แต่ความเงียบกลับหนาหนักยิ่งกว่าเดิม
เศษหินสีดำเกลื่อนพื้น
รอยแตกบนลานหินยังเรืองแสงแดงหม่นอยู่เป็สาย ๆ ก่อนค่อย ๆ ดับลงช้า ๆ
ลมเย็นพัดผ่านคราบโลหิตและกลิ่นหินเก่า ทำให้บรรยากาศทั้งบริเวณคล้ายพื้นที่ซึ่งเพิ่งผ่านศึกตายหมาด ๆ
ฟางเหอนอนหอบอยู่กับพื้น
ไหล่ที่ถูกอสรพิษเกล็ดน้ำมรณะงับฉีกยังมีโลหิตซึมไม่หยุด
ซ่งอี้นั่งพิงเสาหิน กัดฟันกดแผลที่สะโพก
หานหลงเองก็ใช้ผ้าพันแขนที่ถูกค่ายกลเฉือนจนเนื้อเปิด
แต่แม้ทุกคนจะาเ็อยู่บ้าง
สายตาของพวกเขาในเวลานี้กลับมิได้จับอยู่ที่แผลตนเอง
หากจับอยู่ที่สตรีผู้ยืนพิงเสาดำต้นนั้น
นางยังคงนิ่ง
ยังคงเย็น
และยังคงงามเกินจริงดังเดิม
หมอกขาวเทาที่ไหลผ่านรอบกาย มิได้ทำให้นางพร่ามัวลง
กลับยิ่งขับให้เรือนผมดำสนิทของนางดูเด่นกว่าราตรี
ผิวพรรณขาวละมุนราวหยกต้องแสงจันทร์
และดวงตาคู่งามลึกยิ่งดูเย็นดุจน้ำน้ำแข็งในผืนธารฤดูหนาว
อาภรณ์สีเงินขาวของนางเปื้อนโลหิตอยู่หลายแห่ง
ตรงชายแขนและชายเสื้อขาดวิ่นเล็กน้อย
แต่ยิ่งขาด ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกประหลาดแก่ผู้มอง
ราวบุปผาหิมะอันไม่ควรมีผู้ใดแตะต้อง กลับถูกลมพายุพัดผ่านจนกลีบสะบั้นไปบางส่วน
และเพราะเป็เช่นนั้นเอง ความงามของนางจึงยิ่งบีบหัวใจขึ้นอีกชั้น
อี้ซินมองาแที่สีข้างของนางอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงกล่าวเรียบ ๆ
“เยี่ยซูซิน”
เยี่ยซูซินซึ่งกำลังประคองฟางเหอเงยหน้าขึ้นทันที
“มีอะไร”
“ดูแผลนาง”
คำพูดนี้ทำให้สายตาหลายคู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
จ้าวคุนหรี่ตาทันที
โจวเหอแค่นเสียงในคอเบา ๆ
ราวไม่พอใจที่อี้ซินตัดสินใจเช่นนี้โดยไม่ถามใคร
เยี่ยซูซินกลับไม่รีรอ
นางลุกขึ้นถือห่อผ้าสมุนไพรเดินเข้าไปใกล้สตรีผู้นั้นช้า ๆ ก่อนหยุดห่างสองก้าว
“ข้าจะตรวจแผลให้” นางกล่าวอย่างระวัง “หากท่านยอม”
สตรีผู้นั้นเหลือบตามองเยี่ยซูซิน
จากนั้นจึงมองอี้ซินอีกครา
อี้ซินไม่พูดอะไรเพิ่ม
เพียงยืนสงบนิ่ง
ในที่สุด นางจึงพยักหน้าเพียงน้อย
เยี่ยซูซินก้าวเข้าไปตรวจอย่างระวัง
ปลายนิ้วแตะเบา ๆ ตรงชายเสื้อที่ฉีก
แล้วค่อย ๆ แหวกผ้าออกเล็กน้อย
ทันทีที่เห็นาแจริง
คิ้วของนางก็ขมวดเข้าหากันในทันที
“าแลึก” นางกล่าวเบา ๆ “แต่ไม่ถูกอวัยวะสำคัญ”
“คมอาวุธเฉือนสีข้างผ่านไปครึ่งคืบ หากเบี่ยงเข้าไปอีกนิดเดียว...”
