โฉมงามสะเทือนบัลลังก์

    บทที่ 5 ฮ่องเต้ผิดคำสัญญา

    **หากเป็นคนธรรมดาทั่วไป ถ้าถูกผู้อื่นเข้ามาขัดจังหวะขณะที่กำลังเล่นบทรักอยู่นั้น คงจะต้องกระทำเช่นเดียวกันกับที่ท่านอ๋องกระทำ คือรีบถอนตัวออกมา แล้วรักษาไว้ซึ่งเกียรติของหญิงที่ตนรัก...แต่นั้นไม่ใช่วิสัยของฮ่องเต้. ฮ่องเต้ ผู้ซึ่งอยู่เหนือคนทั้งแผ่นดิน จึงหาได้เกรงกลัวต่อผู้ใดไม่ และจะรักษาไว้เพียงเกียรติของราชาเท่านั้น ดังนั้นครั้งนี้ลู่ฉี่ไม่ได้เข้ามาขัดจังหวะคนทั้งสอง แต่เป็นเพียงจุดเปลี่ยนของฉากรัก... โดยฮ่องเต้จะเปลี่ยนจากฉากรักในจวนของท่านอ๋องไปเป็นฉากรักในวังหลวงแทน. *เมื่อคุณหนูเวย เวยได้ยินเสียงของลู่ฉี่ ก็ตกใจ พยายามจะถอนปากที่กำลังประกบแนบแน่นอยู่กับปากของฮ่องเต้ แต่ทำไม่สำเร็จ เพราะฮ่องเต้ยังคงประคองท้ายทอยของนางไว้แน่น พร้อมทั้งดูดกลืนริมฝีปากของนาง จนแทบไม่มีช่องว่างให้นางได้หายใจ คุณหนูเวย เวยจึงพยายามดิ้นรนประกอบกับความอับอายสาวใช้ของตนเอง ที่เข้ามาพบฉากรักของนางถึงสองครั้ง สองคราว ซึ่งทั้งสองครั้งนั้นเป็นบุรุษคนละคนกันเสียอีก. คุณหนูเวย เวยเหวี่ยงศีรษะไปมา เพื่อจะให้หลุดจากบ่วงพันธนาการของนายพราน แต่ยิ่งเหวี่ยงบ่วงก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นทำให้นางเริ่มหายใจไม่ออก..จากนั้นก็เป็นลมหมดสติไป. ฮ่องเต้เห็นเช่นนั้นแล้วก็ให้นึกสงสารเหยื่อน้อยๆในมือ จึงยอมคายเหยื่อออกมา เขาถอนปากตนเองออกจากปากของนาง ก้มลงไปช้อนร่างที่ไร้สติของนางอุ้มขึ้นมาไว้แนบอก แล้วพาร่างนั้นเดินออกจากห้องไป "หม่า กงกง เตรียมเกี้ยวมาให้ข้า ข้าจะพานางเข้าวัง" ฮ่องเต้ตรัสสั่งหม่า กงกงที่ยืนรออยู่ยังหน้าประตู. ลู่ฉี่ได้ติดตามคุณหนูของตนเข้าไปในวังหลวงด้วย เพราะตอนที่ลู่ฉี่ไปหาชามาให้ตามคำสั่งนั้น ก็ได้รู้ความจริงจากสาวใช้ในจวนของท่านอ๋องว่า ผู้ที่ออกคำสั่งกับตนและอยู่ตามลำพังกับคุณหนูเวย เวย เขาผู้นั้นคือฮ่องเต้ เต้ออัน ดังนั้นนางจึงไม่แสดงอาการโวยวายออกมา เมื่อพบฉากรักอันดูดดื่มและไม่ขัดขวางที่เห็นคุณหนูของตนถูกอุ้มออกไป. ฮ่องเต้ กอดประครองร่างที่ไม่ได้สติของคุณหนูเวย เวยไว้แนบอกของพระองค์ตลอดเวลา จนเกี้ยวที่ประทับดำเนินมาจนถึงพระตำหนักส่วนพระองค์ในเขตพระราชฐานชั้นใน ทรงอุ้มร่างของนางไปไว้ยังแทนที่บรรทมของพระองค์ ซึ่งนอกจากฮองเฮาแล้วยังไม่เคยมีหญิงใดได้รับอนุญาตจากพระองค์ แม้แต่บรรดาพระสนมทั้งหลายเพียงได้แค่รอคอยการเสด็จของฝ่าบาทไปยังตำหนกของตนเท่านั้น. หากเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงฮองเฮาหรือนางสนม มีหวังว่าฮ่องเต้จะต้องปวดพระเศียรแน่นอน.