“อกตัญญู ฮ่าๆ น่าขำยิ่งนัก ถามจริงๆ เถิดน้องสาว เ้าด่าข้าหรือด่าบิดามารดา เ้ารู้หรือไม่ว่ากตัญญูหมายความว่าอย่างไร ก่อนแต่งงานต้องเชื่อฟังบิดามารดา หลังแต่งงานต้องเชื่อฟังสามี และเหนือสามีขึ้นไปคือพ่อสามีและแม่สามี ตอนนี้ข้าแต่งงานแล้วจึงเชื่อฟังสามี มารดาก็เช่นกันต้องเชื่อฟังท่านย่า แล้วเหตุใด...” ซูเหยาละไว้ตรงนี้ ก่อนจะยิ้มกว้างแล้วมองไปยังนางเฉินซื่อด้วยแววตาสุกใส
หากมิใช่คนโง่ก็คงเข้าใจความหมายที่นางจะสื่อ พอเป็แบบนี้นางเฉินซื่อก็อึดอัดพูดไม่ออก ชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้นเมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็เริ่มมามุงดูด้วยความสนุกสนาน
“หายไปกับผู้ชายทั้งวันกลับมาก็เปลี่ยนไปเป็คนละคน เ้ามันบ้า! หากหายไปอีกรอบก็คงเปลี่ยนผู้ชายไปเรื่อย ดูสิคราวนี้ได้ชายแก่คราวพ่อเป็สามี” ซูเมิ่งะโใส่หน้าซูเหยา
แน่นอนว่าคำด่าของอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้นางเจ็บคันเลยสักนิด ซูเมิ่งใจดำอำมหิต แต่นางยังไม่เคยเห็นโลกกว้างคำด่าของนางจึงแสนธรรมดามากๆ สำหรับซูเหยา
ซูเหยาทนได้ แต่เสี่ยวอี้มีหรือจะทนได้ ลำพังแค่คนพวกนี้เข้าใจผิดว่าเป็สามีของซูเหยาและหาว่าเขากินหญ้าอ่อนก็แรงพอแล้ว ไฉนเด็กสาวนามว่าซูเมิ่งอะไรนี่ถึงจะยัดเยียดหมวกเขียวให้เขาอีกเล่า
“เ้าเป็น้องสาวของซูเหยาก็จริง แต่จะพูดอันใดก็ระวังวาจาด้วย สตรีที่พูดเื่เช่นนั้นได้อย่างไม่อายปากก็คงไม่ได้เป็คนใสซื่ออันใด นี่ยังไม่รวมสิ่งที่เ้าเกือบจะฆ่าพี่สาวตัวเองอีก ใครได้เ้าเป็ภรรยาคงต้องทนทุกข์ไปตลอดชีวิต”
“อุ๊บ” ซูเหยาเกือบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ชายคนนี้ปากร้ายใช่ย่อย
และในที่สุดเื่ของซูเหยาและบิดามารดารวมถึงซูเมิ่งก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้ทางวาจาต่อเสี่ยวอี้ นางเฉินซื่อลากสามีและลูกสาวกลับไปที่ห้องเพื่อจะวางแผนใหม่ ตอนนี้ซูเหยามีทะเบียนสมรสที่ออกโดยอำเภอจึงทำให้เื่นั้นยุ่งยากกว่าเดิม
“รอให้คุณชายโจวมาประจำการที่อำเภอ แล้วยกเลิกทะเบียนไม่ได้หรือเ้าคะ” ซูเมิ่งถามมารดาด้วยความแค้นเคือง
“ทำเช่นนั้นได้อย่างไร หากคุณชายโจวสงสัยขึ้นมาแม้แต่นิดเดียวแล้วทำการสืบสาวราวเื่ ก็คงรู้ได้ไม่ยากว่าเ้ามิใช่หลานสาวคนโตของตระกูลซู อย่าลืมสิว่าตอนนี้เรายังหากล้วยไม้ไม่เจอ”
ได้ยินเช่นนั้นซูเมิ่งก็ร้อนใจจนอยู่ไม่สุข “แล้วจะทำอย่างไร ท่านแม่จะปล่อยมันไปเช่นนั้นหรือ นี่เราก็รับเงินของสายรองตระกูลโจวมาแล้วด้วย ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาคนไปแต่งให้เขา”