นางมิได้พูดต่อ
แต่ทุกคนย่อมเข้าใจ
สตรีผู้นั้นฟังดังไม่ได้สะทกสะท้าน
ราวกับาแนั้นไม่ใช่ของตนเอง
เยี่ยซูซินหยิบผงสมุนไพรออกมา
“ข้าจะโรยยาและพันแผลให้ชั่วคราว”
สตรีผู้นั้นพยักหน้าอีกครั้ง
นางมิได้อ่อนแอถึงกับยืนไม่ไหว
ทว่าตอนเยี่ยซูซินแตะาแนั้น อี้ซินเห็นชัดว่ากล้ามเนื้อบริเวณไหล่ของนางเกร็งขึ้นเพียงเสี้ยวหนึ่ง
แม้เย็นเพียงใด
ย่อมยังเจ็บ
หลังโรยผงสมุนไพรและพันผ้ารัดแผลเรียบร้อย
เยี่ยซูซินจึงถอยออกมา
“อีกสองชั่วยามอย่าฝืนใช้แรงเต็มที่” นางกล่าว “ไม่เช่นนั้นแผลจะปริอีก”
สตรีผู้นั้นรับคำเพียงแ่
จากนั้นดวงตางามก็หันไปยังอี้ซินอีกครั้ง
“เ้าชื่ออี้ซิน?”
จ้าวคุนได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เย็นลงทันที
อี้ซินตอบเรียบ
“ใช่”
“เมื่อครู่” นางกล่าว “เ้ามองออกว่าหุ่นหินมีจุดอ่อนตรงใด?”
“มองไม่ออกทั้งหมด” เขาตอบ “แต่เห็นว่าข้อต่อข้อศอกซ้ายของมันหน่วง”
“ที่เหลือเป็เพราะเ้าชี้”
สตรีผู้นั้นเงียบไปอึดใจหนึ่ง
ก่อนกล่าวสั้น
“สายตาไม่เลว”
คำชมของนางไม่หวาน
ไม่อ่อนโยน
แต่น้ำเสียงเย็นใสนั้นกลับทำให้หลินเซวียนเผลอหันมามองอี้ซินด้วยสีหน้าประหลาด
แม้กระทั่งสือเหยียนก็ยังยกมุมปากเล็กน้อย
จ้าวคุนเห็นเช่นนั้นก็หงุดหงิดยิ่ง
“เราจะมัวยืนกันอยู่อีกนานหรือไม่” มันกล่าวเสียงเย็น “ธูปในแดนทดสอบไม่ได้เผาช้าลงเพราะมีหญิงงามอยู่ที่นี่”
ประโยคนั้นแม้ไม่หยาบตรง ๆ
แต่ทุกคนย่อมได้ยินความกระด้างในน้ำเสียงชัดเจน
สตรีผู้นั้นปรายตามองมันเพียงแวบเดียว
แววตาเย็นสงบของนางหาได้มีคลื่นสะทกแม้แต่น้อย
ทว่าจ้าวคุนกลับรู้สึกเหมือนถูกน้ำแข็งบาดผ่านผิวอยู่เสี้ยวหนึ่งอย่างไรชอบกล
อี้ซินจึงกล่าวขึ้น
“ถูกต้อง”
“เราต้องไปต่อ”
เขาหันมองสตรีผู้นั้น
“เ้ารู้ทางในเขตนี้หรือไม่”
คำว่า “เ้า” ออกจากปากเขาอย่างเป็ธรรมชาติ
ไม่มีความลบหลู่
ไม่มีความเกรงเกินจำเป็
นางมองเขาอยู่ชั่วขณะ
ก่อนตอบ
“รู้เพียงบางส่วน”
“เสาดำนี้พาไปที่ใด”
“หากเดินลึกไปด้านใน” นางกล่าว “จะมีทางแยกสองสาย”
“สายหนึ่งย้อนกลับขึ้นชั้นหิน้า”
“อีกสายลงต่ำสู่เขตหมอกลึก”
อี้ซินดวงตาไหวเพียงนิด
“เขตหมอกลึกมีสิ่งใด”
“ค่ายกลเก่า” นางตอบ “ซากหุ่นเฝ้าเสา...และแรงกดที่หนักกว่าเดิม”
จ้าวคุนแค่นหัวเราะ
“พูดเช่นนี้ เท่ากับไม่ได้พูด”
สตรีผู้นั้นหันไปมองมันอีกครั้ง
หนนี้ั์ตาเย็นขึ้นชัด
“ถ้าอยากรู้มากกว่านี้” นางกล่าว “เ้าก็เดินนำเอง”
น้ำเสียงสงบนิ่ง
แต่คมดุจกระบี่บาง
โจวเหอถึงกับขมับกระตุก
จ้าวคุนเองก็นิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง
เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่มีสตรีพูดกับมันตรง ๆ เช่นนี้โดยไม่มีแววเกรงใจแม้แต่น้อย
ยิ่งเมื่อสตรีผู้นั้นงามจับตาเกินผู้ใด
คำพูดเ็าของนางจึงยิ่งเหมือนตบหน้ามันกลางที่โล่ง
อี้ซินมิได้สนใจจะดูว่าจ้าวคุนจะโกรธเพียงใด
เขาเพียงถามต่อ
“ชื่อเ้าคืออะไร”
สตรีผู้นั้นนิ่งไปครู่หนึ่ง
ราวกำลังชั่งใจว่าจะตอบหรือไม่
สุดท้าย นางจึงกล่าวออกมาช้า ๆ
“หนิงเยว่อิง”
ชื่อของนางเมื่อหลุดออกมาจากริมฝีปากบาง
กลับยิ่งทำให้กลิ่นอายของนางเย็นงามลึกขึ้นอีกส่วน
ราวเงาจันทร์บนผืนน้ำแข็งยามค่ำ
อี้ซินพยักหน้าเพียงน้อย
“เช่นนั้น ไปต่อเถิด”
หนิงเยว่อิงมิได้ถามว่าเขาจะไปทางใด
เพียงก้าวออกจากเงาเสาดำช้า ๆ แล้วเดินตามมาอยู่ด้านซ้ายของกลุ่ม
จ้าวคุนมองภาพนั้น
ดวงตาเย็นลงอีกชั้น
เดิมทีอี้ซินก็เด่นเกินคนอยู่แล้ว
บัดนี้แม้แต่หญิงงามลึกลับผู้หนึ่งซึ่งปรากฏกลางแดนทดสอบ ยังคล้ายเอนเข้าข้างมันโดยปริยายอีก
เื่นี้ทำให้จิตสังหารในใจมันเดือดขึ้นอย่างเงียบงัน
กลุ่มคนเคลื่อนตัวลึกเข้าไปตามแนวเสาดำ
เมื่อเดินพ้นลานที่หุ่นเฝ้าเสาพังลงมา
หมอกด้านในกลับหนาแน่นขึ้นอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้หมอกมิได้เป็สีขาวเทาเพียงอย่างเดียว
หากมีเส้นแสงหม่นบาง ๆ ไหลอยู่ภายในด้วย
ราวกับทั้งบริเวณมีค่ายกลขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่เหนือพื้นดิน
อี้ซินเดินนำ
สือเหยียนกับหลินเซวียนคอยระวังสองข้าง
เยี่ยซูซินกับซ่งอี้ประคองฟางเหอซึ่งยังเจ็บไหล่อยู่
หานหลงเดินปิดปีกขวา
ส่วนจ้าวคุนกับโจวเหออยู่ด้านหลังค่อนไปขวา
ห่างจากอี้ซินอยู่พอสมควร
หนิงเยว่อิงกลับไม่ได้เดินกลางกลุ่มหรือหลังสุด
นางเดินอยู่เยื้องอี้ซินไปเล็กน้อยอย่างเงียบงัน
แม้ยามเคลื่อนไหว ความงามของนางก็ยังสะดุดตาไม่ลด
ปลายชายเสื้อสีเงินขาวพลิ้วไหวเบา ๆ ในหมอก
เส้นผมดำยาวบางส่วนลื่นผ่านลาดไหล่ลงกลางหลัง
แต่ฝีเท้าของนางกลับมั่นคงนุ่มเบายิ่ง
บ่งบอกชัดว่ารากฐานการฝึกยุทธ์ไม่อ่อนเลยแม้แต่น้อย
อี้ซินเหลือบตามองนางเพียงเสี้ยว
เขาไม่ถามว่าทำไมนางจึงมาที่นี่คนเดียว
ไม่ถามว่าถูกผู้ใดทำร้าย
เพราะผู้หญิงเช่นนี้ ต่อให้ถามในเวลานี้ นางก็คงไม่มีวันตอบจริง
ทว่าหนิงเยว่อิงกลับเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนอย่างไม่คาดคิด
“เ้าไม่ระแวงข้าหรือ”
น้ำเสียงของนางยังเย็นเช่นเดิม
แต่แ่เบาพอให้คนข้างเคียงได้ยินเพียงสองคน
อี้ซินตอบเรียบ
“ข้าระแวงทุกคน”
หนิงเยว่อิงเหลือบมองเขา
