่ต้องซื้อ ชุดนักเรียน หนังสือเรียน และอุปกรณ์ที่จำเป็พร้อมเขียนข้างแต่ละอย่างกำกับดูเหมือนจะเป็ชื่อร้านค้าที่สามารถไปหาของเหล่านี้ได้ “ร้านค้าในเมืองนอร์ติกาที่แกน่าจะพาจีเซลไปหาซื้อได้ถ้าถามพนักงานที่นี่ก็น่าจะบอกได้หมดแล้วล่ะ”
แซมรับมาอย่างว่าง่ายพลางอ่านชื่อร้านค้าถ้าจะให้เธอกับจีเซลไปเดินหาร้านค้าพวกนี้กันเองน่าจะได้ซื้อตอนฟ้ามืดกับพอดี โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับคนที่หลงทางเก่งแม้จะมีแผนที่ในมืออย่างจีเซลไปถามทางกับพนักงานน่าจะง่ายขึ้นเยอะ
“อีกอย่างนะวันปฐมนิเทศ ห้ามนำอาวุธเข้าไปมีการตรวจร่างกายผู้เข้าร่วมด้วย แกยังพกกริชอันนั้นมาด้วยอยู่มั้ย” ฟินน์พูดไปพลางใช้นิ้วลูบไล้ไปตามต่างหูห่วงเงินที่เจาะอยู่บนใบหูแซมได้ยินแล้วจับที่กระเป๋ากางเกงตามความเคยชิน
“ยังอยู่นี่แหละ”
“เก็บไว้ให้ดีล่ะอย่าเผลอเอาเข้าไปด้วยล่ะกัน หรือแกจะเอามาฝากไว้ที่ฉันก็ได้นะ” ฟินน์เผมยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย ชนิดที่น้องสาวอย่างแซมต้องแยกเขี้ยวขู่คืน
“ฝากไว้กับผีน่ะสิ! ให้พี่ไปคงไปแล้วไปลับไม่ได้คืนแน่ล่ะชาตินี้”แซมรู้จักนิสัยชอบสะสมอาวุธของพี่ชายเธอดี กริชนี่ถึงจะเป็ของเก่าถ้ามันต้องตาต้องใจฟินตัน ริคาร์โด้ขึ้นมา หมอนี่ก็ไม่สนหรือว่าที่เธอพกมันติดตัวอาจจะไม่ใช่เพราะป้องกันตัวแต่เป็เพราะเก็บให้พ้นมือพี่ชาย“มีตั้งเป็โหลแล้วจะมาแย่งของน้องทำไม”
“ก็มันช่วยไม่ได้นี่ เอาเถอะนะ ฉันจะไปแล้ว แกก็เตรียมตัวให้ดีแล้วกัน” ฟินน์ลุกขึ้นยืนบิดี้เี ตั้งท่าจะเดินออกไป
“เตรียมตัวไร วันปฐมนิเทศหรอ ชิลมันคงไม่เกินครึ่งวันหรอกมั้ง” แซมยังนั่งอยู่
“ไม่ใช่แค่ปฐมนิเทศหรอกนะที่แกต้องเจอ เตรียมตัวให้ดีตามที่ฉันบอกเถอะ”ฟินน์เดินห่างออกไป ไม่วายทิ้งะเิสงคำถามให้น้องสาว
“เตรียมตัวเพื่ออะไรล่ะ เฮ้เดี๋ยวสิบอกกันก่อนดิ” แซมโวยวายเพราะไม่เข้าใจความหมายที่สื่อออกมาฟินน์ที่ได้ยินแต่ไม่ยักหันกลับมามอง หนำซ้ำยังโบกมือบ๊ายบายออกจากโรงแรมจนลับตาไป
ปกติฟินน์มักจะบอกให้เธอ ระวังตัวตามที่เข้าใจคือระวังตัวกับสิ่งที่เราไม่รู้ อาจเกิดขึ้นได้ ส่วน เตรียมตัวให้ดีที่ฟินน์พูดทิ้งท้ายไว้ เป็เตรียมตัวเจอกับสิ่งที่จะเจอแน่นอนสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว แล้วฉันรู้อะไรล่ะ!!!!
“อะไรวะเนี่ยไอ้พี่เวรนี่”
เช้าวันปฐมนิเทศที่เหล่านักเรียนใหม่ต่างนับวันเวลาที่จะก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนใหม่เฉกเช่นเดียวกับธงสีดำ ขาวขลิบขอบด้วยสีเงินและทองปลิวไสวลู่ลบบนรั้วเหล็กทอแสง ประตูรั้วเหล็กสูงที่เปิดอ้าราวกับรอเวลาที่จะเปิดรับเหล่าเด็กหนุ่มสาวให้ก้าวเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งที่แสนจะสำคัญของนวอร์พิกซิสตลอดแนวยาวของรั้วโรงเรียนเต็มไปด้วยเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่ตั้งแผงหวังว่าเทศกาลเปิดเทอมใหม่นี้จะช่วยสร้างกำไรให้พวกเขายังไม่ต้องผู้ถึงบรรดาผู้คนที่เดินจับจ่ายใช้สอยของต้องตาต้องใจถนนอิฐที่ปูพื้นจากตัวเมืองยาวมาสู่หน้าโรงเรียนอบอวลไปด้วยกลุ่มควันหมอกอันกำเนิดจากม้าเหล็กพลังไอน้ำที่เต็มไปด้วยเหล่าผู้ลากมากดีที่มาร่วมงานปฐมนิเทศเปิดการศึกษาในภาคเรียนใหม่ครั้งนี้ถ้าหากว่าเื้ัมีคนเดินดิน ผู้ดีในรถเหล็กพลังไอน้ำเบื้องบนท้องนภาสีครามสดใสมีเมฆปะปายบ่งบอกว่าการเริ่มต้นดี ๆ เหมาะกับอากาศดี ๆ ทาบทับด้วยยานพาหนะทางอากาศอันถือกำเนิดจากปัญญาอันชานฉลาดที่คิดท้าทายกฎแห่งธรรมชาติอย่างอวดดีของมนุษย์เดินดิน เรือเหาะขนาดใหญ่เคลื่อนที่ลอยลำอย่างเชื่องช้าราวกับ้าโอ้อวดความปราดเปรื่องของเหล่าผู้สร้างตนพาหนะขนาดใหญ่หรูหรา ประดับประดาด้วยทองแดงและไม้ ขับเคลื่อนด้วยบอลลูนแก๊สขนาดมหึมาและใบพัดพลังไอน้ำภาพของสิ่งประดิษฐ์ที่ลอยลำอยู่บนน่านฟ้าชวนให้ผู้คนเบื้องล่างตื่นตาตื่นใจ ถึงแม้ประเทศเอลแกนแห่งนี้จะขึ้นชื่อเื่วิทยาการเครื่องจักรไอน้ำที่ล้ำสมัยของมนุษย์หนำซ้ำเมืองนอร์ติกาอันเป็ที่ตั้งของโรงเรียนนวอร์พิกซิสยังรุ่งเรืองไปด้วยเครื่องจักรกลมากมายก็ยังหาพบเรือเหาะหรูหราขนาดใหญ่แบบนี้บ่อยๆ ไม่ได้ ชวนให้คิดสงสัยว่าใครกันหนอที่ได้โดยสารพาหนะลอยฟ้าลำนี้ไม่กี่อึดใจต่อมาเรือเหาะที่ลอยเด่นได้เคลื่อนตัวช้าและต่ำลงมาเมื่อเข้าสู่อาณาเขตของนวอร์พิกซิส
เรือเหาะลำขาวเทียบจอดลงที่สนามหญ้าใหญ่บนเนิน บันไดที่วางต่อที่ประตูไม้ทางออกเหล่าทหารที่ออกมาตั้งแถวอยู่ในเครื่องแบบสีขาวและเขียวอ่อนปนฟ้าบนไหล่ปักลายขุนเขาที่มีใบไม้หมุนวนเป็เกลียวสายลมซึ่งเป็ตราประจำราชสำนักของประเทศวัลตูนอร์ธ ดินแดนแห่งขุนเขาและสายลม เว้นเสียแต่ชายวัยกลางคนตัวสูงที่เดินออกมาทีหลังเขาไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบของทหารวัลตูนอร์ธ หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกเขาสวมเครื่องแบบของอีกตระกูลเสียมากกว่าเสื้อโค้ตหนังสีดำยาวประดับด้วยปกเสื้อยาวที่ติดเข็มกลัดรูปหมาป่าสีเงินผงาดขึ้นพร้อมกับคาบดาบยาวตราสัญญาลักษณ์ของตระกูลริคาร์โด้ ดาบเงินยาวในฝักถูกเก็บไว้ข้างตัว ชายตัวสูงขยับหมวกทรงกระบอกให้เข้าที่พลางคว้านาฬิกาเงินสีทองจากกระเป๋าที่อกออกมาดูเวลาเขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งออก เขาชำเลืองมองทหารที่ตั้งแถวอยู่ก่อนแล้วยื่นมือของตนเองให้คนด้านในจับประคองออกมา มือขาวเรียวยาวยื่นจับองครักษ์เบื้องหน้าเพื่อพยุงตัวเองให้ก้าวเท้าพ้นธรณีประตู
“ฝ่าาโปรดระวัง” องครักษ์ร้องเตือนนายเหนือหัวที่ออกมาจากเรือเหาะ
“ขอบใจมาก นี่เธอกังวลมากไปหรือเปล่าเจมส์”สุภาพสตรีที่ก้าวเท้าออกมาจากเรือเหาะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าสดใสทอประกายแวววับราวกับอัญมณีก็หาเปรียบได้ ใบหน้าเรียวสวยได้รูปเผยรอยยิ้มสงบออกมาบนริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูม่วงติดไปทางเข้มยิ่งขับให้ใบหน้าที่เปล่งประกายกว่าเดิมเส้นผมสีบลอนด์ทองทอประกายเล่นแสงถูกจัดทรงให้เป็มวยต่ำบนศีรษะ มงกุฎที่ทำขึ้นจากเถาวัลย์สีเงินและดอกไม้ป่าล้อมรอบศีรษะของหญิงสูงศักดิ์จนถึงกลางหน้าผากผมที่ถูกเก็บขึ้นเผยให้เห็นใบหูที่ปลายแหลมยาวแบบเอลฟ์ประดับด้วยต่างหูสีเงินเข้าคู่กับสร้อยเงินบนคอยาวระหงส์ เธอสวมชุดกระโปรงแขนยาวสีเงินที่ปักลวดลายเถาวัลย์และดอกไม้ป่าเฉกเช่นเดียวกับมงกุฎที่สวมใส่ภาพที่ค่อย ๆ ก้าวเท้าลงมาจากยานพาหนะที่ให้บรรยากาศต่างกันนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความงดงามราวกับเทพธิดาของเธอลดลงราชินีลิเลียน องค์ราชินีแห่งประเทศวัลตูนอร์ธ ดินแดนแห่งขุนเขา และสายลม องค์ราชินีที่ไม่ได้มีเพียงหน้าตาสวยจนคนมองต้องมนตร์สะกดแต่ยังเป็เอลฟ์สูงศักดิ์จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในวัลตูนอร์ธอีกด้วย
“ไม่เลย กระหม่อมเห็นว่าเป็สิ่งสมควรที่จะกังวลการที่ระบุมาแบบนั้นในจดหมายถือว่าดูิ่เกียรติของพระองค์เกินไปด้วยซ้ำ” เจมส์ บาตร์ ชายร่างสูงผมสั้นสีทรายผู้รับหน้าที่เป็องค์รักษ์ให้องค์ราชินีถึงแม้เขาไม่ใช่ตระกูลริคาร์โด้โดยสายเื แต่เพราะได้ทำสัตย์สาบานและเข้ารับการดูแลภายใต้ตระกูลแล้วก็ไม่ต่างกับเป็คนของริคาร์โด้
“นั่นแหละที่เราว่าเธอกังวลไปที่นี่โรงเรียนนะ ใครจะบังอาจมาทำอันตรายใดได้ก็ถือว่าประกาศศึกกับสภาฟันเฟืองกลางไปด้วย” องค์ราชินีส่งยิ้มอย่างสบายใจให้แก่องครักษ์หนุ่มที่ปั่นหน้ามุ่ยมาั้แ่ในเรือเหาะเขาไม่พอใจกับจดหมายเชิญของนวอร์พิกซิสที่มีจุดประสงค์ให้ผู้เข้าร่วมนำผู้ติดตามเข้ามาได้เพียงหนี่งคนและยังห้ามพกอาวุธเข้ามาอีกด้วย องค์ราชินีเอลฟ์ได้แต่ส่ายหน้าอย่างไม่ถือสาพลางชวนให้เขาเข้างานอย่างไม่รีรอ“อยากจะเห็นสาวน้อยทั้งสองของเราแล้วล่ะสิ”
“ขอรับกระหม่อม” เจมส์ตอบกลับอย่างว่าง่ายพร้อมเดินตามองค์ราชินีที่จะออกเดินนำ
“เดี๋ยวเราจะเข้างานไปกับเจมส์สองคนตามที่ทางเ้าภาพได้ระบุในจดหมายเชิญพวกคุณอยู่กับตามสบายที่นี่เถิด อย่าได้กังวลกันไปสภาฟันเฟืองกลางคงไม่ยอมให้มีหนูรอดสายตาไปได้แม้แต่ตัวเดียว” องค์ราชินีเอลฟ์หันไปบอกทหารในเครื่องแบบ ทั้งหมดก้มหัวทำความเคารพแล้วยืนอยู่ในท่าเดิม
ห้องโถงจัดงานปฐมนิเทศขนาดใหญ่ที่มองจากภายนอกก็คงนึกสงสัยว่าภายในจะมีพื้นที่โอ้อ่าและใหญ่ได้ขนาดนี้เชียวหรือเพดานสูงจากพื้นประดับด้วยเสาหินซุมประตูโค้งขนาดใหญ่ ประดับตามผนังธงยาวสีดำและขาวลายเข็มทิศตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนนวอร์พิกซิสและโคมไฟสีส้มติดผนังอยู่เรียงราย ลึกสุดของห้องโถงเป็ส่วนที่ยกระดับ 3 ขั้นบันไดพื้นหินอ่อนขึ้นมามีโพเดียมไม้ฉลุลายตั้งตะง่านอยู่บ่งบอกหน้าที่เป็จุดศูนย์กลางรวมสายตาของคนในห้องเื้ัของแท่นโพเดียมคือหน้าต่างกระจกวงกลมขนาดใหญ่ที่เป็รูปร่างของเข็มทิศวงกลมที่ไร้ซึ่งเข็มแต่มีตัวหนังสือ N E S W อยู่ตามทิศตราสัญลักษณ์ของนวอร์พิกซิสนั่นเอง แสงตะวันที่ลอดเข้ามาตามกระจกของหน้าต่างตกสะท้อนกับแผ่นหินอ่อนสีขาวภายในห้องโถงสะท้อนสว่างให้เห็นความเคลื่อนไหวและชีวิตชีวาของผู้คนในห้องโถงอันมีนักเรียนใหม่ที่สวมยูนิฟอร์มโรงเรียน เสื้อสูทด้านนอกสีดำขลิบขอบขาว ปักตราโรงเรียนที่อกซ้ายป้ายชื่อสีเงินที่อกขวา ประดับด้วยกระดุมเงิน เสื้อคอปกด้านในเป็สีขาว นักเรียนชายผูกเนกไทสีดำลายขาวกางเกงขายาวสีดำ นักเรียนหญิงใส่กระโปรงสีดำยาวเกือบถึงเข่าเข้าคู่กับเสื้อด้านในสีขาว ผูกโบสีดำเส้นเล็ก เหล่านักเรียนใหม่ถูกจัดให้นั่งตามรายชื่อเป็แถวด้านหน้าแท่นโพเดียมหลายคนเข้ามาจับจองที่นั่ง หลายคนยังคงหาที่นั่งให้ตรงกับรายชื่อของตนตามที่ระบุไว้ในประกาศหน้าห้องโถงหลายคนยังคงยืนคุยจอแจด้วยความตื่นเต้น ด้านข้างซ้ายเป็พื้นหินอ่อนปูพรมที่ยกสูง 3 ขั้นบันได ถูกตกแต่งให้เป็ที่รองรับสำหรับแขกกิตติมศักดิ์ที่มาร่วมงานในวันนี้ตรงข้างขอบสุดทางด้านขวาเป็พื้นหินอ่อนที่ยกสูง 3ขั้นบันไดเช่นกัน ถูกตระเตรียมเป็ที่นั่งสำหรับอาจารย์ของโรงเรียน ทั้งสองส่วนถูกคั่นกลางไว้ด้วยที่นั่งของนักเรียน
ในเวลาใกล้ถึงตามกำหนดการที่นั่งของอาจารย์ถูกเ้าของจับจองกันหมดรวมถึงที่นั่งของเหล่าแขกกิตติมศักดิ์ที่ตอนนี้ทั้งตัวแทนผู้ปกครองตัวแทนผู้นำประเทศเอลแกน(ประเทศที่โรงเรียนตั้งอยู่) ผู้บัญชาการหน่วยดูแลความปลอดภัยและปราบปรามเหตุร้ายแห่งสภาฟันเฟืองกลางราชินีเอลฟ์แห่งวัลตูนอร์ธ กษัตริย์ประเทศลูมิน และบุคคลสำคัญคนอื่น ๆ นั่งเรียงรายกันเต็มที่นั่งยังเหลือเพียงแต่ส่วนพื้นที่กลางที่จัดเป็ที่นั่งของนักเรียนที่ตอนนี้ถึงแม้ว่าจะทยอยนั่งกันเต็มแล้วแต่เด็กก็ยังคงเป็เด็กเสียงพูดคุยจอแจอย่างออกรสออกชาติยังคงดำเนินต่ออย่างไม่หวั่นเกรงต่อสถานการณ์ตรงหน้าจนกระทั่งการปรากฏตัวของ อากิระ โยชินากะ ผู้เป็อาจารย์ใหญ่ที่พริบตาเดียวร่างของชายสูงวัยในเสื้อโค้ตหนังสีน้ำตาล คอปกตั้ง ห้อยนาฬิกาพกที่กระเป๋าตรงปกพร้อมติดเข็มกลัดที่เป็สัญลักษณ์ของโรงเรียน เสื้อกั้กสีดำที่มีเนกไทสีดำอยู่ด้านในเขาสวมหมวกทรงกระบอกสีน้ำตาลบนศีรษะที่มีเส้นผมสีดอกเลา เช่นเดียวกับสีของหนวดเครามือที่สวมถุงเท้าหนังสีดำกุมไม้คทาอันเป็ไม้เท้าอยู่ข้างหน้า คงจะเป็วิธีที่เขาใช้ปรากฏตัวต่อหมู่คนเวทมนตร์ เขากระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อยเผยให้เห็นรอยเหี่ยวย่นตามอายุรอบ ๆดวงตาสีน้ำตาลที่ฉายแววอ่อนโยนและสนุกชอบใจปน ๆ กันเขามักมีความสุขเมื่อได้สร้างความใตื่นเต้นให้กับคนอื่นเมื่อเขาหายตัวต่อหน้า
“อ้าว เงียบกันทำไมล่ะเด็ก ๆปรบมือต้อนรับตัวเองเข้าสู่วันแรกที่นวอร์พิกซิสสิ!”
