หวงฟู่จ้าวเอี้ยนเพิ่งจะรู้สึกตัว “พี่ซู ท่านก็รู้จักแม่นางมู่เหมือนกันหรือขอรับ?”
“ไม่รู้จัก” ภายใต้หน้ากาก มุมปากของมู่เชียนจิ่วยกขึ้น ชีพจริญญาระดับฟ้านั่นเป็ของเ้าของร่างเดิม ตอนนี้ก็ถือว่าเป็ของนางด้วย ต่อให้นางจะไม่้าแล้ว แต่ก็จะไม่ยอมให้สตรีชั่วผู้นี้มาเอาเปรียบ!
ไม่ตายง่าย ๆ ก็ดี นางจะทำให้มู่เทียนเซี่ยได้ลิ้มรสของการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนอวิ๋นเซียงสาวใช้ของมู่เทียนเซี่ยถือว่าเป็กำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับนางก็เท่านั้น
ส่วนมู่เทียนเซี่ยเวลานี้กำลังยกยิ้มด้วยความมั่นใจ เพราะระหว่างทางที่มานางสืบไว้หมดแล้ว ศิษย์เหล่านี้ไม่มีชีพจริญญาระดับฟ้าเลยสักคน บวกกับในมือของนางยังมีป้ายชิงอวิ๋นปลอมอยู่ นางจึงมีโอกาสสูงที่จะได้เป็ศิษย์สายสืบทอดของท่านเ้าสำนัก!
“ในเมื่อมากันครบแล้ว เช่นนั้นก็เริ่มกันเถอะ” ผู้าุโสูงสุดมองศิษย์เบื้องล่าง ก่อนที่สายตาจะไปหยุดอยู่ที่มู่เชียนจิ่ว
ไม่เพียงผู้าุโสูงสุด ผู้าุโอีกหกท่านก็มองไปที่มู่เชียนจิ่วเช่นเดียวกัน สายตาราวกับกำลังมองสมบัติล้ำค่าที่หายากอยู่ก็มิปาน!
เมื่อเห็นผู้าุโทั้งเจ็ดของสำนักชิงอวิ๋นต่างก็เดินมาทางตน ดวงตาของมู่เทียนเซี่ยก็เปล่งประกายภาคภูมิใจออกมา แต่น่าเสียดายที่นาง้าเป็ศิษย์ของท่านเ้าสำนักเท่านั้น สุดท้ายคงทำได้แค่ปฏิเสธความหวังดีของผู้าุโเหล่านี้ นางจึงเตรียมประโยคสำหรับปฏิเสธไว้เรียบร้อยแล้ว
“ผู้าุโทุกท่าน ผู้น้อย--”
มู่เทียนเซี่ยยังเอ่ยไม่ทันจบ ผู้าุโทั้งหมดต่างก็เดินผ่านนางไป …ไม่แม้แต่จะชายตามองนางด้วยซ้ำ
มู่เทียนเซี่ยยืนแข็งค้างราวกับคนโง่งม หลังจากได้สติก็หันไปมองพวกเขาด้วยความไม่เข้าใจ
และนางก็ได้เห็นหน้ากากไร้หน้าที่แสนคุ้นเคย ดวงตาคู่สวยพลันหรี่ลง ‘ทำไมถึงเป็เขา!’
“เ้าจะยอมรับข้าเป็อาจารย์หรือไม่?” ผู้าุโสูงสุดจับจ้องมู่เชียนจิ่ว “ขอเพียงเ้ายอมรับข้าเป็อาจารย์ ข้าจะรับเ้าเป็ศิษย์สายสืบทอดของข้าทันที ทรัพยากรทั้งหมดของยอดเขาเรา เ้าสามารถใช้ได้อย่างเต็มที่!”
“พวกเ้าไสหัวไปซะ!” จิ่งอี๋ตวาดลั่น “เขาเป็ศิษย์ของยอดเขาชุ่ยจู๋ของข้าแล้ว พวกเ้าใครกล้ามาแย่ง อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
ผู้าุโทั้งห้าของสำนักชิงอวิ๋นยืนอยู่ตรงหน้าของมู่เชียนจิ่วขวางจิ่งอี๋เอาไว้ ปกป้องเมล็ดพันธุ์ชั้นดีเอาไว้ทางด้านหลังราวกับจงอางหวงไข่
“ศิษย์น้องจิ่งอี๋ นี่เ้า...@#$%^&*()@#$”
เหล่าผู้าุโทั้งเจ็ดห้อมล้อมบุรุษสวมหน้ากากไร้หน้า ไม่แยแสศิษย์คนอื่น ๆ แม้แต่น้อย ถึงอย่างไรศิษย์เหล่านี้ก็เข้ามาในสำนักชิงอวิ๋นและไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว รอได้คนที่มีพร์มากที่สุดมาครองก่อน ที่เหลือเดี๋ยวค่อยเลือกก็ยังไม่สาย
ศิษย์ทั้งหมด “...”
