หลังจากวันนั้นชีวิตของฉันก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง พี่เจแวะมารับมาส่งฉันทุกที่จริง ๆ ตามที่พูดไม่ว่าจะไปที่คาเฟ่หรือที่ไหนก็ตาม บางครั้งเขาก็จะนั่งทำงานเงียบ ๆ หรือพูดคุยกับเ้าของร้านอย่างเป็กันเองจนถึงเย็น ถ้าวันไหนมีธุระเขาก็จะมาส่งและมารับฉันกลับตอนเย็น
ส่วนพี่วิคเตอร์…เขายังแวะมาที่คาเฟ่อยู่ แต่ก็เริ่มถอยห่างออกไป วันนี้ก็เช่นกัน
ระหว่างที่ฉันกำลังพูดคุยกับพี่วิคเตอร์ พี่เจก็เดินเข้ามาสั่งเครื่องดื่มเพิ่ม พร้อมกับหันมาพูดกับฉันเสียงดังพอให้ได้ยิน รวมไปถึงพี่วิคเตอร์ด้วย
“แม่พี่บอกว่าวันนี้ไม่ต้องรอกินข้าวเย็นเพราะมีธุระ ต้องออกไปข้างนอก…ให้เราทานข้าวกันเองได้เลย” ฉันชะงักเล็กน้อย แล้วตอบไปอย่างงง ๆ
“เอ่อ…ได้ค่ะ”
“ออกตัวแรงมากแม่ พี่เจของแกนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ” เสียงยัยเปรี้ยวดังขึ้นมาทันทีเมื่อพี่เจหันหลังเดินกลับไปที่โต๊ะ
พี่วิคเตอร์มองฉันกับพี่เจสลับกันไปมา แววตาของเขาดูนิ่งสงบจนฉันไม่สามารถอ่านออกได้ว่าเขารู้สึกอย่างไรกันแน่ ฉันรู้สึกผิดกับเขาที่ไม่อาจตอบรับความรู้สึกดี ๆ ที่เขามีให้ได้
หลังจากเลิกงานเราคุยกันว่าจะไปหาอะไรกินก่อนกลับบ้าน เมื่อขึ้นมาบนรถพี่เจเปิดเพลงคลอเบา ๆ เขายื่นเสื้อคลุมมาคลุมให้ฉันแล้วลูบศีรษะฉันอย่างแ่เบา
“ถ้าเหนื่อยจะนอนพักก็ได้ เดี๋ยวพี่ปลุก” พร้อมกับยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
ฉันพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยให้ทัศนียภาพข้างทางช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้า
แต่เมื่อรถจอดลง…ภาพตรงหน้าก็ทำให้ฉันตกตะลึง
“ที่นี่…” ฉันพึมพำออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
อาคารสูงหรูหราตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง ร้านอาหารยอดฮิตสำหรับคู่รักที่ฉันเคยเห็นในโซเชียลที่ว่ากันว่าต้องจองคิวกันข้ามเดือน
พี่เจพาฉันมาที่แบบนี้…ทำไมกัน? ในเมื่อเขาไม่เคยพูดอะไรออกมา ฉันก็ไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเองมากไปกว่านั้น ในหัวของฉันเต็มไปด้วยคำถามและความสับสน เขาคิดกับฉันแค่ไหนกันแน่ เป็แค่ลูกของเพื่อนแม่ เป็แค่เด็กคนหนึ่งที่ต้องดูแล หรือว่า…
“ทางนี้ครับ” เสียงพนักงานดึงฉันหลุดออกจากภวังค์ พี่เจเดินนำหน้าไปแล้ว ฉันเดินตามไปอย่างเงียบ ๆ
