แสงแดดอุ่นยามเช้าส่องลอดมาทางหน้าต่าง จมูกหอมกลิ่นที่นอนผ้าห่มสะอาดเจือกลิ่นหอมของพฤกษชาติอ่อนๆ ผู้เป็มารดานั่งอยู่ด้านข้างลูบไล้ศีรษะของลูกน้อยด้วยความเอ็นดู
"ตื่นเถิดหนา อุทัย ลูกแม่" เสียงอ่อนโยนของผู้เป็มารดากล่าวปลุกลูกน้อย
"อือออออ ท่านแม่" เสียงของเด็กน้อยตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย
"ท่านแม่ .. ลูกขอนอนต่อสักครู่เถิด ..." เด็กน้อยยังกล่าวออดอ้อน
"อิ อิ .. อุทัยลูกรักของแม่ ตื่นเถิดหนาอย่านอนอยู่เยี่ยงนี้" ผู้เป็มารดากล่าว
"อือออ ... ขอรับ ท่านแม่" เด็กน้อยอุทัยค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น มันจดจำได้อย่างแม่นยำสถานที่นี้คือบ้านที่คุ้นเคย ตั้งอยู่ชานกรุงนพเทพ แคว้นมัธยะปุรา
เบื้องหน้าคือมารดาที่รักและทะนุถนอมมันดังดวงใจ น้ำเสียงอันอ่อนโยนและััอันอบอุ่น สิ่งเหล่านี้ล้วนสถิตในดวงจิตตลอดมา
ด้านหลังมารดายืนไว้ด้วยบุรุษวัยกลางคน รูปร่างสูงโปร่งแต่งกายในชุดทหารราชองครักษ์ดูองอาจน่าเกรงขาม
"เ้าตื่นแล้วหรือ ลูกรักของพ่อ" เสียงบุรุษผู้นั้นกล่าวกับอุทัย
"ขอรับท่านพ่อ ข้าตื่นแล้ว" อุทัยกล่าวรับ ดวงตาเป็ประกายด้วยเคารพเทิดทูน
"ท่านพ่อจะไปยังที่ใด แต่งตัวเต็มยศเยี่ยงนี้" อุทัยเห็นบิดาแต่งเครื่องแบบราชการทหารเต็มรูปแบบ ซึ่งนานครั้งจึงจะเห็นสักคราหนึ่ง
"เอ ... ท่านแม่ก็แต่งกายงดงามยิ่ง จะไปไหนกัน .. ลูกขอติดตามไปด้วย" ผู้เป็มารดาก็แต่งกายอย่างงดงาม
เสียงผู้เป็บิดากล่าว "ไม่ได้ดอกลูกพ่อ .. เ้าจะไปกับบิดามารดาไม่ได้"
อุทัยกล่าว “ทำไมเล่า .. พวกท่านจะไปยังที่ใด ให้ลูกไปด้วย ..”
มารดากล่าวอย่างอ่อนโยน “มิได้ดอก ลูกรัก .. บิดาและมารดา ไม่สามารถนำเ้าไปด้วยได้ ..”
อุทัยน้ำตาคลอ ในใจเด็กน้อยไม่ยินยอม แต่ทำได้เพียงมองบิดามารดาด้วยอาวร
"จงจำไว้หนา ... เ้าจงยืดมั่นในความดีแลองอาจเช่นผู้เป็บิดานี้" วาจาของบิดาราวกำลังร่ำลา
อุทัยพยักหน้ารับปากเป็คำมั่น "ขอรับท่านพ่อ ในภายหน้าลูกต้องเก่งกล้าแลอาจหาญเช่นท่านพ่อ"
"ดีมากลูกรัก" บิดากล่าวด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น
"ลูกรักของแม่ จงจำไว้หนาไม่ว่าเ้าอยู่ที่ใด ผู้เป็บิดามารดาจักเฝ้าคอยดูเ้าอยู่ตลอดเวลา" มารดากล่าวกับลูกน้อย
ผู้เป็มารดาเข้ามาโอบกอดลูกน้อยด้วยความรัก ผู้เป็บิดาก็เข้ามาลูบหัวด้วยความเอ็นดู
บิดากล่าว “.. บิดามารดาต้องไปแล้ว"
มารดากล่าวด้วยความอาลัย “.. รักษาตัวด้วยหนาลูกรัก"
"ท่านพ่อ .. ท่านแม่ .. จักไปที่ใดพาลูกไปด้วยหนา .. ท่านพ่อท่านแม่ .." อุทัยกล่าวน้ำตานอง ราวรับรู้ถึงการลาจาก
ภาพของบิดามารดาและบ้านเรือนค่อยๆ พร่าเลือนจากหายไป เสียงอุทัยร่ำร้องเรียกหา
“.. ท่านพ่อ .. ท่านแม่"
“.. ท่านพ่อ .. ท่านแม่"
“.. ท่านพ่อ .. ท่านแม่ .. รอลูกด้วย !!!"
