เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    ชัยชนะครั้งใหญ่

    “เกิดอะไรขึ้น!!”

     

    หยุนฉางตงและหยุนฉางเยว่ที่พึ่งได้รับการช่วยเหลือเต็มไปด้วยความสับสนระคนสงสัย แต่เมื่อกวาดสายตามองไปรอบกายพวกเขาก็ได้พบกับคนชุดดำสองคนที่กำลังยืนอยู่บนกระบี่น้ำแข็งลวดลายวิจิตร

     

    “ขอบคุณทั้งสองท่านที่ช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้” สองพี่น้องเมื่อตั้งสติได้ก็รีบผสานมือคาราวะโดยไม่รอช้า

     

    เย่หยุนซีเหลือบสายตามองเล็กน้อย จากนั้นโบกมือเบาๆให้อีกฝ่ายราวกับจะสื่อว่า ‘นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับเขา’

     

    “พวกท่านเอาตัวเชลยกลับไปด้านล่างก่อนเถอะ ศัตรูถูกท่านแม่ทัพขวางเอาไว้แล้ว ไม่มีทางไล่ตามมาได้” เป็นหลิงจีที่หันไปกล่าวกับทั้งสองอย่างฉับไว

     

    หยุนฉางตงและหยุนฉางเยว่เมื่อได้ยินก็คาราวะอีกหนึ่งครา ก่อนจะควบคุมฟินิกซ์พายุมรกตบินลงไปโดยไร้ซึ่งคำถาม

    .

    .

    ตัดกลับมาทางฝั่งของเย่ชิงหยาง บัดนี้เขากำลังเผชิญหน้ากับเงาดำปริศนาที่ทำท่าทางร้อนรนใจอย่างเห็นได้ชัด เพราะนอกจากเหยื่อของมันจะหายไปแล้ว องค์ชายของมันเองก็หายไปด้วยเช่นกัน

     

    “เป็นอะไรไป! เจ้าหยิ่งผยองได้กับแค่คนที่อ่อนแอกว่างั้นหรือ” เย่ชิงหยางกล่าวเย้ยหยัน

     

    เงาดำปริศนาเมื่อได้ยินเช่นนั้น ในใจก็ประดังไปด้วยความโกรธแค้นยิ่ง “เย่ชิงหยาง! ปล่อยองค์ชายของข้ามาเดี๋ยวนี้! ไม่เช่นนั้น พวกเจ้าทั้งหมดจะต้องตายด้วยความพิโรธขององค์มหาจักรพรรดิ!!”

     

     “ฮ่าๆๆ คำพูดนี้ไม่ควรออกจากปากผู้รุกรานเช่นพวกเจ้าหรอกนนะ......แต่ก็ขอบใจที่บอก เพราะมันทำให้ข้ารีดไถ่มหาจักรพรรดิแห่งสงครามได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย” เย่ชิงหยางแสยะยิ้มพลางกล่าว

     

    “จะ เจ้าบ้าไปแล้ว!” เงาดำปริศนาไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนที่ไม่กลัวมหาจักรพรรดิสงครามอยู่บนโลกนี้

     

    เย่ชิงหยางเคลื่อนกายรวดเร็วประดุจสายอัสนี เพียงเสี้ยวพริบตา ฝ่ามือของเขาก็ทะลวงเข้าที่หน้าอกของเงาดำ

     

    “สวบ”

     

    “อั๊ก”

     

    “ข้าน่ะบ้ามานานแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องตอกย้ำ” พูดจบ! เย่ชิงหยางก็พลันกระชากมือกลับมา ทั้งยังเรียกอัสนีบาตทำลายร่างของอีกฝ่ายจนสูญสิ้นโดยไม่เปิดโอกาสให้มันได้กรีดร้องออกมาเลยสักคำ

     

    ส่วนทางฝั่งผู้เป็นบุตรอย่างเย่หยุนซีนั้น เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เป็นไปได้ด้วยดี เขาก็รีบเก็บธงค่ายกลหยินหยางและพาหลิงจีหันหลังบินกลับเมืองไปฟื้นฟูพลังโดยที่ไม่มีใครสังเกตุเห็น ยกเว้นก็แต่ผู้เป็นบิดาของเขา

     

    “เด็กดี ลูกช่างเก่งกาจรอบด้านนัก ถึงขนาดเชี่ยวชาญทักษะค่ายกลถึงเพียงนี้” เย่ชิงหยางมองไปยังจุดที่บุตรชายพึ่งจากไป ใบหน้าประดับไว้ด้วยความปิติยินดียิ่ง

     

    ส่วนทางด้านกองทัพประจิมบัดนี้กำลังไล่บี้เหล่าทหารของอาณาจักรมังกรสีชาดที่เหลืออยู่จนต้องหนีแตกกระเจิงกันไป

     

    หากจะให้สรุปผลของสงคราม! ก็คงต้องบอกเลยว่า สมควรบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เพราะกองทัพประจิมประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ได้รับชัยชนะโดยที่ไม่มีใครตาย ทั้งยังใช้เวลาการรบเพียงแค่หนึ่งวัน

     

    ส่วนกองทัพของอาณาจักรมังกรสีชาดนั้น พ่ายแพ้สงครามในเวลาอันสั้น เสียทหารไปมากกว่าแปดส่วน สูญเสียแม่ทัพดาบโลหิต แถมเจ้าชายลำดับที่ 4 ยังถูกจับเป็นเชลยศึก

     

    ไม่ว่าจะมองอย่างไรนี่ก็คือความอัปยศครั้งใหญ่ของอาณาจักรที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำสงคราม และคงไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริง

    .

