บทที่ 26 ติดตามคดี (รีไรต์)
อวิ๋นซานหวังว่าจะกวาดล้างกลุ่มคนที่ทำร้ายผู้อื่นแบบนี้ให้หมดสิ้น และหวังว่าสวีต๋ากับหลี่เหมยจะยอมเปิดปากซัดทอดถึงอวิ๋นเจินและหูฟาง
การมาในครั้งนี้เธอได้รับข่าวดี
เพราะเบาะแสที่เธอให้ไว้เ้าหน้าที่จึงตามรอยไปจนถึงกลุ่มใหญ่เื้ัได้
สวีต๋าและหลี่เหมยเริ่มตื่นตระหนก
พวกเขาอาจจะยอมรับว่าตนเองลักพาตัวผู้หญิง หาเงินแบบไร้ศีลธรรม แต่พวกเขาไม่กล้าซัดทอดกลุ่มเื้ั เพราะถ้าพวกเขายอมรับผิดในคดีลักพาตัว อย่างมากที่สุดก็แค่ติดคุก แต่ถ้าพวกเขาซัดทอดคนเื้ั ไม่เพียงแต่จะติดคุก พวกเขายังกลัวว่าครอบครัวจะถูกแก้แค้นจากคนกลุ่มนั้น
เพื่อไม่ให้ต้องซัดทอดคนเื้ั และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ รวมถึงเพื่อระบายความโกรธ พวกเขาจึงเลือกที่จะซัดทอดเฉินเฟยเฟย
เฉินเฟยเฟยเป็เพื่อนร่วมงานของหูฟาง เธอเป็คนบ้านเดียวกันกับสวีต๋าและหลี่เหมย มีศักดิ์เป็ญาติห่าง ๆ กัน สองปีมานี้อยู่ ๆ สวีต๋ากับภรรยาก็ร่ำรวยขึ้น สร้างบ้านใหม่ แถมยังหาภรรยาให้ลูกชายที่ไม่ค่อยเต็มได้อีก พวกเขาจึงกลายเป็คนมีหน้ามีตาในหมู่บ้านและในหมู่ญาติ
โดยปกติแล้วในหมู่บ้านจะไม่มีความลับอะไร แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าสวีต๋ากับภรรยาทำอาชีพอะไร
อย่างไรก็ตาม ญาติสนิทบางคนก็พอจะรู้เบาะแสอยู่บ้าง พวกเขามองออกจากลูกสะใภ้ของสวีต๋ากับหลี่เหมยเพราะลูกชายของพวกเขาเป็ชายสติไม่ดีเท่าไร จะหาภรรยาได้อย่างไร?
แต่พวกเขาก็หาภรรยาให้ลูกชายได้สำเร็จ ผู้หญิงคนนั้นก็เป็คนปกตินะ เพียงแต่หลังจากแต่งเข้าบ้าน พวกเขาก็ดูแลอย่างใกล้ชิดกลัวว่าเธอจะหนีไป
ในหมู่บ้านเป็พวกชอบยุ่งเื่ของคนอื่น ญาติพี่น้องก็ชอบซักถาม ไม่นานก็รู้กันทั่วว่าลูกสะใภ้บ้านนี้ถูกหลอกมาขาย
พอมีคนในหมู่บ้านพูดกันหนาหู สวีต๋ากับหลี่เหมยก็เลยบอกว่าพวกเขาเป็แม่สื่อ
ถึงแม้จะอยู่ไกลแต่บ้านเฉินเฟยเฟยซึ่งเป็ญาติกันก็ได้ยินเื่นี้
บังเอิญว่าหูฟางค่อนข้างสนิทกับเฉินเฟยเฟย หูฟางรู้ว่าเฉินเฟยเฟยมีญาติทำงานที่ร้านค้าใหญ่ สามารถหาซื้อของใช้ที่ขาดตลาดได้ หูฟางจึงพยายามเอาใจเธอ
วันหนึ่ง ตอนไปหาเฉินเฟยเฟยที่บ้าน เธอได้ยินสวีต๋ากับหลี่เหมยคุยกัน จริง ๆ แล้ว เธอได้ยินบทสนทนาั้แ่ยังไม่ทันเดินเข้าไปในบ้าน พวกเขาถามเฉินเฟยเฟยว่า มีเพื่อนนักเรียนหญิงหรือเพื่อนร่วมงานหญิงคนไหนที่อยากจะแนะนำให้รู้จักกับหนุ่ม ๆ บ้างไหม พวกเขาช่วยแนะนำได้ พวกเขามีหนุ่มโสดคุณสมบัติดีหลายคน แต่เพราะเป็คนขี้อาย หาคู่รักไม่ได้ เลยอยากให้ช่วยหาหน่อย ว่ามีผู้หญิงคนไหนยอมแต่งงานไกล ๆ บ้าง ฝ่ายชายมีสินสอดทองหมั้นให้เยอะ
เป็ผู้หญิงบ้านนอกก็ไม่เป็ไรพวกเขาสามารถช่วยหางานให้ได้
หูฟางฟังไปฟังมาก็เกิดความคิดขึ้นมา
