ทิงเสวี่ยกวาดสายตาไปทางเพิงพักเล็กๆ ทางทิศตะวันตกของลานบ้าน... เอ๊ะ จู่ๆ จักรยานที่เคยจอดอยู่ในเพิงก็หายไป
เพิงแห่งนี้สร้างไว้สำหรับเก็บข้าวของที่ต้องระวังแดดฝนแต่เอาเข้าบ้านไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกเครื่องมือการเกษตร จักรยาน และรถมอเตอร์ไซค์
นับตั้งแต่ที่บ้านซื้อมอเตอร์ไซค์มาใหม่ จักรยานคันเก่าก็ถูกจอดทิ้งไว้ในเพิงตลอดมา เพราะทิงเสวี่ยยังตัวเล็กเกินกว่าจะขี่มันไหว หลินกั๋วผิงเคยสัญญาว่าปีหน้าจะซื้อคันใหม่ที่ไซส์พอดีตัวให้
แล้วจักรยานคันนั้นหายไปไหนกัน?
ทิงเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกสนใจแล้วเดินไปหาเจ้าเตี๋ยนเตี่ยน ยื่นคุกกี้ให้มันชิ้นหนึ่งพลางลูบขนเบาๆ “เตี๋ยนเตี่ยน ตอนฉันไม่อยู่บ้าน แกคิดถึงฉันบ้างไหม?”
เจ้าเตี๋ยนเตี่ยนเคี้ยวคุกกี้ตุ้ยๆ พลางผงกหัวหงึกหงักราวกับเข้าใจคำถามของเจ้านายตัวน้อย
รอจนเตี๋ยนเตี่ยนจัดการคุกกี้จนเกลี้ยง ทิงเสวี่ยก็เตรียมน้ำไว้ให้มันเสร็จสรรพ ก่อนจะจูงเจ้าตูบไปอาบน้ำฟอกสบู่จนตัวหอมฟุ้ง
พออาบน้ำให้เตี๋ยนเตี่ยนเสร็จ ทิงเสวี่ยก็นึกขึ้นได้ว่าต้องโทรศัพท์กลับไปรายงานลู่เชียนสวินว่าถึงบ้านปลอดภัยแล้ว เธอจึงผูกเตี๋ยนเตี่ยนไว้หน้าบ้าน ล็อคประตู แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านของเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้าน
ขณะนั้น หลี่เหมียวเหมียว ลูกสาวของเลขาธิการพรรคกำลังนั่งกอดเครื่องเล่นเทปฟังเพลงฮิตอยู่หน้าบ้าน เพลงที่เปิดคือ “ฉันไม่อยากพูด” ของหยางอวี้อิ๋ง น้ำเสียงหวานหยดที่ลอยมาตามลมนั่น หวานเลี่ยนเสียจนคนฟังแทบจะละลายไปกับสายลม
พอเห็นทิงเสวี่ยเดินเข้ามา หลี่เหมียวเหมียวก็ร้องทักด้วยความตื่นเต้น “อ้าว เสียวเสวี่ย! ชุดกระโปรงเธอสวยจังเลย ไอ้ที่วิบวับตรงชายกระโปรงนั่นคริสตัลเหรอ?”