แล้วมุมปากบางของนางก็ยกขึ้นน้อยยิ่งนัก
แทบไม่อาจเรียกได้ว่าเป็รอยยิ้ม
“ตอบตรงดี”
“เ้าช่วยพวกข้า” อี้ซินกล่าว “แต่ข้าไม่ลืมว่าเ้าเองก็ยังมีสิ่งที่ไม่ได้พูด”
หนิงเยว่อิงเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบเพียงว่า
“เ้าก็เช่นกัน”
อี้ซินไม่ปฏิเสธ
บทสนทนาสั้น ๆ จบลงเพียงเท่านั้น
แต่สือเหยียนซึ่งเดินอยู่ไม่ห่างนักกลับจับความผิดปกติได้ทันที
ดวงตาของเขาวูบอย่างประหลาด
เพราะั้แ่อี้ซินเข้ามาในสำนัก นี่เป็ครั้งแรกที่มีผู้ใดพูดกับมันด้วยท่าทีเสมอกันเช่นนี้
ครั้นเดินไปอีกระยะ
ทางเบื้องหน้าก็เริ่มลดต่ำลงชัดเจน
พื้นหินกลายเป็ขั้นยาวลาดลงไปในความมืด
เสาหินดำสองข้างเบียดเข้าหากันเหมือนผนังหุบเหว
หมอกลอยต่ำจนแตะเข่า
ที่ตรงปลายทางลาดนั้น
มีซุ้มหินทรุดโทรมตั้งอยู่แห่งหนึ่ง
และใต้ซุ้มหินนั้นเอง
ทางแยกสองสายก็ปรากฏขึ้น
สายซ้ายทอดสูงขึ้นไปเล็กน้อย
มีลมพัดผ่านและหมอกบางกว่า
พื้นหินค่อนข้างแห้ง
สายขวาลดต่ำลงชัด
หมอกหนา
พื้นหินชื้นดำ
กลิ่นเก่าแก่ลึกล้ำอย่างประหลาดโชยขึ้นมาจากด้านในอย่างต่อเนื่อง
หยกดาราในร่างของอี้ซินพลันอุ่นขึ้นในคราเดียว
สิ่งคล้ายไข่ในอกเต้นชัด
แม้แต่แหวนลึกลับโบราณก็เย็นวาบจนเขารู้สึกได้ชัดผ่านปลายนิ้ว
สายขวา
โดยไม่ต้องให้ผู้ใดบอก
ร่างกายของเขาก็รับรู้ทิศทางนั้นแล้ว
แต่คนอื่นในกลุ่มกลับมิได้รู้สึกเช่นเดียวกันทั้งหมด
หานหลงเป็คนแรกที่เอ่ยออกมา
“ทางซ้ายดูปลอดภัยกว่า”
“ลมโปร่ง หมอกบาง หากมีอันตรายก็น่าจะเห็นก่อน”
ซ่งอี้พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
ฟางเหอซึ่งยังหน้าเผือดเพราะเสียโลหิตอยู่เองก็กล่าวเสียงแ่
“ข้าก็ว่าอย่างนั้น…”
จ้าวคุนหรี่ตามองสายขวา
ก่อนยกมุมปากเย็น
“ผู้ใดไม่กลัวตายก็ลงขวาไป” มันว่า “แต่ข้าไม่คิดจะลากชีวิตไปแลกกับทางลึกลับที่ไม่รู้มีอันใดรออยู่”
สือเหยียนมองสองทางเงียบ ๆ
ดวงตาของเขาไม่ได้ชี้ชัดไปทางใด
เพราะแม้สัญชาตญาณจะบอกว่าสายขวาอันตรายหนักกว่า
แต่เขาก็รู้อยู่อีกอย่างว่า สถานที่ลึกลับเช่นนี้ ของจริงมักไม่รออยู่ในทางที่ปลอดภัยกว่า
เยี่ยซูซินจึงหันไปทางหนิงเยว่อิง
“เ้าคิดเช่นไร”
หนิงเยว่อิงมองสองทางเพียงครู่
ก่อนกล่าวเรียบ
“ทางซ้ายปลอดภัยกว่า”
“ทางขวาลึกกว่า”
คำตอบนั้นมิได้ฟังช่วยใครตัดสินใจเลย
แต่กลับตรงที่สุด
ทุกสายตาจึงหันมาหาอี้ซินในที่สุด
แม้ไม่มีผู้ใดเอ่ยตรง ๆ
แต่ทุกคนต่างรอว่าเขาจะเลือกทางใด
อี้ซินยืนมองทางขวาอยู่ครู่หนึ่ง
แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วยังเย็นจัด
หยกดาราในชีพจรยังอุ่นขึ้นไม่หยุด