ทุกอย่างกลับเป็มืดมิดเช่นเดิม เป็ความมืดมิดที่ว่างเปล่า ว่างเปล่าโดยไร้ที่สุด
.. ผ่านไปครู่ใหญ่
ในความมืดมิด อุทัยรับรู้ถึงสิ่งหนึ่งคล้ายแก่นพลังงานให้ความชุ่มชื่นสดใสเข้ามาเกาะกุมดวงจิตและชีพจรหัวใจ ทั้งโลกหล้าค่อยๆ เปลี่ยนกลายเป็สีชมพูใสบริสุทธิ์
.. ตึก .. ตึก
.. ตึก .. ตึก
.. ตึก .. ตึก
เสียงหัวใจค่อยๆ เต้นแรงขึ้นและแรงขึ้น กระแสเืในกายเริ่มสูบฉีดหมุนเวียนอย่างช้าๆ นำพาพลังงานสายนั้นไปทั่วร่างกาย อวัยวะภายในเริ่มขยับเขยื้อนคล้ายเพิ่งตื่นจากนิทรา
เสียงลั่นดังเปรี๊ยะทั่วร่างกายราวกระดูกกำลังขยายออก เส้นเอ็นกล้ามเนื้อขยายตัวโอบรัดกระชับแน่น
อุทัยรับรู้ถึงการคงอยู่ของดวงจิต ร่างกาย และแขนขา ลมหายใจลึกยาวผ่อนเข้าออกดังคนหลับสนิท
.. เสียงสนทนาหนึ่งลอดผ่านช่องหูอย่างบางเบา
"มันรอดแล้ว .. สัญญาณชีพกลับมาดียิ่ง .. ช่างฟื้นฟูได้รวดเร็วนัก" เสียงบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกล่าว
"ฮี ฮี ฮี .. เด็กน้อยช่างฝืนชะตาฟ้า ข้าต้องใจมันอักโข" เสียงบุรุษแหบแห้งเปี่ยมพลัง แต่ฟังคล้ายเป็ผู้มีสติไม่ปกติ
"ฮึ มิได้หมายความว่าท่านจะ ..” บุรุษหนุ่มกล่าวด้วยความแปลกใจ
"จะเป็ไรเล่า ข้ารอคอยเวลานี้มานับกัปปี มันเกิดมาเพื่อข้าโดยแท้ พร์มันล้ำเลิศนัก มิสู้ ... ฮี ฮี ฮี" บุรุษเสียงแหบแห้งหัวเราะอย่างไม่นำพา
"มันคงต้องเป็มารอสูรตัวใหญ่แล้ว .. ฮา” บุรุษหนุ่มกล่าว
"ไม่ร็อกกก ! อยู่ที่ท่านจะอบรมสั่งสอนมันเยี่ยงไรต่างหาก .. ฮ้า ฮ้า ฮ้า" บุรุษเสียงแหบแห้งหัวเราะร่วน
.. ผ่านไปเนิ่นนาน
กระแสพลังสายหนึ่งถูกถ่ายทอดเข้ามา พลังแกร่งกร้าวรุนแรงร้อนลวก สว่างเจิดจำรัส .. โลกทั้งโลกส่องสว่างเป็สีทองเรืองรองดังดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน พลังสีทองใหม่พุ่งสมทบกับพลังสีทองดั้งเดิมที่ยังเกาะกุมดวงจิตและชีพจรหัวใจ มันคือพลังอย่างเดียวกัน พลังสีทองดั้งเดิมชักนำพลังสีทองใหม่ไปทั่วร่างกาย สุดท้ายจึงผสานเป็เนื้อเดียวกัน
แก่นกระแสพลังสีทองกล้าแกร่งถูกถ่ายทอดมาพร้อมกับกระแสพลังสีชมพูสดใสชุ่มชื่น จุดชีพจรดั้งเดิมได้ถูกชำระล้างจดหมดสิ้น แทนที่ด้วยขุมพลังสีทองและสีชมพูใส
เส้นลมปราณค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาใหม่เชื่อมต่อจุดชีพจรภายในร่างกาย สิบสองเส้นหลักเชื่อมต่อสู่อวัยวะ แปดเส้นย่อยเชื่อมต่อทั้งร่างกาย
