06-เพื่อนร่วมงานใหม่แต่หน้าเก่า กลับสู่ลูปสู้ชีวิตไม่หยุด
ในที่สุดทั้งลลิตากับเมษยาก็ได้ผ่านการสัมภาษณ์จากหัวหน้าแผนกของบริษัทเครืออิเล็กทรอนิกส์กรุป โดยลลิตาได้เข้าทำงานฝ่ายวางแผนการตลาดตามที่เธอสนใจ เื่ของกลยุทธ์การวางแผนงาน และการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าสูงสุด เผื่อวันข้างหน้าจะสามารถนำไปปรับใช้กับการทำธุรกิจของตัวเองได้ เพราะยังไงก็คิดไว้แล้วว่าจะต้องกลับไปดูแลแม่กับยายในวันหนึ่ง ต้องหาอาชีพที่มั่นคงให้ตัวเองอย่างเหมาะสม
ส่วนเมษยาทำงานแผนกบัญชีตามความถนัดของตนเองเช่นกัน หญิงสาวไม่ค่อยชอบพูดคุย สุงสิงกับคนมากนัก งานนี้เธอจึงค่อนข้างมั่นใจว่าจะสามารถทำได้ดี
ทันทีที่ทั้งสองเดินเข้ามาบริษัทที่เป็ตึกสูง ทุกอย่างดูโอ่อ่ายิ่งใหญ่ และสร้างความตื่นเต้นกับการเริ่มงานวันแรกนี้ไม่น้อย
“ใหญ่มากอะลิ้นจี่ ฉันตื่นเต้นมากเลย งือออ” เมษยาหันมาจับมือลลิตาแล้วบีบเบาๆ เพื่อเรียกกำลังใจ วันนี้ยังอยู่ในลุคเรียบร้อยเหมือนเดิม กระโปรงยาวกรอมเท้า แถมรอบนี้เป็เสื้อแขนยาว บวกกับเครื่องหน้า ผิวที่ขาว รูปร่างผอมบางแบบสาวเอเชีย กรอบแว่นก็เป็ทรงทันสมัยน่ารัก เพราะถูกนลินดาบังคับให้ไปตัดแว่นใหม่ ซึ่งยืนกำกับ จัดแจงเลือกทรงแว่นให้เสร็จสรรพ ให้ลุคสาวญี่ปุ่นสุดๆ
“ใช่ ใหญ่มาก ไม่น่าเชื่อว่าเค้าจะรับเรา เด็กที่เพิ่มจบใหม่ยังไม่มีประสบการณ์เข้าทำงานด้วย” ลลิตาพึมพำ การแต่งตัวของสาวร่างเพรียว สูงกว่าเมษยาขึ้นมาเล็กน้อยด้วยส่วนสูงหนึ่งร้อยหกสบห้าเิเ บวกเข้ากับชุดเสื้อคอวีแขนกุด คลุมทับด้วยเบลเซอร์ กางเกงขายาวแบบสาวออฟฟิศ สวมรองเท้าส้นสูงสองนิ้ว ยิ่งขับเน้นความโดดเด่น และมั่นใจให้กับสาวหน้าหวาน จนคนที่เดินผ่านไปมาต้องแอบมองทั้งสองสาว โดยเฉพาะสาวสวยดูดี แต่ก็ดูสุภาพอยู่ในทีแบบลลิตา
สองสาวขึ้นลิฟต์มายังชั้น 15 ซึ่งเป็ชั้นทำงานของทั้งสองคน โดยแผนกงานของทั้งคู่เกี่ยวข้องกัน แยกกันแค่ตอนนั่งโต๊ะทำงานแค่นั้น เรียกได้ว่าหนทางนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาด คงได้เจอกับเพื่อนร่วมงานใหม่แต่หน้าเก่าคนนี้ไปอีกนาน
“สวัสดีค่ะพี่ๆ วันนี้เราสองคนมาเริ่มงานวันแรกค่ะ” ลลิตาไหว้สวัสดีทุกคนในแผนกที่อยู่ในกรอบของสายตาสามารถมองเห็น และมีเมษยาไหว้ตามเช่นกัน