นางเฉินซื่อพูดไม่ออกจึงหันไปขอความเห็นจากสามี
“เื่นี้ข้าจะคุยกับน้องสามเอง” ซูอี้ฝานตอบกลับ
“แต่นังนั่นบอกกับทุกคนว่าคุณชายโจวสายรองนั้นสติเฟื่อน แล้วแบบนี้อาสามจะวางใจท่านหรือเ้าคะ” ซูเมิ่งเอ่ยด้วยความกังวล
“เ้าสามนั้นโง่เง่า เกลี้ยกล่อมไม่ยากแต่พวกเ้าแม่ลูกต้องกันไม่ให้สะใภ้สามเข้ามายุ่งเกี่ยว”
นางเฉินซื่อเองก็ร้อนใจไม่ต่างกัน “เช่นนั้นก็ได้เ้าค่ะ ท่านพี่ท่านต้องรีบหน่อยแล้วนะเหลือเวลาไม่กี่วันจะครบกำหนดส่งตัวเ้าสาวแล้วด้วย”
“รอข้ากลับมาก่อน” ซูอี้ฝานพยักหน้าก่อนจะเดินออกไป และมุ่งหน้าเข้าเมือง
ทางด้านของซูเหยานั้นเมื่อได้รับชัยชนะสิ่งแรกที่นางทำคือพาท่านลุงเสี่ยวอี้เข้าไปพบกับพ่อเฒ่าซู จากนั้นก็ให้เขาเฝ้าประตูเพื่อไม่ให้บ้านรองมาได้ยิน
“อะไรนะ เ้าจะย้ายไปยังเมืองตงซาน? เหตุใดจึงไปไกลนักล่ะ”
“สามีข้าเป็ทหารจึงรั้งอยู่ชายแดน ข้าจำต้องตามไปอยู่ที่นู่นด้วย หากข้าอยู่ที่นี่จะต่างอันใดกับการเป็แม่หม้ายเล่า ซุ่ยหนิงกับตงซานไกลกันยิ่งนัก บางทีอาจสามปีหรือห้าปีเขาถึงจะได้มาเจอหน้าข้าอีกครั้ง”
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคำพูดของซูเหยานั้นมีเหตุผล แต่แม่เฒ่าซูก็ยังทำใจไม่ได้ นางเกรงว่านี่จะเป็ครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอหน้าหลานสาว
“อาการท่านปู่ไม่ค่อยดี ท่านย่าเองก็ไม่ดีเช่นกัน ที่นี่ค่าใช้จ่ายสูงกว่าเมืองรอบนอกอย่างพวกเมืองตงซานมาก ท่านปู่ท่านย่าเ้าคะ พวกท่านเคยมีความคิดจะย้ายเมืองกันหรือไม่?”
ดวงตาของพ่อเฒ่าซูที่นอนป่วยเป็ประกาย เขามีความคิดเช่นนี้นานแล้ว แต่จำต้องอยู่กับลูกหลานจึงต้องอยู่ที่เมืองซุ่ยหนิงแห่งนี้
“ตอนนี้แยกครอบครัวกันแล้ว และเป็ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าที่เสนอเอง พวกเขาคงจะรอคุณชายโจวสายหลักมาที่นี่และคงไม่มีทางย้ายถิ่นฐานไปไหน ส่วนข้าเองก็แต่งงานแล้วด้วย พวกเขาจะทำอย่างไรกับสัญญานั้นข้าไม่ได้สนใจ ส่วนครอบครัวสามนั้น...หากไม่ใช่ข้าที่ต้องถูกส่งไปให้คนชั่วสติเฟื่อน เื่นี้คงหนีไม่พ้นฉีฉี ถ้าพวกท่านอยู่ที่นี่ อีกไม่นานจะต้องตกหลุมพรางเป็แน่ คนพวกนั้นไม่สนวิธีการหรอกว่าจะทำอย่างไร”
นางหลี่ซื่อเห็นด้วยเป็อย่างยิ่ง สามีของนางซื่อบื้อและตามคนไม่ทัน โดยเฉพาะคนเ้าเล่ห์ที่มีร้อยเล่ห์กลลวงหลอกให้คนตกหลุมอย่างซูอี้ฝานแล้วด้วย
“เ้าหมายจะให้พวกเราไปด้วย?” แม่เฒ่าซูเอ่ยขึ้น