เส้นลมปราณแขนงมากมาย จากบนสู่ล่าง จากซ้ายสู่ขวา จากนอกสู่ใน ทั้งหมดเชื่อมต่อกันเป็เครือข่ายดุจใยแมงมุม
ก่อเกิดเครือข่ายเส้นลมปราณเชื่อมต่อจุดชีพจรปราณคู่ขนานสองสี ต่างประกอบด้วยเส้นลมปราณแขนงเก้าเส้นหมุนวนกันเป็เกลียว หนึ่งเป็เกลียวสีทองจรัสเจิดจ้า อีกหนึ่งเป็เกลียวสีชมพูเข้มใสดั่งอัญมณี
กระแสปราณทั้งสองสายเริ่มหมุนเวียนตามจุดชีพจรปราณผ่านเส้นลมปราณ จุดชีพจรปราณหลักทั้งห้าสิบสี่จุดถูกทะลวงจนปลอดโปร่ง ร่างกายของอุทัยก่อเกิดพลังใหม่ไม่หยุดยั้ง คนยังนอนหลับแต่ลมหายใจกลับลุ่มลึกหนักแน่น
อุทัยได้ยินเสียงสนทนาของบุรุษคู่เดิม
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ถึงกับหมดแรงเชียวหรือ" บุรุษเสียงแหบแห้งกล่าวถาม
"แก่นพลังของข้าถูกถ่ายทอดออกจนเกือบหมดสิ้น" บุรุษหนุ่มกล่าวโอดครวญ
"ล้อข้าเล่นแล้ว ! แก่นพลังเ้าก่อเกิดได้ไม่มีหมดสิ้น .. ฮ้า ฮ้า ฮ้า" บุรุษเสียงแหบแห้งกล่าวอย่างรู้ทัน
"สุราอุ่นๆ สักจอกประเดี๋ยวก็ก่อกำเนิดใหม่แล้ว" บุรุษหนุ่มกล่าวยิ้มๆ พร้อมเสียงจิบสุรา
"ดื่มแต่สุราข้าวปลามิแตะต้อง ระวังเป็โรคลำไส้หนา" บุรุษเสียงแหบแห้งกล่าวเตือน พร้อมจิบสุราเช่นกัน
"ท่านก็ดื่มมิใช่น้อย" บุรุษหนุ่มกล่าวเตือนบ้าง
"ข้าหามีลำไส้ไม่ !" บุรุษเสียงแหบแห้งกล่าวอย่างติดตลก
"ฮ้า ฮ้า ฮ้า ฮ้า ฮ้า" ทั้งสองหัวเราะร่วนเสียงดัง บุรุษหนุ่มหัวเราะจนตัวงอหงายหลังไป
.. ผ่านไปอีกเนิ่นนาน
กระแสพลังสายหนึ่งถูกถ่ายทอดเข้ามาอีก เป็กระแสพลังมืดมิดเย็นะเื โลกหล้ามืดมิดไร้แสงแต่โปร่งใส ภายในระยิบระยับด้วยประกายเม็ดพลังสีทองมากมาย ให้ความรู้สึกลึกล้ำสุดจะหยั่งดุจห้วงจักรวาลอันไพศาล
กระแสพลังเข้าเกาะกุมฝังเป็สิ่งเดียวกับไขกระดูกสันหลัง ขยายตัวไปจนถึงก้านสมอง แผ่กระจายไปทุกอณูทั่วร่างกาย ไขกระดูกและกระดูก เืและเส้นเื เนื้อเยื่อและอวัยวะภายใน
พลังยังถ่ายทอดเข้ามาโดยไม่อ่อนโทรมลง ก่อเกิดขุมพลังในจุดชีพจรปราณอีกขุมหนึ่งเป็ขุมพลังสีดำใสสนิทภายในมีละอองสีทองละเอียดยิบวิ่งพล่านอยู่มากมาย ชีพจรปราณถูกเชื่อมต่อเป็เส้นลมปราณสีดำใสอีกเส้นหนึ่ง เส้นลมปราณเป็ปราณแขนงเก้าเส้นหมุนวนกันเป็เกลียวก่อร่างตามเส้นทางปราณเดิมสีทองและพลอยสีชมพูใส
เส้นลมปราณสีดำแต่โปร่งใสก่อร่างโดยสมบูรณ์ ทั่วร่างกายอัดแน่นด้วยพลังปราณสุดไพศาล อยู่คู่กับเส้นลมปราณอีกสองเส้นเดิม