ทุกคนปรบมือไม่ว่าจะด้วยความตื่นเต้นจริง ๆ หรือเพราะคำพูดของอากิระก็ไม่ทราบได้เขาไม่เพียงแต่ปรากฏตัวได้ตามที่้าแต่ยังสามารถพูดเสียงดังโดยที่ไม่ต้องตะเบ็งเสียงให้เมื่อยคอด้วยการใช้ไม้คทาของเขาถือไว้ตรงหน้า
“ขอต้อบรับเหล่าเด็ก ๆเข้าสู่รั้วดำขาวของนวอร์พิกซิสอย่างเป็ทางการ ตัวฉันมีนามว่า อากิระ โยชินากะเป็อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนนี่หวังว่าพวกเธอทั้งหลายจะให้ความเคารพฉันไม่มากก็น้อย” อาจารย์ใหญ่พูดติดตลกพร้อมกับหันไปทั่วทั้งห้องโถง“ขอขอบคุณเหล่าแขกกิตติมศักดิ์ที่ให้ความร่วมมือจากเหล่าลูกศิษย์ผู้จัดงานของเราอย่าได้ติเตียนกันเลย หากมันไม่ได้เป็ไปตามที่พวกท่านหวังเอาไว้เราเพียงแต่ทำตามความเหมาะสมเท่านั้น และขอขอบคุณท่านผู้การซัลลิเเวน เดเรคผู้บัญชาการหน่วยความปลอดภัยจากสภาฟันเฟืองกลางที่ให้เรายืมตัวลูกน้องของคุณมาช่วยดูแลั้แ่เริ่มงานเปิดโรงเรียน”อาจารย์ใหญ่อากิระผายมือไปยังชายชุดสีดำที่นั่งอยู่ที่นั่งแขกกิตติมศักดิ์เขาเป็ชายมีอายุ ผมสีเทาซีด ดวงตาข้างหนึ่งสีดำ อีกข้างสีออกเทาอมฟ้าเขาไม่ได้แสดงท่าทีโต้ตอบอะไรมากไปกว่าการพยักหน้าน้อย ๆ
“เพียงเท่านี้ฉันก็หวังว่าจะสามารถรับรองความปลอดภัยให้กับลูกหลานที่พวกท่านส่งเข้ามาร่ำเรียนแล้วแต่ถ้าหากยังเป็กังวล ฉันก็ขอชี้แจงว่าโรงเรียนนวอร์พิกซิสแห่งนี้มียามรักษาการณ์อย่างแ่าคงเป็เื่ยากนักถ้าหากจะมีผู้ปองร้ายจากภายนอกจะเข้ามาในโรงเรียน เว้นเสียแต่นักเรียนคนใดคนหนึ่งของเราจะสนใจเื่อย่างว่าเสียเองแต่ก็หาได้ยากนักในหมู่พวกนี้ ดังนั้นขอให้วางใจเื่ความปลอดภัยเสียเถิด”
“แต่หากสิ่งที่ต้องขอกำชับกับพวกเธอนั้นคือ ไม่ว่าพวกเธอจะเป็ลูกกษัตริย์หลานผู้นำประเทศทายาทพ่อค้าเศรษฐีนักเดินทางหรือใครก็ตามขอให้พวกเธออย่าลืมว่าเมื่อก้าวเท้าเข้ามาเป็นักเรียนที่นี่แล้ว พวกเธอมีค่าเท่ากันทั้งหมดไม่มีใครมีอำนาจเหนือใครทั้งนั้น เข้ามาพร้อมกันพวกเธอคือเพื่อนเข้ามาก่อนเป็รุ่นพี่ เข้ามาทีหลังเป็รุ่นน้อง ขอให้พวกเธอระลึกไว้เสมอด้วย”
“ทั้งฉันและอาจารย์ในโรงเรียน้าให้พวกเธอเรียนด้วยความสามารถและเท่าเทียมกันทุกคนเท่าที่เป็ไปได้เราพร้อมจะช่วยชี้นำพวกเธอให้ไปในทิศทางที่เหมาะสมและคู่ควรกับพวกเธอ ดั่งเข็มทิศที่เป็สัญลักษณ์ของนวอร์พิกซิส”อาจารย์ใหญ่อากิระพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงปลุกใจ พร้อมกับชูไม้คทาขึ้นไปนำสายตาผู้ฟังขึ้นมองสัญลักษณ์เข็มทิศอันเป็ลวดลายบนกระจกหน้าต่างด้านหลัง
เสียงปรบมือกราวรับท่าทางเชิดชูสัญลักษณ์เข็มทิศดังไปทั่วทั้งห้องโถงให้ความรู้สึกเป็น้ำหนึ่งใจอันเดียวกันกับความคิดของอาจารย์ใหญ่ผู้เป็ดั่งหัวเรือใหญ่เื้ัการขับเคลื่อนของนวอร์พิกซิส
“เอาล่ะนอกจากความเท่าเทียมตามที่พวกเธอควรให้ความสำคัญแล้วก็ยังมีพวกกฎกติกายิบย่อยที่สำคัญไม่แพ้กันแต่เอาเป็ว่าฉันขอให้พวกเธอเปิดอ่านคู่มือในหน้า 44 ที่อาจารย์อารีเอตต้าได้เรียบเรียงเอาไว้อย่างดีแล้วกันถ้าฉันเอามาพูดหมดแล้วใครกันจะสนใจอ่านที่คุณอารีเอตต้าอุตส่าห์ทำขึ้น”
อากิระพูดกลั้วหัวเราะเหลียวมองไปทางคณะอาจารย์ที่มีอาจารย์อารีเอตต้านั่งอยู่เธอสวมหมวกปลายแหลมชวนแปลกตาแตกต่างจากคนอื่น และสวมเสื้อโค้ตหนังเข้ารูปสีน้ำเงินเธอหัวเราะชอบใจเมื่อถูกอาจารย์ใหญ่กล่าวถึง
“ล้อเล่นไปเท่านั้น แท้จริงแล้วตัวฉันก็ยังจดจำกฎระเบียบโรงเรียนได้ไม่ครบทุกข้อจึงขอแนะนำให้พวกเธอไปอ่านเอาเองจะดีกว่านะ อย่าลืมเชียวนะหน้า 44 ไม่อย่างนั้นพวกเธออาจจะพบว่าการกระทำเล็กน้อยทำให้พวกเธอต้องตื่นมาอยู่ที่เรือนกระจกหลังโรงเรียนกับเหล่าโนมดูแลต้นไม้ก็เป็ได้”
สิ้นเสียงของอาจารย์อากิระตามมาด้วยเสียงกระดาษเปิดไปมาของนักเรียนที่สนใจจะอ่านกฎของโรงเรียน
“เอาล่ะ ต่อไปคงเป็ส่วนสำคัญของที่ใครหลายคนกำลังตั้งตารอ…”อากิระเว้น่หายใจพร้อมกับชูไม้คทาวิเศษในมือขึ้น ทุกคนเงยหน้ามองตามเพดาน้าเผยให้เห็นธงยาวสีดำขอบทองที่ทิ้งตัวลงมาทั้ง4 ผืนเรียงด้านหน้า แต่ละผืนค่อย ๆ ปรากฏสัญลักษณ์รูปเข็มทิศตราโรงเรียนขึ้นเพียงแต่ว่ามีสิ่งที่แตกต่างไปจากตราเข็มทิศที่เห็นจนชินตา แต่ละธงเป็รูปเข็มทิศที่ไร้ซึ่งเข็มมีเพียงกรอบวงกลมและลวดลาย ตรงกลางแทนที่จะเป็เข็มกลับแสดงอักษรแสดงทิศเรียงไปทั้ง4 ทิศ ผืนแรกคืออักษร N แทนทิศเหนือผืนที่สอง อักษร E แทนทิศตะวันออก ผืนที่สาม อักษร S แทนทิศใต้ และผืนที่สี่สุดท้าย ตัวอักษร W แทนทิศตะวันตก
เสียงฮือฮาแสดงความรู้สึกหลากหลายออกมาจากนักเรียนเบื้องล่าง่เวลาที่นักเรียนต่างเฝ้าคอย การแบ่งสรรห้องเรียนและหอพักที่เป็ที่ร่ำลือว่าในแต่ละปีอาจารย์ใหญ่จะรับหน้าที่เป็ผู้คิดวิธีคัดสรรนักเรียนแต่ละคนด้วยตัวของเขาเองมักจะเป็วิธีที่แปลกใหม่และคาดไม่ถึง
“เมื่อพวกเธอเข้าเรียนที่นวอร์พิกซิสจะต้องได้รับการคัดสรรห้องเรียนและหอพักหอพักจะเปรียบเสมือนบ้านของพวกเธอตราบใดที่พวกเธอยังเรียนอยู่ที่นี่โดยที่ไม่โดนไล่ออกก่อนนะเพื่อนพี่น้องในหอพักจะดูแลปฏิบัติกับพวกเธอราวกับเป็ครอบครัวเดียวกัน ดังนั้นการคัดสรรนี้จึงสำคัญมากเมื่อถูกคัดแล้วพวกเธอจะไม่สามารถขอเปลี่ยนหรือสลับห้องเป็อันเด็ดขาดหรืออย่างน้อยก็ไม่เคยมีคนทำมาก่อนล่ะนะ”
“แต่ฉันคงต้องขอจบการปฐมนิเทศใน่เช้าไปเพียงเท่านี้ก่อน”คำกล่าวตัดบทของอาจารย์เรียกเสียงจากเหล่านักเรียนอีกครั้งแต่ไม่ใช่เสียงตื่นเต้นอย่างที่เคยกลับเป็เสียงไม่พอใจ จนอาจารย์ใหญ่ต้องเอาไม้คทาวิเศษขึ้นตรงหน้าใกล้ปากและกระแอมเสียงดังออกมาเพื่อให้นักเรียนอยู่ในความสงบ
“ความสงบ!!ทุกคนอยู่ในความสงบ!! นี่พวกเธอไม่เข้าใจคำว่า่เช้ากันหรืออย่างไร”
มาจะกล่าวบทไป บรรดาแขกและผู้คนในห้องโถงลุกขึ้นหมายจะออกไปเดินยืดเส้นยืดสายหลังจากปฐมนิเทศ่เช้าได้จบลงไปหลายคนเลือกมุ่งหน้าออกไปรับอากาศเย็นสบายจากนอกปราสาท หลายคนออกไปทำธุระส่วนตัวหลายคนโดยเฉพาะบุคคลที่แต่งตัวราวกับชนชั้นสูงผู้มีเกียรติเลือกจะไปเกาะกลุ่มยืนคุยผูกมิตรฉันไมตรีเพราะไม่ใช่โอกาสการพบเจอคนมากมายจากหลายประเทศจะมารวมกันในสถานที่ที่ดูเข้าถึงได้ง่ายแบบนี้
จีเซลได้ชวนให้แซมลุกออกมาจากที่นั่งใน่เวลาพักแล้วมุ่งหน้าไปยังพื้นที่รับรองแขกด้านหน้าท่ามกลางแขกกิตติมศักดิ์ท่านอื่นที่แต่งตัวด้วยโค้ตหนังหางยาว สุภาพบุรุษสวมหมวกทรงสูงสุภาพสตรีสวมชุดกระโปรงระบายยาวลายลูกไม้สีขาว ยังมีแขกกิตติมศักดิ์ท่านหนึ่งที่โดดเด่นเป็เทพธิดาเอลฟ์ท่ามกลางมนุษย์องค์ราชินีลิเลียนเป็เป้าหมายที่พวกเธอจะเข้าไปหา
“ท่านแม่คะ ลูกขอเข้าเฝ้า”
จีเซลตรงเข้าไปใกล้มารดาของตัวเองด้วยท่าทียิ้มแก้มปริอย่างปิดไม่มิด
“หม่อมฉันด้วยเพคะองค์ราชินี สวัสดีค่ะคุณเจมส์”
แซมที่ตามมาติด ๆ ก็โค้งถอนสายบัวตามจีเซลแล้วหันไปทักทายองครักษ์ข้างตัวองค์ราชินี
“อย่าได้มีพิธีรีตองเลยนะ ที่นี่นวอร์พิกซิสครูใหญ่ของพวกลูกทั้งสองคงไม่พอใจแน่ถ้าเห็นแซมมาถอนสายบัวให้ฉันน่ะ” องค์ราชินียิ้มและหัวเราะเบา ๆ ให้กับสาวน้อยทั้งสองอย่างไม่ถือตัว
“งั้นกระหม่อม เอ่อหนูก็ไม่ขออภัยแล้วกันนะคะ” แซมเอ่ยอปากพูดตรงไปตรงมาเดิมทีแล้วเธอก็ไม่ใช่คนที่ชอบพูดจาด้วยคำาาศัพท์อยู่แล้ว
“ฮ่า ๆ ยังร่าเริงสมเป็แซม ฉันเห็นฟินน์ด้วยไม่เจอกันไม่นานโตเป็หนุ่มแล้ว ส่วนสองสาวน่ารักน่าชังจริง ๆ ยิ่งใส่ชุดนี้แล้วเหมาะกว่าชุดตอนเรียนที่วัลตูนอร์ธอีกนะ” มือเรียวยาวของราชินีลิเลียนลูบศีรษะลูกสาวด้วยความรักใคร่พลางมองแซมด้วยสายตาเอ็นดู
