EP : 10 เจ้าเป็นโรคร้าย
“ระดับเซียนจักรพรรดิขั้นปลาย สูงพอหรือไม่” นางเอ่ยบอกก่อนจะเก็บตรานักหลอมโอสถเข้าไปในแหวนมิติตามเดิม ระดับแบ่งเหมือนกับระดับลมปราณเลย
แต่การจะได้ตรานักหลอมโอสถได้นั้นต้องเข้าสอบเพื่อเอาตรานั้นมา จำได้ว่าที่แคว้นหนานเกอมีระดับเดียวกับนางเพียงสองคนเท่านั้น ระดับเทพยังไม่มีสักคน
“ขออภัยขอรับ” ชายทั้งสองรีบก้มหัวให้แล้วเอ่ยบอกร่างกายของทั้งสองนั้นสั่นไม่หยุด เพราะเนื่องจากนักหลอมโอสถนั้นมีเกียรติมากทำให้เป็นอาชีพที่น่ายกย่องและมีผู้คนไม่มากที่จะเป็นนักหลอมโอสถเพราะมันยากมาก
มันไม่ต่างจากผู้ใช้อักขระเลย พูดให้ถูกก็คือในที่นี้นั้นนักหลอมโอสถกับผู้ใช้อักขระนั้นน้อยมาก ทำให้เป็นผู้คนต่างเกรงใจเพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะศึกษาสองด้านนี้
“จะไปไหนก็ไป ข้าจะเปิดร้าน” เว่ยลู่เซียนบอกพลางโบกมือไล่ไปด้วย
ทางชายวัยกลางคนหน้านั้นที่ดูถูกร้านของเว่ยลู่เซียนก็หน้าซีดเหมือนกันเมื่อได้ยินและได้เห็น นี่เขาไปล่วงเกินคนใหญ่คนโตหรือเนี่ย
“วันนี้ข้าจะตรวจดูโรคให้ฟรีหนึ่งวัน” เว่ยลู่เซียนร้องบอกก่อนจะเดินหายเข้าร้านไป
เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็มีคนมาเอง อีกอย่างนางก็คิดไปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องเป็นฝีมือของคุณหนูเมื่อวานที่มีเรื่องกับนางแน่นอน เห็นบอกว่าเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่คงไม่ยากที่จะตามสืบเรื่องของนางหรอก
“ท่านหมอข้าไม่สบายท่านช่วยตรวจให้ข้าได้หรือไม่” ไม่นานก็มีคนเข้ามาพร้อมกับร้องบอก
เว่ยลู่เซียนที่ได้ยินก็ได้แต่กลอกตาไปมาเมื่อรับรู้ว่าเป็นใคร พูดถึงก็มาเลย
“เข้ามานั่งสิ” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มพลางคิดถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
“ข้าได้ยินว่าท่านเป็นนักหลอมโอสถระดับเซียนจักรพรรดิ นั้นหมายความว่าท่านต้องเก่งมาก และอายุก็มากแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มอย่างเหนือกว่า
“อืม ส่งมือมา” เว่ยลู่เซียนตอบก่อนจะเอ่ยบอกอีกฝ่าย นางอายุมากแล้วจริงๆ นั่นแหละ นางเพิ่งสิบเก้าเมื่อสองเดือนก่อนเอง
ยังดีที่เลื่อนระดับเซียนได้ในตอนที่นางอายุสิบเจ็ดทำให้ใบหน้าของนางถูกหยุดเอาไว้ที่อายุสิบเจ็ดปี ซึ่งมันเป็นเรื่องดีสำหรับนางมากเพราะหน้าเหมือนเด็ก แค่กๆ ไม่อยากจะชมตัวเองมากหรอกนะ แค่เล่าสู่กันฟังเฉยๆ
“ช่วงนี้เจ้าได้ทานอะไรแปลกๆ ไปหรือไม่” เว่ยลู่เซียนเอ่ยถามหลังจากที่ใช้ลมปราณตรวจดูทั่วร่างกายของอีกฝ่ายแล้ว
“ข้าก็ทานตามปกติเจ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยตอบตามปกติ พลางแอบยิ้มในใจที่แผนการของนางใกล้สำเร็จแล้ว
