ต่อให้เย่หยางจะได้ขนนกของเฉินคุนจนกลายเป็ราชันความมืดแทน แต่เขายังอยู่ในลำดับ 1 ร่างกายยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอต่อการจัดการเทวทูตตก์นับหลายร้อยตนที่เดินเตร่อยู่บนถนน
เวลานี้มีใครหลายคนวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น บ้างหกล้มคลุกคลาน ะโเรียกคนให้ช่วย ในสถานการณ์ปกติอาจมีคนใจดี จิตเมตตาเข้าไปช่วยเหลือ แต่สำหรับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น แค่จะหนีเองยังยาก นับประสาอะไรกับการช่วยชีวิตคนอื่น
เย่หยางไม่ให้ความสนใจต่อเสียงกรีดร้องเ่าั้
หลังจากผ่านชีวิตอันยากลำบากในดินแดนที่เต็มไปด้วยเทวทูตมาถึง 5 ปี จิตใจของเขาได้แข็งแกร่งเหมือนเหล็ก ไม่มีความอ่อนไหว หรือรู้สึก นอกเสียจากมันจะเป็ประโยชน์ต่อตัวเอง
บนดินแดนที่เต็มไปด้วยเทวทูตเดินดิน หากคุณใจอ่อน จิตใจมีเมตตา ก็อาจถูกฆ่าตายได้ง่ายๆ ในที่นี้ที่บอกว่าถูกฆ่าตายไม่ได้หมายถึงถูกเทวทูตแต่หมายถึงมนุษย์ด้วยกันเองต่างหาก
เมื่อเทวทูตร่วงหล่นจาก์ มันเปลี่ยนให้โลกกลายเป็นรก ผู้คนมีจิตใจโสมม เสื่อมทราม เห็นแก่ตัว จิตใจต่ำช้า
นั่นคือโลกที่เย่หยางได้ัั
ประสบการณ์ได้สอนกฏเหล็กให้เขาว่าอย่าไว้ใจใคร อย่าได้สงสาร อย่าได้ทำตัวเป็ฮีโร่ช่วยผู้คน เพราะสุดท้ายแล้วคนเ่าั้ที่ยื่นมือช่วยเหลือ ไม่แน่อาจแทงข้างหลังเรา
ดังนั้นพอถึงขีดจำกัดร่างกายหลังจากจัดการเทวทูตราว 20 ตัว เย่หยางลากร่างกายสูงใหญ่ 1.80 เมตรกลับเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ
โชคดีที่ประตูไม่ได้ล็อก ไม่งั้นเขาคงได้พังกระจกเข้ามา แต่ก็นั่นแหละ แคชเชียร์สาวคงกลัวเกินกว่าจะขยับจากที่ซ่อนด้านหลังเคาน์เตอร์ จนถึงตอนนี้เธอยังขดตัวเป็ลูกแมวอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าแม้แต่เงยหน้าขึ้นมา หรือต่อให้ได้ยินเสียงประตูเปิด เธอยังคงตัวสั่นจนไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้
หากไม่เป็เพราะเย่หยางอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ คอยจัดการเทวทูตในระแวก ไม่แน่เธออาจตาย กลายเป็อาหารเทวทูตเดินดิน
“นี่เธอ ยายตัวไร้ประโยชน์ รีบลุกขึ้นมา ช่วยฉันหาของมาปิดกั้นประตูนี่ที” เย่หยางรู้จักกับเธอ และค่อนข้างจะสนิทสนมเป็พิเศษ แต่นั่นคือเื่ในอนาคตเมื่อ 5 ปีข้างหน้า ตอนนี้ทั้งสองจึงถือเป็คนแปลกหน้า
แต่อย่างใดก็ตามเธอยังตัวสั่น ไม่มีการขยับลุกขึ้นมา
เย่หยางไม่คิดเสียเวลา พูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “รีบๆ ลุกขึ้นมาได้แล้ว อย่าให้ฉันได้พูดเป็ครั้งที่สอง ไม่งั้นฉันนี่แหละที่จะโยนเธอออกไปข้างนอกเป็อาหารพวกมัน!”
