ตอนที่ 49 ธนาคารซันเดอร์ลี
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
หลังจากได้รับการตอบรับจากเด็กน้อย ชายชราจึงไม่ลังเลที่จะลงทะเบียนเมอร์ลินให้กลายเป็นบุตรชายของตนเอง
แน่นอนว่าขั้นตอนที่เขาทำคือการแจ้งเกิด ซึ่งทำได้ง่ายกว่าการรับบุตรบุญธรรมมาก เพราะเขาปลีกวิเวกไปถึงร้อยกว่าปี กลับมาคราวนี้จะแจ้งว่ามีบุตรชายวัยสิบเอ็ดขวบจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ส่วนมารดาของเด็กชายชราแจ้งว่าเธอได้ตายจากไปตั้งแต่ตอนคลอด
เรื่องนี้จึงถือว่าทำได้ง่ายกว่าการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมมาก เพราะลดขั้นตอนการสืบหาที่มาของเด็ก
อีกอย่างออสตินเป็นถึงมหาปราชญ์ การที่เขามีบุตรย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดี
ต้องรู้ไว้ว่าชายชราผู้นี้เป็นนักวิชาการที่คร่ำครึก ชีวิตของเขามอบให้กับเวทยาศาสตร์ จึงไม่สนใจในเรื่องความรักหรือสืบทอดสายเลือด ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ล้วนเป็นเช่นนี้
การที่ชายชราปุบปับรับเมอร์ลินเป็นบุตรที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากเลย
ความจริงเรื่องที่นักวิชาการอย่างเขาจะมีบุตรชายหรือบุตรบุญธรรมมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอยู่แล้ว เพราะมหาทวีปแห่งนี้ยังมีมหาปราชญ์อยู่นับพัน ซึ่งเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งในจำนวนนั้น แม้ว่าประเทศออโรร่าแห่งนี้จะให้ความสำคัญกับเขาบ้างก็ตาม
ทั้งสองทำธุรการแจ้งเกิดให้กับเมอร์ลินเรียบร้อยแล้ว
“นี่คือแผ่นตราประจำตัวของเธอ เก็บมันไว้ให้ดี เพราะข้างในนี้เก็บข้อมูลประวัติของเธอเอาไว้ใช้ทำธุรกรรมต่างๆ”
ชายชรามอบแผ่นตราที่ได้รับมาจากเจ้าหน้าที่ให้กับเมอร์ลิน
เมอร์ลินที่ได้ยินพนักงานพูดเกี่ยวกับแผ่นตรานี้มาบ้างแล้ว จึงเข้าใจถึงความสำคัญของมัน
การแจ้งเกิดแบบนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องทำและสามารถทำที่อื่นได้นอกจากเทศบาลเมือง แม้แต่หมู่บ้านอันห่างไกลก็ยังสามารถไปแจ้งเกิดที่หัวหน้าหมู่บ้านนั้นๆ ได้
ในทุกๆ ประเทศล้วนใส่ใจในระบบทะเบียนราชของตนเอง
ซึ่งแผ่นตราประจำตัวนี้จะบรรจุข้อมูลเอาไว้ และมันมีค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อย แต่ประเทศก็ยินดีที่จะจ่ายมัน ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการบริหารประเทศ
“ขอบคุณครับ คุณพ่อ” เมอร์ลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม เขาเก็บแผ่นตราไว้ในแหวนเวทที่ชายชรามอบให้
ศาสตราจารย์ออสตินที่ได้ยินเด็กน้อยเรียกตนเองว่าพ่อก็รู้สึกเบิกบานใจยิ่ง
ก่อนที่พวกเขาจะเดินออกจากห้องโถงของอาคาร เมอร์ลินก็เอ่ยขึ้น
“พวกเรากำลังจะไปที่ไหนต่อครับ?”
