ข้าทะลุมิติมากับซูเปอร์มาร์เก็ตเคลื่อนที่

    6/2 เปิดร้านขายอาหาร

            ถานเวยเวยคิดในใจต่อว่าอากาศที่นี่ในตอนกลางคืนนั้นลดลงต่ำมาก ให้ความรู้สึกคล้ายตู้เย็นในยุคของนางอย่างไรอย่างนั้น ทำให้ไม่ต้องห่วงกลัวว่าน้ำแกงของนางจะเสียอีกด้วย

            “แบบนี้เ๯้าถึงได้ก่อเตาถึงสามเตาสินะ” จางซื่อเพิ่งจะเข้าใจ ทั้งรับปากว่าวันนี้จะกลับเรือนช้าเสียหน่อยเพื่อที่จะได้เรียนรู้การทำน้ำแกงสูตรประจำร้านของพวกนางให้เป็๞

             

            วันรุ่งขึ้น

            ในที่สุดก็ถึงวันเปิดร้านอาหารวันแรกเสียที!

            เสี่ยวต้งเสวียรีบเข้ามาช่วยก่อไฟและนำถั่วไปต้มอย่างกระตือรือร้น ส่วนจางซื่อก็หุงข้าวเตรียมเอาไว้สำหรับคนที่อยากกินน้ำแกงลูกชิ้นกับข้าว จากนั้นก็ผละมือไปนวดแป้งสำหรับทำเส้นก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเป็๞อีกหนึ่งรายการอาหารที่ช่วยกันคิดเพิ่มเข้าไปในขณะที่เฝ้าดูน้ำแกงเมื่อวานนี้

            ฉะนั้นสรุปว่าร้านอาหารของถานเวยเวยจะมีอาหารขายสองรายการ หนึ่ง คือข้าวกับน้ำแกงลูกชิ้นซึ่งจะขายในราคาสามอีแปะ ส่วนอีกรายการก็คือก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น ซึ่งจะขายในราคาห้าอีแปะเท่านั้น

            ที่ร้านของนางขายในราคาถูกแสนถูกแบบนี้ได้ก็เพราะว่าวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้มีราคาถูก กระดูกหมูที่ใช้มาต้มน้ำแกงก็แทบจะไม่มีเนื้อ ตอนที่พวกนางไปขอซื้อนั้น คนขายแทบจะให้มาโดยไม่คิดเงินเสียด้วยซ้ำ 

            ถั่วที่อิ่มน้ำทั้งถูกนำไปต้มจนเกือบจะเละอยู่แล้วถูกถานเวยเวยนำทัพพีไม้มาบดให้ละเอียด แล้วใส่หมูสับ แป้ง และเครื่องปรุงอีกจำนวนหนึ่งลงไปนวดๆ ผสมกัน ไม่นานก็ได้เนื้อลูกชิ้นที่พร้อมนำลงไปต้มแล้ว

            หญิงสาวหันไปอุ่นน้ำแกงที่ต้มทิ้งเอาไว้๻ั้๫แ๻่เมื่อวานนี้

            ครั้นพอนางเปิดฝาหม้อขึ้นมา กลิ่นหอมหวานของน้ำแกงกระดูกหมูก็ส่งกลิ่นชวนน้ำลายสอกระจายไปทั่วบริเวณ

            ความหอมของมัน ทำให้เสี่ยวต้งเสวียกับจางซื่อที่กำลังง่วนยุ่งกับงานตรงหน้า ถึงกับต้องหยุดมือแล้วกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ด้วยเพราะน้ำแกงนี้ เมื่อได้ตุ๋นทิ้งเอาไว้ทั้งคืนก็ยิ่งมีความหอมชวนกินมากกว่าเมื่อเย็นวานเสียอีก

            ถานเวยเวยลองทำน้ำแกงลูกชิ้นออกมาห้าชาม จากนั้นก็หันไปหน้าพูดกับเสี่ยวต้งเสวียที่แอบยืนมองอยู่ด้านข้าง “เ๽้าเอาน้ำแกงนี่ไปให้แม่สามีกับบุตรสาวของจางซื่อที่เรือน จากนั้นก็กลับมากินข้าวกับพี่ที่นี่นะ”

            เสี่ยวต้งเสวียรับคำแล้วรับชามน้ำแกงไปอย่างระมัดระวังทันใด

            คล้อยหลังเด็กชาย

            จางซื่อก็หันมายิ้มให้หญิงสาว ในใจรู้สึกชื่นชมที่อีกฝ่ายยังอุตส่าห์มีน้ำใจคิดถึงคนในครอบครัวตน “ขอบใจเ๯้าที่ยังคิดถึงบุตรสาวกับแม่สามีของข้า อุตส่าห์แบ่งปันให้พวกเขาด้วย”

            ถานเวยเวยยิ้ม “เรียกว่าเป็๲การเอาฤกษ์เอาชัยอย่างไรเล่า พอครอบครัวกินอิ่มท้อง ก็เป็๲นัยว่าต่อไปพวกเราจะต้องมีกินมีใช้เช่นนี้จนอิ่มท้องตลอดไป”

            จางซื่อหัวเราะ “ไม่ยักจะเคยได้ยินคนพูดเช่นนี้ ต้องเป็๞เ๯้าคิดขึ้นมาเองแน่ๆ ”

            “ฮ่าๆ วันเปิดร้านก็ต้องพูดแต่สิ่งดีๆ เข้าไว้สิ” หญิงสาวเองก็หัวเราะตามไปด้วย

            จางซื่อหัวเราะจนพอใจ ก่อนจะหันไปมองยังแผ่นหลังของเด็กชายที่ค่อยๆ ลับสายตาบนเส้นทางที่ตรงกลับไปยังหมู่บ้านแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

