"ท่านแม่... แม่เป็งอะไลหรึอเปล่า... ทะไมเงียบไป..."
เสียงแ่เบาของหลี่เซียนเซียนดังขึ้นใกล้ข้างหู ดวงตากลมโตของเด็กหญิงเปล่งประกายกังวล มือเล็กกำชายเสื้อแน่นอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ถ้อยคำแ่เบาจากปากน้อย ๆ ของเด็กหญิงดึงสติไป๋เหยียนอวี่หลุดออกจากวังวนแห่งความคิดทันที
หลี่เซ่าหยางยืนนิ่งอยู่ไม่ไกลนัก ดวงหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด แม้จะพยายามแสร้งทำเป็ไม่หวั่นไหว แต่ความเงียบของผู้เป็แม่ในตอนนี้... ชวนให้เด็กน้อยหวาดกลัวมากกว่าการถูกตีเสียอีกเพราะปกติแล้ว
หลังจากที่เขาสารภาพว่าขโมยของกินไปปกติผู้หญิงใจร้ายผู้นั้นจะตบเขาทันที ตบแรง จนหน้าหัน น้ำตาไหล แล้วก็สั่งให้ไปนั่งคุกเข่าหน้าประตูเรือนไม่เคยมี "ความเงียบ" แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน
ไป๋เหยียนอวี่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ
"ในเมื่อซาลาเปาไปอยู่ในท้องของพวกเ้าแล้ว... ก็ช่างมันเถอะ กินไปแล้ว ก็ใช่ว่ามันจะโผล่ออกมาได้ใหม่"
คำพูดนั้น... ไม่มีการดุ กลับกลายเป็สิ่งที่ทำให้เด็กทั้งสองยืนนิ่ง
ไป๋เหยียนอวี่ยื่นมือออกไป ลูบศีรษะของหลี่เซียนเซียนอย่างเบามือ จนเด็กหญิงสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็ยังยืนนิ่ง ไม่ถอยหนี
"พวกเ้าหิวกันหรือไม่?...เดี๋ยวแม่จะไปหาอะไรมาให้ทาน..."
แต่ยังไม่ทันที่นางจะหันกายออกจากเตียง เสียงของหลี่เซ่าหยางก็ดังขึ้นทันควัน
"น้องเล็ก อย่าไว้ใจสตรีโหดร้ายผู้นี้...นางอาจจะใส่ยาในอาหาร แล้วจับพวกเราไปขายตอนที่ท่านพ่อไม่อยู่ก็ได้"
คำพูดนั้นแทงลึกเข้าไปกลางอกไป๋เหยียนอวี่ ไม่ใช่เพราะถูกกล่าวหา แต่เพราะเธอรู้ดี ว่านั่นคือความจริงที่ฝังลึกในใจของเด็กชายตรงหน้า มันคือาแเก่า... ที่เ้าของร่างนี้ได้ทิ้งเอาไว้
นางมองสองพี่น้องอย่างเงียบ ๆ เด็กน้อยที่น่าจะมีความไร้เดียงสาในวัยนี้กลับเต็มไปด้วยความระแวง แต่ถึงอย่างนั้น นางก็อดคิดไม่ได้ว่า...เด็กสองคนนี้..ได้กินของอร่อย ๆ สักมื้อ... พวกเขาคงยอมพูดกับนางดี ๆ สักครั้ง
ไป๋เหยียนอวี่ ถอนหายใจเบา ๆ แล้วตัดสินใจลุกขึ้นจากฟูกนอน เดินออกจากห้องอย่างช้า ๆ นางเดินไปเรื่อย ๆ สำรวจเรือนไม้ที่ทรุดโทรม สีของไม้ซีดจาง เฟอร์นิเจอร์แทบไม่มีอะไรเหลือ
และแล้ว... นางก็เดินมาถึงห้องครัวเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านหลัง มีเตาไฟดินเผาตั้งอยู่กลางห้องถังไม้ใส่น้ำตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง บนชั้นไม้มีเพียงถุงแป้งข้าวเ้าเล็กน้อย เกลืออีกหยิบมือ มีข้าวขาวเหลือแค่หยิบมือ ไม่มีเนื้อ ไม่มีผักไม่มีอะไรเลย... ที่จะเอามาทำอาหารได้ในทันที
ไป๋เหยียนอวี่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งหัวใจรู้สึกหนักอึ้ง “แม้แต่จะให้พวกเขาอิ่มท้อง... ข้ายังทำไม่ได้เลยหรือ?”