ชายชราขยิบตาข้างหนึ่งพร้อมรอยยิ้ม “ตามฉันมาเถอะ เดี๋ยวเธอก็รู้”
เมื่อออกมานอกอาคารพวกเขาก็เห็นรถม้าของพวกเขายังรออยู่ที่เดิม
มาร์เทลยังคงยิ้มให้บริการอย่างยินดี
เมื่อทั้งสองขึ้นมาบนรถม้าแล้ว ชายชราก็เอ่ยกับมาร์เทล “รบกวนคุณไปส่งพวกเราที่ธนาคารซันเดอร์ลีด้วยครับ”
“ขอรับ” มาร์เทลรับคำแล้วออกรถม้าทันที เขาไม่ได้เอ่ยถามอะไร หน้าที่ของเขาคือทำความต้องการของชายชราเท่านั้น
“พวกเราจะไปทำอะไรที่ธนาคารหรอครับ?” เมอร์ลินเอ่ยถามอย่างสงสัย
แน่นอนว่าเขารู้จักธนาคารจากหนังสือที่อ่าน อย่างน้อยๆ เขาก็รู้ว่ามันคือสถานที่ที่เอาไว้ใช้เก็บเงิน ซึ่งมันไม่มีในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หรือต่อให้มีด้วยสถานะของเมอร์ลินในตอนนั้นก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้เรื่องอะไรแบบนี้เลยด้วยซ้ำ
“เดี๋ยวเธอก็รู้เอง” ชายชราขยิบตา
เมอร์ลินเมื่อเห็นท่าทางของชายชราเขาก็รู้สึกจนใจขึ้นมา แต่ถึงยังนั้นก็ยังเอ่ยปากถามขึ้นอีก
“ซันเดอร์ลี? นี่ใช่ตระกูลซันเดอร์ลีของประเทศนาคลอสรึป่าวครับ?” เมอร์ลินคิดถึงประวัติของหนึ่งในสี่ตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดในมหาทวีป
ตระกูลซันเดอร์ลีมีประวัติมาอย่างยาวนาน พวกเขาเป็นส่ายป่านสำคัญในการสนับสนุนขั้วอำนาจต่างๆ ในหลายๆ ประเทศ มีครั้งหนึ่งในยุคที่ยังมีกษัตริย์ ตระกูลซันเดอร์ลีถึงกับเคยปฏิวัติอาณาจักรหนึ่งตั้งตัวผู้นำตระกูลขึ้นเป็นกษัตริย์เลยด้วยซ้ำ
แต่น่าเสียดายที่ยุคแห่งกษัตริย์นั้นถูกคลื่นแห่งกาลเวลาซัดสาด แต่ถึงอย่างนั้นตระกูลซันเดอร์ลีก็ยังอยู่มาถึงปัจจุบันนี้ และคนของตระกูลของพวกเขายังเคยเป็นผู้นำของประเทศนาคลอสมาหลายสมัยเลยด้วย
“โอ้ ดูเหมือนว่าความรู้รอบตัวของเธอจะมีมากที่เดียว ใช่แล้วธนาคารนี้เป็นของตระกูลนาคลอสนั่นแหละ ธุรกิจธนาคารนั้นถูกผูกขาดมากับผู้มั่งคั่งมานานแล้วจนไม่อาจแยกจากกันได้ ต่อให้มีผู้ที่สนใจทำธุรกิจประเภทนี้แต่ก็ไม่อาจทนต่อสายป่านของพวกเขาได้หรอก” ศาสตราจารย์ออสตินเอ่ยวิจารย์ออกมาตามตรง
นี่คือยุคแห่งวิชาการ พวกเขาไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวอำนาจมืดเหมือนเช่นยุคล้าหลัง ยังไงเรื่องที่ตระกูลซันเดอร์ลีเป็นยักษ์ใหญ่ก็เป็นเรื่องที่รู้กันไปทั่วอยู่แล้ว เพราะความเป็นยักษ์ใหญ่นี่แหละที่ทำให้พวกเขาได้รับความเชื่อมั่นจากผู้คน จนทำให้ธุรกิจธนาคารของพวกเขาอยู่ยั้งยืนยงมาได้จนถึงทุกวันนี้
“ถึงแล้วครับ” เสียงของมาร์เทลเอ่ยขัดจังหวะสองพ่อลูก
“ขอบใจมากคุณมาร์เทล” ชายชราเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ” มาร์เทลเอ่ย
“ขอบคุณครับ” เมอร์ลินกล่าวด้วย ครั้งนี้มาร์เทลพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
สองพ่อลูกเดินลงจากรถม้ามายืนอยู่หน้าตึกใหญ่ธนาคารซันเดอร์ลี
เมอร์ลินเงยหน้าขึ้นมองสัญลักษณ์รูปดอกทานตะวันบนตัวตึก ก่อนจะเดินตามชายชราเข้าไปยังด้านใน
สถานที่แห่งนี้มีการคุ้มกันที่แข็งแกร่งมาก พวกเขาต้องผ่านม่านพลังค่ายกลหลายชั้นและผ่านอัศวินระดับสูงที่ประจำการอยู่ หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าที่นี่ไม่ได้มีเพียงอัศวินเท่านั้น แต่ยังมีผู้ใช้เวทระดับสูงประจำการอยู่ด้วย เรียกได้ว่ามาตรการการรักษาความปลอดภัยของพวกเขานั้นดีมาก
เหล่าพนักงานเมื่อได้เห็นเข็มกลัดสีเงินเจ็ดดาวของชายชรา พวกเขาก็ต้อนรับด้วยท่าทางที่นอบน้อม
ไม่นานพนักงานที่เก่าแก่ของที่นี่ก็ออกมาต้อนรับศาสตราจารย์ออสตินเป็นการส่วนตัว ดูเหมือนว่าเขาคนนี้จะเป็นผู้ที่อยู่มานานเช่นกัน
เมอร์ลินที่เดินอยู่ข้างๆ ลอบประหลาดใจ ไม่คิดว่าคุณพ่อหมาดๆ ของเขาจะมีสถานะไม่ธรรมดาเช่นนี้