กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    เล่มที่ 3 บทที่ 2

    “ไอ้ตัวบัดซบใดที่ชื่อว่า หยางอี้ จงก้าวออกมาหาบิดาผู้นี้ซะ”เสียงอันเย่อหยิ่งดังก้องไปทั่วบริเวณกระท่อมน้อยที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ เหล่าศิษย์ต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะมีเสียงจากพวกเหล่าศิษย์เก่าเอ่ยขึ้นมาบ้าง“นั่นมันศิษย์พี่เฉินกวงกับศิษย์พี่เห่ยหลาน”“ข้าได้ยินว่าศิษย์พี่ทั้งสองเลื่อนไปเป็นศิษย์สายในเมื่อสองเดือนก่อน”“ดูเหมือนว่าภายในศิษย์สายในที่โดดเด่นจะมีคนของตระกูลเฉินอยู่ในพวกศิษย์มีอันดับด้วย”เฉินกวงนั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเฉินซิที่เป็นศิษย์สายในผู้มีรายชื่ออยู่ในอันดับ ด้วยเหตุนี้ก่อนที่จะเลื่อนขึ้นไปเป็นศิษย์สายในนั้น เฉินกวงตั้งตนเป็นใหญ่คอยรังแกผู้อ่อนแอมาตลอด ทำให้มีคนไม่น้อยที่รังเกียจเขา กระทั่งดีใจด้วยซ้ำที่เขาเลื่อนขั้นผ่านไปเป็นศิษย์สายในได้แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตาม ถึงเฉินกวงจะอาศัยอำนาจบารมีของญาติผู้พี่แต่เรื่องความสามารถของเขานั้นก็มิได้อ่อนแอ มิเช่นนั้นแล้วเขาจะผ่านการเลื่อนขั้นได้อย่างไร ภายในเขาทดสอบนั้นคงมีแต่พวกที่ครองอันดับ 1 ถึง 20 ที่พอจะต่อรองกับเขาได้หยางอี้ยืนมองไปยังชายสองคนที่เรียกชื่อของเขาและประกาศว่าจะทุบตีด้วยความชั่วร้าย แววตาของชายหนุ่มกลายเป็นสว่างวาบก่อนจะเดินออกไปด้านหน้าพวกเจินเซียงเมื่อได้ยินเสียงเอะอะก็ออกมาเช่นกัน และเมื่อเห็นท่าทีของหยางอี้พวกเขาก็ได้แต่ถอนหายใจพร้อมกับมองไปยังเฉินกวงด้วยแววตาสงสาร เด็กหนุ่มผู้นี้เรียกได้ว่าเข้าขั้นอำมหิต สำหรับศัตรูหยางอี้ไม่เคยปรานีผู้ใด“ดูเหมือนว่าข่งเย่หลงจะกลัวเสียหน้ามากเกินไป ข่าวของน้องหยางจึงถูกปิดเอาไว้”เทียนเจินเซียงพูดออกมาพร้อมกับถอนหายใจพลางส่ายหน้า ข่งเย่หลงนั้นด้วยตำแหน่งประมุขน้อย เพียงอายุ 20 ปีเขาก็มีรายชื่ออยู่ในผังฟ้าแล้ว แถมยังเป็นอันดับที่ 49 อีกด้วย สำหรับศิษย์สายในนั้นจะแตกต่างจากศิษย์สายนอกเล็กน้อยผังอันดับของสายนอกนั้นมีเพียงอันดับที่ 1 ถึง 100 แต่สำหรับศิษย์สายในนั้น รายชื่อจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน นั่นคือ ผังฟ้า และผังดิน ผังดินคือ 100 อันดับสำหรับผู้ที่อยู่ในระดับ ก่อตั้งจิตระดับสูง ส่วนผังฟ้านั้นคือของศิษย์ที่อยู่ในขั้นปฐพีสำหรับคณะของหยางอี้และเทียนเจินเซียงนั้น แต่ละคนถือเป็นยอดอัจฉริยะของจักรวรรดิเมฆาหวนที่มีเบื้องหลังอันยิ่งใหญ่ แน่นอนว่าที่มาอยู่ตรงนี้นั้นเป็นเพราะต้องทำตามกฏของสำนัก หากพูดถึงความสามารถทั้ง 6 คนนั้นเทียบได้กับพวกศิษย์สายในที่มีรายชื่อในผังฟ้าแล้วแล้วเฉินกวงเป็นใคร เพียงศิษย์สายในที่เพิ่งเลื่อนขั้น ดูจากพลังปราณที่แผ่ออกมาแล้วอยู่เพียงปราณก่อตั้งจิตขั้นสูงเท่านั้น ยังไม่แม้แต่จะเข้าใกล้ครึ่งก้าวสู่ปฐพี แล้วมันยังกล้ามาประกาศจะทุบตีหยางอี้ที่อยู่ในระดับปฐพีขั้น 2 “หยางอี้? หรือจะเป็นหยางอี้ผู้นั้น?”