“สงสัยข้าต้องออกไปหาของกินข้างนอกเสียแล้ว…ไม่อย่างนั้นจะอดตายกันทั้งบ้านแน่”
นางพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแ่เบา ก่อนจะมือเอื้อมไปคว้าตะกร้าสานใบเก่าที่แขวนอยู่ข้างฝา เตรียมจะออกหาของป่าตามความทรงจำของเ้าของร่างนี้ที่ผุดขึ้นมา
ในภาพเลือนรางนั้นเธอจำได้ว่า... มีป่าทึบทอดยาวอยู่ด้านหลังเรือนที่เงียบเหงาหลังนี้ คือแนวป่าทึบที่ทอดยาวไปไม่รู้จบ
ชายป่าบริเวณนั้นเคยอุดมสมบูรณ์ แต่ปัจจุบัน ชาวบ้านตงอวี้ที่อดอยากต่างพากันเข้ามาหาอาหาร จนกระทั่งสิ่งมีชีวิตแทบไม่เหลืออยู่กระต่ายป่า นกเล็ก หรือแม้แต่เห็ดบางชนิด ก็แทบจะถูกเก็บเกลี้ยงหมดแล้ว
หาก้าหาเนื้อจริง ๆ ก็มีเพียงทางเดียวเท่านั้น เข้าไปในป่าชั้นกลาง ที่นั่น... เป็เขตของสัตว์อสูร มันไม่ใช่สถานที่สำหรับคนธรรมดาที่สามารถเข้าไปได้ มันเต็มไปด้วยต้นไม้สูงชัน พืชมีพิษ และสัตว์อสูรที่มีพลังมหาศาล บางตัวมีพลังยิ่งกว่ามนุษย์ธรรมดาจะรับมือได้ ไม่มีใครกล้าเฉียดใกล้ หากไม่ได้ฝึกฝนวรยุทธ์มาก่อน ผู้ใดคิดจะก้าวเข้าไป... ก็เหมือนฝากชีวิตไว้กับหลุมศพ
นางถอนหายใจ “ถ้ามีของวิเศษติดตัวมาด้วยเหมือนในนิยายคงจะดีไม่น้อย”
ทันใดนั้นปลายนิ้วของนางก็รู้สึกถึงบางสิ่ง ร้อนวูบ เหมือนมีพลังบางอย่างไหลเวียนผ่านเส้นเืจนปลุกสัญชาตญาณให้ตื่นตัว
ไป๋เหยียนอวี่ชะงัก นางก้มมองมือตนเองแสงจาง ๆ เริ่มสว่างขึ้นช้า ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เรืองรองเป็สีฟ้าครามล้อมรอบปลายนิ้วแล้วในพริบตา... แสงนั้นก็ห่อหุ้มร่างของนางไว้ทั้งหมดแล้ว
"อะ..." ไป๋เหยียนอวี่ยังไม่ทันเปล่งเสียงออกมาเต็มคำ ร่างของนางก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา
ทันใดนั้น... ทุกอย่างรอบตัวก็เปลี่ยนไป เมื่อหญิงสาวลืมตาอีกครั้ง...ภาพเบื้องหน้าไม่ใช่ภาพห้องครัวเก่าโทรมอีกต่อไปแต่เป็สถานที่งดงามปานแดน์
เบื้องหน้าเธอคือบ่อน้ำใสสะอาดสะท้อนแสงระยิบระยับกลางแดน รอบบ่อน้ำเป็ผืนดินนุ่มเขียวขจีเต็มไปด้วยพืชพรรณที่เธอคุ้นตา บางชนิดเคยเห็นนางเคยเห็นจากในสารคดีการเอาชีวิตรอดในป่า บางชนิดเป็สมุนไพรพื้นบ้านและอีกหลายต้น... เป็พืชผักที่สามารถนำมาทำอาหารได้จริง
หญิงสาวเบิกตากว้าง ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองแววตาที่เคยหม่นเศร้าสว่างขึ้นทันที
"ที่นี่... คือมิติในแหวนของข้าอย่างนั้นหรือ?"