“เห็นมั้ยละฉันบอกแล้ว” แซมก้มหน้าลงบอกจีเซลราวกับว่าความคิดของตนชนะไปหนึ่งแต้ม จีเซลได้แต่หันมาแล้วทำปากว่าเอาไว้ก่อนเถอะ
“แม่หวังว่าจิลเลียนและแซมจะชอบที่นี่เหมือนที่แม่และฟีโอน่าชอบนะตอนนั้นเราสองพี่น้องตื่นเต้นกันมากเลยล่ะ” ราชินีลิเลียนหันไปกล่าวกับทั้งสองสาวพลางเอื้อมมือมาลูบศีรษะของแซมอย่างเบามือ เมื่อเธอพูดถึง ฟีโอน่า แม่ของแซมแซมหลุบตาต่ำไม่สบตาเพียงส่งยิ้มบางกลับคืนมาอย่างรักษามารยาท
องค์ราชินีลิเลียน และ ฟีโอน่า หรือ ท่านหญิงฟีโอน่าทั้งสองเป็พี่น้องกัน ฟีโอน่าเป็เอลฟ์สาวที่เป็แม่ของฟินน์และแซม ส่วนลิเลียนหรือปัจจุบันดำรงตำแหน่งราชินีแห่งวัลตูนอร์ธ ซึ่งเป็แม่ของจีเซล ทำให้ลำดับศักดิ์ทางเครือญาติแล้วฟินน์และแซมมีน้าเป็ราชินีและมีจีเซลที่เป็เ้าหญิงเป็ลูกพี่ลูกน้องนั่นเอง
“หนูก็หวังว่าหนูจะชอบที่นี่ไม่แพ้กับที่โรงเรียนเดิมนะคะท่านแม่เดินทางมาเป็ยังไงบ้างคะ”
จีเซลที่ชำเลืองมองเห็นแซมจึงหันมาดึงความสนใจขององค์ราชินีให้คุยเป็การส่วนตัวแซมที่เห็นแบบนั้นก็ใจชื่นขึ้นมาบ้าง แซมกวาดสายตาไปมาระหว่างรอจีเซลพูดคุยกับแม่หวังว่าเธอจะหาใครสักคนที่อยากเจอพบ สายตาก็ไปสบกับชายร่างสูงคนคุ้นเคยพอดี
“ไงคะคุณเจมส์ นั่งเรือเหาะกันมามันเป็ยังไงหรอ”
“ก็แปลกใหม่ดีนะครับ แซมอยากลองบ้างมั้ยละ”
“ขอผ่าน!ไม่สันทัดเื่ความสูงเท่าไหร่ แล้วนี่คุณเจมส์มาคนเดียวหรอ”
แซมขนหัวลุกซู่เมื่อนึกถึงภาพเรือเหาะลำั์ลอยอยู่บนน่านฟ้าเหนือจากพื้นดินเป็หลายร้อยเมตร
“ก็มีทหารคนอื่นด้วยแต่องค์ราชินีรับสั่งไม่ให้เข้ามาน่ะครับ”
“ไม่ หนูหมายถึง เอ่อ ช่างมันเถอะ” แซมเกาหูพลางถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์นี่ตัวเธอกำลังคาดหวังมองหาใครอยู่กันนะ ถ้าคนที่นึกถึงมาด้วย ก็คงเห็นไปแล้วสิ
“คุณแซมหมายถึง คุณซามูเอลหรอครับ” เจมส์เผยยิ้มออกมาเมื่อคำพูดของเขาเรียกความสนใจจากสาวน้อยตาใสได้ “อาจารย์ไม่ได้หรอกครับ เห็นว่ากำลังปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองกับองค์าาอยู่”
“ก็มาปฏิบัติหน้าที่ที่นี่สลับกับคุณเจมส์ก็ได้นี่มันจะเป็ไรไป” แซมอดบ่นไม่ได้ทำปากขมุบขมิบอย่างเด็กน้อยไม่พอใจที่โดนแย่งของเล่น
“ทางนั้นเป็ถึงองค์าาเชียวนะครับคุณแซม” เจมส์พูดอย่างอ่อนใจกับสาวน้อยตรงหน้า
“หรือว่าจริง ๆแล้วจำวันที่วันปฐมนิเทศไม่ได้ด้วยซ้ำ คุณเจมส์ไม่ต้องแก้ตัวแทนตาแก่นั่นก็ได้นะ”
“อย่าตัดพ้อแบบนั้นสิครับ แต่อาจารย์ก็ฝากข้อความมาบอกด้วยนะครับ”เขารู้จักเธอมาั้แ่สาวน้อยยังเด็กถึงได้รู้สึกเอ็นดูลูกสาวคนเล็กของอาจารย์ตนเองมาก
“หืม พ่อเนี่ยนะ”
“อาจารย์ฝากมาบอกว่า…” เจมส์กระแอมเล็กน้อยพร้อมทำท่าทางเลียนแบบซามูเอลผู้เป็พ่อของแซมเขายักไหล่อย่างไม่จริงจังพร้อมลูบหัวของสาวน้อย “ถ้าหากว่ามีอะไรที่ขัดข้องหรือใครที่มาขวางหูขวางตาล่ะก็ให้ใช้ความสามารถตัวเองจัดการแก้ปัญหาเอาเองเลยนะ”เจมส์พูดพร้อมทำท่ากำหมัดชกใส่อากาศตรงหน้า
“ก็เป็ซะแบบนี้ พ่อที่ไหนเขาทำกัน” ถึงแม้จะพูดแบบนั้นแต่แซมก็ยิ้มออกมาด้วยสีหน้าพึงพอใจ
แซมและจีเซลเดินกลับมาที่นั่งเดิมของตัวเองหลังจากที่สังเกตเห็นพวกอาจารย์ทยอยกลับมานั่งผิดกับที่นั่งฝั่งตรงข้ามของแขกกิตติมศักดิ์ที่ตอนนี้ได้เริ่มกลับไปกันแล้ว ลำดับต่อไปเป็การคัดสรรนักเรียนให้ประจำในหอทิศทั้งสี่เป็่ที่ยาวนาน รวมถึงกิจกรรมสำหรับเหล่าแขกและผู้ปกครองได้จบลงไปแล้วดังนั้นในห้องโถงงานปฐมนิเทศตอนนี้จึงเหลือเพียงเหล่านักเรียนและคณะอาจารย์
แซมพึ่งสังเกตเห็นราฟาเอลว่าเขานั่งถัดจากเธอและจีเซลไปไม่มากราฟาเอลกำลังเดินเข้ามานั่งที่ ทั้งสองชำเลืองมองกันเล็กน้อยแซมชั่งใจอยู่นิดหน่อยว่าควรจะทักทายดีมั้ย แต่ก็ต้องพับความตั้งใจไปเพราะอีกฝ่ายชิงนั่งไปก่อนที่เธอจะได้เอ่ยพูดผิดกับคนนั่งแถวหน้าของเธอที่ั้แ่แซมมานั่งทางนั้นยังไม่หยุดพูด ก็เข้าใจอยู่แล้วว่าการเริ่มต้นใหม่บทบาทนักเรียนทำให้ตื่นเต้นแต่ที่เขาพูดไม่หยุดมันไม่มากไปหน่อยหรือไง
“นี่ ๆ ที่ฉันรู้มาเราจะได้เข้าร่วมแข่งแกรนด์แบทเทิลด้วยล่ะฉันเคยมาดูของปีก่อนด้วยละเด็กปีหนึ่งอย่างเราจะได้โชว์ของให้ไอ้พวกรุ่นพี่มันอ้าปากค้างกันหน่อย”
แซมที่นั่งฟังเขาคนนั้นพูดเสียงดังเจื้อยแจ้วอย่างตื่นเต้น เด็กหนุ่มคนนั้นมีผมสีทรายปรกหน้าเล็กน้อยแต่ก็ยังสามารถเห็นกระสีน้ำตาลที่มีประปรายบนใบหน้าสั้นได้แซมฟังหนุ่มหน้าตกกระโม้อวดโอ้ภูมิด้วยความคิดที่ว่า ไอ้หมอนี่น่ารำคาญชะมัดพูดมากอยู่ได้ ขอทีล่ะอย่าได้อยู่ห้องเดียวกันเลย พลางทำหน้ายู่แล้วบ่นพึมพำ
“จะได้เข้าร่วมแกรนด์แบทเทิลคิดว่ามันง่ายขนาดนั้นรึไงนะ” คนปากเบาที่บ่นไปทั่วอย่างคนไม่ระวังปากว่าจะมีคนได้ยิน
“หา นี่เธอน่ะดูท่าแล้วรู้ดีจังเลยนะ”หนุ่มหน้ากระหันหลังมาเมื่อได้ยิน
“โห นี่ได้ยินด้วยหรอ”
“ก็ฉันน่ะหูดีนะ” เด็กหนุ่มยิ้มกว้างพลางดึงหูซ้ายของตัวเอง
“งั้นหรอ เห็นพูดน้ำไหลไฟดับไม่คิดว่าจะฟังคนอื่นด้วยนะเนี่ย”
คนฟังถึงกับเงียบไปจนจีเซลต้องหันไปส่งสายตากังวลกับแซม แต่แล้วเสียงหัวเราะชอบใจจากหนุ่มหน้ากระก็ดังขึ้น
“โห เธอนี่พูดตรงดีจังนะทำเอาฉันค้างไปเลยนะเนี่ย นี่ ๆ เรามาเป็เพื่อนกันเถอะ” ท่าทางสนุกชอบใจของฝ่ายนั้นทำเอาแซมตั้งตัวไม่ถูกปรกติเธอต้องโดนสวนคืนด้วยคำพูดจิกกัดมากกว่าท่าทางชอบใจ แล้วนี่มาเป็ผูกมิตรมันยิ่งแล้วใหญ่ไปอีก
“ไม่เอาอะ นายพูดเสียงดัง ไม่เล่นด้วยหรอก”
“เธอก็พูดเสียงเบาซะที่ไหนล่ะมาสนิทกันไว้เถอะนะ เผื่อเราได้อยู่หอเดียวกันมีเพื่อนเยอะดีกว่าหัวเดียวกระเทียมลีบเห็น ๆ ”
“ใครว่าฉันเป็หัวเดียวกระเทียมลีบกันยะเพื่อนฉันน่ะมีแล้ว ไม่ขอเพิ่มเป็นายดีกว่า”
แซมดึงแขนจีเซลเข้ามากอด หวังให้เพื่อนสาวคนสวยช่วยพูดดันเอาแต่ยิ้มหวานอย่างเดียวแต่หนุ่มหน้ากระก็ไม่ยอมละความพยายามคุยกับเพื่อนใหม่
“ไว้ค่อยคุยกันดีมั้ย อีกเดี๋ยวการคัดเลือกก็คงเริ่มขึ้นล่ะมั้ง”
จีเซลพูดขึ้นหลังจากที่เห็นท่าไม่ดีหรือเริ่มรำคาญไปอีกคนก็ไม่ทราบได้
“นั่นสิ ๆ พวกเธอคิดว่าการคัดเลือกห้องปีนี้อาจารย์ใหญ่จะให้ทำอะไรกันนะเห็นปีก่อนเป็การสัมภาษณ์รายคน ปีก่อน ๆ ก็เป็ให้แสดงเวทกับความสามารถปีนั้นก็ทำข้อสอบ” ปรากฏว่าการไล่จะกลายเป็เปิดหัวข้อใหม่ขึ้นพูดเสียมากกว่าแซมถอนหายใจออกมาอย่างท้อใจตอนมองหน้ากระของเขา
“ฟังดูยุ่งยากวุ่นวายชะมัดแค่จับฉลากเลยไม่ได้รึไง” แซมโน้มตัวเท้าคางกับหัวเข่าที่ขึ้นไขว่ห้างด้วยท่าทีหงุดหงิดเต็มทน“น่ารำคาญชะมัด” คำพูดที่อยู่ในบทสนทนาเกี่ยวกับการคัดเลือกแต่ทว่าใจความของเธอกลับหมายถึงว่ารำคาญหนุ่มหน้ากระ
เสียงเคาะไม้คทาดังก้องกังวานจากหน้าห้องไปทั่วถึงท้ายห้องโถงเรียกความสนใจของเหล่าผู้อ่อนวัยให้หันกลับมารวมสายตาที่เดียวอาจารย์ใหญ่อากิระที่ปรากฏกายขึ้นมาอย่างไม่ทราบวิธี(อีกแล้ว)หยุดเคาะไม้คทาแล้วส่งยิ้มเ้าเล่ห์แล้วชูไม้ในมือขึ้น ทันใดนั้นกล่องสีทองขนาดพอดีคนถือก็ปรากฏขึ้นลอยอยู่กลางอากาศท่ามกลางความตื่นเต้นของผู้เฝ้ามองว่าอะไรกันที่อยู่ในนั้น
“เอาล่ะเด็ก ๆ สงสัยกันล่ะสิว่าอะไรอยู่ในนี้ไหนลองเดากันดู”
เสียงพูดคุยเดาใจอาจารย์มาจากนักเรียนที่นั่งอยู่ด้านใน อาจารย์ใหญ่อากิระดูชอบพอใจกับอาการตื่นเต้นอยากมีส่วนร่วมของผู้ฟังเขาหัวเราะออกมาเสียงดัง
“อะไรเอ่ยที่อยู่ในนี้กันนะ กระต่าย หรือนกพิราบ…เฉลยเลยล่ะกันฉลากแบ่งห้องอย่างไรกันล่ะ!! ฉันจะให้ทุกคนจับฉลาก”
ฉลากแบ่งห้อง!?