ทันใดนั้น ! เส้นลมปราณทั้งสาม หนึ่งทองเรืองจรัส หนึ่งพลอยชมพูใสเรืองรอง และอีกหนึ่งดำสดใสประกายละอองทอง ทั้งสามพลันหมุนวนกันเป็เกลียวกระจายทั่วร่างกายอยู่เคียงข้างกันอย่างสมดุล
.. ร่างกายของมนุษย์เป็สิ่งที่ถูกสร้างสรรค์มาเป็พิเศษ พลังปราณก็คือพลังของชีวิตกระจายอยู่ทั่วร่าง ทางกายภาพร่างกายมนุษย์ประกอบด้วย กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เนื้อเยื่อ เส้นเืหลัก เส้นเืแขนง แขน ขา อวัยวะภายในต่างๆ และสมอง แต่สิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ก็คือจุดสะสมพลังชีวิตหรือ ‘จุดชีพจรปราณ’ และเส้นทางเคลื่อนที่ของพลังชีวิตระหว่างจุดสะสมหลังชีวิตหรือ ‘เส้นลมปราณ’ นั่นเอง
.. เสียงสนทนาของบุรุษคู่เดิม
"ร่างกายมนุษย์ช่างซับซ้อนนัก ไม่คิดว่าจะออกแรงมากมายเยี่ยงนี้" บุรุษเสียงแหบกล่าว น้ำเสียงอ่อนพลังลงกว่าเดิมมากนัก
"ท่านพี่ชราแล้วค่อยๆ กระทำเถิด อยู่เป็เกลอดื่มสุรากันสักหลายราตรี .. ฮ้า ฮ้า" บุรุษหนุ่มหยอกเย้า
"ข้าชราจนชราไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว สูญเสียพลังจิติญญายิ่งนัก ฮี ฮี" บุรุษเสียงแหบกล่าวราวยอมรับสภาพ
“ข้าคาดว่า ท่านเป็สิ่งที่ชราที่สุดที่คงเหลืออยู่ ั้แ่พิภพนี้ก่อกำเนิดมา" บุรุษหนุ่มหยอกเย้าอีกพร้อมจิบสุราอุ่นกลมกล่อม
"ผู้น้องระวังปากเ้าไว้ จะมิได้แก่ชราหนา .. ฮี ฮี" บุรุษเสียงแหบกล่าวข่มขู่พร้อมจิบสุรา
"ฮ้า ฮ้า ฮ้า ฮ้า ฮ้า" เสียงะเิหัวเราะโดยพร้อมเพรียง ทั้งคู่ดูคล้ายมีความสุขยามร่ำสุรานัก
.. เอ๊ก อิ เอ๊กกก... เอ๊กกกกก เสียงไก่ขันยามเช้าตรู่
หยดน้ำฝนร่วงลงเปาะแปะจากชายหลังคาหญ้าแฝก บรรยากาศเย็นชุ่มฉ่ำสดชื่นบ่งบอกว่ามีฝนตกตลอดทั้งคืน แสงแดดอ่อนส่องลอดผ่านช่องว่างของฝาไม้ไผ่สาน ลำแสงผ่านแนวควันบางเบาที่ลอยล่องมาจากกระบะไม้สี่เหลี่ยม เป็กระบะสูงหนึ่งคืบภายในบรรจุดินอัดแน่น้ามีเตาไฟที่ใกล้มอดตั้งด้วยหม้ออุ่นสุราอยู่บนหินเส้าสามก้อน
อุทัยลืมตาตื่นขึ้นมา ััถึงกลิ่นสุราชั้นดีหอมกรุ่นลอยมาพร้อมกลิ่นควันจางๆ มันอยู่บนเรือนหลังหนึ่งลักษณะเป็เรือนเครื่องผูกหลังเล็กมีเพียงห้องเดียว ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปตามพื้นที่ชนบท
มันเริ่มสำรวจร่างกายแขนขายังอยู่ครบไม่มีาแ ทั้งภายในก็ไม่มีอาการาเ็บอบช้ำใดๆ และได้พบว่าดวงจิตมันแข็งแรงขึ้นมากนัก ทั้งกำลังวังชาและพลังที่หมุนเวียนภายในก็ก่อเกิดอย่างไม่มีสิ้นสุด