ฝ่ายท่านอ๋อง เมื่อกลับมาถึงจวนก็รีบตรงไปพบคุณหนูเวย เวยที่ห้องพักของนางด้วยความถวิลหา แต่กับไม่พบผู้ใด รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ของนางก็ไม่อยู่เช่นกัน ยังไม่ทันที่สาวใช้ของท่านอ๋องจะรายงานความเป็นไป ท่านอ๋องก็สามารถคาดเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้. เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คุณหนูเวย เวยจะเก็บข้าวของแล้วหายไปเอง หากไม่มีคนมานำนางไป และจะมีผู้ใดที่กล้าอาจหาญทำสิ่งนั้นได้เล่า เว้นเสียแต่ว่าเป็นฮ่องเต้ เพราะเป็นผู้เดียวที่อยู่เหนืออำนาจของท่านอ๋อง...คิดได้ดังนั้นท่านอ๋องจึงรีบควบม้าคู่ใจเข้าวังหลวงทันที! เมื่อคุณหนูเวยๆ ได้สติขึ้นมา ก็ได้รู้จากลู่ฉี่ว่าขณะนี้นางกำลังนอนอยู่ที่พระตำหนักส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ในวังหลวง และคนที่นำนางมาที่นี้ก็ฮ่องเต้ คือคนเดียวกันกับมอบจุมพิตอันดูดดื่มให้กับนางนั้นเอง แล้วฮ่องเต้ก็ได้สั่งลู่ฉี่ไว้ว่า หากคุณหนูฟื้นขึ้นมา ให้รีบไปทูลฝ่าบาท..ลู่ฉี่ลุกขึ้นทำท่าจะไปทูลให้ฝ่าบาททรงทราบ คุณหนูเวย เวยรีบห้าม "เดี๋ยวก่อนลู่ฉี่..ข้าขอเวลาเตรียมตัวก่อน". คุณหนูให้ลู่ฉี่ช่วยนางแปลงโฉมเสียใหม่ ด้วยการอาบน้ำแล้วเปลี่ยนไปใส่ชุดที่เตรียมมาไว้สำหรับเข้าเฝ้าฮ่องเต้....เมื่อฮ่องเต้ทรงทราบว่าคุณหนูเวย เวยฟื้นแล้ว ก็รีบกลับมาพบนางที่ตำหนักของพระองค์.คุณหนูเวย เวยอยู่ในชุดสุภาพ เรียบร้อยแต่ดูสวย สง่ากว่าครั้งแรกที่ฝ่าบาทได้พบ นางถวายความเคารพ "ถวายพระพรฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี"... ฮ่องเต้รีบเข้าไปประคองแขนทั้งสองข้างของนางให้ลุกขึ้น พลางกล่าว"ลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องมากพิธี เจ้ากับข้าไม่ใช่คนอื่นคนไกล" คุณหนูเวย เวยลุกขึ้นตามแรงดึงที่แขน เงยหน้าขึ้นไปสบพระพักต์ของฝ่าบาท แล้วทำให้รู้สึกเขินอายต้องรีบหลบสายพระเนตรทันที "มิได้เพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงแค่สาวชาวบ้านที่มาขอถวายตัว รับใช้ใต้ฝ่าพระบาท" คุณหนูเวย เวยกล่าวอย่างเจียมตน. ยังไม่ทันที่ฮ่องเต้จะได้ปลอบประโลมนางให้หายความคลางแคลงใจ ขันทีต้นห้องก็เข้ามากราบทูลว่า "ทูลฝ่าบาท ท่านอ๋องฮั้น หยางมาขอเข้าเฝ้าเพคะ..ตอนนี้รออยู่ที่หน้าพระตำหนักเพคะ".. "ไปบอกท่านอ๋อง ให้ไปพบข้าที่ห้องทำงาน"...ฮ่องเต้รู้เจตนาของท่านอ๋องเป็นอย่างดี ที่มาขอเข้าเฝ้าพระองค์ในเวลานี้ แต่ไม่ต้องการให้ท่านอ๋องได้พบกับคุณหนูเวย เวย ด้วยเกรงว่าจะต้องสูญเสียนางไป... หม่า กงกง ผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้น รู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก เพราะตั้งแต่เล็กแต่น้อย ฮ่องเต้และท่านอ๋องไม่เคยที่จะมีเรื่องทะเลาะ ขัดใจกันเลย ทั้งสองต่างรู้ใจ เข้าใจกันและกันมาโดยตลอด แต่เมื่อมีหญิงงาม นามว่าหลิน เวย เวยปรากฏตัวขึ้นมาก็ทำให้ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่เปลี่ยนแปลงไป จากหน้ามือ เป็นหลังมือ“เห็นทีเรื่องนี้..