สิ่งคล้ายไข่ในอกยิ่งเต้นเป็จังหวะหนักแน่นชัดเจนกว่าเดิม
เขาไม่จำเป็ต้องหาเหตุผลมากมายอีก
“ขวา” เขากล่าว
ฟางเหอหน้าถอดสีทันที
หานหลงขมวดคิ้วหนัก
จ้าวคุนแค่นหัวเราะ
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเ้าจะเลือกทางตาย”
อี้ซินหันไปมองมันช้า ๆ
“ผู้ใดไม่อยากลง ก็ไปซ้ายได้” เขาว่า “ไม่มีผู้ใดขอร้องให้ตาม”
คำพูดนั้นทำให้ลมหายใจของคนบางคนติดขัด
เพราะนี่มิใช่การชักชวน
ไม่ใช่การโน้มน้าว
หากเป็การตัดสินใจตรงไปตรงมาว่า ผู้ใดอยากได้วาสนาก็ตามมา ผู้ใดอยากได้ความปลอดภัยก็จงแยกทาง
จ้าวคุนดวงตาเย็นวาบ
มันไม่อยากยอมตามอี้ซิน
แต่ยิ่งไม่อยากปล่อยให้อีกฝ่ายลงลึกไปโดยที่ตนพลาดสิ่งใดจริง
สุดท้ายมันจึงสบถเบา ๆ แล้วกล่าว
“ดี”
“ข้าจะตามดู ว่าเ้าจะพาพวกมันไปตายอย่างไร”
โจวเหอแม้ลังเล แต่ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากตามจ้าวคุน
สือเหยียนถอนหายใจเบา ๆ
“ข้ารู้แล้วว่าทำไมชีวิตข้าถึงไม่น่าเบื่อหลังรู้จักเ้า”
หลินเซวียนยกยิ้มฝืด
แต่ก็ไม่ถอย
เยี่ยซูซินเพียงกำห่อสมุนไพรแน่นขึ้น
จากนั้นพยักหน้า
หนิงเยว่อิงมองอี้ซินอยู่เสี้ยวหนึ่ง
ก่อนจะก้าวลงทางขวาเป็คนที่สองต่อจากเขาโดยไม่เอ่ยสิ่งใด
ภาพนั้นทำให้จ้าวคุนอารมณ์ยิ่งมืดลงหลายส่วน
ทางลาดสายขวาแคบและลึก
ทุกสิบก้าวจะมีเสาหินดำเตี้ย ๆ ตั้งอยู่ข้างทาง
บนผิวเสาเต็มไปด้วยอักขระโบราณเลือนราง
ยิ่งลงลึก
ลมยิ่งเย็น
หมอกยิ่งหนา
เสียงภายนอกยิ่งเงียบ
ราวกับพวกเขากำลังก้าวลงสู่ท้องของูเาอีกชั้นหนึ่ง
เดินไปได้ราวครึ่งก้านธูป
ทางลาดก็พาไปยังลานหินเปิดกว้างใต้พื้นดิน
เพดาน้าสูงมาก
มีรอยแตกให้แสงหม่นจากฟ้าเบื้องบนลอดลงมาได้เพียงเล็กน้อย
จึงทำให้ทั้งลานอยู่ในความมืดครึ่งหนึ่ง
และตรงกลางลานนั้น
มีแท่นหินกลมตั้งอยู่
บนแท่นมีสิ่งของเพียงชิ้นเดียว
มันเป็ “เศษแผ่นโลหะสีดำ” ชิ้นหนึ่ง
ยาวราวครึ่งปลายแขน
ขอบด้านหนึ่งแตกหักหยัก
ผิวทั้งชิ้นด้านสนิท
ไม่มีประกาย
ไม่มีแรงกดชัดเจน
ดูไร้ค่าเสียจนหากวางอยู่ข้างถนน คนทั่วไปอาจเดินผ่านไปโดยไม่หยุดมอง
แต่ทันทีที่อี้ซินก้าวพ้นขอบลาน
แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วก็เย็นวาบรุนแรงขึ้นในคราเดียว
หยกดาราอุ่นจัด
สิ่งคล้ายไข่ในอกเต้นดังชัดจนแทบะเืกระดูกซี่โครง
เขาหยุดทันที
หนิงเยว่อิงเองก็ชะงักฝีเท้า
ดวงตาคู่งามจับอยู่บนเศษแผ่นโลหะชิ้นนั้นแน่น
จ้าวคุนเห็นทุกคนหยุด ก็แค่นหัวเราะ
“ของขยะอีกแล้วหรือ”
คำพูดยังไม่ทันจาง
ผนังหินรอบลานทั้งหมดก็พลันสว่างขึ้นพร้อมกัน
ครืนนน!