“อืม สวัสดีค่ะน้องๆ นี่ใหม่ทั้งคู่เลยใช่มั้ยคะ เห็นฝ่ายHR แจ้งมาว่าเพิ่งจบใหม่กัน พี่ชื่อโรสรินนะคะ น้องๆ เรียกพี่โรสเฉยๆ ก็ได้ ทำงานแผนกวางแผนการตลาด และเป็พี่เลี้ยงให้กับลลิตา น้องคนไหนคะ” โรสรินสาวใหญ่หุ่นเซี้ยะแนะนำตัว พร้อมถามหาคนที่เธอจะต้องเทรนงานหลังจากนี้
“หนูค่ะลลิตา พี่โรสเรียกลิ้นจี่ก็ได้ค่ะ” ลลิตายิ้มตอบอย่างจริงใจ รอยยิ้มนั้นทำให้คนมองเหม่อได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะหนุ่มๆ ในแผนกหลายคนที่แอบมองอยู่
“โอเคลิ้นจี่ พี่ชื่อจอยนะคะ แผนกบัญชี เทรนให้อีกคน สงสัยจะเป็เราใช่มั้ย ชื่ออะไรล่ะ”
“หนูชื่อเมษยาค่ะ พี่จอยเรียกเมย์เฉยๆ ก็ได้” เมษยาก็กระตือรือร้นตอบกลับจอยเช่นกัน สร้างความประทับใจให้กับทั้งสองคนที่ต้องเทรนงานให้พวกเธอ ท่าทางใช้ได้ๆ ทั้งโรสรินและจอยต่างมองสบตากันแวบหนึ่ง
“แหม่ พวกแกก็นั่งเก็บทรงกันอยู่ได้ รู้ว่าแอบมองอยู่ มาแนะนำตัวกับน้องมันหน่อยจ้ะ ได้ยินนะชื่อลิ้นจี่ ชื่อก็หวาน หน้ายิ่งหวาน อีกคนก็สาวสวยอินโนเซ้นท์ สงสัยแผนกนี้จะมีหนุ่มๆ แวะมาไม่ขาด ตายแล้ว ยิ่งคิดยิ่งตื่นเต้น” จอยจีบปากจีบคอพูดเย้าแหย่ไปตามประสา ทำให้ทุกคนต้องแนะนำตัวกับน้องใหม่
“สวัสดีค่ะพี่แจงนะคะ ทำบัญชีค่ะ”
“อะแฮ่ม พี่ยุทธครับ ประสานงานฝ่ายการเงิน แต่ถ้ามีปัญหาการเงิน พี่จะบอกว่าพี่ก็มีปัญหาเหมือนกันครับ เราคือเพื่อนร่วมชะตากรรม”
“โจ๊กนะคร้าบบบ คนที่หล่อที่สุดในแผนกแห่งนี้ ทำธุรการแผนก โสด มีกิ๊กสอง ลูกหนึ่งครับ”
“ฮ่าๆๆๆๆๆ” นอกจากนี้ก็มีอีกยี่สิบกว่าคนทยอยแนะนำตัว ทั้งเป็กันเอง บ้างสุภาพ บ้างขัดเขิน บางคนก็ปล่อยมุกขบขัน เรียกเสียงเฮฮาให้กับแผนกในเช้านี้ไม่น้อย ก่อนทุกคนจะแยกกันไปทำงาน
“เดียวก่อนๆ เที่ยงนี้ไปกินข้าวกับพี่แล้วก็พี่จอยนะ เราทั้งสองคนเลย จะพาทัวร์บริษัท่บ่ายค่ะ เป็การปฐมนิเทศพนักงานใหม่วันแรก” โรสรินพูดกับทั้งสองสาวด้วยรอยยิ้ม ทั้งลลิตาและเมษยารับรู้ ก่อนคนทั้งคู่จะแยกย้ายเริ่มทำงานวันแรก โดยมีพี่เลี้ยงของแต่ละคนคอยกำกับ
ก่อนไปทานข้าวกลางวันโรสรินและจอยเป็ไกด์คอยแนะนำบริษัทให้กับสองสาวพนักงานใหม่ ทั้งสี่คนได้ลงลิฟต์มายังชั้นสองของอาคาร ที่มีสะพานเชื่อมถึงกันอีกสองอาคารด้วย บริษัทนี้ยิ่งใหญ่จริงๆ มีทั้งห้างร้าน ขนม คาเฟ่ อาหารสดอาหารแห้ง เยื้องกันก็มีฟิตเนส ห้องพักผ่อนริมสวนระหว่างอาคาร จะไปเดินเล่น วิ่งจ๊อกกิ้งก็ได้ เรียกได้ว่าเป็การยกธุรกิจมิกซ์ยูสมาไว้ในบริษัทเลยทีเดียว
จอยเห็นสายตาประกายของสองสาวก็อดขำไม่ได้ ตอนเธอเข้ามาทำงานที่นี่่แรกก็มีอาการแบบนี้แหละ ต่างจากโรสรินที่นิ่งมากกว่า รายนั้นอยู่มาั้แ่สวนยังไม่ได้สร้างด้วยซ้ำมั้ง
"ตื่นเต้นกันล่ะสิเรา จะบอกว่านี่คือสวัสดิการของพนักงานที่นี่ ท่านรองเค้าให้ความสำคัญกับพนักงานมาก เพราะเค้าเชื่อว่าคุณภาพงานที่ดี มาจากสภาพจิตใจที่แข็งแรง จะแข็งแรงต้องมีความสุข ความพึงพอใจ ความภูมิใจกับการทำงานที่นี่ เลยเป็ที่มาของสวัสดิการเริ่ดๆ ของพนักงานแบบที่เราเห็นกันนี่แหละ" จอยเอ่ยเม้าส์มอยกับสองสาวเสียงเบา
ทั้งลลิตากับเมษยาก็พยักหน้าตาโต มองนั่นนี่ สภาพแวดล้อมดีขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าพวกเธอจะได้รับมันั้แ่ครั้งแรกที่เริ่มทำงาน ไม่ว่าจะด้วยอะไร แต่ต้องบอกว่าพวกเธอโชคดีจริงๆ
“แต่ก่อนไม่มีแบบนี้หรอกนะ ทำงานกันคร่ำเครียด ข้าวก็ต้องหิ้วท้องออกไปกินข้างนอก ยังต้องเข้างานให้ทันเวลาอีก เซฟหน่อยก็ห่อข้าวมากินจากบ้าน ออกไปอีกทีก็ยังต้องเจอรถติด กว่าจะถึงบ้าน จนท่านรองลงมาช่วยงานท่านประธานหลังเรียนจบ รายนั้นรู้เข้าโกรธมาก” โรสรินเล่าที่มาของสวัสดิการนี้ที่เพิ่งมีเมื่อไม่กี่ปีก่อน
“อืม ใช่ๆ พี่ยังดีที่มาตอนเริ่มมีอะไรแบบนี้แล้ว เคยได้ยินว่าท่านรองเดินหาข้าวกินในบริษัท แม้แต่ร้านข้าวก็มีไม่กี่ร้าน พนักงานยืนรอคิวแถวยาวเหยียด ท่านเดินกลับไป แล้วสั่งรื้อชั้นล่าง ยันชั้นสี่ บอกว่าจะทำมิกส์ยูสสำหรับพนักงานทั้งสามตึก ข่าวนี้กระเทือนทั้งบริษัท แม้แต่ท่านประทานยังปวดใจ ไม่อยากให้ลูกชายทำอะไรวู่วาม กลัวจะได้ไม่คุ้มเสีย” จอยเล่าอย่างออกรสเหมือนตัวเองคือผู้อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น
“แล้วหลังจากนั้นเป็ยังไงคะ ทำยังไงท่านรองถึงอนุมัติโปรเจกเพื่อพนักงานผ่านจนเป็แบบนี้ได้” เมษยาตาโต หูกาง ท่าทางนั้นดูน่าตลกไม่น้อย ไม่น่าเชื่อว่าคนหงิมๆ แบบนี้จะชอบฟังเื่เม้าส์มอยด้วย
“ท่านก็ะโใส่ท่านประธานกลับไปว่า ‘เลือกเอา ว่าจะรื้อสร้างใหม่ คืนคุณภาพชีวิตให้พนักงาน หรือจะให้ผมลาออก’ เท่านั้นแหละ วันต่อมาชั้นล่างก็เริ่มรีโนเวทกันขนานใหญ่ ครึ่งปีก็แล้วเสร็จหมด ช่างที่มาทำงานบ่นกันระงมว่าเร่งงานเคี่ยวมาก เหนื่อยแทบตาย แต่ก็คุ้มค่าสำหรับพนักงานจริงๆ พวกเธอต้องได้เห็นห้องอาหารของที่นี่ มีแยกทั้งสามตึกไปเลย ขายั้แ่เช้ายันเย็น คุณภาพดี ราคาไม่แรงไป หลายคนถึงขั้นสั่งไว้ตอนกลับบ้านก็หอบหิ้วกลับไปฝากคนที่บ้านด้วย ของเค้าแรงจริงๆ” จอยพูดออกอรรถรสเชิดหน้า ท้ายสุดยังขยิบตาให้ทั้งสองสาวด้วย