“ลุกแล้วค่ะ ฉันยอมแล้ว เพราะงั้นได้โปรดอย่าทำอะไรเลยนะคะ อย่าจับฉันโยนไปให้พวกมันกินนะคะ” แคชเชียร์สาววัย 30 ปีไม่กล้าชักช้า ต่อให้ตัวสั่นเป็ลูกแมวเปียกน้ำ แต่ด้วยความกลัวที่จะถูกโยนไปนอกร้านก็มีแต่ต้องกัดฟันสู้ ลุกขึ้นมาเผชิญหน้าชายหนุ่มร่างใหญ่
“เลิกโวยวายเสียงดังสักที มันน่ารำคาญ ถ้าหากยังฉลาดอยู่ละก็ เบาเสียงได้ก็เบา เธอคงไม่อยากให้พวกมันข้างนอกได้ยินเสียงเธอหรอกใช่ไหม” เย่หยางจับปลายคางอีกฝ่าย นึกถึง่เวลาที่ทั้งสองเคยร่วมเป็ร่วมตาย จึงรู้สึกอยากแกล้งเธอสักหน่อย
หญิงสาวใช้สองมือปิดปากสนิท
ต่อให้ตอนนี้ถูกลวนลามโดยเ้าหมูตอนหน้าเห่ย แต่เธอไม่มีความกล้าร้องขอความช่วยเหลือ เพียงทำตามคำสั่งของเขาอย่างว่าง่าย
ชั้นวางจำนวนหนึ่งถูกเอามากันไว้ที่ประตู
มันถูกทำอย่างลวกๆ เหมือนเด็กชั้นประถมทำงานภายใต้คำแนะนำของอาจารย์
สำหรับเย่หยางสิ่งนี้นับว่าไร้ประโยชน์ มันไม่สามารถป้องกันการโจมตีจากเทวทูตได้ แต่เมื่อคำนึงว่านี่เป็่แรกของการเสด็จเยือน มีเพียงเทวทูตลำดับ 1 เท่านั้น จึงนับว่าเพียงพอต่อการป้องกัน แต่ถึงอย่างนั้นหากมีใครพิเรนทร์ขับรถเข้ามาชน มันคงพังครืนไม่เป็ท่า
“อาหารพวกนี้ มันจะต้องเป็ของฉันทั้งหมด”
เย่หยางมองขนม ปลากระป๋อง สาหร่ายทะเล บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ฯ ที่อยู่บนชั้นวางด้วยความโลภ
ในโลกที่เขาได้เผชิญ 5 ปีราวกับนรก และด้วยฐานะเบี้ยตัวเล็กของเฉินคุน เย่หยางนับว่ามีฐานะต่ำต้อยสุดในกลุ่ม
ในขณะที่หัวหน้าหน่อย หรือเฉินคุนได้กินแต่ของดีๆ เย่หยางมักจะได้กินของเหลือเดน เป็ของเสียที่ไม่มีใคร้า ดังนั้นในอนาคตที่เขาจากมา ร่างกายที่อุดมสมบูรณ์ด้วยชั้นไขมันหนาที่หวงแหนจึงถูกแทนที่ด้วยหุ่นขี้ก้าง
“ฉันจะไม่ยอมอยู่อย่างอดๆยากๆ อีกต่อไป ไม่มีวัน!”
ชายหนุ่มลูบชั้นไขมันหนาด้วยอารมณ์หลากหลาย ในขณะที่แคชเชียร์สาวยืนตัวสั่นอยู่ไม่ไกล
“ถ้าอยากรอดก็อย่ามัวแต่ยืนเซ่อ ที่นี่มีกระเป๋าแถมใบใหญ่ใช่ไหม นำมันออกมา แล้วยัดของที่คิดว่าจะทำให้รอดในวันสิ้นโลกลงไป” เย่หยางมองเธอครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน เพื่อพูดคุยกับเพื่อนสนิทสองคน
สำหรับพนักงานงานสาวร้านสะดวกซื้อ แม้จะไม่เข้าใจว่าเขากำลังหมายถึงอะไร แต่เธอไม่กล้าชักช้า รีบคว้ากระเป๋าใบใหญ่ใส่ของจำเป็ลงไปตามคำสั่ง
..........