ไม่ใช่เพียงแค่นักเรียนจะฉงนใจคณาจารย์ที่ฟังอยู่ก็มีอาการสงสัยไม่ต่างกัน ส่วนคนที่พูดเล่นว่าให้จับฉลากง่าย ๆก็ไปไม่เป็เหมือนกันเพราะเ้าตัวก็ไม่ได้คิดว่าชะตาชีวิตต่อจากนี้อีกสี่ปีที่รั้วโรงเรียนใหม่จะต้องขึ้นอยู่กับฉลากที่จับได้ใบเดียวในวันนี้
“อย่าพึ่งไม่พอใจกันออกนอกหน้านักนะเด็กน้อยทั้งหลายฉันเป็อาจารย์ใหญ่ของที่นี่ ฉันมีความเชื่อเื่แรงดึงดูดนะคนประเภทเดียวกันมักจะถูกดึงดูดไปอยู่รวมกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งดังนั้นลองให้ดวงวันนี้นำทางตัวพวกเธอดูก็แล้วกันนะ”
เหตุผลชี้แจงที่ดูจะเอาแต่ใจตัวเองเป็ที่สุด มิน่าล่ะการคัดเลือกแบ่งห้องถึงต้องมีแต่เหล่าคนในโรงเรียนอยู่รับฟังถ้าหากพวกผู้ปกครองอยู่ฟังรับรู้ขึ้นมาคงจะไม่จบเื่นี้ง่าย ๆ เป็แน่
“เอาล่ะ ๆ พวกเธอคงตื่นเต้นที่จะจับฉลากเลือกห้องกันแล้วสินะฉันรู้ ฉันเข้าใจ แต่คงต้องขอพูดอีกก่อน เพราะถ้าพูดทีหลัง เดี๋ยวจะลืมเอาได้ฉันแก่แล้วเสียด้วย…ห้องเรียนหรือหอพักทั้งสี่นั้น ถูกขนานเอกลักษณ์เอาไว้แบบนี้ล่ะ ห้องหนึ่งทิศเหนือเป็พวกบ้าดีเดือด ห้องสองทิศตะวันออกเป็พวกไม่เหมือนใครอย่างสร้างสรรค์ห้องสามทิศใต้เป็พวกน้ำนิ่งไหลลึก เชี่ยวกราดน่าดู และห้องสี่สุดท้ายทิศตะวันตกเป็พวกเล่ห์เหลี่ยมและเฉียบคม”
“มันก็แค่สโลแกนที่คงมาจากพวกรุ่นเก่า ๆพูดต่อกันมาล่ะนะ ไม่ว่าแต่ห้องหอทิศไหนจะเป็อะไรที่น่าสนใจแบบไหนก็มีแต่พวกเธอเท่านั้นที่จะััเองได้ เชิญเถิดเหล่าเด็กน้อยสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น!”
หลังจากนั้นอาจารย์ใหญ่ได้ชี้แจงเล็กน้อยเกี่ยวกับการจับฉลากจะเริ่มจากแถวแรกที่นั่งหน้าสุดตามรายชื่อที่ขานเรียกแต่ละคนจะจับได้ใบเดียวเท่านั้นเมื่อจับมาแล้วให้กำไว้ในมือก่อนเมื่อถึงที่นั่งแล้วค่อยเปิดดูตัวเลขในกระดาษที่ได้รับจากนั้นจะมีอาจารย์และรุ่นพี่ไปจดรายชื่อพร้อมเลขห้องที่ได้
เสียงขานชื่อของอาจารย์อารีเอตต้าที่สวมหมวกปลายแหลมดังขึ้นนักเรียนคนแล้วคนเล่าเดินออกไปจับฉลากในกล่องสีทองที่ลอยอยู่ด้านหน้าอาจารย์อากิระลูบหนวเคราสีเทาของตนเองด้วยความพอใจ ท่ามกลางความอกสั่นขวัญเสียตื่นเต้นเกินเหตุของนักเรียนในห้องหลายคนแล้วที่กลับมานั่งที่นั่งแล้วเปิดดูกระดาษที่ได้รับมาบ้างมีสีหน้าฉงนขึ้นมาบ้างมีสีหน้าพอใจ บ้างออกอาการดีใจจนต้องร้องออกมาบ้างก็มีสีหน้าผิดหวังไม่ได้ดั่งใจ พอจะฉีกกระดาษทิ้งมันก็ลอยกลับขึ้นมาประสานกันราวกับว่าความจริงข้อนี้ไม่สามารถลบล้างได้
“จิลเลียน เซราฟีน เซเฟอริโน่”
เสียงขานนามเต็มโดยไร้ซึ่งยศเ้าหญิงสูงศักดิ์ของจีเซล เธอลุกขึ้นยืนตรงและเดินออกไปอย่างสง่างามแม้ว่าจะอยู่ในชุดนักเรียนเหมือนคนอื่นแต่กลับฉายออร่าเสน่ห์ชวนมองแก่คนที่แลเห็น จีเซลล้วงมือเข้าไปในกล่องอย่างไม่ลังเลนาทีต่อมาก็ยกมือขึ้นแล้วเดินกำมือลงบันได ผลลัพธ์นั่นอยู่ในมือเธอ
“ซาแมนธา ฟีโอน่า ริคาร์โด้”
แซมลุกขึ้นเดินตรงไปในใจยังนึกหวัน ๆ จีเซลพึ่งจะกลับมานั่งตอนที่เธอสวนออกมาทุกก้าวเท้าหนักอึ้งขึ้นมาเหมือนดั่งในใจที่สั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น จีเซลจะได้อยู่ไหนแล้วเธอล่ะ จะได้อยู่ห้องเดียวกันไหมใครกันที่จะเป็คนกำหนดผลลัพธ์ชีวิตสี่ปีของเธอหลังจากนี้มือขวาของเธอเองน่ะหรือจะแบกรับหน้าที่นั่น
แซมมองมือขวาของตนที่ยกอยู่เหนือกล่องสีทองอย่างหวาดหวั่นก่อนจะจำใจล้วงลงไปในกล่องที่มีกระดาษอยู่เต็มเธอควานวนไปทั้งกล่องแล้วตัดสินใจหยิบมาหนึ่งใบที่ติดของที่ง่ามระหว่างนิ้วชี้นิ้วกลางแซมกำกระดาษแผ่นเล็กออกมาแล้วเดินกลับไป สายตามองตรงไปหูไม่ได้ยินเสียงขานชื่อของคนถัดไปมือที่กำกระดาษแผ่นเล็กแต่กลับรู้สึกหนักกว่าดาบที่เธอเคยถือ ลมหายใจเข้าออกเลี้ยงสมองให้พยายามปลอบให้จิตใจช่วยสงบลงเสียทีเพราะมันเต้นแรงเสียจนเธอจะควบคุมไม่อยู่แล้ว
ทำไมกัน แค่การจับฉลากเลือกหอพักมันถึงจะได้ส่งผลถึงเพียงนี้
แซมนั่งลงที่นั่ง จีเซลมองดูด้วยความเป็ห่วงแต่ก็ไม่เอ่ยปากพูดอะไรเพียงแต่เอื้อมมือมาจับมือที่สั่นเทาของแซมเอาไว้ แซมหันไปมองใบหน้าส่งยิ้มอ่อนโยนของจีเซลแล้วพยักหน้าเป็เชิงรู้กัน
มือขวาที่กำกระดาษจนเหงื่อชุ่มค่อย ๆคลี่นิ้วออกมาเผยให้เห็นกระดาษและตัวเลขในนั้น
1
“ได้เลขสวยเลยล่ะ” หอพักประจำทิศเหนือพวกเืเดือดบ้าพลังเลยแหละ
เสียงเคาะประตูไม้โรงแรมดังขึ้นเป็จังหวะสามครั้งไม่กี่วินาทีต่อมาบุคคลผู้มาเยือนก็สังเกตเห็นเงาดำที่เรือนรางออกมาที่ช่องใต้ประตูคนในห้องคงจะกำลังส่องตาแมวประตูมองดูผู้มาเยือนอยู่อีกฝั่งของประตู ผู้มาเยือนกระแอมไปหนึ่งทีผู้มาเยือนกระแอมไปหนึ่งทีแล้วเอนตัวเอาหน้าผากพิงตรงตำแหน่งเหนือตาแมวประตูเล็กน้อย
“ไง เห็นชัดรึยัง”
ไม่มีเสียงตอบมาจากคนหลังประตูจนเขาเริ่มรู้สึกมีน้ำโห กว่าจะหนีไอ้พวกนั้นแล้วออกจากโรงเรียนมาได้แล้วยังต้องมาเสียเวลากับเด็กหลังประตูนี่อีก ฟินน์เคาะห้องอีกรอบครั้งนี้เขาออกแรงเคาะเสียงดังกว่าเดิม เผื่อว่ามันจะสื่อความหมายว่าออกมาเดี๋ยวนี้ ให้คนหลังประตูเข้าใจได้
ได้ผลทันตาสาวน้อยผมดำตาสีฟ้าดุเปิดประตูออกเผยให้เห็นเด็กสาวผมทองอีกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ แซมพยักพเยิดหน้าเป็เชิงบอกให้ฟินน์เข้ามาข้างในแต่ฟินน์กลับไม่ไหวติง
“ออกมาคุยกันข้างนอกดีกว่า”
“หา??”
“ไม่ต้องมา หา เลย นี่จีเซลขอยืมตัวแซมเดี๋ยวเดียวนะ”
จีเซลเงยหน้าขึ้นจากตัวหนังสือแล้วพยักหน้าให้ฟินน์อย่างว่าง่ายแล้วกลับไปสนใจตัวหนังสือในหน้ากระดาษต่อแซมยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ ราวกับว่าเป็เื่ที่ตัวเธอเองก็อยากจะทำอยู่แล้ว
สองพี่น้องเดินทอดน่องลงบันไดโรงแรมอย่างไม่มีท่ารีบร้อนผิดกับก่อนหน้านี้ที่ฟินน์เร่งให้เธอออกมาแท้ ๆ
“พี่มีอะไรหรอถึงต้องให้ออกมาคุยข้างนอก”แซมเอ่ยถามอย่างสงสัยพลางรูดมือไปตามราวบันไดอย่างใจลอย
“ก็แค่รู้สึกว่าบางเื่รู้กันแค่สองคนจะดีกว่า”ฟินน์พูดตอบอย่างใจเย็นผิดกับคำตอบที่ดูมีอะไรเป็เบื้องลึกเื้ั
“เื่ที่รู็กันแค่สองคนจะดีกว่า หมายถึงเื่อะไร”แซมเริ่มรู้สึกว่าหัวข้อบทสนทนาน่าสนใจมากกว่าราวบันไดไม้ของโรงแรม
สองพี่น้องเดินลงมาถึงล็อบบี้รับรองด้านหน้าของโรงแรมฟินน์เลือกนั่งที่โซฟาฟินน์เลือกนั่งที่โซฟาหันมองออกไปประตูใหญ่ทางเข้าส่วนแซมเลือกนั่งฝั่งตรงข้ามที่หันหน้ามองไปที่โต๊ะพนักงานเซอร์วิสที่ตอนนี้มีแขกกำลังยืนรอกุญแจอยู่สองสามคนทั้งสองเลือกนั่งในตำแหน่งที่สามารถสังเกตผู้คนไปพร้อม ๆ กันการพูดคุยได้ คงเป็สัญชาตญาณที่รู้สึกว่าไม่ว่าสถานการณ์จะปกติเรียบร้อยดีแค่ไหนก็ยังต้องทำตัวให้พร้อมรับอยู่เสมอ
“เมื่อวานเป็ไงบ้าง ทริปสำรวจโรงเรียน”
แซมตีคิ้วขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นี่น่ะหรอเื่งี่เง่าที่ว่าคุยกันสองคนดีกว่า แต่ก็คิดว่าไม่พูดออกไปดีกว่า เดี๋ยววันดีๆ แบบนี้จะจบลงทีการเถียงกับพี่ชายแต่เปลี่ยนสถานที่จากบ้านเป็โรงแรมต่างประเทศ
“ก็งั้น ๆ นะ ดีอยู่ ได้รู้อะไรเยอะแยะ”
“ดีอยู่ นี่มันดีหรือไม่ดีนะฉันเริ่มไม่เข้าใจแล้วว่าแกพูดภาษาคนรู้เื่มั้ย”
“มันแปลว่า ดี พี่ที่พาชมโรงเรียนก็คุยง่ายดีแนะนำนั่นนี่ อาคาร วิชา แล้วก็ เอิ่ม มีส่วนที่ฉันไม่ประทับใจสักหน่อยเลยต้องหักคะแนนอะนะ” แซมพูดพลางนึกย้อนเื่เมื่อวานจากที่มองตาฟินน์แต่อยู่ ๆ ก็หลบสายตาใน่สุดท้ายของประโยคคำตอบซะงั้นฟินน์ที่จับจ้องราวกับจับผิดกิริยาของน้องสาวก็ยกยิ้มมุมปากขึ้นอย่างกับรอจังหวะนี้มาอยู่แล้ว
“ส่วนที่ไม่ประทับใจงั้นหรอ” ฟินน์ยกนิ้วขึ้นลูบคางอย่างนึกสนุก เล่นเอาคนเป็น้องสาวรู้สึกได้เลยว่าไอ้พี่เวรนี่คงไปรู้อะไรมาอีกแล้วแต่อุบไว้อยู่ จะมาบีบกันเฉยเลย
“ส่วนที่ไม่ประทับของแกนี่เกี่ยวกับชมรมเด็กตีกันมั้ยนะ”
“ถ้ารู้อยู่แล้วจะมาถามทำไมล่ะ” แซมขมวดคิ้วหน้ามุ่ย