มู่เทียนเซี่ยเห็นดังนั้นก็ยิ่งเคียดแค้นจนแทบจะกระอักเื นางมีชีพจริญญาระดับฟ้าเชียวนะ เ้าเฒ่าเหล่านี้ควรมาขอร้องให้นางไปเป็ศิษย์ไม่ใช่หรือ?
ช่างเถอะ อย่างไรเสียนางก็ไม่อยากคารวะผู้าุโเหล่านี้เป็อาจารย์อยู่แล้ว!
ส่วนเ้าบุรุษน่าตายผู้นั้น รอให้นางได้เป็ศิษย์ของท่านเ้าสำนักเมื่อใด ค่อยชำระแค้นก็ยังไม่สาย!
“ผู้าุโทุกท่าน ข้า้าคารวะท่านเ้าสำนักเป็อาจารย์เ้าค่ะ!”
เมื่อได้ยินวาจาของมู่เทียนเซี่ย เหล่าผู้าุโต่างก็หันไปมองนางโดยพร้อมเพรียง
สีหน้าของผู้าุโสูงสุดแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม “ท่านเ้าสำนักไม่รับศิษย์!”
“ไม่รับศิษย์?” ทันใดนั้นมู่เทียนเซี่ยก็นึกถึงข่าวลือขึ้นมาได้ ว่ากันว่าเ้าสำนักของสำนักชิงอวิ๋นเคยรับศิษย์หญิงผู้หนึ่ง เหมือนจะเป็บรรพจารย์น้อยของสำนักชิงอวิ๋น แต่นางลาลับไปั้แ่สามร้อยปีก่อนแล้ว
“ใช่ ต่อไปอย่าพูดถึงเื่นี้อีก!” ราวกับไปแตะเื่ต้องห้ามบางอย่างเข้า เมื่อผู้าุโสูงสุดเอ่ยจบก็มีท่าทีนิ่งลงทันที
ผู้าุโที่เหลือเองก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก บรรยากาศพลันแปรเปลี่ยนเป็อึมครึม
ทว่าเหล่าผู้าุโไม่ทันสังเกตว่าเวลานี้ มู่เชียนจิ่วกำลังมองพวกเขาด้วยสายตาปลาบปลื้ม เวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว เ้าเด็กพวกนี้ก็ยังไม่ลืมนางอีก พวกเขาช่างมีมโนธรรมยิ่งนัก!
มู่เทียนเซี่ยทำใจกล้า โดยหยิบป้ายปลอมชิ้นนั้นออกมา “หากข้ามีสิ่งนี้ล่ะเ้าคะ?”
“ป้ายชิงอวิ๋น!” ผู้าุโสูงสุดร้องออกมาด้วยความใ ก่อนจะสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ป้ายนั่นก็มาอยู่ในมือเขาแล้ว “เป็ป้ายชิงอวิ๋นจริง ๆ ด้วย เหตุใดเ้าถึงมีป้ายนี้ได้!?”
มู่เทียนเซี่ยเห็นว่าผู้าุโสูงสุดไม่สงสัยใด ๆ ภายในใจก็คลายกังวลลง “ป้ายนี้บรรพบุรุษของตระกูลมู่ทิ้งเอาไว้เ้าค่ะ เขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า ขอเพียงมีป้ายนี้ ก็จะสามารถขอสิ่งใดก็ได้จากสำนักชิงอวิ๋นหนึ่งอย่างเ้าค่ะ!”
“ตระกูลมู่” ผู้าุโสูงสุดกำป้ายนั้นเอาไว้แน่น “มีเื่เช่นนี้อยู่จริง ๆ เพียงแต่คำขอนี้…”
มู่เทียนเซี่ยจึงเอ่ยขัดขึ้นทันที พร้อมก้าวไปด้านหน้าอย่างห้าวหาญ “ท่านผู้าุโ ข้ามีเพียงคำขอเดียว นั่นคือ้าคารวะท่านเ้าสำนักเป็อาจารย์เ้าค่ะ ขอท่านผู้าุโโปรดเมตตาด้วยเ้าค่ะ!”
ขณะที่ผู้าุโสูงสุดอ้าปากพะงาบ ๆ กำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นป้ายในมือก็เกิดการสั่น ก่อนจะหลุดออกจากมือของเขา
“ท่านเ้าสำนัก!”
ผู้ที่มาก็คือเ้าสำนักของสำนักชิงอวิ๋น--หลิวมู่เฉิน และเป็อาจารย์ในชาติก่อนของมู่เชียนจิ่ว
หลิวมู่เฉินไม่สนใจพวกเขาแต่อย่างใด เขาใช้มือลูบเบา ๆ บนป้ายนั้นอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้น “ป้ายชิงอวิ๋นนี้เป็ของเ้าอย่างนั้นหรือ?”