เมื่อมาถึงชั้นสอง ดูเหมือนพวกอู๋เฟยจะรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอก ถึงได้ยืนชิดหน้าต่าง มองดูผู้คนที่กำลังวิ่งหนีตายหน้าตั้ง หรือเปลี่ยนกลายเป็เทวทูตสีดำ
“อู๋เฟย หวงหลง”
ด้วยเสียงเรียกไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่แปลกหากหลายคนในห้องเกมจะสะดุ้งเฮือก
อู๋เฟยจับหัวใจตัวเองที่กำลังเต้นตุบตับ เดินมาหาเย่หยาง สีหน้าดูเคร่งขรึม
“เย่หยาง นายทำให้ฉันใเลยเห็นไหม”
“นั่นสิเย่หยาง หัวใจจะวายแล้วนะเมื่อกี้ นึกว่าไอ้ตัวข้างล่างบนถนนนั่น ขึ้นมาถึงที่นี่แล้วซะอีก” หวงหลงมีสีหน้าไม่ต่างกัน
“เออจริงสิ พูดถึงข้างล่าง ไม่ใช่ว่าพนักงานคนนั้นตายไปแล้วหรอกนะ...”
หนึ่งในนักเรียนที่เข้ามาใช้บริการเกมออนไลน์โพล่งขึ้น และนั่นทำให้ใครหลายคนกลัว
ถ้าหากพนักงานถูกฆ่าตาย แสดงว่าชั้นล่างอาจมีเทวทูตเดินป้วนเปี้ยน และหากพวกเขาเดินลงไป ก็คงกลายเป็อาหารของมัน ดังนั้นเวลานี้ หนึ่งในพวกเขาจึงได้วิ่งไปปิดประตูชั้นสองด้วยความกลัวสุดขีด
เมื่อประตูถูกล็อก คนที่เหลือดูจะโล่งใจยิ่งขึ้น
“เกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่ ไม่เห็นมีข่าวอะไรออกมาบอกเลย พวกทหารตำรวจมัวทำอะไรกันอยู่”
“ไม่รู้สิ ไม่แน่เขาอาจจะกำลังเอากับชู้อยู่ละมั้ง”
“นี่ไม่ใช่เวลามาตลกนะ หัดจริงจังหน่อยสิ!”
หนึ่งในนักเรียนที่ติดอยู่บนชั้น 2 ตะคอกหนึ่งในเพื่อนเสียงดัง
สำหรับเย่หยาง พวกเขาเป็ได้เพียงกลุ่มคนแปลกหน้า จึงดึงเพื่อนสนิทสองคนมาอีกมุมของห้อง
“นี่เย่หยาง นายเห็นแล้วใช่ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น แบบนี้เราจะทำยังไงกันดี จะรออยู่ที่นี่ ให้ตำรวจมาช่วยใช่ไหม” อู๋เฟยเป็แค่อันธพาลคนหนึ่ง ต่อหน้าคนตัวเล็กเขาทำตัวกร่าง แต่ต่อหน้าเทวทูตตก์ เขาไม่ต่างจากมดปลวกที่รอความตาย
“ฉันว่ามันคือจุดจบของโลก แม่ง!” หวงหลงทำเสียงขรึม และนั่นทำให้อู๋เฟยคอตก
“พวกนายใจเย็นๆ บางทีเราอาจจะรอดออกไปจากที่นี่โดยไม่เป็อะไรก็ได้” เย่หยางปลอบใจ นี่ไม่ใช่ความสงสาร เพียงแต่เขาสามารถพาทั้งคู่ออกไปได้จริงๆ
“หา...นายจะบ้าหรือเปล่า นายจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง ตำรวจทหารมันไปตายที่ไหนก็ไม่รู้ ไอ้ตัวสีดำนั่นนายก็เห็นแล้วว่ามันแข็งแกร่งมาก คนปกติทั่วไปที่ไหนจะสู้มันได้”
“ใช่ มันบ้ามากหากจะสู้กับมัน แต่ถ้าหากเรารอยู่ที่นี่ก็อาจมีโอกาสรอด...” หวงหลงเสริม ก่อนจะชะงักเมื่อสังเกตเห็นมงกุฎสีดำที่ลอยเด่นบนศีรษะเพื่อนสนิทตัวโต เ้าของน้ำหนักร้อยกิโลกรัม
ไม่รู้เพราะความกลัวหรือเพราะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนน หวงหลงสะกิดแขนเพื่อนสนิท ก่อนจะถอยหลังไปสองก้าว
อู๋เฟยงุนงงในคราวแรก จนเพิ่งจะสังเกตเห็นมงกุฎสีดำบนหัวเย่หยางนั่นแหละ
“เย่หยาง บนหัวนายคือ...”