            “ไม่คิดเลยว่าเด็กคนนั้นจะมีน้ำใจ ทั้งขยันขันแข็งถึงเพียงนี้ วันที่ก่อสร้างเพิงก็เป็๲ลูกมือ ช่วยพี่ชายข้าหยิบจับของตั้งมากมาย เมื่อวานตอนต้มน้ำแกง เขาก็ยังอดทนรอกับเราไปด้วย ข้าเห็นเขามาแอบกระซิบถามเ๽้าว่าเหนื่อยหรือไม่ ดูท่าจะเชื่อฟังเ๽้ามากทีเดียว”

            “คงเป็๞เพราะว่าตอนนั้นไม่มีใครสนใจเขา ทั้งไม่มีใครอบรมสั่งสอนด้วย เขาเป็๞เพียงเด็กก็เลยไม่รู้ว่าควรจะใช้ชีวิตอย่างไร ตอนแรกข้าก็คิดว่าเขาจะดื้อซน แต่พอได้อยู่ร่วมกันแล้วก็พบว่าเขาเป็๞เด็กดีเหลือเกิน พูดแค่เพียงครั้งเดียวก็ยอมปรับยอมเปลี่ยนแล้ว”

            “เฮ้อ... ได้ยินเช่นนี้แล้วอิจฉานัก บุตรสาวของข้าทั้งดื้อทั้งซน พูดอะไรก็ไม่ฟังสักคำ ซ้ำยังรู้ว่ามีท่านย่าคอยตามใจ นางจึงไม่ค่อยฟังคำสั่งของข้าสักเท่าไร”

            ถานเวยเวยยิ้ม เอามือลูบที่ครรภ์ตนเองบ้าง “จะอิจฉาไปทำไม ข้ายังไม่รู้เลยว่าเด็กอีกคนในนี้ เมื่อออกมาแล้วจะดื้อรั้นเพียงแค่ไหนกัน”

             

            ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างครบถ้วนหมดแล้ว

            ทั้งอาหารก็ถูกชิมจนมั่นใจในรสชาติ กลิ่นหอมชวนกินจนคนที่ผ่านทางต้องหันมามองกันแทบทุกคน เพิงร้านค้าแม้จะถูกสร้างอย่างง่ายๆ แต่ยังดูรมรื่นชวนให้ลองแวะเยือน

            ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปจนเกือบครึ่งค่อนวัน

            ร้านขายอาหารของถานเวยเวยก็ยังไม่มีคนเข้ามาซื้อสักถ้วย!

            สีหน้าของสองหญิงสาวกับหนึ่งเด็กชายเริ่มไม่ค่อยจะดี เพราะยิ่งเย็นย่ำลงมากแค่ไหน คนที่สัญจรไปมาก็ยิ่งจะน้อยลง ทำให้โอกาสที่จะได้ค้าขายลดน้อยตามลงไปด้วย

            “เอ่อ... ถานซื่อ ข้าว่าวันนี้ข้าไม่เอาค่าแรงแล้วกัน” จางซื่อพูดกับถานเวยเวยด้วยสีหน้าเจื่อนๆ

            เสี่ยวต้งเสวีย แม้จะยังเด็กแต่ก็รู้ว่าวันนี้พี่สาวบุญธรรมขายน้ำแกงลูกชิ้นไม่ได้สักชาม ทำให้ตนเองก็รู้สึกเสียใจไปด้วย เขาเดินมายืนข้างกายของหญิงสาวเงียบๆ แล้วพูดเสียงเบา

            “พี่สาว ประเดี๋ยววันนี้ข้าจะกินน้ำแกงลูกชิ้นให้หมดเลย ท่านไม่ต้องเสียใจไปนะ”

            ถานเวยเวยที่นั่งนิ่งอยู่ในร้านด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีมาค่อนวัน พอได้ยินคำพูดของพวกเขาก็ยิ้มบางออกมาได้ นางเอ่ยถามคนทั้งสอง

            “พวกเ๽้าช่วยบอกให้ข้ากระจ่างหน่อยเถอะ ข้าอยากรู้ว่าจริงๆ แล้ว น้ำแกงลูกชิ้นของข้านั้นน่ากินและอร่อยหรือไม่ ห้ามโกหกเชียวนะ พูดมาตรงๆ เลย”

            จางซื่อและเสี่ยวต้งเสวียหันมามองหน้ากัน จากนั้นก็หันไปส่ายหัวให้หญิงสาวราวกับป๋องแป๋ง ตอบหญิงสาวพร้อมๆ กัน

            “น่ากินสิ! ไม่อย่างนั้นบุตรสาวของข้าจะร่ำร้องของกินหรือ”

            “น่ากิน! ให้ข้ากินน้ำแกงลูกชิ้นของพี่สาวไปตลอดชีวิตเลยก็ยังได้!”

            ถานเวยเวยได้ยินคำตอบเช่นนี้แทนที่จะสบายใจกลับนึกฉงนมากกว่าเดิม

            เพราะตัวของนางเอง เมื่อชิมรสแบบไม่เข้าข้างตนเองแล้วก็รู้สึกว่าอาหารที่นางทำก็ไม่ได้มีรสชาติเลวร้ายอะไร ตอนที่อยู่โลกใบเดิม เหล่าสหายของนางก็มักจะชื่นชอบอาหารที่นางทำกันทุกคน

            แต่ทำไมถึงขายไม่ได้เล่า?

            หญิงสาวหันไปมองเหล่าผู้คนที่สัญจรไปมาบนถนน สังเกตสีหน้าของพวกเขาที่หันมามองเพิงขายอาหารของนางทีละคน

            แล้วฉับพลับนั้นถานเวยเวยก็เหมือนจะคิดอะไรออก!