จะต้องรู้ถึงหูไทเฮาซะแล้ว!”... หม่า กงกง คิดในใจ ก่อนที่จะรีบเดินไปยังตำหนักของไทเฮาท่านอ๋องไปคอยฮ่องเต้ ณ ห้องทรงงาน ตามที่ขันทีบอกไว้ จิตใจของท่านอ๋องหดหู่ และห่อเหี่ยวด้วยความน้อยใจ เสียใจ และรู้สึกผิดหวังกับการกระทำของฮ่องเต้ “หากรู้เช่นนี้ ข้าคงไม่มีทางที่จะบอกกับฝ่าบาทเรื่องของนาง....” เขาคิดโทษตนเองที่ไปทูลขอคุณหนูเวย เวยกับฮ่องเต้ หากเขาเก็บเรื่องของนางไว้เป็นความลับ คงไม่ต้องมาทุกข์ใจอยู่เช่นนี้. เมื่อฮ่องเต้เข้ามาถึง ท่านอ๋องทำความเคารพเหมือนทุกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ไม่มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มเหมือนเช่นเคย “ฝ่าบาท....” ท่านอ๋องกำลังจะเอ่ยถึงเรื่องที่คลางแคลงใจ.“ท่านพี่ ข้าต้องขออภัย ที่ไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับท่านได้” ฮ่องเต้ชิงกล่าวขอโทษท่านอ๋องก่อน เพราะคิดว่าเขาจะต้องให้อภัย...ทำให้ท่านอ๋องพูดไม่ออก ด้วยรู้ว่าไม่มีทางที่จะเอาผิดอะไรกับฮ่องเต้ได้ จึงได้แต่ยืนนิ่งเก็บความผิดหวัง ทุกข์ระทมไว้อยู่ภายในใจ.“ข้าจะส่งคนไปจัดหาสาวงามจากทั่วทุกมุมเมือง มาให้ท่านพี่ได้เลือก”... ฮ่องเต้กล่าวเอาใจ และหวังจะแก้ไขความผิด.“ข้าไม่ต้องการ...” เสียงของท่านอ๋องแข็งกร้าว ทำให้บรรยากาศในห้องนั้นเหมือนถ้ำน้ำแข็ง ทุกคนยืนนิ่งเหมือนเป็นหุ่นแช่แข็ง “ไท..เฮา..เสด็จ..แล้ว..” เสียงขันทีสนองพระโอษฐ์ของไทเฮาดังเข้ามา ก่อนที่ร่างของไทเฮาและเหล่านางกำนัลติดตามรับใช้จะเข้ามายังภายในห้อง ฮ่องเต้และท่านอ๋องถวายความเคารพ แล้วฮ่องเต้ก็เข้าไปประคองแขนของไทเฮามานั่งยังที่ประทับ. "นี่พวกเจ้าสองพี่น้องกำลังคุยเรื่องปัญหาราชการบ้านเมืองอยู่อย่างนั้นรึ?....ถึงได้มีสีหน้าเป็นทุกข์ร้อนกันขนาดนี่” ไทเฮากล่าวถามแอบประชดประชัน เพราะทรงรู้ตื้นลึก หนาบางเรื่องของทั้งคู่มาจากหม่า กงกงแล้ว. ท่านอ๋องยังคงนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ฮ่องเต้จึงต้องเป็นผู้ที่กล่าวกับไทเฮาเอง "เสด็จแม่..มีเรื่องอะไรจะคุยกับหม่อมฉันหรือกับท่านพี่หรือพะยะคะ...ทำไมไม่ทรงให้นางกำนัลมาตาม?" ...หางตาของฮ่องเต้เหลือบไปมองหม่า กงกงที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้อง เหมือนจะทรงเดาได้ว่าไทเฮาเสด็จมาเพราะใคร. "ถ้าให้นางกำนัลมาตาม แม่ก็คงไม่ได้เห็นสีหน้าหมางเมินต่อกันของเจ้าสองคนพี่น้องนะสิ" ไทเฮาทรงตัดพ้อทั้งสองคน..."ไหนบอกแม่มาสิ ว่ามีปัญหาอะไรที่พวกเจ้าสองคนพี่น้องตกลงกันไม่ได้?" ไทเฮาตรัสถามต่อไป. ท่านอ๋องกำลังคิดอยู่ในใจว่า ถ้าไทเฮาทรงทราบ บางทีเขาอาจจะได้รับความเป็นธรรมเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา และไทเฮาเองก็เคยมีพระประสงค์ที่จะให้ท่านอ๋องมีพระชายาด้วย... "ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไรหลอกพะยะคะเสด็จแม่ แค่ท่านพี่ได้ไปพบของที่ดีที่สุดในเมืองกุ้ยหลิน และคิดจะปิดบังหม่อมฉัน เพื่อเก็บไว้เสียเอง หม่อมฉันเลยไปตามคืนมาเท่านั้นเองพะยะคะ"...