ทั้งลลิตาและเมษยาได้แต่ยิ้มแหย่ๆ ส่งคืน สองเพื่อนสนิทก็หันมามองหน้ากัน คล้ายจะอ่านความในใจกันออก ‘ดีนะที่พวกเธอได้เข้ามาหลังจากมีสวัสดิการชั้นเยี่ยมแบบนี้แล้ว’
ตกเย็นหลังจากเลิกงาน ซึ่ง่บ่ายจะเป็การเดินดูอย่างถ้วนทั่วบริษัทจากไกด์สาวใหญ่อย่างโรสรินและจอย บริษัทก็กว้างใหญ่ เล่นเอาทุกคนต่างเหนื่อยล้าไปตามๆ กัน สวัสดิการดี เพื่อนร่วมงานดี ได้ทำงานที่สนใจ
แต่ก็ไม่วายมีเื่ให้กลุ้มใจ คือเื่ที่พักของลลิตา เพราะทำเลที่ตั้งของบริษัทระดับท้อปนั้นอยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้า และแหล่งเศรษฐกิจชั้นดีของประเทศ ที่พักใกล้ที่ทำงานก็ไม่มีแล้ว นอกจากพวกคอนโดหรู โรงแรมที่แพงจนสูดปาก ทำให้ลลิตาต้องขยับออกมา
แต่ก็ยังเลือกอยู่ใกล้กับมหาลัยเดิม มีรถไฟฟ้าผ่าน ย่านนี้เป็แหล่งศึกษา มีหอพักราคาที่เธอสู้ไหว สภาพแวดล้อมที่นี่ก็คุ้นชินอยู่แล้ว แม้หอพักจะดูน่ากลัวหน่อยตอนกลางคืน แต่หลังเลิกงานเธอก็ไม่ได้ออกไปไหน เว้นแต่จะถูกนลินดาลากไปร้านเหล้าด้วย หลังจากนั้นก็แค่ไปนอนกับเพื่อนก็พอแล้ว ดีหน่อยที่นลินดาก็ยังอยู่แถวนี้เช่นกัน การนัดเจอกันจึงไม่ได้ลำบากนัก
“ปรี๊นๆๆ”
“พี่จอดหอพักข้างหน้าเลยค่ะ”
“สามสิบบาทน้อง”
“นี่ค่ะ ^^”
“รีบเข้าหอพักไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะน้อง เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” วินมอเตอร์ไซค์ว่าแล้วก็ขับรถออกไปด้วยชุดกันฝนทั้งตัว
หลังลงจากรถไฟฟ้าที่ผู้คนแออัดใน่เย็นวันทำงานแล้ว ลลิตาก็นั่งวินมอเตอร์ไซค์ต่อจนถึงหอพัก ่นี้เข้าหน้าฝนแล้ว สภาพเธอเลยค่อนข้างชุ่มฉ่ำ เปียกซกเหมือนลูกแมวจรที่เวียนกันมาขออาหารกินข้างๆ หอพักหลายตัว
“เห้อ เมื่อยชะมัด ชีวิตทำงานไม่เห็นจะสนุกเหมือนตอนเรียนเลย ฝนตก รถติด น้ำท่วมขัง นี่หรอชีวิตที่แกดิ้นรนให้ได้มาน่ะยัยลิ้นจี่” หลังจากอาบน้ำ ลลิตาก็มานั่งเช็ดผมอยู่หน้ากระจก หญิงสาวพูดกับตัวเองอย่างปลงตก พลางน้ำตาก็เริ่มจะคลอเบ้าทั้งสองข้างซะแล้ว ชีวิตการเติบโตเป็ผู้ใหญ่มันช่างขม ยากจะกลืนลงจริงๆ
__________
มันคือชีวิตค่ะ เพราะการใช้ชีวิตมันไม่ได้ง่าย ถ้ามันง่าย มันก็สร้างคุณค่าให้ความสำเร็จไม่ได้ อุปสรรคที่เราต้องฝ่าฟันทำให้เราเติมเต็มความสุข ความภูมิใจในตัวเอง...แต่ถ้าเลือกได้ ไรท์ก็เลือกชีวิตที่มันง่ายๆ ค่ะ ฉันเหนื่อยแล้วจ้าาา แหะๆ