สิ่งต่างๆ ที่มองเห็นผ่านดวงตาก็ชัดเจนด้วยเฉดสีและรายละเอียดที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน เสียงที่ผ่านเข้าหูก็ฟังแปลกไป กลับได้ยินเสียงของหนอนแมลงที่ภายนอกได้ชัดเจน ััร่างกายก็รับรู้อณูของอากาศรอบด้านอย่างละเอียดยิบ
เกิดอันใดกันแน่ มันจำได้ว่าถูกผู้ที่มันเรียกว่า 'ผู้าุโ' ผู้ซึ่งประสาทวิชาให้มันกว่าสามปีกระทำการร้ายแรงบางอย่าง และเข้าใจในตอนนั้นว่ามันต้องตายอย่างแน่นอน แต่ขณะนี้มันอยู่ในเรือนน้อยหลังหนึ่ง สภาพบรรยากาศล้วนสุขสบายอย่างยิ่ง
“.. หรือข้าได้ตายจากไปแล้ว .. และนี้คือโลกหลังความตาย" อุทัยกล่าวกับตนเอง
มันยันกายลุกขึ้นปรากฏร่างกายเปลือยเปล่าล่อนจ้อนไม่มีอาภรณ์ใดปกปิด มองเห็นผ้านุ่งสีเข้มผืนหนึ่งมันจึงนำมานุ่งปกปิดร่างกายส่วนล่างไว้
เสียงดังมาจากนอกเรือน !!!
“ตื่นแล้วหรือ เ้าเด็กน้อย" เป็เสียงของบุรุษผู้หนึ่งเอ่ยถาม
"??? " อุทัย
อุทัยงงงัน เป็เสียงของผู้ใดกันช่างคุ้นหูยิ่งนัก มันเดินออกมาหยุดตรงชานเรือนมองออกไปเห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนหันหลังให้อยู่กลางลาน ร่างกายสูงโปร่งไม่ใส่เสื้อ นุ่งโจงกระเบนแบบหยักรั้งสูงเพียงผืนเดียว เสื้อผ้าถูกซักล้างผึ่งตากแดดอยู่บนราวไม้ไผ่ แลดูกลับมีเสื้อผ้าของมันตากอยู่ด้วย
บุรุษผู้นั้นหันกลับมายกยิ้ม ผมถูกถักทอเป็เปียเล็กอยู่ทั้งหัวปล่อยห้อยปรกบ่า
มันคือ 'เมฆา' นั้นเอง
"เป็เยี่ยงไร !!! เติบใหญ่เป็หนุ่มแล้วหนา .. เ้าเด็กน้อย ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
"เป็ท่าน !!! " อุทัยร้องโพล่งไม่เชื่อสายตัวตัวเองแม้แต่น้อย
"ท่าน .. ท่านผู้มีพระคุณ" อุทัยจดจำบุรุษผู้นี้ได้อย่างแม่นยำ แม้เวลาผ่านล่วงเลยมาสามปีแล้ว ความองอาจกล้าหาญของเมฆาประทับอยู่ในดวงจิตของอุทัยตลอดมา
อุทัยมิรอช้ารีบวิ่งลงจากเรือนเข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้าเมฆา พร้อมโขกหัวคำนับน้ำตาไหลนองด้วยความปีติโดยไม่อาจควบคุมได้
"ท่านผู้มีพระคุณ นึกว่าชาตินี้จะไม่ได้พบเจอท่านอีกแล้ว ฮือ ฮือ ..." อุทัยกล่าวไปเช็ดน้ำตาไปราวกับกลับเป็เด็กน้อยอีกครั้งหนึ่ง
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า .. จำข้าได้หรือไร ช่างน่ายินดีนัก" เมฆากล่าวอย่างอารมณ์ดี
สำหรับอุทัยนี่คือเวลาสามสี่ปี แต่กับเมฆาแล้วการพบเจอคราวที่แล้วห่างจากคราวนี้เป็เวลาเพียงหนึ่งเดือนเศษเท่านั้น !!!