ทิงเสวี่ยหลุดขำ รีบแก้ความเข้าใจผิด “จะเป็นคริสตัลได้ยังไง คริสตัลแพงจะตาย ขายฉันทิ้งทั้งตัวยังซื้อไม่ได้สักเม็ดเลยมั้ง มันก็แค่เลื่อมธรรมดานี่แหละ”
หลี่เหมียวเหมียวทำหน้าเหลอหลาไปทันที
หลังจากที่หลี่เหมียวเหมียวชื่นชมกระโปรงของทิงเสวี่ยจนหนำใจแล้ว เธอจึงพาทิงเสวี่ยเข้าไปโทรศัพท์ในบ้าน
ค่าโทรศัพท์สมัยนี้แพงหูฉี่ ทิงเสวี่ยจึงไม่กล้าคุยเล่นนาน บอกลู่เชียนสวินแค่สั้นๆ ว่าถึงบ้านแล้วไม่ต้องเป็นห่วง แล้วก็รีบวางสาย ใช้เวลาไปแค่ราวๆ หนึ่งนาทีเท่านั้น
ในยุคสมัยนั้น ค่าโทรศัพท์แค่นาทีเดียวก็ไม่ใช่เงินน้อยๆ เลยจริงๆ
“เสียวเสวี่ย ตอนฉันไปซื้อซาลาเปาที่ร้านเธอ ได้ยินพ่อเธอบอกว่าเธอเข้าเมืองไปเหรอ จริงรึเปล่า?” หลี่เหมียวเหมียวถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
ทิงเสวี่ยพยักหน้ารับ “ใช่แล้วล่ะ ไปบ้านแม่บุญธรรมมา ชุดนี้แม่บุญธรรมก็เป็นคนพาไปซื้อจากห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่สุดในตัวเมืองเลยนะ”
หลี่เหมียวเหมียวเบิกตาโตด้วยความอิจฉา “เธอโชคดีจังเลยนะ มีแม่บุญธรรมอยู่ในเมืองด้วย แล้วแม่บุญธรรมของเธอทำงานอะไรเหรอ? ชุดนี้ต้องแพงมากแน่ๆ เลยใช่ไหม”
“แม่บุญธรรมทำงานธนาคารน่ะ ชุดนี้ก็ไม่แพงมากหรอก แค่ร้อยกว่าหยวนเอง”
หลี่เหมียวเหมียวอ้าปากค้าง
คุณพระช่วย! ร้อยกว่าหยวนสำหรับชุดกระโปรงตัวเดียวเนี่ยนะเรียกว่าไม่แพง? เสื้อผ้าที่เธอใส่มาตั้งแต่เล็กจนโต ยังไม่เคยมีชุดไหนราคาเหยียบร้อยหยวนเลยสักตัว!
เดิมทีหลี่เหมียวเหมียวภูมิใจนักหนาที่เป็นถึงลูกสาวเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้าน ก็นับว่ามีภาษีดีกว่าเด็กคนอื่นๆ อยู่บ้าง แต่พอมาเทียบกับทิงเสวี่ยตอนนี้ เธอกลับรู้สึกว่าสถานะลูกสาวเลขาธิการพรรคมันช่างดูจืดจางธรรมดาเสียเหลือเกิน
หลังออกจากบ้านหลี่เหมียวเหมียว ทิงเสวี่ยก็เดินกลับบ้าน
นั่งพักได้ไม่นาน หลินกั๋วผิงก็กลับมาจากข้างนอก
พอลูกสาวกลับมาแล้ว หลินกั๋วผิงก็ดีใจจนยิ้มแก้มปริ แม้จะจากกันไปแค่สัปดาห์เดียว แต่เขาก็คิดถึงลูกสาวแทบขาดใจ ถ้าแก้วตาดวงใจของเขายังไม่โตเป็นสาวขนาดนี้ เขาคงปรี่เข้าไปอุ้มให้หายคิดถึงไปแล้ว
“พ่อคะ นี่เหล้าที่แม่บุญธรรมฝากมาให้พ่อค่ะ” ทิงเสวี่ยรีบค้นของในกระเป๋าออกมายื่นให้พ่อ
เมื่อเห็นยี่ห้อบนขวด หลินกั๋วผิงแทบไม่เชื่อสายตา รีบประคองขวดขึ้นมาดูอย่างระมัดระวัง พอเพ่งอ่านจนแน่ใจว่าเป็นเหมาไถ เขาก็ยิ่งตกตะลึง “เหมาไถ! นี่มันเหมาไถของแท้นี่นา! คนธรรมดาอย่างเราจะมีวาสนาได้ดื่มของแบบนี้ได้ยังไงกัน?”