“ข้าว่าไม่น่าจะใช่ เจ้าถูกวางยาพิษได้สองเดือนแล้ว แถมอาการก็ยังไม่ได้แสดงออกมาอีก นี่ถ้าข้าไม่ตรวจดูอีกไม่กี่วันเจ้าคงตายไปแล้ว เฮ้อ ยังดีที่เจ้ามาหาข้าทันนะเนี่ย โอสถที่เจ้าต้องทานนั้นเป็นสมุนไพรหายากราคามันห้าหมื่นเหรียญทองเลยทีเดียว แต่ข้าบอกแล้วว่าวันนี้รักษาฟรี เพราะงั้นข้าไม่คิด ถือเสียว่าเจ้ามาหาข้าถูกวันก็แล้วกัน” เว่ยลู่เซียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันดังด้วยความตกใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งทำราวกับว่าตัวเองใจกว้าง
นางเอาขวดโอสถขวดหนึ่งออกมามันมีสีเขียวที่จริงแล้วมันคือโอสถบำรุงร่างกายทำให้ผู้ที่ดื่มเข้าไปทานอาหารได้มากขึ้น แต่รสชาติของมันนั้นขมชนิดที่ทานอะไรไปก็ไม่หายขม ต้องรอให้ผ่านไปสามวันลิ้นถึงจะกลับมารับรสชาติได้เหมือนเดิม
“เอาล่ะ ดื่มเสีย ข้าจะได้ดูอาการเจ้าต่อว่ามีอาการอะไรแสดงออกมาอีกหรือไม่” เว่ยลู่เซียนกล่าวพลางส่งขวดโอสถสีเขียวไปให้หญิงสาวตรงหน้าที่ทำหน้าขยะแขยง แต่ก็เอื้อมมือมารับไป พลางมองดูหน้าของนางอีกด้วย
“เอ่อ ข้า” หญิงสาวลังเลเพราะไม่รู้ว่าตัวเองป่วยจริงๆ หรือแค่อีกฝ่ายอยากจะแกล้งนางเพียงเท่านั้น ทำให้นางไม่กล้าดื่ม
“เร็วสิ ข้าต้องดูอาการเจ้าอีกนะ” เว่ยลู่เซียนเร่งพลางทำหน้าดุใส่อีกฝ่ายไปด้วยเพื่อความสมจริง
“อึก! ทำไมมันขมแบบนี้” พอดื่มเข้าไปหญิงสาวก็ทำหน้าจะร้องไห้ทันที
“ดื่มเร็วเข้า” เว่ยลู่เซียนยังคงเร่งอีกฝ่ายให้ดื่มจนหมดขวด ก่อนจะคว้าข้อมือของอีกฝ่ายทำทีเป็นตรวจดูว่ามีอาการอะไรอีก
“ไม่มีอะไรแล้ว หลังจากนี้เจ้าจะทานอาหารได้มากกว่าปกติลิ้นของเจ้าจะกลับมารับรสชาติได้อีกครั้งในสามวันหลังจากนี้ อ้อ ถ้าเป็นดังที่ข้าว่าอาการของเจ้าจะดีขึ้นเรื่อยๆ เองไม่ต้องห่วง” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกคนที่ทำหน้าจะร้องไห้ที่ถูกนางบังคับให้ดื่มโอสถ
“เอาล่ะ คนต่อไปได้เลย” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกเมื่อคุณหนูนิสัยเสียกลับออกไปแล้ว พลางแอบยิ้มในใจ คิดจะเล่นงานนางมันยังเร็วเกินไป
ตอนเที่ยงมาถึงชาวบ้านก็ยังไม่ลดลงเลย เนื่องจากมีคนกระจายข่าวว่ามีนักหลอมโอสถระดับเซียนจักรพรรดิมาเปิดโรงหมอที่เมืองนภาแถมยังรักษาฟรีในวันนี้อีก
คนก็เลยเยอะจนนางไม่มีเวลาพักเลย ยังดีที่มีชายชรามาช่วยเรื่องจัดระเบียบคนที่รอเข้ามารักษากับนาง
“เจ้าพักทานอาหารก่อน” ชายชราเข้ามาด้านในพลางเอาอาหารมาให้กับหญิงสาวที่ทำงานตลอดจนไม่ได้พัก
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” นางเอ่ยตอบพลางนั่งทานอาหารอย่างรวดเร็ว ชนิดที่ชายชราเห็นยังตกใจ
“เชิญคนต่อไปได้เลย” เว่ยลู่เซียนกล่าวบอกเมื่อดื่มน้ำชาไปหนึ่งแก้ว พลางมองชายชราที่เดินออกไปข้างนอกตามเดิม