“ฉันอยากรู้นี่ว่าแกจะมีรีแอคชั่นยังไงกับชมรมนั่นถ้าฉันไม่ได้เป็คนเริ่มพูดก่อน”
“ก็ไม่ยังไงนะ ตอนแรกมันก็น่าสนใจอยู่ในมุมมองคนดูนะ แต่ฉันไม่อยากลงไปเป็คนตีกันให้คนอื่นดูสนุกเล่นหรอกนะ” แซมตอบอย่างไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด
“แต่แกดันเป็คนนั้นที่ได้ลงไปสินะ” ฟินน์ตอบชัดในสิ่งที่แซมไม่ได้บอก แซมไม่ได้ตอบคืนแต่ถอนหายใจรอบที่สามพันสี่ร้อยแปดสิบหกั้แ่เจอหน้าพี่ชายอากัปกิริยานี้เป็อวัจนภาษาที่ชัดเจนแล้วสำหรับคำถาม ฟินน์ได้แต่หัวเราะออกเสียงอย่างอรรถรสพร้อมตบเข่าดังฉาด
“นี่จะมาถามกันเพื่อกวนประสาทฉันแค่นี้งั้นหรอ”
“ไม่ใช่แค่นี้นะ ท่าทีหัวเสียแกทำฉันรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นตั้งเยอะเลยนะน้องรัก” ฟินน์เอื้อมมือมาลูบศีรษะสีดำมนให้ยุ่งเยิ่งกว่าเดิม แซมปัดมือออกทันควัน“พอดีพวกปี 2 เมื่อวานมาเล่าว่าแกลงไปจอย ๆ ดวลดาบเล่น”
“แล้วฟังกันไปถึงไหนแล้วเนี่ย โธ่” แซมยู่หน้าพลางลูบผมตัวเองให้เรียบร้อยที่สุด
“มันไม่สำคัญเลย ประเด็นคือ แกได้เล่นสนุกกับคู่ดวลอย่างที่เขาว่าจริงรึเปล่า”
“ฉันเนี่ยนะเล่นสนุกกับคู่ดวล? หมอนั่นต่างหากที่รุกเข้ามาตลอด ฉันเลยแค่ปัดไปปัดมา แค่นั้นเอง จนหมอนั่นเหนื่อยไปเองแล้วค่อยปิดงาน” แซมชี้เข้าหาตัวแล้วทำท่าประกอบอย่างร้อนรนใครมันจะไปกล้ายอมรับล่ะตัวเองทำเป็เล่น ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจสู้ด้วยซ้ำ ทำส่ง ๆไปงั้น แต่ถ้าพี่ชายรู้เข้าถึงจุดนี้ เธอน่าจะโดนบ่นหูชากว่าเดิมแต่เหมือนท่าทางละครลิงที่อุตส่าห์ปั้นหน้าจริงจังจะไม่ตบตาพี่ชายที่เลี้ยงเธอมาด้วยลำแข้งได้
“งั้นหรอ แค่ปัดไปปัดมางั้นหรอนี่แกไม่จริงจังขนาดนั้นเลยหรอ”
ดูเหมือนท่าทีหยอกล้อแรก ๆ จะหายสิ้นไปแล้วจากคนตรงหน้าแซมได้แต่นั่งหูหลูบอย่างเจียมเจี้ยม
“ฉันบอกแกแล้วไง กฎเหล็กของนักดาบ ถ้าติดเล่นกับคู่ต่อสู้ก็เป็ได้แค่นักดาบชั้นเลวเท่านั้นแหละ นักดาบดี ๆ เขาไม่ทำกันหรอก จดและจำไว้ด้วย” ฟินน์บอกด้วยท่าทีจริงจัง เขาและพ่อไม่ได้ฝึกแซมมาเพื่อสู้และหยอกล้อเล่นฝั่งตรงข้ามถ้าทำแบบนั้น คนที่เสียท่าจะเป็ตัวแซมเอง ทั้งช่องโหว่ และเสียการควบคุมได้ง่าย
“เข้าใจแล้วค้าบ”แซมยกมือขึ้นทั้งสองข้างแสดงว่าทีว่าง่าย “จะไม่สนุกจนลืมตัวอีกแล้ว” แซมพยายามส่งยิ้มลูกหมา กะพริบตาปริบ ๆแสดงความจริงใจขั้นสุดเพื่อให้พี่ชายเลิกสั่งสอนเธอเสียที ก็ใช่ว่าเธอจะชอบยื้อเวลาซะที่ไหนดูทรงการทำตัวเป็มวยรองเพื่อความบันเทิงจะไม่ตอบโจทย์ทั้งที่เื่นี้เธอจำมาจากคำพูดของพ่อและพี่ชายด้วยซ้ำไป
ฟินน์ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างอ่อนใจตอนสบตากับน้องสาวดูท่าเขาจะเผลอเข้มงวดกับน้องสาวมากเกินไปรึเปล่านะ ฟินน์ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างอ่อนใจดูท่าเขาจะเผลอเข้มงวดกับน้องสาวมากเกินไปรึเปล่านะ แต่นั่นก็เพื่อตัวเธอเองทั้งนั้นมันราวกับว่าเป็ภาระหน้าที่ที่หนักมากกว่าที่ตัวเขาคิดการที่ต้องดููแลน้องสาวให้พร้อมกับโลกภายนอกแม้ว่าเ้าตัวจะไม่ได้มีท่าทีเดือดร้อนเลย หรือเป็เขาที่คิดมากไปเอง
เอาน่า อย่าคิดมากไปเลย ราวกับอ่านความรู้สึกของพี่ชายออกแซมยื่นมือมาแตะไหล่เขาเบา ๆ พลางส่งยิ้มลูกหมาให้
“เอ่อ ฟินน์ พอพูดถึงดวลดาบแล้ว ฉันมีเื่อยากบอกพี่ด้วยน่ะ” แซมจั่วหัวข้อใหม่มาให้ฟินน์ต้องเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยท่าทีสนใจ “อาจารย์ที่เป็เ้าของชมรมนั่น เขาเห็นหน้าฉัน แล้วพูดอะไรแปลก ๆออกมาด้วยอะ”
น้ำเสียงของแซมดูจริงจังขึ้น ผิดกับท่าทีปรกติเอาเล่นมากกว่าเอาจริงของเธอจนฟินน์ต้องเผลอนั่งตัวตรงขึ้นมา
“อาจารย์แดเนียลน่ะหรอ”
“อืม ตอนเดินเข้าห้อง ฉันเดินผ่านเขา แล้วจู่ๆ เขาก็พูดออกมาน่ะสิ พูดชื่อแม่เรา” น้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดจนจับได้ถึงอารมณ์อ่อนไหวของคนตรงหน้าฟินน์กลืนน้ำลายลงคอก่อนจะพูดออกมาอย่างใจ เย็นพลางเอื้อมมือหนาไปจับมือที่เล็กกว่าของน้องสาว
“เขาอาจจะเคยเรียนรุ่นเดียวกันกับพ่อแม่เราก็ได้อายุก็พอกับพ่อเลย เผลอ ๆ เขาอาจจะเป็เพื่อนของพ่อ แล้วอาจเคยมาเจอแม่เราก็ได้”มือหนาด้านหยาบเพราะจับดาบมาั้แ่เดินเป็ลูบมือเล็กที่ด้านไม่ต่างกันไปมาฟินน์พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว
“พี่พูดคำว่า อาจจะ เยอะชะมัดรู้ตัวมั้ยเนี่ย พี่ไม่สงสัยเขาหรอ คนดี ๆ ที่ไหนจะมาเรียกคนอื่นด้วยชื่อแม่เขาน่ะ” แซมขยับตัวมาข้างหน้าให้ใกล้ขึ้นพอจะจ้องตาพี่ชาย ฟินน์สบตาแซมตรง ๆ ั์สีฟ้าใสส่อแววเข้มแข็งแต่ลึกๆ กลับเจือด้วยความสั่นไหวราวกับว่ายังมีบางอย่างในใจที่ต้องเก็บเอาไว้ให้ลึกที่สุด
“ฉันไว้ใจเขานะและฉันก็หวังให้แกเชื่อใจเขาเหมือนที่ฉันไว้ใจด้วย”
สองพี่น้องประสานสายตาสู้กันไปมา ราวกับว่าคนน้องจะคว้านหาความจริงหรืออะไรบางอย่างที่จะได้จากแววตาที่ซ่อนไว้ของพี่ชายแต่สุดท้ายก็ยอมแพ้และถอยไปในที่สุด
“เอาเถอะ ว่าแต่พวกแกสองคนได้ของที่ต้องซื้อหมดหรือยัง” ฟินน์เปลี่ยนเื่พูดพลางเอากระดาษโน้ตและดินสอที่วางอยู่บนโต๊ะมาเขียนยุกยิกจนแซมต้องชะโงกหน้ามาดูแต่เพราะกลับหัวเลยไม่ได้อะไร
“ก็เหลือทุกอย่างน่ะสิ เมื่อวานกลับมาแล้วก็กินข้าวเข้านอนเลยเดินจนเหนื่อย ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง”
“งั้นเอานี่ไป”ฟินน์ยื่นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เขียนเอาให้แซม กระดาษโน้ตที่มีลายมือหวัด ๆเขียนรายการของที่ต้องซื้อ ชุดนักเรียน หนังสือเรียน และอุปกรณ์ที่จำเป็พร้อมเขียนข้างแต่ละอย่างกำกับดูเหมือนจะเป็ชื่อร้านค้าที่สามารถไปหาของเหล่านี้ได้ “ร้านค้าในเมืองนอร์ติกาที่แกน่าจะพาจีเซลไปหาซื้อได้ถ้าถามพนักงานที่นี่ก็น่าจะบอกได้หมดแล้วล่ะ”
แซมรับมาอย่างว่าง่ายพลางอ่านชื่อร้านค้าถ้าจะให้เธอกับจีเซลไปเดินหาร้านค้าพวกนี้กันเองน่าจะได้ซื้อตอนฟ้ามืดกับพอดี โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับคนที่หลงทางเก่งแม้จะมีแผนที่ในมืออย่างจีเซลไปถามทางกับพนักงานน่าจะง่ายขึ้นเยอะ
“อีกอย่างนะวันปฐมนิเทศ ห้ามนำอาวุธเข้าไปมีการตรวจร่างกายผู้เข้าร่วมด้วย แกยังพกกริชอันนั้นมาด้วยอยู่มั้ย” ฟินน์พูดไปพลางใช้นิ้วลูบไล้ไปตามต่างหูห่วงเงินที่เจาะอยู่บนใบหูแซมได้ยินแล้วจับที่กระเป๋ากางเกงตามความเคยชิน
“ยังอยู่นี่แหละ”
“เก็บไว้ให้ดีล่ะอย่าเผลอเอาเข้าไปด้วยล่ะกัน หรือแกจะเอามาฝากไว้ที่ฉันก็ได้นะ” ฟินน์เผมยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย ชนิดที่น้องสาวอย่างแซมต้องแยกเขี้ยวขู่คืน
“ฝากไว้กับผีน่ะสิ! ให้พี่ไปคงไปแล้วไปลับไม่ได้คืนแน่ล่ะชาตินี้”แซมรู้จักนิสัยชอบสะสมอาวุธของพี่ชายเธอดี กริชนี่ถึงจะเป็ของเก่าถ้ามันต้องตาต้องใจฟินตัน ริคาร์โด้ขึ้นมา หมอนี่ก็ไม่สนหรือว่าที่เธอพกมันติดตัวอาจจะไม่ใช่เพราะป้องกันตัวแต่เป็เพราะเก็บให้พ้นมือพี่ชาย“มีตั้งเป็โหลแล้วจะมาแย่งของน้องทำไม”
“ก็มันช่วยไม่ได้นี่ เอาเถอะนะ ฉันจะไปแล้ว แกก็เตรียมตัวให้ดีแล้วกัน” ฟินน์ลุกขึ้นยืนบิดี้เี ตั้งท่าจะเดินออกไป
“เตรียมตัวไร วันปฐมนิเทศหรอ ชิลมันคงไม่เกินครึ่งวันหรอกมั้ง” แซมยังนั่งอยู่
“ไม่ใช่แค่ปฐมนิเทศหรอกนะที่แกต้องเจอ เตรียมตัวให้ดีตามที่ฉันบอกเถอะ”ฟินน์เดินห่างออกไป ไม่วายทิ้งะเิสงคำถามให้น้องสาว
“เตรียมตัวเพื่ออะไรล่ะ เฮ้เดี๋ยวสิบอกกันก่อนดิ” แซมโวยวายเพราะไม่เข้าใจความหมายที่สื่อออกมาฟินน์ที่ได้ยินแต่ไม่ยักหันกลับมามอง หนำซ้ำยังโบกมือบ๊ายบายออกจากโรงแรมจนลับตาไป
ปกติฟินน์มักจะบอกให้เธอ ระวังตัวตามที่เข้าใจคือระวังตัวกับสิ่งที่เราไม่รู้ อาจเกิดขึ้นได้ ส่วน เตรียมตัวให้ดีที่ฟินน์พูดทิ้งท้ายไว้ เป็เตรียมตัวเจอกับสิ่งที่จะเจอแน่นอนสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว แล้วฉันรู้อะไรล่ะ!!!!