นางพึมพำอย่างไม่แน่ใจ แต่หัวใจกลับเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ร่างของนางขยับเองโดยไม่ต้องคิด มือเล็ก ๆ เริ่มเด็ดพืชผักที่รู้จัก ถอนหัวผักกาดป่า เก็บรากบัวริมบ่อน้ำ ดึงใบขิงอ่อนจากต้นที่ขึ้นเป็กอหนาแน่น
แม้จะไม่มีเนื้อสัตว์เลยแม้แต่น้อย แต่นางก็รู้... ว่าแค่ของเหล่านี้ ก็เพียงพอจะทำอาหารอุ่น ๆ ให้เด็กน้อยทั้งสองได้กินให้อิ่มได้
หลังจากเก็บผักจนเต็มตะกร้าสานไป๋เหยียนอวี่ก็ถอนหายใจเบา ๆ เหงื่อผุดที่หน้าผาก ผ้าผืนเล็กที่พกติดตัวเปียกชื้นไปหมด แม้จะเป็แค่การเก็บผักธรรมดาในดินแดนที่เงียบสงบนี้แต่นางกลับรู้สึกล้าไปทั้งแขนขาเหมือนเพิ่งผ่านการฝึกหนักๆ มา
“สงสัยข้าต้องกลับมาออกกำลังกายเสียบ้างแล้ว...” นางพึมพำกับตัวเอง พลางยิ้มน้อย ๆ อย่างขบขัน
เมื่อนึกถึงร่างเดิมของตน ที่เคยฝึกฝนการต่อสู้มานานหลายปี ร่างกายเดิมแข็งแกร่ง ว่องไวพอจะปราบโจรยามค่ำคืนได้ด้วยมือเปล่าแต่ร่างนี้... ผอมบาง และเรี่ยวแรงน้อยเกินคาด แค่แบกตะกร้าผักก็ทำเอาเข่าแทบทรุด
ไป๋เหยียนอวี่เดินมาช้า ๆ แล้วหย่อนตัวลงนั่งริมบ่อน้ำใสตรงกลางมิติ ก่อนจะยื่นมือแตะผิวน้ำที่เย็นสบาย แต่ไม่ถึงกับหนาวเยือกนางจึงตักขึ้นมาในฝ่ามือแล้วจิบช้า ๆ
ทันทีที่น้ำใสไหลผ่านลำคอความรู้สึกบางอย่างก็เปลี่ยนไป...ราวกับมีพลังบางอย่างแทรกซึมเข้าสู่เส้นเื
ภายในชั่วอึดใจ ความเหนื่อยล้าเก่าเก็บที่เกาะกุมมานานพลันสลายหายไป ร่างกายเบาสบายดุจสายลม ลมหายใจไหลเวียนอย่างเป็ธรรมชาติ กล้ามเนื้อที่เคยตึงเครียดกลับคลายตัวอย่างน่าประหลาด ไป๋เหยียนอวี่รู้สึกได้... ร่างกายของนางไม่ได้แค่หายเหนื่อยแต่มัน “ฟื้นฟู” จากภายใน
"น้ำในมิตินี้...ไม่เพียงช่วยฟื้นพลัง แต่ยังฟื้นฟูผิวพรรณได้อย่างน่าอัศจรรย์"
ไป๋เหยียนอวี่แตะแก้มตัวเองเบา ๆ รู้สึกผิวเนียนละเอียดราวกับไม่เคยต้องลมฝนหรือความเหนื่อยล้า เ้าของร่างนี้ที่ดูดีอยู่แล้ว แต่ยิ่งกลับเปล่งประกาย ราวกับสตรีชั้นสูงผู้ได้รับการปรนนิบัติอย่างประณีต จนเธอเองยังต้องแอบเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
นี่ไม่ใช่แค่มิติเก็บของธรรมดาอีกต่อไปแต่มันอาจเป็ "ขุมทรัพย์" ที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ ร่างบางยืนนิ่งครู่หนึ่ง ความตื่นเต้นในใจค่อย ๆ กลับกลายเป็ความระแวดระวัง
ถ้าในโลกแห่งนี้คือโลกภายในนิยายวายที่หญิงสาวอ่าน งั้นแสดงว่าโลกใบนี้ก็น่าจะเป็โลกของลมปราณ ผู้ที่มีอำนาจ...คือผู้ทุกอย่าง แต่ตอนนี้นางยังไม่รู้จักใคร ไม่รู้ว่าใครคือมิตรหรือศัตรู และหากมีใครล่วงรู้ ความลับนี้เข้า พวกมันจะไม่ปล่อยนางไว้แน่
'ความลับนี้... ข้าต้องเก็บไว้ให้มิด' นางครุ่นคิดในใจ
หลังจากเก็บพืชผักทั้งหมดลงตะกร้าสานจนแน่น ไป๋เหยียนอวี่จึงยื่นมือไปแตะแหวนที่นิ้วอย่างคุ้นเคย แสงบางเบาปรากฏขึ้นอีกครั้ง ก่อนร่างของนางจะค่อย ๆ เลือนหายออกจากมิตินั้นอย่างเงียบงัน
เมื่อกลับสู่ห้องครัวไม้เก่าอีกครั้ง ไป๋เหยียนอวี่ไม่รอช้า นางวางตะกร้าผักลงบนโต๊ะไม้เล็ก ๆ อย่างคล่องแคล่วเธอโยนฟืนเข้าเตา จุดไฟขึ้นอย่างชำนาญ