วันต่อมาเธอไปหาเฉินเฟยเฟยอีกครั้ง และแอบถามเื่นั้นก็พบว่า ญาติห่าง ๆ สองคนนั้น พูดให้เพราะก็คือแม่สื่อ พูดตรง ๆ ก็คือกลุ่มค้ามนุษย์
แต่แบบนี้ก็ยิ่งดี
พอถูกลักพาตัวไปแล้ว ก็จะไม่มีวันได้กลับมาอีก
เื่ทั้งหมดนี้ เฉินเฟยเฟยรับเงินจากสวีต๋าและหลี่เหมย โดยอ้างว่าเป็ค่านายหน้า ส่วนหูฟางไม่ได้รับ เธอเ้าเล่ห์กว่ากลัวว่าถ้าเื่แดงขึ้นมาจะพัวพันมาถึงตัวเอง
ตอนนี้ทางสถานีตำรวจได้จับกุมเฉินเฟยเฟยแล้ว เฉินเฟยเฟยปากโป้งอย่างรวดเร็วบอกเื่ของหูฟางออกมาจนหมด
ทางสถานีตำรวจจึงเตรียมจับกุมหูฟาง
อวิ๋นซานออกมาจากสถานีตำรวจ บนใบหน้ามีรอยยิ้มปรากฏ
ในที่สุดก็คืบหน้าไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว
หูฟาง อวิ๋นเจิน อวิ๋นอ้ายจวินหนีรอดไปไม่ได้หรอก
เธอเพิ่งจะก้าวพ้นประตูใหญ่ ก็พบกับเหวยเจา
“พี่สะใภ้?”
เหวยเจาเห็นเธอก็ประหลาดใจ จึงเดินเข้ามาหา “พี่สะใภ้ ทำไมถึงมาที่นี่ได้ครับ เกิดเื่อะไรขึ้นหรือเปล่า?”
อวิ๋นซานแปลกใจมาก แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของถงเสี่ยวอวี้เมื่อหลายวันก่อน หรือว่าเธอพูดจริง?
“ไม่กี่วันก่อน ฉันเจอกลุ่มค้ามนุษย์ตอนออกไปนอกเมืองเลยมาแจ้งความ วันนี้มาติดตามคดี แล้วสหายเจาล่ะ? มาทำอะไร?”
อวิ๋นซานก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงถามประโยคหลังออกไป เห้อ เธอไม่น่าจะถูกถงเสี่ยวอวี้ชักจูงหรอกนะ?
“กลุ่มค้ามนุษย์?” แผลเป็บนใบหน้าของเหวยเจาสั่นเล็กน้อย เขาหลี่ตาลงเล็กน้อยพร้อมกับแววตาที่แฝงไปด้วยความดุร้าย “พี่สะใภ้เจอพวกมันที่ไหน จับได้หรือยัง?”
“คนที่้าลักพาตัวฉันสองคนนั้นโดนจับได้คาหนังคาเขา แต่เื้ัพวกมันยังมีกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่ง พวกนั้นยังจับไม่ได้”
“งั้นพี่สะใภ้ระวังตัวหน่อยนะครับ่นี้ กลุ่มนั้นยังจับไม่ได้หมด ใครจะรู้ว่าพวกมันจะคลุ้มคลั่งแล้วมาแก้แค้นหรือเปล่า?”
อวิ๋นซานเองก็นึกถึงเื่นี้เช่นกัน จึงพยักหน้า “ค่ะ ฉันรู้แล้ว ขอบคุณนะคะ”
เหวยเจาเหลือบมองเวลาแล้วบอกกับเธอว่า “พี่สะใภ้ ผมมีธุระต้องไปทำ เดี๋ยวผมมาหาใหม่ เอ่อ ไม่สิ ถ้าพี่สะใภ้้าความช่วยเหลือ ไปหาผมที่เมืองใต้ได้เลย ผมสนิทกับหลินสุยอัน เขาให้ผมช่วยดูแลพี่สะใภ้กับครอบครัว”
อวิ๋นซานพูดคุยกับเขาอย่างสุภาพอยู่สองสามประโยคก็แยกย้ายกันไป
เธอเห็นว่าเหวยเจาเข้าไปในสถานีตำรวจ แต่สีหน้าของเขากลับดูผ่อนคลายมาก
…
อวิ๋นเจินบอกว่าอยากนอนห้องครัวในบ้านเช่าของอวิ๋นอ้ายจวินและก็ได้อยู่ที่นั่นสมใจอยาก
หูฟางและอวิ๋นอ้ายจวินจดทะเบียนสมรสกันอย่างเรียบง่าย จัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ที่บ้าน ซื้อลูกอมแจกจ่ายเพื่อนร่วมงานและเพื่อนบ้าน ถือว่าเป็อันเสร็จพิธีแต่งงาน
ไม่ใช่ว่าหูฟางไม่อยากจัดงานแต่งงานใหญ่โตแต่เพราะอวิ๋นอ้ายจวินไม่มีเงินจริง ๆ