เป็นฮ่องเต้ ที่ทูลกับไทเฮา นำมาซึ่งความเจ็บปวด รวดร้าวในใจของท่านอ๋องยิ่งนัก ท่านอ๋องจึงไม่กล่าวสิ่งใด ถวายพระพรแล้วรีบลากลับจวนทันที. เมื่อสงครามเย็นระหว่างสองพี่น้องสงบลงไป ไทเฮาจึงคิดวางอุบายหวังจะไปพบตัวต้นเหตุของศึกชิงนางนี้ "แม่ไม่ได้กินมื้อเย็นกับเจ้ามานานมากเลยทีเดียว ไป..เราไปกินข้าวเย็นที่ตำหนักเจ้ากัน" ไทเฮาพูดพลางทำท่าจะลุกขึ้น..."เสด็จแม่..คือหม่อมฉันจะทำงานต่อจึงได้ชวนท่านพี่มาคุยกันที่ห้องทำงาน..แล้วนี่ก็เลยเวลาอาหารเย็นแล้ว เสด็จแม่รีบกลับไปเสวยยังตำหนักของเสด็จแม่ก่อน..เอาไว้วันหลังหม่อมฉันจะไปเสวยเป็นเพื่อนนะพะยะคะ"...ฮ่องเต้รีบพูดตัดบทแล้วรีบไปประทับที่โต๊ะทรงงานทันที. มื้อเย็นที่พระตำหนักของฮ่องเต้ อาหารมากมายวางเรียงรายไว้ที่โต๊ะ ตรงหน้าคุณหนูเวย เวย แต่นางยังคงนั่งนิ่ง ไม่พูดไม่จาตั้งแต่ได้ยินขันทีบอกกับฝ่าบาทว่าท่านอ๋องมาขอเข้าเฝ้า..นางคิดว่าคงจะต้องเป็นเรื่องที่นางถูกนำตัวมาอยู่ที่พระตำหนักของฮ่องเต้แน่ๆ. นางรู้สึกว่าตนเองกำลังทำผิดต่อท่านอ๋องถึงแม้ว่าการเข้ามาถวายตัวในวังหลวงนั้นคือสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้น และเป็นจุดประสงค์ที่นางเดินทางมาเมืองหลวงก็ตาม... คุณหนูเวย เวยรู้สึกแสบตาเพราะนั่งเหม่อมองแสนเทียนบนโต๊ะอาหารอยู่เป็นนานสองนาน จึงลุกจากโต๊ะอาหารมาเอนตัวลงนอนบนม้านั่งตัวยาวใกล้ๆโต๊ะอาหาร ลู่ฉี่ไปหาที่หนุนศีรษะมาวางรองให้ นางค่อยๆหลับตา อาการแสบตาทำให้มีน้ำตาไหลเป็นทางจากปลายหางตาทั้งสองข้าง...ขณะนั้งฮ่องเต้เดินเข้ามาภายในพระตำหนัก และส่งสัญญาณโบกพระหัตไล่ให้ขันที นางกำนัลและลู่ฉี่ออกไปยืนเฝ้าด้านนอก. ฮ่องเต้เห็นอาหารบนโต๊ะเสวยยังไม่มีการแตะต้องใดๆ จึงรู้ว่าคุณหนูเวย เวยยังไม่ได้กินอาหาร ครั้นเห็นนางนอนหลับอยู่จึงเดินเข้าไปหวังจะเรียกนางให้ลุกมากิน แต่เมื่อพระองค์เข้าไปนั่งยังข้างๆตัวนางก็เห็นน้ำตาที่ไหลลงมาทั้งสองข้าง...รู้สึกเหมือนมีอะไรมากรีดที่หัวใจของพระองค์ ฮ่องเต้คิดไปว่านางกำลังโศกเศร้าอาลัยถึงท่านอ๋อง.. คุณหนูเวย เวยไม่ได้นอนหลับนางเพียงแค่พักสายตา นางจึงรู้สึกตัวเมื่อมีคนมานั่งข้างๆ จึงลืมตาขึ้นมา แล้วก็พบว่าพระพักต์ของฝ่าบาทอยู่ห่างจากหน้าของนางเพียงศอกเดียว "ทำไมเจ้าจึงไม่กินอาหาร?" ฮ่องเต้เอ่ยถามเมื่อเห็นนางลืมตา. คุณหนูเวย เวยคิดคำนวนแล้วว่าถ้าหากนางลุกขึ้นหน้าของนางจะต้องประกบติดกับพระพักต์ของฝ่าบาทแน่ๆ จึงนอนนิ่งๆ และตอบว่า "หม่อน.ฉัน..ไม่..หิว..เพคะ" ฮ่องเต้ยิ้มที่มุมปากก่อนจะกล่าวว่า "แต่ข้าหิว...ข้าอยากจะกินเจ้าเข้าไปทั้งตัว"..