ทิงเสวี่ยหัวเราะคิก “เหล้าเขาก็หมักมาให้คนดื่มนั่นแหละค่ะพ่อ... พ่อคะ ขวดนี้พ่อห้ามแอบดื่มคนเดียวนะ ต้องแบ่งให้คุณอาสามด้วย”
หลินกั๋วผิงพยักหน้ารับรัวๆ “งั้นเอาไว้ดื่มฉลองตอนตรุษจีนก็แล้วกัน แม่บุญธรรมของลูกนี่ใจป้ำจริงๆ เหมาไถหายากจะตายไป”
ทิงเสวี่ยเล่าต่อ “แม่บุญธรรมบอกว่าเก็บเหล้าไว้ที่บ้านก็เปล่าประโยชน์ สู้เอามาให้คนที่เขาอยากดื่มดีกว่าค่ะ อ้อ พ่อคะ คราวนี้หนูได้เจอคุณตาคุณยายบุญธรรมด้วยนะคะ ไม่คิดเลยว่าผู้ใหญ่ระดับนั้นจะใจดีเป็นกันเองขนาดนี้ โดยเฉพาะคุณตา ท่านเป็นชาวนามาก่อน ถึงจะเป็นข้าราชการมานานก็ยังติดดินไม่ถือตัวเลยค่ะ ตอนอยู่ที่บ้านท่านก็ยังปลูกผักถอนหญ้า พี่เชียนสวินบอกว่าท่านชอบพรวนดินเป็นพิเศษเลยล่ะค่ะ”
จากนั้นทิงเสวี่ยก็เจื้อยแจ้วเล่าเรื่องราวที่ได้พบเจอในบ้านตระกูลลู่ให้หลินกั๋วผิงฟังอย่างออกรส พอถึงตอนสนุกๆ เด็กน้อยก็ออกท่าออกทาง ตาเป็นประกาย ใบหน้ายิ้มแย้ม ดูมีชีวิตชีวาน่าเอ็นดู
เมื่อเห็นลูกสาวมีความสุขขนาดนี้ หลินกั๋วผิงก็พลอยอารมณ์ดีไปด้วย เขารู้สึกว่าลูกสาวของเขาสมควรได้รับความสุขเช่นนี้แล้ว
ระหว่างกินข้าว ทิงเสวี่ยนึกขึ้นได้จึงเอ่ยถาม “พ่อคะ จักรยานที่บ้านเราหายไปไหนแล้วเหรอคะ?”
หลินกั๋วผิงตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “อ๋อ จักรยานน่ะเหรอ พ่อให้พี่หงเหมยเขายืมไปแล้ว พี่สาวลูกจะไปเรียนมัธยมในตัวอำเภอ ต้องมีจักรยานขี่ไปกลับ ป้าสะใภ้เขามาขอยืม พ่อก็เลยให้ไป พ่อเองก็ไม่ได้ขี่อยู่แล้วนี่นา คุณอาสามของลูกก็มีคันใหม่แล้ว ปีหน้าพ่อค่อยซื้อคันใหม่ที่พอดีตัวให้ลูกก็แล้วกัน คันเก่าก็ให้พี่หงเหมยเขาขี่ไปเถอะ”
ทิงเสวี่ยสวนทันควัน “ยืมที่ไหนกันคะพ่อ พ่อก็รู้ว่าพวกเขาตั้งใจจะเอาไปเลยต่างหาก หนูรับรองได้เลยว่าชาติหน้าพวกเขาก็ไม่เอาจักรยานมาคืนบ้านเราแน่ๆ พวกเขาจงใจฉวยโอกาสมาขอยืมตอนหนูไม่อยู่บ้าน เพราะรู้ว่าถ้าหนูอยู่ พวกเขาไม่มีทางได้จักรยานไปง่ายๆ แน่ พ่อใจอ่อนกว่าหนู พูดง่ายกว่าหนูเยอะเลย”
หลินกั๋วผิงมองสบตาลูกสาวอย่างจริงจัง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เราจะไปคิดเล็กคิดน้อยกับบ้านป้าสะใภ้ทำไมกัน ยังไงเขาก็เป็นป้าสะใภ้กับลุงแท้ๆ ของลูก หงเหมยกับหงจวินก็เป็นญาติพี่น้องเราแท้ๆ อย่าให้ความสัมพันธ์มันห่างเหินกันนักเลย รถคันนั้นจอดทิ้งไว้เฉยๆ ก็เปล่าประโยชน์ พี่หงเหมยของลูกจะได้ใช้ประโยชน์ก็ให้เขาใช้ไปเถอะ ถึงพวกเขาจะไม่คืนจริงๆ เราก็ไม่ต้องไปเก็บมาใส่ใจหรอก”
“ค่ะพ่อ หนูเชื่อพ่อค่ะ” ทิงเสวี่ยตอบอย่างว่าง่าย แต่ในใจกลับคัดค้านหัวชนฝา
......