ต่อให้เย่หยางยังอยู่ในรูปลักษณ์ของมนุษย์ แต่ด้วยความกลัวช่วยไม่ได้ที่หวงหลงจะจินตนาการเป็อื่น กลัวว่าอีกไม่นานเพื่อนสนิทจะกลายเป็ตัวประหลาดสีดำ
เป็เพราะทั้งสอง นักเรียนคนอื่นๆ เลยสังเกตเห็นมงกุฎบนหัวเย่หยางเช่นเดียวกัน ปฏิกิริยาจึงไม่ต่างจากอู๋เฟยสองคน นั่นคือถอยหลังไปชิดบานหน้าต่าง
“อ๋อนี่เหรอ...” เย่หยางัักับมงกุฎที่ลอยเด่นบนศีรษะ นั่นจึงยิ่งทำให้พวกเขากลัวจนหัวหด
“นี่คิดว่าฉันจะเป็ไอ้ตัวสีดำนั่นหรือไง ถ้าหากฉันเป็พวกมัน ป่านนี้คงจับพวกนายกินไปแล้วแหละ ไม่มัวยืนคุยให้เสียเวลาหรอก” เย่หยางอธิบาย แต่นั่นไม่ดูจะไม่ช่วยอะไรเลย โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้จักเย่หยางต่างคิดว่ากำลังโกหก ส่วนอู๋เฟยและหวงหลงนั้นเลือกที่จะเชื่อ และเดินกลับมาหาเย่หยาง
มองเห็นทั้งคู่ที่ยังเคลือบแคลงสงสัย แต่ยังกล้าเดินเข้ามาหา ทำให้เย่หยางอมยิ้มหน่อยนึง
สำหรับโลกอันเลวร้ายเมื่อห้าปี คนที่เย่หยางไว้ใจที่สุดนอกจากครอบครัวก็คือพวกเขาสองคนนั่นแหละ และมันก็เป็อย่างนั้น จวบจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
“พวกนายเชื่อฉัน?” เย่หยางถาม
“ไม่มีเหตุผลที่นายจะต้องโกหก” อู๋เฟยในตอนแรกยังกลัวอยู่ แต่พอได้มองหน้าเย่หยางชัดๆ เพื่อนคนนี้ยังไงก็คือเพื่อนคนเดิม ไม่ใช่ไอ้ตัวสีดำบ้าคลั่งนั่น
“ใช่ ถึงมันจะดูแปลกจากนายโดยปกติ แต่ถ้าให้ฉันเดา มันคงเป็เพราะไอ้เหตุการณ์บ้าๆ นั่นเปลี่ยนนายละมั้ง” หวงหลงเล่นเกมเยอะ จึงคิดเป็ตุเป็ตะ แต่ก็ถือว่าเขาเดาได้ถูก