“อะไรวะเนี่ยไอ้พี่เวรนี่”
เช้าวันปฐมนิเทศที่เหล่านักเรียนใหม่ต่างนับวันเวลาที่จะก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนใหม่เฉกเช่นเดียวกับธงสีดำ ขาวขลิบขอบด้วยสีเงินและทองปลิวไสวลู่ลบบนรั้วเหล็กทอแสง ประตูรั้วเหล็กสูงที่เปิดอ้าราวกับรอเวลาที่จะเปิดรับเหล่าเด็กหนุ่มสาวให้ก้าวเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งที่แสนจะสำคัญของนวอร์พิกซิสตลอดแนวยาวของรั้วโรงเรียนเต็มไปด้วยเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่ตั้งแผงหวังว่าเทศกาลเปิดเทอมใหม่นี้จะช่วยสร้างกำไรให้พวกเขายังไม่ต้องผู้ถึงบรรดาผู้คนที่เดินจับจ่ายใช้สอยของต้องตาต้องใจถนนอิฐที่ปูพื้นจากตัวเมืองยาวมาสู่หน้าโรงเรียนอบอวลไปด้วยกลุ่มควันหมอกอันกำเนิดจากม้าเหล็กพลังไอน้ำที่เต็มไปด้วยเหล่าผู้ลากมากดีที่มาร่วมงานปฐมนิเทศเปิดการศึกษาในภาคเรียนใหม่ครั้งนี้ถ้าหากว่าเื้ัมีคนเดินดิน ผู้ดีในรถเหล็กพลังไอน้ำเบื้องบนท้องนภาสีครามสดใสมีเมฆปะปายบ่งบอกว่าการเริ่มต้นดี ๆ เหมาะกับอากาศดี ๆ ทาบทับด้วยยานพาหนะทางอากาศอันถือกำเนิดจากปัญญาอันชานฉลาดที่คิดท้าทายกฎแห่งธรรมชาติอย่างอวดดีของมนุษย์เดินดิน เรือเหาะขนาดใหญ่เคลื่อนที่ลอยลำอย่างเชื่องช้าราวกับ้าโอ้อวดความปราดเปรื่องของเหล่าผู้สร้างตนพาหนะขนาดใหญ่หรูหรา ประดับประดาด้วยทองแดงและไม้ ขับเคลื่อนด้วยบอลลูนแก๊สขนาดมหึมาและใบพัดพลังไอน้ำภาพของสิ่งประดิษฐ์ที่ลอยลำอยู่บนน่านฟ้าชวนให้ผู้คนเบื้องล่างตื่นตาตื่นใจ ถึงแม้ประเทศเอลแกนแห่งนี้จะขึ้นชื่อเื่วิทยาการเครื่องจักรไอน้ำที่ล้ำสมัยของมนุษย์หนำซ้ำเมืองนอร์ติกาอันเป็ที่ตั้งของโรงเรียนนวอร์พิกซิสยังรุ่งเรืองไปด้วยเครื่องจักรกลมากมายก็ยังหาพบเรือเหาะหรูหราขนาดใหญ่แบบนี้บ่อยๆ ไม่ได้ ชวนให้คิดสงสัยว่าใครกันหนอที่ได้โดยสารพาหนะลอยฟ้าลำนี้ไม่กี่อึดใจต่อมาเรือเหาะที่ลอยเด่นได้เคลื่อนตัวช้าและต่ำลงมาเมื่อเข้าสู่อาณาเขตของนวอร์พิกซิส
เรือเหาะลำขาวเทียบจอดลงที่สนามหญ้าใหญ่บนเนิน บันไดที่วางต่อที่ประตูไม้ทางออกเหล่าทหารที่ออกมาตั้งแถวอยู่ในเครื่องแบบสีขาวและเขียวอ่อนปนฟ้าบนไหล่ปักลายขุนเขาที่มีใบไม้หมุนวนเป็เกลียวสายลมซึ่งเป็ตราประจำราชสำนักของประเทศวัลตูนอร์ธ ดินแดนแห่งขุนเขาและสายลม เว้นเสียแต่ชายวัยกลางคนตัวสูงที่เดินออกมาทีหลังเขาไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบของทหารวัลตูนอร์ธ หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกเขาสวมเครื่องแบบของอีกตระกูลเสียมากกว่าเสื้อโค้ตหนังสีดำยาวประดับด้วยปกเสื้อยาวที่ติดเข็มกลัดรูปหมาป่าสีเงินผงาดขึ้นพร้อมกับคาบดาบยาวตราสัญญาลักษณ์ของตระกูลริคาร์โด้ ดาบเงินยาวในฝักถูกเก็บไว้ข้างตัว ชายตัวสูงขยับหมวกทรงกระบอกให้เข้าที่พลางคว้านาฬิกาเงินสีทองจากกระเป๋าที่อกออกมาดูเวลาเขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งออก เขาชำเลืองมองทหารที่ตั้งแถวอยู่ก่อนแล้วยื่นมือของตนเองให้คนด้านในจับประคองออกมา มือขาวเรียวยาวยื่นจับองครักษ์เบื้องหน้าเพื่อพยุงตัวเองให้ก้าวเท้าพ้นธรณีประตู
“ฝ่าาโปรดระวัง” องครักษ์ร้องเตือนนายเหนือหัวที่ออกมาจากเรือเหาะ
“ขอบใจมาก นี่เธอกังวลมากไปหรือเปล่าเจมส์”สุภาพสตรีที่ก้าวเท้าออกมาจากเรือเหาะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าสดใสทอประกายแวววับราวกับอัญมณีก็หาเปรียบได้ ใบหน้าเรียวสวยได้รูปเผยรอยยิ้มสงบออกมาบนริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูม่วงติดไปทางเข้มยิ่งขับให้ใบหน้าที่เปล่งประกายกว่าเดิมเส้นผมสีบลอนด์ทองทอประกายเล่นแสงถูกจัดทรงให้เป็มวยต่ำบนศีรษะ มงกุฎที่ทำขึ้นจากเถาวัลย์สีเงินและดอกไม้ป่าล้อมรอบศีรษะของหญิงสูงศักดิ์จนถึงกลางหน้าผากผมที่ถูกเก็บขึ้นเผยให้เห็นใบหูที่ปลายแหลมยาวแบบเอลฟ์ประดับด้วยต่างหูสีเงินเข้าคู่กับสร้อยเงินบนคอยาวระหงส์ เธอสวมชุดกระโปรงแขนยาวสีเงินที่ปักลวดลายเถาวัลย์และดอกไม้ป่าเฉกเช่นเดียวกับมงกุฎที่สวมใส่ภาพที่ค่อย ๆ ก้าวเท้าลงมาจากยานพาหนะที่ให้บรรยากาศต่างกันนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความงดงามราวกับเทพธิดาของเธอลดลงราชินีลิเลียน องค์ราชินีแห่งประเทศวัลตูนอร์ธ ดินแดนแห่งขุนเขา และสายลม องค์ราชินีที่ไม่ได้มีเพียงหน้าตาสวยจนคนมองต้องมนตร์สะกดแต่ยังเป็เอลฟ์สูงศักดิ์จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในวัลตูนอร์ธอีกด้วย
“ไม่เลย กระหม่อมเห็นว่าเป็สิ่งสมควรที่จะกังวลการที่ระบุมาแบบนั้นในจดหมายถือว่าดูิ่เกียรติของพระองค์เกินไปด้วยซ้ำ” เจมส์ บาตร์ ชายร่างสูงผมสั้นสีทรายผู้รับหน้าที่เป็องค์รักษ์ให้องค์ราชินีถึงแม้เขาไม่ใช่ตระกูลริคาร์โด้โดยสายเื แต่เพราะได้ทำสัตย์สาบานและเข้ารับการดูแลภายใต้ตระกูลแล้วก็ไม่ต่างกับเป็คนของริคาร์โด้
“นั่นแหละที่เราว่าเธอกังวลไปที่นี่โรงเรียนนะ ใครจะบังอาจมาทำอันตรายใดได้ก็ถือว่าประกาศศึกกับสภาฟันเฟืองกลางไปด้วย” องค์ราชินีส่งยิ้มอย่างสบายใจให้แก่องครักษ์หนุ่มที่ปั่นหน้ามุ่ยมาั้แ่ในเรือเหาะเขาไม่พอใจกับจดหมายเชิญของนวอร์พิกซิสที่มีจุดประสงค์ให้ผู้เข้าร่วมนำผู้ติดตามเข้ามาได้เพียงหนี่งคนและยังห้ามพกอาวุธเข้ามาอีกด้วย องค์ราชินีเอลฟ์ได้แต่ส่ายหน้าอย่างไม่ถือสาพลางชวนให้เขาเข้างานอย่างไม่รีรอ“อยากจะเห็นสาวน้อยทั้งสองของเราแล้วล่ะสิ”
“ขอรับกระหม่อม” เจมส์ตอบกลับอย่างว่าง่ายพร้อมเดินตามองค์ราชินีที่จะออกเดินนำ
“เดี๋ยวเราจะเข้างานไปกับเจมส์สองคนตามที่ทางเ้าภาพได้ระบุในจดหมายเชิญพวกคุณอยู่กับตามสบายที่นี่เถิด อย่าได้กังวลกันไปสภาฟันเฟืองกลางคงไม่ยอมให้มีหนูรอดสายตาไปได้แม้แต่ตัวเดียว” องค์ราชินีเอลฟ์หันไปบอกทหารในเครื่องแบบ ทั้งหมดก้มหัวทำความเคารพแล้วยืนอยู่ในท่าเดิม
ห้องโถงจัดงานปฐมนิเทศขนาดใหญ่ที่มองจากภายนอกก็คงนึกสงสัยว่าภายในจะมีพื้นที่โอ้อ่าและใหญ่ได้ขนาดนี้เชียวหรือเพดานสูงจากพื้นประดับด้วยเสาหินซุมประตูโค้งขนาดใหญ่ ประดับตามผนังธงยาวสีดำและขาวลายเข็มทิศตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนนวอร์พิกซิสและโคมไฟสีส้มติดผนังอยู่เรียงราย ลึกสุดของห้องโถงเป็ส่วนที่ยกระดับ 3 ขั้นบันไดพื้นหินอ่อนขึ้นมามีโพเดียมไม้ฉลุลายตั้งตะง่านอยู่บ่งบอกหน้าที่เป็จุดศูนย์กลางรวมสายตาของคนในห้องเื้ัของแท่นโพเดียมคือหน้าต่างกระจกวงกลมขนาดใหญ่ที่เป็รูปร่างของเข็มทิศวงกลมที่ไร้ซึ่งเข็มแต่มีตัวหนังสือ N E S W อยู่ตามทิศตราสัญลักษณ์ของนวอร์พิกซิสนั่นเอง แสงตะวันที่ลอดเข้ามาตามกระจกของหน้าต่างตกสะท้อนกับแผ่นหินอ่อนสีขาวภายในห้องโถงสะท้อนสว่างให้เห็นความเคลื่อนไหวและชีวิตชีวาของผู้คนในห้องโถงอันมีนักเรียนใหม่ที่สวมยูนิฟอร์มโรงเรียน เสื้อสูทด้านนอกสีดำขลิบขอบขาว ปักตราโรงเรียนที่อกซ้ายป้ายชื่อสีเงินที่อกขวา ประดับด้วยกระดุมเงิน เสื้อคอปกด้านในเป็สีขาว นักเรียนชายผูกเนกไทสีดำลายขาวกางเกงขายาวสีดำ นักเรียนหญิงใส่กระโปรงสีดำยาวเกือบถึงเข่าเข้าคู่กับเสื้อด้านในสีขาว ผูกโบสีดำเส้นเล็ก เหล่านักเรียนใหม่ถูกจัดให้นั่งตามรายชื่อเป็แถวด้านหน้าแท่นโพเดียมหลายคนเข้ามาจับจองที่นั่ง หลายคนยังคงหาที่นั่งให้ตรงกับรายชื่อของตนตามที่ระบุไว้ในประกาศหน้าห้องโถงหลายคนยังคงยืนคุยจอแจด้วยความตื่นเต้น ด้านข้างซ้ายเป็พื้นหินอ่อนปูพรมที่ยกสูง 3 ขั้นบันได ถูกตกแต่งให้เป็ที่รองรับสำหรับแขกกิตติมศักดิ์ที่มาร่วมงานในวันนี้ตรงข้างขอบสุดทางด้านขวาเป็พื้นหินอ่อนที่ยกสูง 3ขั้นบันไดเช่นกัน ถูกตระเตรียมเป็ที่นั่งสำหรับอาจารย์ของโรงเรียน ทั้งสองส่วนถูกคั่นกลางไว้ด้วยที่นั่งของนักเรียน
ในเวลาใกล้ถึงตามกำหนดการที่นั่งของอาจารย์ถูกเ้าของจับจองกันหมดรวมถึงที่นั่งของเหล่าแขกกิตติมศักดิ์ที่ตอนนี้ทั้งตัวแทนผู้ปกครองตัวแทนผู้นำประเทศเอลแกน(ประเทศที่โรงเรียนตั้งอยู่) ผู้บัญชาการหน่วยดูแลความปลอดภัยและปราบปรามเหตุร้ายแห่งสภาฟันเฟืองกลางราชินีเอลฟ์แห่งวัลตูนอร์ธ กษัตริย์ประเทศลูมิน และบุคคลสำคัญคนอื่น ๆ นั่งเรียงรายกันเต็มที่นั่งยังเหลือเพียงแต่ส่วนพื้นที่กลางที่จัดเป็ที่นั่งของนักเรียนที่ตอนนี้ถึงแม้ว่าจะทยอยนั่งกันเต็มแล้วแต่เด็กก็ยังคงเป็เด็กเสียงพูดคุยจอแจอย่างออกรสออกชาติยังคงดำเนินต่ออย่างไม่หวั่นเกรงต่อสถานการณ์ตรงหน้าจนกระทั่งการปรากฏตัวของ อากิระ โยชินากะ ผู้เป็อาจารย์ใหญ่ที่พริบตาเดียวร่างของชายสูงวัยในเสื้อโค้ตหนังสีน้ำตาล คอปกตั้ง ห้อยนาฬิกาพกที่กระเป๋าตรงปกพร้อมติดเข็มกลัดที่เป็สัญลักษณ์ของโรงเรียน เสื้อกั้กสีดำที่มีเนกไทสีดำอยู่ด้านในเขาสวมหมวกทรงกระบอกสีน้ำตาลบนศีรษะที่มีเส้นผมสีดอกเลา เช่นเดียวกับสีของหนวดเครามือที่สวมถุงเท้าหนังสีดำกุมไม้คทาอันเป็ไม้เท้าอยู่ข้างหน้า คงจะเป็วิธีที่เขาใช้ปรากฏตัวต่อหมู่คนเวทมนตร์ เขากระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อยเผยให้เห็นรอยเหี่ยวย่นตามอายุรอบ ๆดวงตาสีน้ำตาลที่ฉายแววอ่อนโยนและสนุกชอบใจปน ๆ กันเขามักมีความสุขเมื่อได้สร้างความใตื่นเต้นให้กับคนอื่นเมื่อเขาหายตัวต่อหน้า
“อ้าว เงียบกันทำไมล่ะเด็ก ๆปรบมือต้อนรับตัวเองเข้าสู่วันแรกที่นวอร์พิกซิสสิ!”