วันเวลาล่วงเลยจนใกล้ถึงวันเปิดเทอม
ฉินหยวนเฟิงที่ไปตระเวนขายของในตัวอำเภอ พอขายของลอตนี้หมดก็ไม่ได้สั่งของใหม่มาเพิ่ม เพราะต้องเตรียมตัวกลับมาเรียนหนังสือ
ตลอดปิดเทอมหลายครั้งที่ผ่านมา ฉินหยวนเฟิงเก็บหอมรอมริบจากการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ จนมีเงินเก็บมากกว่าสองร้อยหยวน
เงินจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เขาฝากประจำกินดอกเบี้ย เหลือติดตัวไว้บางส่วนเอาไว้ใช้จ่ายจิปาถะ เมื่อโตขึ้น ฉินหยวนเฟิงก็ยิ่งรู้ซึ้งว่าการมีเงินติดตัวนั้นสำคัญแค่ไหน
วันรุ่งขึ้นหลังจากกลับถึงหมู่บ้านต้าเหอ ฉินหยวนเฟิงก็ตรงดิ่งไปหาทิงเสวี่ยที่ร้านซาลาเปา เขาไม่ได้มามือเปล่า แต่หอบขนมที่ทิงเสวี่ยชอบกินมาฝากถุงเบ้อเริ่ม
ตอนที่ฉินหยวนเฟิงมาถึง ทิงเสวี่ยกำลังทอนเงินให้ลูกค้าอยู่พอดี
เขาสังเกตเห็นลูกค้าคนนั้นหิ้วซาลาเปาถุงใหญ่ ดูจากการแต่งตัวและผิวพรรณแล้ว ไม่น่าใช่ชาวบ้านแถวนี้
หลังจากลูกค้าคนนั้นกลับไป ฉินหยวนเฟิงจึงเอ่ยทัก “เมื่อกี้ลูกค้าเจ้าใหญ่เลยนะนั่น ซื้อซาลาเปาไปตั้งเยอะ อย่างน้อยก็ต้องยี่สิบลูกได้มั้ง”
ทิงเสวี่ยยิ้มร่า “เขาสั่งยี่สิบห้าลูก ไส้หมูสิบห้า ไส้ผักสิบ เห็นเขาซื้อเยอะ ฉันเลยแถมไส้หมูให้อีกสองสามลูก เขาเป็นคนในเมือง มาเยี่ยมญาติที่หมู่บ้านแล้วได้ชิมซาลาเปาบ้านฉัน เขาติดใจรสชาติก็เลยกลับมาเหมากลับไปกินที่บ้าน ฉันกะไว้แล้วเชียวว่าอีกไม่กี่วันนายต้องโผล่มาแน่ๆ... ดูสิ ซื้อของอร่อยมาให้ฉันเยอะแยะขนาดนี้ แสดงว่าขายของได้กำไรดีล่ะสิ”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้รับขนมจากฉินหยวนเฟิง ทิงเสวี่ยจึงเลิกเกรงใจไปนานแล้ว เธอหยิบผลซานจาขึ้นมาเคี้ยวเล่นอย่างสบายอารมณ์
ฉินหยวนเฟิงเห็นทิงเสวี่ยกินของฝากอย่างเอร็ดอร่อย ก็รู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษ คนให้ของขวัญก็ย่อมอยากเห็นผู้รับมีความสุข
ฉินหยวนเฟิงเล่าเรื่องการค้าขายที่แผงของตนในช่วงที่ผ่านมาให้ทิงเสวี่ยฟังคร่าวๆ ส่วนทิงเสวี่ยก็ผลัดกันเล่าเรื่องสนุกๆ ที่เธอไปเจอมาในเมืองให้เขาฟังบ้าง
หลังจากแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุกดิบกันพักใหญ่ สีหน้าของฉินหยวนเฟิงก็เริ่มจริงจังขึ้น “เสียวเสวี่ย ฉันกำลังจะไปเรียนในตัวอำเภอแล้วนะ ถ้าใครมารังแกเธอ ให้รอฉันกลับมาแล้วฟ้องฉันได้เลย ฉันจะจัดการพวกมันให้เอง”
ฉินหยวนเฟิงคนนี้ไม่ใช่เด็กขี้ขลาดที่เคยยอมให้พวกหวังเหว่ยไฉรังแกอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เขาไม่เพียงขู่พวกเด็กเกเรจนหัวหด แต่ยังกล้าชนกับคนอื่น และที่สำคัญคือเขามีกำลังพอจะปกป้องคนที่เขาอยากปกป้องได้
คำพูดของฉินหยวนเฟิงทำเอาทิงเสวี่ยรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เธอสบตากับดวงตาคู่คมที่เปล่งประกายยิ่งกว่าดวงดาวนับล้าน แล้วค่อยๆ เอ่ยตอบ “นายไม่ต้องห่วงหรอก ตราบใดที่หวงเทาไม่กล้ายุ่งกับฉัน ก็คงไม่มีใครหน้าไหนกล้ามารังแกฉันง่ายๆ หรอกน่า แต่ถ้ามีจริงๆ ฉันก็จะสู้กลับ ถ้าสู้ไม่ได้จริงๆ... ฉันจะจดบัญชีแค้นไว้รอนายมาช่วยชำระแค้นทีหลัง ตกลงไหม?”
ฉินหยวนเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดยิ้มออกมา
พริบตาเดียวก็ถึงวันเปิดเทอม
ฉินหยวนเฟิงต้องไปเรียนมัธยมต้นในตัวอำเภอ เขาไม่อยากอยู่บ้านเดียวกับฉินไห่เฉวียน จึงเลือกที่จะอยู่หอพักโรงเรียน
เขาเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมต้นอันดับหนึ่งของอำเภอ โรงเรียนนี้ขึ้นชื่อเรื่องวิชาการที่เข้มงวดมาก นักเรียนที่จะต่อมัธยมปลายที่นี่ต้องสอบแข่งขันกันดุเดือด ส่วนมัธยมต้นแม้ไม่ต้องสอบเข้า แต่ถ้าผลการเรียนแย่เกินไปก็อาจไม่ผ่านเกณฑ์พิจารณา ที่สำคัญคือค่าเล่าเรียนแพงเอาเรื่อง
ฉินไห่เฉวียนมาส่งลูกชายที่โรงเรียนด้วยตัวเอง จัดการเรื่องรายงานตัว หาหอพัก และจ่ายค่าเทอมให้เสร็จสรรพ ตลอดเวลาที่เดินเรื่อง ฉินหยวนเฟิงแทบไม่ปริปากพูดกับพ่อเลยสักคำ
พวกเขาเป็นพ่อลูกกันแท้ๆ แต่บรรยากาศกลับอึดอัดห่างเหินราวกับคนแปลกหน้า
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ฉินไห่เฉวียนก็เดินทางกลับ
พอกลับถึงบ้านตอนเย็น เฉินหลิงก็เริ่มเปิดฉากบ่นทันที “คุณนี่ก็ตามใจฉินหยวนเฟิงจริงๆ ให้เขากลับมาอยู่บ้านเราก็ได้นี่นา แบบนั้นจะประหยัดค่าหอไปได้ตั้งเท่าไหร่ แถมกินข้าวบ้านวันละสามมื้อก็ประหยัดไปได้อีกเยอะ ดันปล่อยให้ไปอยู่หอ กินนอนที่โรงเรียน มีแต่จะเปลืองเงินเพิ่มอีกตั้งไม่รู้กี่หยวน ค่าเทอมค่าหนังสือคุณก็ออกให้ ฉันว่านะ... ค่าหอพักกับจิปาถะพวกนั้นน่าจะเป็นหน้าที่ของคนตระกูลหวังออกไม่ใช่เหรอ ต่อให้คุณจะรักเอ็นดูมันยังไง ก็ไม่เห็นมันจะสนิทกับคุณสักนิด”
เดิมทีก็เหนื่อยมาทั้งวัน พอเข้าบ้านมาเจอเสียงบ่นกระปอดกระแปดไม่รู้จักจบจักสิ้นของเมีย อารมณ์ของฉินไห่เฉวียนจะดีอยู่ได้อย่างไร “เธอหุบปากซะทีเถอะ! หยวนเฟิงเป็นลูกชายแท้ๆ ของฉัน ฉันให้เงินลูกใช้มันก็ถูกแล้ว ตระกูลหวังเขาช่วยเลี้ยงดูหยวนเฟิงมาตั้งหลายปี เธอควรจะสำนึกบุญคุณแล้วพอใจได้แล้ว อย่าให้มันมากความนักเลย!”