เมฆาอยู่ภายในดินแดนแห่งเทวาาเป็เวลากว่าสามวันสามคืนนั่นคือเวลาสามปีบนพิภพมนุษย์ วันเวลาภายใน 'วิหารจารึกแห่งเทวา' เป็สิ่งอัศจรรย์ในวิถีแห่งวิชายุทธ์ หลังจากทะลวงระดับยุทธ์ มันก็มุ่งมั่นฝึกฝนโดยมีศนิพยัคฆาทั้งขาวดำเป็คู่ซ้อมฝีมือ เมื่อถึงขีดสุดของขอบเขตพลังฝีมือมันก็ดูดซับพลังของ 'มานัสสะวารี' และ 'พลังเทวะบริสุทธิ์' ของแดนเทวาา
จากระดับ 'จิตต์พิสุทธิ์' ่ปลายทะลวงไปยัง ‘จิตต์ฌานคุรุ’ ความกว้างของเขตพลังในระดับที่สูงขึ้นจะขยายขึ้นเป็สิบเท่า เมฆาใช้ 'มานัสสะวารี' ไปอีกหลายหมื่นหยด สุดท้ายทะลวงไปสู่ระดับใหม่นั่นคือ ‘จิตต์ญาณเทวะ’ .. นั่นเป็ระดับปราณที่เกินจินตนาการของผู้ฝึกยุทธ์บนพิภพมนุษย์แล้ว
มันต้องตัดใจเดินทางออกจากดินแดนเทวาาเนื่องเพราะมีภารกิจที่ต้องกระทำ แต่เดโชยังรั้งอยู่ในแดนเทวาาต่อไป
เมฆาเดินทางออกมาโดยนำ 'ผลึกนพรัตน์' ออกมาด้วย นั่นเป็สิ่งที่ใช้บรรจุ 'มานัสสะวารี' และเป็ 'กุญแจ' ในการเข้าออกดินแดนเทวาของ 'อาเมตีส์เทวี'
จากคำบอกกล่าวของศนิพยัคฆาหาก 'ผลึกนพรัตน์' มี 'มานัสสะวารี' บรรจุอยู่แม้เพียงเศษเสี้ยวก็สามารถใช้เดินทางเข้าออกดินแดนเทวาได้ตลอดเวลาโดยมิต้องอาศัยพลังงานจากภายนอกอีก
อุทัยร้องไห้จมูกแดงปลั่ง "ท่านผู้มีพระคุณ ข้าไม่มีวันลืมเลือนเป็อันขาด"
เมฆากล่าว "ผู้มีพระคุณอันใด เรียกข้า เมฆา .. คิดเสียว่าข้าคือพี่ชายของเ้า ก็ได้"
"อุทัยเ้าลุกขึ้นเถอะ เป็ลูกผู้ชายจะมัวร้องไห้อยู่ไย" เมฆากล่าวพลางใช้มือดึงตัวอุทัยขึ้นมา
อุทัยรู้สึกตื้นตันใจ เป็ความรู้สึกประดุจพบเจอญาติสนิทผู้หนึ่ง มันไม่รู้สึกแปลกใจที่เมฆากลับรู้จักนามของมัน
"ขอรับ ..." มันลุกขึ้นยืน ความสูงต่ำเตี้ยกว่าเมฆาครึ่งศีรษะ
"ท่านเมฆา .. ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร" อุทัยกล่าวถามอย่างสงสัย
"เ้านอนหลับไปถึงยี่สิบเก้าวัน .. ระลึกอันใดได้บ้างหล่ะ" เมฆากล่าวพลางเดินนำขึ้นเรือนไป
"มารดาเรา !!! ยี่สิบเก้าวัน .. นี่ข้านอนสลบไปยี่สิบเก้าวันเทียวรึนี่" อุทัยร้องอุทาน
อุทัยเดินตามมานั่งลงสนทนา มันกล่าวเล่าั้แ่พบเจอเมฆาครั้งแรก ผ่านความลำบากเช่นไรจนได้มาอยู่สำนักตักสิลา สุดท้ายกลับถูกผู้คนทำร้ายในคืนนั้น
"เ้ารู้หรือไม่ชายชุดดำคือผู้ใด" เมฆากล่าวถาม
"กว่าสามปีคนผู้นั้นสั่งสอนวิชาให้ข้า แต่กลับไม่เคยเปิดเผยเื่ราวใด" อุทัยบอกกล่าวตามตรง มันฝึกฝนตามคำชี้แนะของบุรุษผู้นั้น นับวันยิ่งเห็นผลในการบำเพ็ญจิต ส่วนความสามารถเชิงยุทธ์ก็ก้าวหน้าดุจติดปีกบิน
เมฆาจึงกล่าวว่า "มันคือ 'ดาบอัคคีโลกันตร์' .. ปรมาจารย์สุรินทร์แห่งสำนักตักสิลา .. แลเ้าสำนักตักสิลา "ปรมาจารย์ชัยยะ' ก็รู้เห็นเื่นี้ มันยังมาปรากฏกายในคืนนั้นเช่นกัน"
อุทัย "..."