กว่าจะแต่งงานได้นี้ ต้องเช่าบ้าน ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์ต้องให้สินสอด จิปาถะรวม ๆ แล้วก็หลายร้อยหยวน
เงินพวกนี้ล้วนเป็เงินที่อวิ๋นโหย่วเต๋อและหงชุนฮวาเป็คนออกให้ พวกเขายอมกัดฟันควักเงินเก็บออกมา แล้วยังไปหยิบยืมคนอื่นมาอีก ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ได้ลูกสะใภ้คนเมือง
เื่นี้ทำให้อวิ๋นอ้ายกั๋วลูกชายคนโตและภรรยาไม่ค่อยพอใจ ตอนที่พวกเขาแต่งงานกัน ทางบ้านก็ไม่ได้ออกเงินให้มากมายขนาดนี้
แต่เื่นี้อวิ๋นโหย่วเต๋อเป็คนจัดการเอง เขาบอกว่าเงินที่จ่ายออกไปทั้งหมดนี้ เพื่อผลตอบแทนในอนาคต รอให้อวิ๋นอ้ายจวินตั้งหลักในเมืองได้แล้ว มีงานมีการทำแล้วค่อยให้เขาตอบแทนบุญคุณทางบ้าน
นอกจากจะให้เงินแล้วยังสามารถหางานให้ได้อีก
อวิ๋นโหย่วเต๋อปลอบใจลูกชายคนโตจนหายโกรธ เื่พวกนี้หูฟางไม่รู้เื่เลย
แต่แน่นอนว่าอวิ๋นเจินรู้เื่นี้ ดังนั้นเธอจึงค่อนข้างไม่พอใจหูฟาง เพราะเธอทำให้ครอบครัวของเธอต้องลำบาก
หูฟางก็ไม่พอใจอวิ๋นเจินเช่นกัน เธอรู้สึกว่าน้องของสามีคนนี้ไม่มีวิสัยทัศน์เลยสักนิด แทนที่จะได้เช่าบ้านอยู่เพื่อเริ่มต้นชีวิตแต่งงานใหม่ กลับมีคนมาขออาศัยอยู่ที่บ้านนี้อีก
วันนี้หูฟางทิ้งกะละมังเสื้อผ้าที่ยังไม่ได้ซักไว้แล้วไปทำงาน แต่เธอไม่คิดว่าหลังเลิกงานกลับมา เสื้อผ้าในกะละมังนั้นจะยังไม่ได้ซัก น้องสามีของเธอกำลังยืนคุยกับเพื่อนบ้านอยู่ข้างนอก หัวเราะคิกคัก เธอโกรธขึ้นมาทันที
กินของที่บ้าน อยู่ที่บ้าน แม้แต่เสื้อผ้าก็ไม่ซัก
เมื่ออวิ๋นเจินคุยกับเพื่อนบ้านเสร็จ กลับเข้ามาเห็นพี่สะใภ้ทำหน้าบึ้งตึง แถมยังทำอาหารแค่พอสำหรับเธอและสามีเท่านั้น ไม่มีของเธอ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นว่า “พี่สะใภ้ นี่หมายความว่าไงคะ ไม่มีส่วนของฉันเหรอ?”
หูฟางเหลือบมองเธอ และแกล้งทำเป็แปลกใจ “ฉันนึกว่าเธอกินข้าวที่บ้านของลี่ลี่ซะอีก ทำไม? เธอไม่ชวนเธอไปกินข้าวที่บ้านเหรอ? ก็สนิทกันขนาดนั้น”
อวิ๋นเจินจ้องเขม็ง “พี่สะใภ้รอง ถ้าพี่มีอะไรไม่พอใจก็บอกตรง ๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องทำแบบนี้เลย”
หูฟางหน้าบึ้งทันที “ทำแบบนี้? อวิ๋นเจิน ตอนนี้เธอไม่ได้ทำงาน อยู่บ้านเฉย ๆ ให้เธอช่วยงานบ้านหน่อย ทำไม่ได้หรือไง ฉันเหนื่อยมาทั้งวัน กลับมายังต้องทำกับข้าวให้เธอกินอีกหรือไง?”
อวิ๋นเจินบ่นพึมพำ “เื่อื่นไม่ว่า แต่เสื้อผ้าของพี่ พี่ก็ซักเองเถอะ ฉันแพ้กลิ่นพวกนี้…”
ยังพูดไม่ทันจบก็โดนหูฟางเขวี้ยงตะเกียบใส่ อวิ๋นเจินร้องลั่น “พี่กล้าทำร้ายฉันเหรอ! ฉันจะฟ้องพี่รอง…”
ในขณะที่เธอกำลังโวยวาย ก็มีคนเดินเข้ามาในลานบ้าน “หูฟางอยู่ไหม?”
อวิ๋นเจินมองออกไปนอกหน้าต่างสีหน้าซีดเผือดกลายเป็ตำรวจอีกแล้ว