ไม่นานอาหารก็ถูกนำมาเสิร์ฟอย่างสวยงาม อาหารถูกจัดวางอย่างประณีตราวกับงานศิลปะ ฉันหยิบมือถือขึ้นมาเก็บภาพอย่างไม่รู้ตัว และมันช่างตรงข้ามกับความรู้สึกวุ่นวายในใจฉันตอนนี้ ฉันแค่อยากเก็บมันไว้เป็ความทรงจำ เพราะคงไม่บ่อยนักที่คนธรรมดาอย่างฉันจะมีโอกาสแบบนี้
แต่ถึงอย่างนั้น…ฉันก็ไม่แน่ใจว่าฉันมีสิทธิ์จดจำมันในฐานะอะไร
“ทางร้านเรามีบริการถ่ายภาพคู่ให้นะคะ ให้ช่วยถ่ายให้ไหมคะ?” พนักงานเดินเข้ามาถามพร้อมรอยยิ้ม
ฉันอึกอักกำลังจะบอกไปว่า “เอ่อ…คือเราไม่ได้” แต่ยังไม่ทันจบประโยค พี่เจก็พูดแทรกขึ้นทันที
“รบกวนด้วยครับ” เขายื่นมือถือของตัวเองให้พนักงาน แล้วหันมาหาฉัน
“มองกล้องสิ อย่ามัวแต่มองพี่”
“พี่ไม่หายไปไหนหรอก” เขาพูดติดตลกแล้วยิ้มจนใจฉันเต้นแรง พี่เจเอื้อมมือมาจับศีรษะของฉันอย่างนุ่มนวลให้หันไปมองกล้อง
พี่เจ…กำลังทำให้ฉันสับสนไปหมดแล้วนะ
“สวยมากเลยค่ะ” พนักงานเอ่ย
“แต่ขอขยับใกล้กันกว่านี้อีกนิดได้ไหมคะ”
เมื่อพนักงานพูดจบ มือหนาก็เลื่อนมืออีกข้างมาโอบไหล่ฉันไว้ เขายิ้มให้กล้องอย่างเป็ธรรมชาติ แม้จะถ่ายรูปเสร็จแล้ว แต่มือของเขาก็ยังคงโอบไหล่ฉันเอาไว้แบบนั้น…โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำของเขาทำให้หัวใจฉันเต้นแรงจนแทบจะหยุดหายใจ
“เจ…มาที่นี่ได้ยังไง?” ฉันหันไปมองตามเสียงและพบว่าเป็พี่พิมพ์
ภาพที่เห็นพี่พิมพ์กับพี่เจที่โซฟายังคงติดตา ถึงเขาจะบอกว่าไม่ได้เป็อะไรกันก็เถอะ แต่ยิ่งคิดถึงมันก็ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกสับสนในใจ พี่เจบอกว่าเป็แค่เพื่อน...แต่การกระทำของพี่พิมพ์มันดูเกินกว่าคำว่าเพื่อนไปมาก
“พาน้องมาทานข้าว” พี่เจตอบกลับอย่างเรียบ ๆ
“สวัสดีค่ะ” ฉันยิ้มให้เธออย่างเป็มิตรแต่ก็ต้องประหลาดใจกับสายตาที่เธอมองมา มันเต็มไปด้วยแววตาที่แข็งกร้าวและเ็า ไม่เข้ากับรอยยิ้มหวาน ๆ เลยแม้แต่น้อย ราวกับจะบอกว่า อย่ามายุ่งกับคนของฉัน แต่ก่อนที่ฉันจะทันได้คิดอะไร เธอก็เปลี่ยนสีหน้าและหันไปคุยกับพี่เจ
“เจ…เพื่อน ๆ อยู่นั่นกันหมดเลย” พี่พิมพ์พูดก่อนจะพยักหน้าไปทางฝั่งขวา
“บ่นกันใหญ่…ว่าไม่ได้เจอเจนานแล้ว”
แล้วหลังจากนั้น เพื่อนของพี่เจเดินเข้ามาทักทาย พี่เต้ พี่กัน พี่ธี พี่กาญ และคนอื่น ๆ อีกมากมาย พวกเขาต่างมองฉันกับพี่เจสลับกันไปมา สายตาเต็มไปด้วยความสงสัยปนแซว แต่พี่เจก็ตอบกลับไปว่า น้อง ทุกครั้ง
“นาน ๆ ทีจะอยู่กันครบ ขอจัดรียูเนียนปาร์ตี้เลยแล้วกัน” พี่เต้เอ่ยขึ้นด้วยความร่าเริง