อักขระโบราณหลายร้อยเส้นเรืองแสงสีแดงดำ
จากนั้นเสียงหนักหน่วงราวประตูหินเลื่อนก็ดังขึ้นจากทุกทิศพร้อมกัน
สือเหยียนหน้าเปลี่ยนทันที
“ค่ายกลปิดล้อม!”
หานหลงรีบหมุนตัวกลับ
แต่ทางลงที่พวกเขาเพิ่งเดินมากลับถูกม่านแสงทึบปิดตายแล้ว
เยี่ยซูซินกำเข็มเงินแน่น
หลินเซวียนสูดหายใจติดขัด
ฟางเหอถึงกับหน้าซีดเหมือนโลหิตจะหมดตัว
แล้วในความมืดครึ่งหนึ่งของลาน
แสงสีแดงสี่คู่ก็ลุกขึ้นพร้อมกัน
หนึ่งคู่
สองคู่
สามคู่
สี่คู่
เสียงฝีเท้าหนักดังช้า ๆ ะเืพื้นหิน
หุ่นเฝ้าเสาอีกสี่ตน
ค่อย ๆ เดินออกมาจากเงามืดรอบลาน
ครานี้มิใช่หนึ่ง
แต่สี่
และแต่ละตน
ถืออาวุธต่างกัน
หนึ่งถือขวานั์
หนึ่งถือดาบยาว
หนึ่งถือโซ่เหล็ก
หนึ่งถือหอกสามง่าม
แสงแดงในดวงตาของมันลุกโชนดุจเปลวเพลิงในหลุมศพ
ทั้งลานเงียบงันดั่งป่าช้า
อี้ซินยืนมองพวกมันนิ่ง ๆ
ลมหายใจยิ่งช้าลง
เย็นลง
ในอกของเขา
สิ่งลึกลับคล้ายไข่เต้นเป็จังหวะหนักแน่นชัดที่สุดนับแต่เข้าสู่แดนนี้มา
แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วกลับยิ่งเย็นจัด
ราวกับด้านในของมันกำลังตอบรับ “เศษแผ่นโลหะสีดำ” บนแท่นกลางลานอย่างรุนแรง
ขณะเดียวกัน
หนิงเยว่อิงกลับก้าวออกมาเคียงเขาหนึ่ง่ไหล่
“ถอยไม่ได้แล้ว” นางกล่าว
อี้ซินตอบโดยไม่หันมอง
“เช่นนั้นก็ต้องฆ่าให้เปิดทาง”
หมอกในลานใต้ดินพลันหมุนแรงขึ้น
หุ่นทั้งสี่เริ่มกระชับวงเข้ามาช้า ๆ
จ้าวคุนหน้าเปลี่ยนสี
แต่ดวงตายังไม่เลิกจ้องเศษแผ่นโลหะดำบนแท่นกลางลานแม้แต่น้อย
ศึกครานี้
ไม่ใช่แค่รอดหรือไม่รอดแล้ว
แต่เป็ศึกที่ผู้ชนะ
อาจได้แตะบางสิ่งซึ่งทำให้ทั้งแดนตอบรับพร้อมกัน