มู่เทียนเซี่ยเพียงได้เห็นใบหน้าของหลิวมู่เฉินแวบแรก ก็ถูกความหล่อเหลาราวกับเทพบุตรของเขาดึงดูดในทันที
เดิมทีนางคิดว่าเ้าสำนักของสำนักชิงอวิ๋นจะเป็เ้าเฒ่าที่แก่หงำเหงือกเสียอีก บัดนี้นางจึงรู้แล้วว่าตัวเองคิดผิดมหันต์ นอกจากผมสีขาวที่บ่งบอกอายุแล้ว บรรดาบุรุษรูปงามที่นางเคยพานพบก่อนหน้านี้ ล้วนไม่อาจเทียบกับความหล่อเหลาอ่อนเยาว์ของบุรุษตรงหน้าได้เลยแม้แต่ปลายก้อย!
“ตอบข้ามา”
เสียงเย็นเยียบทำให้มู่เทียนเซี่ยได้สติกลับมา นางจึงรีบก้มหน้าลงแล้วเอ่ยตอบ “ใช่...ใช่แล้วเ้าค่ะ!”
ท่ามกลางศิษย์ที่ยืนอยู่ด้านล่าง ร่างของจูหยวนสั่นเทาไม่หยุด แผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ วัสดุที่เขาใช้เหมือนกับป้ายชิงอวิ๋นของจริงทุกประการ ตามหลักแล้วท่านเ้าสำนักต้องดูไม่ออกอย่างแน่นอน…
“ป้ายนี้” หลิวมู่เฉินหมุนกายโยนป้ายนั้นไปตรงหน้าของมู่เทียนเซี่ย “เป็ของปลอม!”
ทว่ามู่เทียนเซี่ยกลับกัดฟันเถียงออกไปทันควัน “ไม่...ไม่จริง ป้ายชิงอวิ๋นนี้ตระกูลมู่ของเรา...”
หลิวมู่เฉินเอ่ยขัดมู่เทียนเซี่ยอย่างไม่ไว้หน้า “ข้าบอกว่าเป็ของปลอม ก็คือของปลอม!”
“ท่านเ้าสำนัก ป้ายนี้เป็ของปลอมจริงหรือขอรับ?” ผู้าุโสูงสุดมองป้ายบนพื้น พร้อมกับเกิดความสงสัยขึ้นในใจ …ป้ายนั่นเขาเคยเห็นมาก่อน ต้องเป็ป้ายชิงอวิ๋นอย่างแน่นอน จะเป็ของปลอมไปได้อย่างไรกัน?
“ท่านเ้าสำนัก ศิษย์ก็มีป้ายชิงอวิ๋นเช่นกันขอรับ!” มู่เชียนจิ่วเอ่ยจบก็หยิบป้ายชิงอวิ๋นที่เหมือนกันกับของมู่เทียนเซี่ยทุกประการออกมา
มู่เทียนเซี่ยเห็นดังนั้นก็ถึงกับอึ้งงัน …ป้ายชิงอวิ๋นมีเพียงชิ้นเดียวไม่ใช่หรือ อีกทั้งยังตกลงไปในหุบเหวกับนางสารเลวนั่นแล้วนี่ นางเห็นมากับตาตัวเอง!
เมื่อหลิวมู่เฉินเห็นป้ายชิงอวิ๋นในมือของมู่เชียนจิ่วก็นิ่งไป ก่อนที่อึดใจต่อมาเขาจะเดินมาตรงหน้าของมู่เชียนจิ่ว “ป้ายนี้ เ้าได้มาจากที่ไหนกัน?”
หลิวมู่เฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สายตาจับจ้องไปยังป้ายชิงอวิ๋น ความอบอุ่นในดวงตาราวกับจะแผ่ออกมาภายนอกก็มิปาน
มือเล็ก ๆ ของมู่เชียนจิ่วกำแน่น นางไม่อยากจะจินตนาการเลยว่า ตลอดเวลาสามร้อยปีที่นางดับสูญ อาจารย์ผ่านคืนวันเ่าั้มาเช่นไร
ผู้าุโสูงสุดก็เข้ามาดูเช่นกัน “ท่านเ้าสำนัก ป้ายชิงอวิ๋นนี่คงไม่ใช่ของปลอมอีกกระมัง?”
“ไม่ ป้ายชิงอวิ๋นชิ้นนี้เป็ของจริง” หลิวมู่เฉินสวนกลับทันที จากนั้นก็เก็บป้ายชิงอวิ๋นเข้าอกเสื้อ เขาไม่มีทางจำผิดอย่างแน่นอน บนป้ายนี้มีไอพลังของจิ่วเอ๋อร์ติดอยู่ ตอนนั้นจิ่วเอ๋อร์ได้ป้ายชิงอวิ๋นไปสามชิ้น อีกสองชิ้นเมื่อร้อยปีก่อนได้กลับมาอยู่ในมือของเขาแล้ว ดังนั้นชิ้นที่อยู่ในมือของเขาตอนนี้จึงเป็ชิ้นสุดท้าย
“เป็ไปไม่ได้!” มู่เทียนเซี่ยร้องออกมาเสียงหลง “ป้ายชิงอวิ๋นนั่นเป็ของตระกูลมู่ของเรา เขา...เขาต้องเป็คนที่สลับป้ายชิงอวิ๋นของข้าเป็แน่!”
.
.
.