ทุกคนปรบมือไม่ว่าจะด้วยความตื่นเต้นจริง ๆ หรือเพราะคำพูดของอากิระก็ไม่ทราบได้เขาไม่เพียงแต่ปรากฏตัวได้ตามที่้าแต่ยังสามารถพูดเสียงดังโดยที่ไม่ต้องตะเบ็งเสียงให้เมื่อยคอด้วยการใช้ไม้คทาของเขาถือไว้ตรงหน้า
“ขอต้อบรับเหล่าเด็ก ๆเข้าสู่รั้วดำขาวของนวอร์พิกซิสอย่างเป็ทางการ ตัวฉันมีนามว่า อากิระ โยชินากะเป็อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนนี่หวังว่าพวกเธอทั้งหลายจะให้ความเคารพฉันไม่มากก็น้อย” อาจารย์ใหญ่พูดติดตลกพร้อมกับหันไปทั่วทั้งห้องโถง“ขอขอบคุณเหล่าแขกกิตติมศักดิ์ที่ให้ความร่วมมือจากเหล่าลูกศิษย์ผู้จัดงานของเราอย่าได้ติเตียนกันเลย หากมันไม่ได้เป็ไปตามที่พวกท่านหวังเอาไว้เราเพียงแต่ทำตามความเหมาะสมเท่านั้น และขอขอบคุณท่านผู้การซัลลิเเวน เดเรคผู้บัญชาการหน่วยความปลอดภัยจากสภาฟันเฟืองกลางที่ให้เรายืมตัวลูกน้องของคุณมาช่วยดูแลั้แ่เริ่มงานเปิดโรงเรียน”อาจารย์ใหญ่อากิระผายมือไปยังชายชุดสีดำที่นั่งอยู่ที่นั่งแขกกิตติมศักดิ์เขาเป็ชายมีอายุ ผมสีเทาซีด ดวงตาข้างหนึ่งสีดำ อีกข้างสีออกเทาอมฟ้าเขาไม่ได้แสดงท่าทีโต้ตอบอะไรมากไปกว่าการพยักหน้าน้อย ๆ
“เพียงเท่านี้ฉันก็หวังว่าจะสามารถรับรองความปลอดภัยให้กับลูกหลานที่พวกท่านส่งเข้ามาร่ำเรียนแล้วแต่ถ้าหากยังเป็กังวล ฉันก็ขอชี้แจงว่าโรงเรียนนวอร์พิกซิสแห่งนี้มียามรักษาการณ์อย่างแ่าคงเป็เื่ยากนักถ้าหากจะมีผู้ปองร้ายจากภายนอกจะเข้ามาในโรงเรียน เว้นเสียแต่นักเรียนคนใดคนหนึ่งของเราจะสนใจเื่อย่างว่าเสียเองแต่ก็หาได้ยากนักในหมู่พวกนี้ ดังนั้นขอให้วางใจเื่ความปลอดภัยเสียเถิด”
“แต่หากสิ่งที่ต้องขอกำชับกับพวกเธอนั้นคือ ไม่ว่าพวกเธอจะเป็ลูกกษัตริย์หลานผู้นำประเทศทายาทพ่อค้าเศรษฐีนักเดินทางหรือใครก็ตามขอให้พวกเธออย่าลืมว่าเมื่อก้าวเท้าเข้ามาเป็นักเรียนที่นี่แล้ว พวกเธอมีค่าเท่ากันทั้งหมดไม่มีใครมีอำนาจเหนือใครทั้งนั้น เข้ามาพร้อมกันพวกเธอคือเพื่อนเข้ามาก่อนเป็รุ่นพี่ เข้ามาทีหลังเป็รุ่นน้อง ขอให้พวกเธอระลึกไว้เสมอด้วย”
“ทั้งฉันและอาจารย์ในโรงเรียน้าให้พวกเธอเรียนด้วยความสามารถและเท่าเทียมกันทุกคนเท่าที่เป็ไปได้เราพร้อมจะช่วยชี้นำพวกเธอให้ไปในทิศทางที่เหมาะสมและคู่ควรกับพวกเธอ ดั่งเข็มทิศที่เป็สัญลักษณ์ของนวอร์พิกซิส”อาจารย์ใหญ่อากิระพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงปลุกใจ พร้อมกับชูไม้คทาขึ้นไปนำสายตาผู้ฟังขึ้นมองสัญลักษณ์เข็มทิศอันเป็ลวดลายบนกระจกหน้าต่างด้านหลัง
เสียงปรบมือกราวรับท่าทางเชิดชูสัญลักษณ์เข็มทิศดังไปทั่วทั้งห้องโถงให้ความรู้สึกเป็น้ำหนึ่งใจอันเดียวกันกับความคิดของอาจารย์ใหญ่ผู้เป็ดั่งหัวเรือใหญ่เื้ัการขับเคลื่อนของนวอร์พิกซิส
“เอาล่ะนอกจากความเท่าเทียมตามที่พวกเธอควรให้ความสำคัญแล้วก็ยังมีพวกกฎกติกายิบย่อยที่สำคัญไม่แพ้กันแต่เอาเป็ว่าฉันขอให้พวกเธอเปิดอ่านคู่มือในหน้า 44 ที่อาจารย์อารีเอตต้าได้เรียบเรียงเอาไว้อย่างดีแล้วกันถ้าฉันเอามาพูดหมดแล้วใครกันจะสนใจอ่านที่คุณอารีเอตต้าอุตส่าห์ทำขึ้น”
อากิระพูดกลั้วหัวเราะเหลียวมองไปทางคณะอาจารย์ที่มีอาจารย์อารีเอตต้านั่งอยู่เธอสวมหมวกปลายแหลมชวนแปลกตาแตกต่างจากคนอื่น และสวมเสื้อโค้ตหนังเข้ารูปสีน้ำเงินเธอหัวเราะชอบใจเมื่อถูกอาจารย์ใหญ่กล่าวถึง
“ล้อเล่นไปเท่านั้น แท้จริงแล้วตัวฉันก็ยังจดจำกฎระเบียบโรงเรียนได้ไม่ครบทุกข้อจึงขอแนะนำให้พวกเธอไปอ่านเอาเองจะดีกว่านะ อย่าลืมเชียวนะหน้า 44 ไม่อย่างนั้นพวกเธออาจจะพบว่าการกระทำเล็กน้อยทำให้พวกเธอต้องตื่นมาอยู่ที่เรือนกระจกหลังโรงเรียนกับเหล่าโนมดูแลต้นไม้ก็เป็ได้”
สิ้นเสียงของอาจารย์อากิระตามมาด้วยเสียงกระดาษเปิดไปมาของนักเรียนที่สนใจจะอ่านกฎของโรงเรียน
“เอาล่ะ ต่อไปคงเป็ส่วนสำคัญของที่ใครหลายคนกำลังตั้งตารอ…”อากิระเว้น่หายใจพร้อมกับชูไม้คทาวิเศษในมือขึ้น ทุกคนเงยหน้ามองตามเพดาน้าเผยให้เห็นธงยาวสีดำขอบทองที่ทิ้งตัวลงมาทั้ง4 ผืนเรียงด้านหน้า แต่ละผืนค่อย ๆ ปรากฏสัญลักษณ์รูปเข็มทิศตราโรงเรียนขึ้นเพียงแต่ว่ามีสิ่งที่แตกต่างไปจากตราเข็มทิศที่เห็นจนชินตา แต่ละธงเป็รูปเข็มทิศที่ไร้ซึ่งเข็มมีเพียงกรอบวงกลมและลวดลาย ตรงกลางแทนที่จะเป็เข็มกลับแสดงอักษรแสดงทิศเรียงไปทั้ง4 ทิศ ผืนแรกคืออักษร N แทนทิศเหนือผืนที่สอง อักษร E แทนทิศตะวันออก ผืนที่สาม อักษร S แทนทิศใต้ และผืนที่สี่สุดท้าย ตัวอักษร W แทนทิศตะวันตก
เสียงฮือฮาแสดงความรู้สึกหลากหลายออกมาจากนักเรียนเบื้องล่าง่เวลาที่นักเรียนต่างเฝ้าคอย การแบ่งสรรห้องเรียนและหอพักที่เป็ที่ร่ำลือว่าในแต่ละปีอาจารย์ใหญ่จะรับหน้าที่เป็ผู้คิดวิธีคัดสรรนักเรียนแต่ละคนด้วยตัวของเขาเองมักจะเป็วิธีที่แปลกใหม่และคาดไม่ถึง
“เมื่อพวกเธอเข้าเรียนที่นวอร์พิกซิสจะต้องได้รับการคัดสรรห้องเรียนและหอพักหอพักจะเปรียบเสมือนบ้านของพวกเธอตราบใดที่พวกเธอยังเรียนอยู่ที่นี่โดยที่ไม่โดนไล่ออกก่อนนะเพื่อนพี่น้องในหอพักจะดูแลปฏิบัติกับพวกเธอราวกับเป็ครอบครัวเดียวกัน ดังนั้นการคัดสรรนี้จึงสำคัญมากเมื่อถูกคัดแล้วพวกเธอจะไม่สามารถขอเปลี่ยนหรือสลับห้องเป็อันเด็ดขาดหรืออย่างน้อยก็ไม่เคยมีคนทำมาก่อนล่ะนะ”
“แต่ฉันคงต้องขอจบการปฐมนิเทศใน่เช้าไปเพียงเท่านี้ก่อน”คำกล่าวตัดบทของอาจารย์เรียกเสียงจากเหล่านักเรียนอีกครั้งแต่ไม่ใช่เสียงตื่นเต้นอย่างที่เคยกลับเป็เสียงไม่พอใจ จนอาจารย์ใหญ่ต้องเอาไม้คทาวิเศษขึ้นตรงหน้าใกล้ปากและกระแอมเสียงดังออกมาเพื่อให้นักเรียนอยู่ในความสงบ
“ความสงบ!!ทุกคนอยู่ในความสงบ!! นี่พวกเธอไม่เข้าใจคำว่า่เช้ากันหรืออย่างไร”
มาจะกล่าวบทไป บรรดาแขกและผู้คนในห้องโถงลุกขึ้นหมายจะออกไปเดินยืดเส้นยืดสายหลังจากปฐมนิเทศ่เช้าได้จบลงไปหลายคนเลือกมุ่งหน้าออกไปรับอากาศเย็นสบายจากนอกปราสาท หลายคนออกไปทำธุระส่วนตัวหลายคนโดยเฉพาะบุคคลที่แต่งตัวราวกับชนชั้นสูงผู้มีเกียรติเลือกจะไปเกาะกลุ่มยืนคุยผูกมิตรฉันไมตรีเพราะไม่ใช่โอกาสการพบเจอคนมากมายจากหลายประเทศจะมารวมกันในสถานที่ที่ดูเข้าถึงได้ง่ายแบบนี้
จีเซลได้ชวนให้แซมลุกออกมาจากที่นั่งใน่เวลาพักแล้วมุ่งหน้าไปยังพื้นที่รับรองแขกด้านหน้าท่ามกลางแขกกิตติมศักดิ์ท่านอื่นที่แต่งตัวด้วยโค้ตหนังหางยาว สุภาพบุรุษสวมหมวกทรงสูงสุภาพสตรีสวมชุดกระโปรงระบายยาวลายลูกไม้สีขาว ยังมีแขกกิตติมศักดิ์ท่านหนึ่งที่โดดเด่นเป็เทพธิดาเอลฟ์ท่ามกลางมนุษย์องค์ราชินีลิเลียนเป็เป้าหมายที่พวกเธอจะเข้าไปหา
“ท่านแม่คะ ลูกขอเข้าเฝ้า”
จีเซลตรงเข้าไปใกล้มารดาของตัวเองด้วยท่าทียิ้มแก้มปริอย่างปิดไม่มิด
“หม่อมฉันด้วยเพคะองค์ราชินี สวัสดีค่ะคุณเจมส์”
แซมที่ตามมาติด ๆ ก็โค้งถอนสายบัวตามจีเซลแล้วหันไปทักทายองครักษ์ข้างตัวองค์ราชินี
“อย่าได้มีพิธีรีตองเลยนะ ที่นี่นวอร์พิกซิสครูใหญ่ของพวกลูกทั้งสองคงไม่พอใจแน่ถ้าเห็นแซมมาถอนสายบัวให้ฉันน่ะ” องค์ราชินียิ้มและหัวเราะเบา ๆ ให้กับสาวน้อยทั้งสองอย่างไม่ถือตัว
“งั้นกระหม่อม เอ่อหนูก็ไม่ขออภัยแล้วกันนะคะ” แซมเอ่ยอปากพูดตรงไปตรงมาเดิมทีแล้วเธอก็ไม่ใช่คนที่ชอบพูดจาด้วยคำาาศัพท์อยู่แล้ว
“ฮ่า ๆ ยังร่าเริงสมเป็แซม ฉันเห็นฟินน์ด้วยไม่เจอกันไม่นานโตเป็หนุ่มแล้ว ส่วนสองสาวน่ารักน่าชังจริง ๆ ยิ่งใส่ชุดนี้แล้วเหมาะกว่าชุดตอนเรียนที่วัลตูนอร์ธอีกนะ” มือเรียวยาวของราชินีลิเลียนลูบศีรษะลูกสาวด้วยความรักใคร่พลางมองแซมด้วยสายตาเอ็นดู
“เห็นมั้ยละฉันบอกแล้ว” แซมก้มหน้าลงบอกจีเซลราวกับว่าความคิดของตนชนะไปหนึ่งแต้ม จีเซลได้แต่หันมาแล้วทำปากว่าเอาไว้ก่อนเถอะ
“แม่หวังว่าจิลเลียนและแซมจะชอบที่นี่เหมือนที่แม่และฟีโอน่าชอบนะตอนนั้นเราสองพี่น้องตื่นเต้นกันมากเลยล่ะ” ราชินีลิเลียนหันไปกล่าวกับทั้งสองสาวพลางเอื้อมมือมาลูบศีรษะของแซมอย่างเบามือ เมื่อเธอพูดถึง ฟีโอน่า แม่ของแซมแซมหลุบตาต่ำไม่สบตาเพียงส่งยิ้มบางกลับคืนมาอย่างรักษามารยาท
องค์ราชินีลิเลียน และ ฟีโอน่า หรือ ท่านหญิงฟีโอน่าทั้งสองเป็พี่น้องกัน ฟีโอน่าเป็เอลฟ์สาวที่เป็แม่ของฟินน์และแซม ส่วนลิเลียนหรือปัจจุบันดำรงตำแหน่งราชินีแห่งวัลตูนอร์ธ ซึ่งเป็แม่ของจีเซล ทำให้ลำดับศักดิ์ทางเครือญาติแล้วฟินน์และแซมมีน้าเป็ราชินีและมีจีเซลที่เป็เ้าหญิงเป็ลูกพี่ลูกน้องนั่นเอง
“หนูก็หวังว่าหนูจะชอบที่นี่ไม่แพ้กับที่โรงเรียนเดิมนะคะท่านแม่เดินทางมาเป็ยังไงบ้างคะ”
จีเซลที่ชำเลืองมองเห็นแซมจึงหันมาดึงความสนใจขององค์ราชินีให้คุยเป็การส่วนตัวแซมที่เห็นแบบนั้นก็ใจชื่นขึ้นมาบ้าง แซมกวาดสายตาไปมาระหว่างรอจีเซลพูดคุยกับแม่หวังว่าเธอจะหาใครสักคนที่อยากเจอพบ สายตาก็ไปสบกับชายร่างสูงคนคุ้นเคยพอดี
“ไงคะคุณเจมส์ นั่งเรือเหาะกันมามันเป็ยังไงหรอ”
“ก็แปลกใหม่ดีนะครับ แซมอยากลองบ้างมั้ยละ”
“ขอผ่าน!ไม่สันทัดเื่ความสูงเท่าไหร่ แล้วนี่คุณเจมส์มาคนเดียวหรอ”
แซมขนหัวลุกซู่เมื่อนึกถึงภาพเรือเหาะลำั์ลอยอยู่บนน่านฟ้าเหนือจากพื้นดินเป็หลายร้อยเมตร
“ก็มีทหารคนอื่นด้วยแต่องค์ราชินีรับสั่งไม่ให้เข้ามาน่ะครับ”
“ไม่ หนูหมายถึง เอ่อ ช่างมันเถอะ” แซมเกาหูพลางถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์นี่ตัวเธอกำลังคาดหวังมองหาใครอยู่กันนะ ถ้าคนที่นึกถึงมาด้วย ก็คงเห็นไปแล้วสิ
“คุณแซมหมายถึง คุณซามูเอลหรอครับ” เจมส์เผยยิ้มออกมาเมื่อคำพูดของเขาเรียกความสนใจจากสาวน้อยตาใสได้ “อาจารย์ไม่ได้หรอกครับ เห็นว่ากำลังปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองกับองค์าาอยู่”
“ก็มาปฏิบัติหน้าที่ที่นี่สลับกับคุณเจมส์ก็ได้นี่มันจะเป็ไรไป” แซมอดบ่นไม่ได้ทำปากขมุบขมิบอย่างเด็กน้อยไม่พอใจที่โดนแย่งของเล่น