“ใช่เ้าค่ะ ไปตั้งต้นชีวิตใหม่กันที่นั่น แม้เมืองตงซานจะเป็เมืองชายแดนแต่หมู่บ้านที่จะไปนั้นไม่ได้ใกล้ชายแดนเสียทีเดียวอีกทั้งยังอยู่ติดทะเล สภาพอากาศทางใต้ไม่หนาวเหมือนที่นี่ เหมาะกับการรักษาตัวของท่านปู่กับท่านย่ามากกว่า อีกอย่างที่นั่นมีทั้งทะเล มีทั้งูเา ตอนนี้ต้าเซี่ยกับต้าโจวก็สงบศึกกันอยู่ จึงมีพ่อค้าต่างแคว้นรวมถึงคนจากชนเผ่าต่างๆ มาแลกเปลี่ยนสินค้า ข้าคิดว่าน่าจะมีงานให้เลือกหลากหลายกว่าเดิม”
พอพูดถึงเื่งานซูคังห่าวก็รีบพยักหน้าเห็นดีเห็นงามในทันใด ทางใต้ดินดีกว่า บางทีการเกษตรอาจจะรุ่งเรือง
ในเมื่อไม่มีคนคัดค้านตระกูลซูยกเว้นบ้านรองจึงตกลงกันว่าจะเดินทางไปยังเมืองตงซาน ซูเหยาจึงเดินออกมาแจ้งเื่นี้กับท่านลุงเสี่ยวอี้ ก่อนจะนำเื่นี้กลับไปบอกกู้เซียงเพราะนางกังวลว่าสุขภาพของคนในบ้านจะทำให้กู้เซียงล่าช้า
“พวกเ้ามีคนชรา ข้ามีเด็กเล็กสองคน ความล่าช้านั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อยู่แล้ว แต่ร่างกายพวกเขาจะไหวแน่หรือ เื่นี้เกรงว่าคงต้องใช้เกวียนหรือรถม้าในการเดินทางแล้วล่ะ”
ซูเหยาก้มหน้าเงียบ เกวียนกับรถม้า...ตระกูลซูจะมีมันได้อย่างไร ทีแรกนางยังตั้งใจจะให้คนในครอบครัวตามไปทีหลังด้วยซ้ำ แต่ก็กังวลเื่อาการป่วยของพ่อเฒ่าและแม่เฒ่าซู อีกทั้งหากไปพร้อมกับกู้เซียงและพรรคพวก อย่างน้อยๆ ก็วางใจได้หนึ่งเปราะเื่ของความปลอดภัยในการเดินทาง เพราะพวกเขาเป็ทหารกันหมดเื่โจรร้ายจึงวางใจลงได้
“อีกสองวันข้าจะลองหาทางดู” นางเอ่ยเสียงแ่
กู้เซียงนิ่งเงียบ เขาไม่มีความยินดีในการช่วยเหลือครอบครัวของภรรยาตัวน้อยแต่อย่างใด จะบอกว่าถูกงูกัดครั้งเดียวกลัวเชือกไปตลอดชีวิตก็คงไม่ผิดนัก
ภรรยาเก่าและบ้านเดิมของนางนั้นสร้างาแให้เขาและลูกชายทั้งสองมากเกินไป...
วันนี้เป็อีกหนึ่งวันที่ซูเหยาตัดสินใจไม่กลับไปยังตระกูลซู นางยังคงค้างอยู่ที่บ้านของมู่หลินเพราะการเดินทางไปอีกครั้งนั้นใช้เวลาเกือบสองชั่วยาม แล้วก่อนหน้านี้นางก็เพิ่งไปมาหมาดๆ ส่วนที่ว่าทำไมไม่ไปอยู่กับกู้เซียงนั้น เื่นี้นางเองยังไม่ได้ทำใจและยังปล่อยให้เขาจัดการเื่ราวระหว่างเขากับอดีตภรรยาให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
“เอาเถิด พักที่นี่ให้สบายใจ เงินของข้าอาจไม่พอให้เ้าซื้อรถม้าแต่น่าจะพอซื้อเกวียนได้สักเล่ม” มู่หลินเอ่ยอย่างใจดี
ซูเหยามองอีกฝ่ายด้วยความซาบซึ้ง “พี่สาวมู่ ข้ารับเงินของท่านไม่ได้หรอกเ้าค่ะ ทุกวันนี้ที่อยู่รอดมาได้ก็เพราะท่านจุนเจืออาหารให้ แล้วอีกอย่าง ท่านเองก็ยังมีลูกชายต้องเลี้ยงดู เก็บเงินของท่านไว้เถิด” นางตระหนักดีว่าชีวิตของมู่หลินก็ลำบากเช่นกัน
มู่หลินส่ายหน้าแล้วเดินออกไป หากครอบครัวเสียเงินจำนวนนี้ชีวิตย่อมยากลำบากกว่าเดิมอยู่แล้ว แต่ก็อดเห็นใจซูเหยาไม่ได้ เอาเป็ว่าตอนออกเดินทางค่อยหาทางมอบเงินนี้ให้อีกฝ่ายแทนก็แล้วกัน