ศิษย์บางคนกล่าวออกมาอย่างสงสัย แม้เขาทดสอบจะเรียกได้ว่ามีไว้แบ่งเขตของสำนักแต่ข่าวของหยางอี้นั้นโด่งดังเกินไป บุรุษผู้ไร้ตัวตนแต่กลับกลายเป็นที่พูดถึงมากที่สุดในสำนักเมื่อสามเดือนก่อน ชายผู้เป็นศัตรูหัวใจของใครหลายๆคน และการมาของเฉินกวงพวกเขาก็คาดว่าจะเป็นเพราะเหตุนี้ท่ามกลางความสงสัยของศิษย์เก่าที่กำลังพูดคุยกัน ด้านหน้าก็ปรากฎร่างของหยางอี้เดินออกไปอย่างช้าๆ แน่นอนว่าสำหรับศิษย์เก่านั้นมิได้มีผู้ใดที่รู้จักเขา สายตาหยามเหยียดต่างจ้องมองมาด้วยความสงสัย ด้วยความเคยชินหยางอี้หากไม่อยู่สถานะที่ต้องปลดปล่อยพลังเต็มที่ เขาจะโคจรซ่อนจันทร์ไว้ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพื่อให้สะดวกต่อการใช้ชีวิตแต่สำหรับศิษย์ใหม่ทั้ง 500 คนเล่า หยางอี้เรียกได้ว่ากลายเป็นแบบอย่างที่ชื่นชมและเคารพของหลายๆคนไปแล้ว ใบหน้าของพวกเขาต่างกระหยิ่มยิ้มย่องกันไม่ขาด การแข่งขันภายในเขาทดสอบแห่งนี้สูงอยู่แล้ว และยิ่งพวกมาใหม่เพิ่มเข้ามา แน่นอนว่าพวกศิษย์เก่าย่อมคอยกดดันพวกเขาอยู่ตลอด หากหยางอี้แสดงพลังออกมาย่อมสร้างผลกระทบไม่มากก็น้อย“เรียนศิษย์พี่ ข้าคือหยางอี้ มิทราบว่าศิษย์พี่มีธุระอันใด”หยางอี้กล่าวออกมาอย่างยิ้มแย้มเมื่อมองไปยังเฉินกวง จนอี้เสวี่ยชิงเริ่มจะหมั่นไส้กับการแสดงออกเช่นนี้เฉินกวงลอบมองไปยังหยางอี้เพื่อสำรวจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเหยียดหยาม พลังปราณที่กระจายออกมาจากร่างหยางอี้นั้นอยู่เพียงก่อตั้งจิตรขั้นกลางเท่านั้น นั่นก็นับเกณฑ์ของพวกศิษย์สายนอกที่ไม่ติดอันดับ“เจ้านะรึ หยางอี้ ฮ่าๆๆๆๆ บัดซบเอ๊ย เจ้ามันก็แค่ขยะดีๆนี่เอง”เฉินกวงนั้นเดิมทีก็กังวลเล็กน้อยก่อนจะมาเขาทดสอบ งานนี้เขาได้รับมอบหมายมาจากเฉินซิญาติผู้พี่ เฉินซินั้นเป็นหนึ่งในบุรุษที่หลงใหลในตัวของเสี่ยวปิง ดังนั้นเมื่อได้รับข่าวว่าศิษย์ใหม่มาถึง เขาจึงส่งเฉินกวงมาทันที จากชื่อเสียงของหยางอี้นั้นทำให้เขากังวลเล็กน้อย บุรุษผู้ที่เทพธิดาทั้งสองหลงใหลนั้นหลายคนคาดเดาว่าจะต้องเป็นอัจฉริยะที่แข็งแกร่ง แต่ด้วยไม่มีอะไรยืนยันรวมกับค่าจ้างที่เฉินซิมอบให้ ทำให้เขาตัดสินใจมาในทันทีด้วยความโล่งใจเฉินกวงมองไปยังหยางอี้ด้วยความเหยียดหยามอีกครั้ง ก่อนจะพูดออกมา“เจ้าขยะ รู้หรือไม่การมาของเจ้านั้นทำให้หลายคนไม่พอใจ”เหล่าศิษย์เก่าเองเมื่อรับรู้ว่าชายด้านหน้าคือหยางอี้ ที่สร้างความเกลียดชังให้กับผู้ชายกว่าครึ่งสำนัก ก็เริ่มโห่ร้องแหกปากกันขึ้นมาทันที ผิดกับพวกศิษย์ใหม่ที่เริ่มมองดูพวกเฉินกวงอย่างเวทนา คนสุดท้ายที่พูดว่าหยางอี้เป็นขยะนั้นคือ ข่งเย่หลง ทายาทประมุขน้อยผู้เป็นอัจฉริยะของสำนักแห่งนี้ และสภาพของเขาหลังจากนั้นก็ไม่ค่อยจะดูดีสักเท่าไหร่ แล้วไอ้ตัวบัดซบเฉินกวงนี่เป็นใครหยางอี้มองไปยังเฉินกวงด้วยสายตาแวววาว ทว่าหากสังเกตดูให้ดีแล้วจุดหมายของสายตานั้นไม่ใช่เฉินกวงแต่เป็นกระบี่บินที่เขาเหยียบอยู่!“นี่ศิษย์พี่ หากท่านมอบกระบี่บินให้ข้า ข้าจะไม่เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ”หลังจากถ้อยคำของหยางอี้กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเนือยๆ ปนตื่นเต้น ทุกคนพลันเงียบกริบทันที เฉินกวงกลายเป็นมึนงงก่อนจะมองมายังหยางอี้ด้วยสายตาโง่งม“ฮ่าๆๆๆๆๆ มันเล่นปล้นกันแบบนี้เลยเรอะ หยางอี้เจ้าควรเก็บอาการหน่อยดีไหม”เสียงหัวเราะร่าดังออกมาจากกลุ่มผู้คน ไม่ใช่ใครอื่น เขาก็คือซูเฉินนั่นเอง คนอื่นๆเองก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆออกมา เจ้าเด็กนี่มันเล่นปล้นกันแบบนี้เลย?“ฮ่าๆ สารเลวไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ จะไม่ถือสาข้างั้นเรอะ หาที่ตาย”เฉินกวงกล่าวออกมาพร้อมกับปล่อยเจตนาฆ่ามายังหยางอี้ในทันที เหล่าศิษย์เก่าต่างหัวเราะโห่ร้องให้กับความเลอะเลือนของหยางอี้ ผิดกับศิษย์ใหม่ที่ลุ้นกันอย่างตื่นเต้นว่าจุดจบของเฉินกวงจะเป็นเช่นไร“เช่นนั้นข้าคงต้องขออภัยศิษย์พี่ที่เสียมารยาท”หยางอี้กล่าวจบก็ลงมือทันที เฉินกวงที่ได้ฟังยังไม่ทันได้แสดงอาการอะไรออกมา เบื้องหน้าเขาพลันปรากฎเงาดำสายหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะมีฝ่ามือฟาดมายังใบหน้าของเขาด้วยความรวดเร็วปัง !ตุบ !ด้วยความงุนงง ร่างใหญ่โตของเฉินกวงพุ่งดิ่งลงสู่พื้นในทันที เหล่าศิษย์เก่ากลายเป็นเงียบกริบด้วยความตะลึง เหตุการณ์เช่นนี้ไม่มีใครคาดคิด และวินาทีนั้นกลับกลายเป็นเหล่าศิษย์ใหม่ที่โห่ร้องกันออกมาด้วยความสะใจมองไปยังหยางอี้ที่ลอยอยู่บนอากาศเบื้องหน้า ดวงตาของพวกเขาพลันเบิกกว้าง อ้าปากค้าง ก่อนจะพูดออกมาด้วยความตกตะลึง“อะไร นั่นมันอะไร ทำไมมันยืนอยู่บนอากาศได้”ด้วยความมึนงง หยางอี้ที่มองไปยังกระบี่บินด้วยความหลงใหลก็ละสายตาไปยังชายร่างผอมที่มีใบหน้าเล็กแหลม ซึ่งตอนนี้เขาเองก็ได้แต่อ้าปากค้างด้วยความตะลึงเช่นกัน“ศิษย์พี่ หากเป็นเช่นนี้จะดูเหมือนเอาเปรียบศิษย์พี่ท่านนั้นเกินไป ดังนั้น..... ข้าต้องขออภัยด้วย”ปัง!ตุบ!