เมฆากล่าวเล่าต่อ
"วิชาที่มันใช้กับเ้าคือ 'กฤษณะบำเพ็ญ' ใช้มุกชำระจิตชั้นสูงดวงนั้นเป็เชื้อเพื่อดึงและสะสมพลังจากการบำเพ็ญของเ้า สุดท้ายจึงนำพลังทั้งมวลออกมาดูดซับย่อยสลายเข้าภายในกายเพื่อขยายปราณของตนเอง"
"ข้าเพิ่งเดินทางผ่านมาถึงเมืองเพชรปราการ รู้สึกถึงพลังที่เคยถ่ายทอดเข้าภายในกายเ้าจึงติดตามมาชมดู กลับประสบเหตุการณ์เช่นนั้น"
อุทัยทอดถอนใจกับชะตากรรมที่ตนประสบ "จิตใจคนช่างยากหยั่งถึง ข้าหลงนับถือพวกมันมานานปี"
มันฝึกฝนวิชาฝีมืออย่างยากลำบากกลับถูกผู้คนขโมยพลังฝีมือไป "ตอนนี้ข้าคงเป็ดังเช่นคนพิการไร้พลังใดๆ แล้ว"
เมฆาตาเป็ประกายยกยิ้มอย่างมีเลศนัย อุทัยเอะใจจึงเริ่มสำรวจร่างกายของตนเอง
.. ภายนอกผิวเนียนเข้มผุดผ่อง กล้ามเนื้อเป็มัดรัดรึงร่างกาย กระดูกแกร่งยืดยาวขึ้นกว่าเดิม อวัยวะภายในเหนียวดุจเหล็กกล้า จุดชีพจรทุกจุดทะลวงโปร่งโล่ง พลังก่อเกิดจากเส้นลมปราณไม่สิ้นสุด ทั้งหมดราวกับผลัดเปลี่ยนกระดูกชุบเส้นเอ็นขึ้นมาใหม่
"..." อุทัยฉงนฉงายกับสิ่งที่เกิดกับมัน ผ่านไปเนิ่นนานยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ รู้แต่เพียงว่ามันไม่เพียงยังมีชีวิตรอด กลับก่อเกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลเป็บุรุษที่อยู่เบื้องหน้านี้ประทานให้
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า พวกเราได้สร้างร่างกายและเส้นชีพจรใหม่ให้เ้าแล้ว" เมฆาหัวเราะกล่าวอย่างภูมิใจ มันได้เพาะสร้างเทพอสูรขึ้นมาตนหนึ่งแล้ว
"ปะ .. เป็ .. ไปได้อย่างไรกัน" อุทัยอุทาน บุรุษที่อยู่เบื้องหน้าคือเทวาหรืออย่างไรจึงมีความสามารถถึงเพียงนี้
".. ขอบคุณท่าน .. พระคุณนี้ใหญ่หลวงดุจห้วงนภา แม้ตายก็ไม่สามารถทดแทนหมดสิ้น" อุทัยกล่าวอย่างซาบซึ้ง พลันคุกเข่าเอาหัวโขกพื้นไม่ยอมหยุด
"ฮ้า ฮ้า ฮ้า" เมฆาหัวเราะชอบใจ รับรู้ถึงจิติญญาของเด็กหนุ่มผู้นี้ มันเป็คนกตัญญูยิ่งนัก
คำว่า 'พวกเรา' ที่เมฆากล่าวออกมาทำให้อุทัยนึกถึงเสียงสนทนาของสองบุรุษ หนึ่งนั้นแน่นอนคือเมฆา แล้วอีกหนึ่งเล่าคือผู้ใด
อุทัยหยุดโขกศีรษะกล่าวถาม "แล้วผู้มีพระคุณอีกท่านเล่า .. ไปอยู่ที่ใด"