“จัดที่บ้านกูเอง เคลียร์ไว้หมดแล้ว อีกชั่วโมงเจอกันนะ”
“เจ…มึงอย่าเบี้ยวนะ” ก่อนจะหันมาทางฉันและเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“ชวนน้องเขาไปด้วยสิ” พี่เจนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“น้องไม่สะดวกนะ” แต่พี่กันก็แทรกขึ้นมา
“น้องยังไม่ได้ตอบเลยนี่ครับ…หรือว่าจริง ๆ แล้วเป็มึงที่ไม่สะดวกให้น้องไปกันครับ”
สายตาทุกคู่จ้องมาที่ฉันอย่างรอคำตอบ ฉันหันไปสบตาพี่เจ เหมือนเขาส่งสัญญาณบางอย่าง…ให้ฉันปฏิเสธ
“เอ่อ… คือ…” ฉันพยายามหาคำตอบแต่คำพูดของฉันถูกขัดจังหวะทันที
“งั้นตกลงตามนี้! เจอกันที่บ้านกู!” พี่เต้พูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ แล้วโบกมือลาไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ฉันงุนงงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
มีเพียงพี่พิมพ์ที่ยังไม่ละสายตาจากฉัน แม้สายตาที่จะยิ้มแต่กลับแฝงด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“เจอกันนะเจ…น้องส้ม” พี่พิมพ์ยิ้มหวาน ก่อนจะหันหลังจากไป
เมื่อทุกคนแยกย้าย พี่เจหันมาพูดกับฉัน “เราไม่ไปก็ได้นะ เดี๋ยวพี่บอกว่าไม่ค่อยสบาย”
ฉันมองหน้าเขานิ่ง…เขาไม่อยากให้ฉันไปขนาดนั้นเลยเหรอ หรือฉันเป็เพียงเด็กที่เขาคิดว่าจะไปขัดขวางโลกของเขา
“ไม่เป็ไร ส้มไปได้ค่ะ” ฉันตอบพร้อมกับยิ้มให้เขา
ยิ่งเขาไม่อยากให้ฉันไป…ฉันก็ยิ่งอยากไป
เมื่อไปถึงฉันถึงกับตกตะลึง ปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำ บรรยากาศหรูหราอลังการ แสงไฟ EDM หลากสีสัน เครื่องดื่มมากมายที่มองดูก็รู้ว่าราคาแพงมากแน่ ๆ และกลุ่มสาว ๆ ที่แต่งตัวจัดเต็มยืนกระจายอยู่ทุกมุม
“นี่สินะ…เหตุผลที่เขาไม่อยากให้ฉันมา” ฉันคิดในใจขณะมองอย่างสำรวจไปรอบ ๆ
“ยินดีต้อนรับครับน้องส้มส้ม!” เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับแก้วแอลกอฮอล์ที่แนบเบา ๆ ที่แก้มฉัน พี่เต้ยิ้มกว้างอย่างเป็มิตร
“อย่ารุ่มร่าม” พี่เจพูดขึ้นพร้อมกับส่งสายตาราวกับไม่พอใจไปให้พี่เต้ พี่เต้เมินคำพูดนั้นของพี่เจก่อนจะเอ่ยว่า
“ที่นี่มีทุกอย่างเลยนะ อยากได้อะไรขอแค่บอก” ฉันยิ้มรับเบา ๆ
พี่เจพาฉันเดินออกมายังโซนนอกสระน้ำ บริเวณนี้ค่อนข้างเงียบกว่าบริเวณโซนอื่น ๆ เพื่อนของพี่เจกำลังสนุกสนานเฮฮากับผู้หญิงในชุดวาบหวิว
ฉันมองทั้งหมดราวกับนี่เป็อีกโลกหนึ่งที่ฉันไม่เคยรู้จัก…