“ในโลกก่อน... ฉันเคยอยู่หอพักตำรวจหญิงกับข้าวมาหลายปี ไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่เป็หรอก”หญิงสาวยิ้มมุมปากนิด ๆ ขณะเทน้ำลงหม้อเหล็กเก่า เริ่มต้มน้ำซุปด้วยสมุนไพรพื้นฐาน แม้จะไม่มีเนื้อสัตว์ แต่กลิ่นหอมจากขิง หอมป่า ใบตำลึง และรากบัวที่เพิ่งเก็บมา ก็เริ่มอบอวลไปทั่วห้องครัว
หลังจากทำกับข้าวเสร็จ กลิ่นหอมของซุปสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยอบอวลไปทั่วเรือนไม้เก่า กลิ่นขิงอ่อน หอมป่ากับใบตำลึงก็ชวนให้น้ำลายไหลไม่แพ้ข้าวต้มชั้นดี
ไป๋เหยียนอวี่ยกหม้อข้าวและชามสองใบไปวางไว้บนโต๊ะไม้เตี้ยกลางห้อง จากนั้นก็หันไปมองมุมห้องเงียบ ๆ
ตรงมุมนั้นเอง เด็กน้อยสองคนกำลังแอบอยู่ หลี่เซ่าหยางยืนขวางน้องสาวไว้ตามเดิม ส่วนหลี่เซียนเซียนชะเง้อหน้ามาจากด้านหลังพี่ชาย ดวงตากลมใสสั่นระริก มือเล็กกำแขนเสื้อผู้พี่ชายไว้แน่น
“พวกเ้ามากินข้าวกันเถอะ... เดี๋ยวถ้ามันหายร้อนแล้ว จะไม่อร่อยนะ” ไป๋เหยียนอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
“ท่านแม่... เซียนเซียนกิงได้ม้ายเ้าคะ?” เสียงเล็ก ๆ เอ่ยออกมาอย่างลังเล “กั๊บข้าวนี้หอมมั่ก ๆ เลย....”
แต่ก่อนที่เด็กหญิงจะขยับ หลี่เซ่าหยางก็ดึงน้องกลับไปพร้อมกระซิบเสียงเข้ม
“น้องเล็กอย่าไว้ใจสตรีผู้นี้ นางเคยตีเ้า และนางอาจจะใส่อะไรลงไปในข้าวก็ได้...”
ไป๋เหยียนอวี่ได้ยินทุกคำ แต่นางไม่แสดงท่าทีไม่พอใจ เพราะนางเข้าใจดี...ความไว้ใจ... ไม่ได้เกิดขึ้นจากคำพูดไม่กี่คำมันต้องแลกมาด้วย “เวลา” และ “การกระทำ” ทีละเล็ก ทีละน้อย
หญิงสาวยิ้มบาง ๆ แล้ววางชามข้าวสองใบไว้ตรงหน้าโต๊ะ ไม่พูดอะไรเกี่ยวกับคำกล่าวหา ก่อนจะหันไปพูดกับเสียงนุ่มที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“กินก่อนเถอะลูก เดี๋ยวแม่จะออกไปดูในป่า... ว่าพอจะมีเนื้อสัตว์อะไรที่จับมาไว้ทำกับข้าวได้บ้าง”
คำว่าแม่ เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอบอุ่น... ทำให้หลี่เซ่าหยางชะงักไปเล็กน้อย
เด็กทั้งสองไม่ได้ตอบ แต่แววตาที่เคยแข็งทื่อเริ่มไหววูบเล็กน้อย ไม่ใช่ความไว้ใจ แต่อาจเป็ความประหลาดใจ...หรือว่ามารดาของพวกเขาจะเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

ยัยน้องตื่นมาในร่างใหม่ ยังไม่ทันได้หายเวียนหัว ก็โดนลูกชายวัยห้าขวบฟาดหน้าแบบไม่ใช้มือ
“อย่าไว้ใจสตรีผู้นี้...นางอาจใส่ยาแล้วจับพวกเราไปขาย”
โอ๊ยยย หนู สงสารน้องเลยทะลุมิติมาก็ดีเจอเข้าให้ คือไอ้ลูกก็หวาดระแวง
คือเด็กมันไม่ผิดหรอกแม่มันเคยตบเขาจริง แต่โชคดีที่ยัยน้องสายสตรองจ้าาา~
ไม่พูด ไม่เถียง ไม่ดราม่าแค่และเสิร์ฟซุปด้วยรอยยิ้ม”(เป็แม่นางที่คลั่งรักลูกแบบไม่รู้ตัว)
ส่วนเด็กน้อยสองคนก็คือสกิล “ตั้งการ์ด 100%”แต่เห็นน้ำซุปแล้วเริ่มสั่น
ไม่ได้สั่นเพราะกลัวนะคะ สั่นเพราะหอมเกินต้าน
เจอสกิลทำกับข้าวของยัยแม่เข้าไปเลยต้องยอมใจอ่อน