    .

    ตัดกลับมาทางฝั่งเย่หยุนซี หลังจากที่เขาและหลิงจีบินกลับมาฟื้นฟูพลังได้สักระยะ ชายหนุ่มก็เหมือนฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้

     

    ‘ท่านเทพธิดา หากข้าต้องการจะสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายระหว่างที่นี่กับนิกายท่วงทำนองสวรรค์ต้องมีพลังระดับไหนงั้นหรือขอรับ’

     

     ‘คิกคิก เจ้าเองก็มีหัวคิดเหมือนกัน.........หากจะสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายระยะไกลขนาดนั้น อย่างแรก! เจ้าต้องบรรลุผู้ใช้ค่ายกลระดับ 7 ตบะพลังปราณระดับเบิกนภาเป็นอย่างต่ำ’

     

    ‘ส่วนอย่างที่สอง! เจ้าจำเป็นต้องมีทรัพยากรมหาศาลโดยเฉพาะหินหยกปราณที่ใช้รวบรวมไอปราณฟ้าดินได้’เทพธิดาเซียนเหยากล่าวอธิบาย

     

    เย่หยุนซีเมื่อได้ยินก็รู้สึกกระจ่าง การบรรลุผู้ใช้ค่ายกลระดับ 7 และตบะระดับเบิกนภา ขึ้นอยู่กับเรื่องของเวลาเท่านั้น แต่ทางด้านทรัพยากรเย่หยุนซีไม่รู้จริงๆว่าจะไปหามันมาจากที่ไหน

     

    “หินหยกปราณหายากจะตายไป การที่จะหามันมาได้จำนวนมากคงเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน” เด็กหนุ่มบ่นพึมพำพลางถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย กว่าเขาจะรวบรวมทรัพยากรได้ เกรงว่าการแข่งขันชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทคงจบก่อนพอดี

     

    “หืม คุณชายต้องการหินหยกปราณงั้นหรือเจ้าคะ” หลิงจีที่พึ่งฟื้นฟูพลังเสร็จลืมตาขึ้นมาแล้วเอ่ยถาม

     

    “ใช่ ข้าต้องการหินหยกปราณจำนวนมาก” เย่หยุนซีตอบกลับไปอย่างไม่ปิดบัง

     

     “อืม........ถ้าเช่นนั้นก็ลองส่งสารหาท่านพ่อของข้าดูสิเจ้าคะ ท่านพ่อน่ะมีความสัมพันธ์อันดีกับสมาคมการค้าเกือบทั้งดินแดนเชียวนะ” หลิงจีเสนอแนะด้วยความเต็มใจ ถึงอย่างไรนิกายท่วงทำนองสวรรค์กับจวนแม่ทัพประจิมก็เป็นพันธมิตรกันอยู่แล้ว กะอีแค่หาของให้ย่อมทำได้อย่างสบายๆโดยไม่มีปัญหา

     

    “โอ้ นี่ข้าลืมไปได้อย่างไรกัน ขอบคุณท่านมากเสี่ยวหลิง” เย่หยุนซียกยิ้มพร้อมทั้งดึงโฉมสะคราญสวมกอดด้วยความดีใจ

     

    “นี่ท่าน!” หลิงจีถลึงตาใส่ แต่ถึงกระนั้นนางก็มิได้ปฏิเสธการสวมกอดจากเด็กหนุ่ม แถมยังยกมือคล้องคอเขาเอาไว้อีกต่างหาก

     

    “เสี่ยวหลิง ท่านช่างงดงามนัก” เย่หยุนซีหยอดคำหวาน ก่อนจะยื่นหน้าไปประทับริมฝีปากกับเจ้าหญิงน้อยแห่งนิกายท่วงทำนองสวรรค์อย่างดูดดื่มอยู่พักใหญ่

     

    แต่ทว่าก่อนที่เรื่องจะลุกลามบานปลาย! เสียงกระแอมไอที่คุ้นหูก็พลันดังขึ้นมา ทำให้ทั้งสองต้องลุกขึ้นพรวดพราดจากเก้าอี้

     

    “อะแฮ่ม ลูกชายที่รัก หากจะทำอะไรเช่นนี้ รบกวนช่วยปิดประตูให้แน่นหนาหน่อยได้หรือไม่” เป็นสวีหนิงที่กล่าวพลางเผยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย

     

    หลิงจีเต็มไปด้วยความเขินอาย นางรีบวิ่งกลับเข้าห้องนอนไปในทันที เหลือเพียงแค่เย่หยุนซีที่ยังคงยิ้มเจื่อนรับหน้าผู้เป็นมารดา

     

    “ทะ ท่านแม่มีเรื่องอะไรอันใดงั้นหรือขอรับ?” เขาเอ่ยถามอย่างตะกุกตะกักออกมา

     

    สวีหนิงหัวเราะร่า “คิกคิก แม่น่ะไม่มีอะไรหรอก แต่เป็นท่านพ่อของลูกต่างหากที่เรียกให้เข้าพบ เอ่อ........เห็นว่ามีภารกิจด่วนให้ไปทำ”

     

    ใบหน้าของเย่หยุนซีกลับกลายเป็นจริงจัง ‘ภารกิจงั้นหรือ ฟังดูแล้วน่าสนใจ’

    คล้ายกับเรื่องเทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต ที่คุณอ่าน