“ทางนั้นเป็ถึงองค์าาเชียวนะครับคุณแซม” เจมส์พูดอย่างอ่อนใจกับสาวน้อยตรงหน้า
“หรือว่าจริง ๆแล้วจำวันที่วันปฐมนิเทศไม่ได้ด้วยซ้ำ คุณเจมส์ไม่ต้องแก้ตัวแทนตาแก่นั่นก็ได้นะ”
“อย่าตัดพ้อแบบนั้นสิครับ แต่อาจารย์ก็ฝากข้อความมาบอกด้วยนะครับ”เขารู้จักเธอมาั้แ่สาวน้อยยังเด็กถึงได้รู้สึกเอ็นดูลูกสาวคนเล็กของอาจารย์ตนเองมาก
“หืม พ่อเนี่ยนะ”
“อาจารย์ฝากมาบอกว่า…” เจมส์กระแอมเล็กน้อยพร้อมทำท่าทางเลียนแบบซามูเอลผู้เป็พ่อของแซมเขายักไหล่อย่างไม่จริงจังพร้อมลูบหัวของสาวน้อย “ถ้าหากว่ามีอะไรที่ขัดข้องหรือใครที่มาขวางหูขวางตาล่ะก็ให้ใช้ความสามารถตัวเองจัดการแก้ปัญหาเอาเองเลยนะ”เจมส์พูดพร้อมทำท่ากำหมัดชกใส่อากาศตรงหน้า
“ก็เป็ซะแบบนี้ พ่อที่ไหนเขาทำกัน” ถึงแม้จะพูดแบบนั้นแต่แซมก็ยิ้มออกมาด้วยสีหน้าพึงพอใจ
แซมและจีเซลเดินกลับมาที่นั่งเดิมของตัวเองหลังจากที่สังเกตเห็นพวกอาจารย์ทยอยกลับมานั่งผิดกับที่นั่งฝั่งตรงข้ามของแขกกิตติมศักดิ์ที่ตอนนี้ได้เริ่มกลับไปกันแล้ว ลำดับต่อไปเป็การคัดสรรนักเรียนให้ประจำในหอทิศทั้งสี่เป็่ที่ยาวนาน รวมถึงกิจกรรมสำหรับเหล่าแขกและผู้ปกครองได้จบลงไปแล้วดังนั้นในห้องโถงงานปฐมนิเทศตอนนี้จึงเหลือเพียงเหล่านักเรียนและคณะอาจารย์
แซมพึ่งสังเกตเห็นราฟาเอลว่าเขานั่งถัดจากเธอและจีเซลไปไม่มากราฟาเอลกำลังเดินเข้ามานั่งที่ ทั้งสองชำเลืองมองกันเล็กน้อยแซมชั่งใจอยู่นิดหน่อยว่าควรจะทักทายดีมั้ย แต่ก็ต้องพับความตั้งใจไปเพราะอีกฝ่ายชิงนั่งไปก่อนที่เธอจะได้เอ่ยพูดผิดกับคนนั่งแถวหน้าของเธอที่ั้แ่แซมมานั่งทางนั้นยังไม่หยุดพูด ก็เข้าใจอยู่แล้วว่าการเริ่มต้นใหม่บทบาทนักเรียนทำให้ตื่นเต้นแต่ที่เขาพูดไม่หยุดมันไม่มากไปหน่อยหรือไง
“นี่ ๆ ที่ฉันรู้มาเราจะได้เข้าร่วมแข่งแกรนด์แบทเทิลด้วยล่ะฉันเคยมาดูของปีก่อนด้วยละเด็กปีหนึ่งอย่างเราจะได้โชว์ของให้ไอ้พวกรุ่นพี่มันอ้าปากค้างกันหน่อย”
แซมที่นั่งฟังเขาคนนั้นพูดเสียงดังเจื้อยแจ้วอย่างตื่นเต้น เด็กหนุ่มคนนั้นมีผมสีทรายปรกหน้าเล็กน้อยแต่ก็ยังสามารถเห็นกระสีน้ำตาลที่มีประปรายบนใบหน้าสั้นได้แซมฟังหนุ่มหน้าตกกระโม้อวดโอ้ภูมิด้วยความคิดที่ว่า ไอ้หมอนี่น่ารำคาญชะมัดพูดมากอยู่ได้ ขอทีล่ะอย่าได้อยู่ห้องเดียวกันเลย พลางทำหน้ายู่แล้วบ่นพึมพำ
“จะได้เข้าร่วมแกรนด์แบทเทิลคิดว่ามันง่ายขนาดนั้นรึไงนะ” คนปากเบาที่บ่นไปทั่วอย่างคนไม่ระวังปากว่าจะมีคนได้ยิน
“หา นี่เธอน่ะดูท่าแล้วรู้ดีจังเลยนะ”หนุ่มหน้ากระหันหลังมาเมื่อได้ยิน
“โห นี่ได้ยินด้วยหรอ”
“ก็ฉันน่ะหูดีนะ” เด็กหนุ่มยิ้มกว้างพลางดึงหูซ้ายของตัวเอง
“งั้นหรอ เห็นพูดน้ำไหลไฟดับไม่คิดว่าจะฟังคนอื่นด้วยนะเนี่ย”
คนฟังถึงกับเงียบไปจนจีเซลต้องหันไปส่งสายตากังวลกับแซม แต่แล้วเสียงหัวเราะชอบใจจากหนุ่มหน้ากระก็ดังขึ้น
“โห เธอนี่พูดตรงดีจังนะทำเอาฉันค้างไปเลยนะเนี่ย นี่ ๆ เรามาเป็เพื่อนกันเถอะ” ท่าทางสนุกชอบใจของฝ่ายนั้นทำเอาแซมตั้งตัวไม่ถูกปรกติเธอต้องโดนสวนคืนด้วยคำพูดจิกกัดมากกว่าท่าทางชอบใจ แล้วนี่มาเป็ผูกมิตรมันยิ่งแล้วใหญ่ไปอีก
“ไม่เอาอะ นายพูดเสียงดัง ไม่เล่นด้วยหรอก”
“เธอก็พูดเสียงเบาซะที่ไหนล่ะมาสนิทกันไว้เถอะนะ เผื่อเราได้อยู่หอเดียวกันมีเพื่อนเยอะดีกว่าหัวเดียวกระเทียมลีบเห็น ๆ ”
“ใครว่าฉันเป็หัวเดียวกระเทียมลีบกันยะเพื่อนฉันน่ะมีแล้ว ไม่ขอเพิ่มเป็นายดีกว่า”
แซมดึงแขนจีเซลเข้ามากอด หวังให้เพื่อนสาวคนสวยช่วยพูดดันเอาแต่ยิ้มหวานอย่างเดียวแต่หนุ่มหน้ากระก็ไม่ยอมละความพยายามคุยกับเพื่อนใหม่
“ไว้ค่อยคุยกันดีมั้ย อีกเดี๋ยวการคัดเลือกก็คงเริ่มขึ้นล่ะมั้ง”
จีเซลพูดขึ้นหลังจากที่เห็นท่าไม่ดีหรือเริ่มรำคาญไปอีกคนก็ไม่ทราบได้
“นั่นสิ ๆ พวกเธอคิดว่าการคัดเลือกห้องปีนี้อาจารย์ใหญ่จะให้ทำอะไรกันนะเห็นปีก่อนเป็การสัมภาษณ์รายคน ปีก่อน ๆ ก็เป็ให้แสดงเวทกับความสามารถปีนั้นก็ทำข้อสอบ” ปรากฏว่าการไล่จะกลายเป็เปิดหัวข้อใหม่ขึ้นพูดเสียมากกว่าแซมถอนหายใจออกมาอย่างท้อใจตอนมองหน้ากระของเขา
“ฟังดูยุ่งยากวุ่นวายชะมัดแค่จับฉลากเลยไม่ได้รึไง” แซมโน้มตัวเท้าคางกับหัวเข่าที่ขึ้นไขว่ห้างด้วยท่าทีหงุดหงิดเต็มทน“น่ารำคาญชะมัด” คำพูดที่อยู่ในบทสนทนาเกี่ยวกับการคัดเลือกแต่ทว่าใจความของเธอกลับหมายถึงว่ารำคาญหนุ่มหน้ากระ
เสียงเคาะไม้คทาดังก้องกังวานจากหน้าห้องไปทั่วถึงท้ายห้องโถงเรียกความสนใจของเหล่าผู้อ่อนวัยให้หันกลับมารวมสายตาที่เดียวอาจารย์ใหญ่อากิระที่ปรากฏกายขึ้นมาอย่างไม่ทราบวิธี(อีกแล้ว)หยุดเคาะไม้คทาแล้วส่งยิ้มเ้าเล่ห์แล้วชูไม้ในมือขึ้น ทันใดนั้นกล่องสีทองขนาดพอดีคนถือก็ปรากฏขึ้นลอยอยู่กลางอากาศท่ามกลางความตื่นเต้นของผู้เฝ้ามองว่าอะไรกันที่อยู่ในนั้น
“เอาล่ะเด็ก ๆ สงสัยกันล่ะสิว่าอะไรอยู่ในนี้ไหนลองเดากันดู”
เสียงพูดคุยเดาใจอาจารย์มาจากนักเรียนที่นั่งอยู่ด้านใน อาจารย์ใหญ่อากิระดูชอบพอใจกับอาการตื่นเต้นอยากมีส่วนร่วมของผู้ฟังเขาหัวเราะออกมาเสียงดัง
“อะไรเอ่ยที่อยู่ในนี้กันนะ กระต่าย หรือนกพิราบ…เฉลยเลยล่ะกันฉลากแบ่งห้องอย่างไรกันล่ะ!! ฉันจะให้ทุกคนจับฉลาก”
ฉลากแบ่งห้อง!?
ไม่ใช่เพียงแค่นักเรียนจะฉงนใจคณาจารย์ที่ฟังอยู่ก็มีอาการสงสัยไม่ต่างกัน ส่วนคนที่พูดเล่นว่าให้จับฉลากง่าย ๆก็ไปไม่เป็เหมือนกันเพราะเ้าตัวก็ไม่ได้คิดว่าชะตาชีวิตต่อจากนี้อีกสี่ปีที่รั้วโรงเรียนใหม่จะต้องขึ้นอยู่กับฉลากที่จับได้ใบเดียวในวันนี้
“อย่าพึ่งไม่พอใจกันออกนอกหน้านักนะเด็กน้อยทั้งหลายฉันเป็อาจารย์ใหญ่ของที่นี่ ฉันมีความเชื่อเื่แรงดึงดูดนะคนประเภทเดียวกันมักจะถูกดึงดูดไปอยู่รวมกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งดังนั้นลองให้ดวงวันนี้นำทางตัวพวกเธอดูก็แล้วกันนะ”
เหตุผลชี้แจงที่ดูจะเอาแต่ใจตัวเองเป็ที่สุด มิน่าล่ะการคัดเลือกแบ่งห้องถึงต้องมีแต่เหล่าคนในโรงเรียนอยู่รับฟังถ้าหากพวกผู้ปกครองอยู่ฟังรับรู้ขึ้นมาคงจะไม่จบเื่นี้ง่าย ๆ เป็แน่
“เอาล่ะ ๆ พวกเธอคงตื่นเต้นที่จะจับฉลากเลือกห้องกันแล้วสินะฉันรู้ ฉันเข้าใจ แต่คงต้องขอพูดอีกก่อน เพราะถ้าพูดทีหลัง เดี๋ยวจะลืมเอาได้ฉันแก่แล้วเสียด้วย…ห้องเรียนหรือหอพักทั้งสี่นั้น ถูกขนานเอกลักษณ์เอาไว้แบบนี้ล่ะ ห้องหนึ่งทิศเหนือเป็พวกบ้าดีเดือด ห้องสองทิศตะวันออกเป็พวกไม่เหมือนใครอย่างสร้างสรรค์ห้องสามทิศใต้เป็พวกน้ำนิ่งไหลลึก เชี่ยวกราดน่าดู และห้องสี่สุดท้ายทิศตะวันตกเป็พวกเล่ห์เหลี่ยมและเฉียบคม”
“มันก็แค่สโลแกนที่คงมาจากพวกรุ่นเก่า ๆพูดต่อกันมาล่ะนะ ไม่ว่าแต่ห้องหอทิศไหนจะเป็อะไรที่น่าสนใจแบบไหนก็มีแต่พวกเธอเท่านั้นที่จะััเองได้ เชิญเถิดเหล่าเด็กน้อยสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น!”
หลังจากนั้นอาจารย์ใหญ่ได้ชี้แจงเล็กน้อยเกี่ยวกับการจับฉลากจะเริ่มจากแถวแรกที่นั่งหน้าสุดตามรายชื่อที่ขานเรียกแต่ละคนจะจับได้ใบเดียวเท่านั้นเมื่อจับมาแล้วให้กำไว้ในมือก่อนเมื่อถึงที่นั่งแล้วค่อยเปิดดูตัวเลขในกระดาษที่ได้รับจากนั้นจะมีอาจารย์และรุ่นพี่ไปจดรายชื่อพร้อมเลขห้องที่ได้
เสียงขานชื่อของอาจารย์อารีเอตต้าที่สวมหมวกปลายแหลมดังขึ้นนักเรียนคนแล้วคนเล่าเดินออกไปจับฉลากในกล่องสีทองที่ลอยอยู่ด้านหน้าอาจารย์อากิระลูบหนวเคราสีเทาของตนเองด้วยความพอใจ ท่ามกลางความอกสั่นขวัญเสียตื่นเต้นเกินเหตุของนักเรียนในห้องหลายคนแล้วที่กลับมานั่งที่นั่งแล้วเปิดดูกระดาษที่ได้รับมาบ้างมีสีหน้าฉงนขึ้นมาบ้างมีสีหน้าพอใจ บ้างออกอาการดีใจจนต้องร้องออกมาบ้างก็มีสีหน้าผิดหวังไม่ได้ดั่งใจ พอจะฉีกกระดาษทิ้งมันก็ลอยกลับขึ้นมาประสานกันราวกับว่าความจริงข้อนี้ไม่สามารถลบล้างได้
“จิลเลียน เซราฟีน เซเฟอริโน่”
เสียงขานนามเต็มโดยไร้ซึ่งยศเ้าหญิงสูงศักดิ์ของจีเซล เธอลุกขึ้นยืนตรงและเดินออกไปอย่างสง่างามแม้ว่าจะอยู่ในชุดนักเรียนเหมือนคนอื่นแต่กลับฉายออร่าเสน่ห์ชวนมองแก่คนที่แลเห็น จีเซลล้วงมือเข้าไปในกล่องอย่างไม่ลังเลนาทีต่อมาก็ยกมือขึ้นแล้วเดินกำมือลงบันได ผลลัพธ์นั่นอยู่ในมือเธอ
“ซาแมนธา ฟีโอน่า ริคาร์โด้”
แซมลุกขึ้นเดินตรงไปในใจยังนึกหวัน ๆ จีเซลพึ่งจะกลับมานั่งตอนที่เธอสวนออกมาทุกก้าวเท้าหนักอึ้งขึ้นมาเหมือนดั่งในใจที่สั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น จีเซลจะได้อยู่ไหนแล้วเธอล่ะ จะได้อยู่ห้องเดียวกันไหมใครกันที่จะเป็คนกำหนดผลลัพธ์ชีวิตสี่ปีของเธอหลังจากนี้มือขวาของเธอเองน่ะหรือจะแบกรับหน้าที่นั่น
แซมมองมือขวาของตนที่ยกอยู่เหนือกล่องสีทองอย่างหวาดหวั่นก่อนจะจำใจล้วงลงไปในกล่องที่มีกระดาษอยู่เต็มเธอควานวนไปทั้งกล่องแล้วตัดสินใจหยิบมาหนึ่งใบที่ติดของที่ง่ามระหว่างนิ้วชี้นิ้วกลางแซมกำกระดาษแผ่นเล็กออกมาแล้วเดินกลับไป สายตามองตรงไปหูไม่ได้ยินเสียงขานชื่อของคนถัดไปมือที่กำกระดาษแผ่นเล็กแต่กลับรู้สึกหนักกว่าดาบที่เธอเคยถือ ลมหายใจเข้าออกเลี้ยงสมองให้พยายามปลอบให้จิตใจช่วยสงบลงเสียทีเพราะมันเต้นแรงเสียจนเธอจะควบคุมไม่อยู่แล้ว
ทำไมกัน แค่การจับฉลากเลือกหอพักมันถึงจะได้ส่งผลถึงเพียงนี้
แซมนั่งลงที่นั่ง จีเซลมองดูด้วยความเป็ห่วงแต่ก็ไม่เอ่ยปากพูดอะไรเพียงแต่เอื้อมมือมาจับมือที่สั่นเทาของแซมเอาไว้ แซมหันไปมองใบหน้าส่งยิ้มอ่อนโยนของจีเซลแล้วพยักหน้าเป็เชิงรู้กัน
มือขวาที่กำกระดาษจนเหงื่อชุ่มค่อย ๆคลี่นิ้วออกมาเผยให้เห็นกระดาษและตัวเลขในนั้น
1
“ได้เลขสวยเลยล่ะ” หอพักประจำทิศเหนือพวกเืเดือดบ้าพลังเลยแหละ
อัพตอนใหม่แล้วนะคะ หวังว่าจะมีคนตามอ่านเื่นี้อยู่นะคะ ไรท์เตอร์รู้สึกว่าตัวเองเขียนได้ยืดมาก จะพยายามกระชับให้อ่านง่ายเข้าใจเร็วนะคะ! เป็กำลังใจให้เราด้วยนะคะ!