“ใช่และไม่ใช่” ม่ายซุ่ยตอบ“เหตุผลที่ท่านลุงของข้ากับท่านป้าสะใภ้จับข้าแต่งงานกับท่าน ก็เป็เพราะเห็นแก่แป้งสาลีกระสอบนั้นไม่ได้หวังดีต่อข้า จริงๆ ข้าก็แค่ไม่เต็มใจให้พวกเขาจัดการกับชีวิตข้าก็เท่านั้น”
“เ้าจึงหนีตามอู๋ซานหลางด้วยเหตุนี้?”เซียวจิ่งเถียนถามเรียบๆ “พวกเ้าต่างก็ยังไม่ได้แต่งงานออกเรือนทำการสู่ขอแต่งงานกันตามพิธีก็เรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือ?”
ดูไม่ออกเลยว่าผู้หญิงที่กลัวแม้กระทั่งงูอย่างนางจะมีความกล้าที่จะหนีตามผู้ชายจะตัดสินคนด้วยรูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้จริงๆ
“เขาเคยขอร้องให้มารดาไปสู่ขอข้า แต่ที่บ้านของเขาไม่เห็นด้วย”ม่ายซุ่ยพยายามรื้อฟื้นความทรงจำ “ดังนั้นเขาจึงบอกกับข้าว่าจะพาข้าหนี ไปหลบอยู่ที่เมืองหยวี่โจวสักระยะหนึ่ง”
เมื่อต้องพูดถึงเื่ราวในอดีตของตนกับคนรักเก่าต่อหน้าผู้เป็สามีนางก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย นางพูดไปพลางก็เสียวสันหลังไปพลาง
“ฟังดูแล้วเหมือนเขาจะชอบเ้ามาก” เซียวจิ่งเถียนถามด้วยน้ำเสียงสบายๆ “เช่นนั้นเหตุใดตระกูลอู๋จึงไม่เห็นด้วยที่อู๋ซานหลางจะแต่งงานกับเ้า?”
“ตระกูลอู๋เป็ตระกูลนักปราชญ์อันเลื่องชื่อนักปราชญ์อู๋ได้รับความเคารพนับถือจากคนทั้งหมู่บ้านอีกทั้งอู๋ซานหลางมีความรู้ความสามารถ พวกเขารู้สึกว่าอนาคตของอู๋ซานหลางยังไปได้อีกไกลและมีโอกาสที่จะรุ่งเรืองเป็หน้าเป็ตาให้วงศ์ตระกูลได้” ม่ายซุ่ยพูด“และหญิงชาวบ้านที่ธรรมดายากจนเช่นข้า ก็ไม่คู่ควรกับอู๋ซานหลางแม้แต่น้อย”
ถึงแม้ว่านางจะไม่ค่อยอยากพูดถึงเื่นี้ต่อเท่าใดนัก แต่เมื่อพูดแล้วก็ควรจะพูดออกมาเสียให้หมดตรงนี้นางรู้สึกว่าพูดทุกอย่างออกมาให้ชัดเจนดีที่สุด
“อันที่จริงพวกเขาก็คิดได้ไม่เลว” เซียวจิ่งเถียนพูดแหย่“ดูแล้วเ้าก็ไม่คู่ควรกับอู๋ซานหลางจริงๆ นั่นล่ะ”
ม่ายซุ่ยพูดไม่ออกไปพักหนึ่ง
นี่เขากำลังหยอกล้อนางหรือ?
ในความมืดเซียวจิ่งเถียนนึกถึงตอนที่ม่ายซุ่ยเจองูแล้วใกลัวจนหน้าขาวซีด ก็ขมวดคิ้วพลิกตัวไปจับดาบที่อยู่ใต้หมอนกลัวงูจนหน้าซีดเผือดเช่นนั้นยังจะกล้าหนีตามผู้ชายอีกนางแน่ใจหรือว่าชายที่ชื่ออู๋ซานหลางผู้นั้นจะไม่กลัวงู?
“เอ่อ...ท่านบอกว่างูชนิดนั้นจะไม่ฉกโจมตีคนก่อนไม่ใช่หรือ?”เนื่องจากเื่ที่พูดไม่ใช่เื่ของนาง ม่ายซุ่ยจึงไม่ได้คิดมากอันใดนางเปลี่ยนเื่มาพูดถึงงูตัวนั้นอย่างไม่รู้ตัว “เหตุใดงูตัวนั้นจึงกล้าฉกท่านเล่า?”
“เพราะมันคืองูผู้กล้า” เซียวจิ่งเถียนพูดอย่างสงบ
“หมายความว่าอย่างไร? ม่ายซุ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ หรือว่าจะมีเื่เล่าอื่นอีก?”
เซียวจิ่งเถียนไม่ตอบ
ม่ายซุ่ยรออยู่พักใหญ่ก็ไม่ได้ยินเสียงเขาตอบกลับและนางก็ไม่กล้าถามต่อ นางรู้สึกว่าที่เขาอยู่ดีๆก็พูดคุยกับนางอย่างไม่มีปีมีขลุ่ยเช่นนี้ อาจเป็เพราะเขาแค่้าฆ่าเวลาก็เท่านั้น
วันที่แปดเดือนสี่เป็เทศกาลวัดเทพเ้า
และก็เป็วันที่หญิงสาวที่ออกเรือนแล้วจะต้องกลับไปเยี่ยมบ้านของบิดามารดา
ตอนเช้าตรู่เซียวฝูเถียนและเซียวกุ้ยเถียนต่างก็พาภรรยาและบุตรไปวัดหลงหวาง จุดธูปถวายคำนับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วก็พากันถือกระเป๋าสัมภาระกลับบ้านบิดามารดาของภรรยาไป
ม่ายซุ่ยก็กำลังเก็บของใส่กระเป๋า
บ้านของท่านลุงนางไม่กลับไปแน่นอน
นางอยากจะไปเยี่ยมอู๋ซื่อ มารดาของนางที่หมู่บ้านซานเหลียง
ั้แ่อู๋ซื่อแต่งงานไปยังหมู่บ้านซานเหลียงสองแม่ลูกก็ไม่ได้พบหน้ากันอีกเลยม่ายซานเฉวียนพยายามทุกวิถีทางที่จะไม่ให้ทั้งสองได้พบกันเพราะกลัวว่าอู๋ซื่อจะคัดค้านเื่ที่เขาจัดการให้ม่ายซุ่ยแต่งงานเขารู้สึกว่าเขาเป็ผู้ที่เลี้ยงดูม่ายซุ่ยมาหลายปีจึงควรจะได้รับสิ่งตอบแทนที่เหมาะสมบ้าง
ในความสมองส่วนความทรงจำของม่ายซุ่ยนั้นรู้สึกสนิทชิดเชื้อกับอู๋ซื่อเป็อย่างมากนางมีความคิดที่อยากจะไปหาอู๋ซื่อตั้งนานแล้ว
ที่บ้านก็ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องนำไปด้วย นางจึงนำปลาเล็กที่ตากแห้งไว้ไปแทน อย่างน้อยก็ต้องมีของขวัญให้มารดาบ้างสิน่านางจะไปเยี่ยมมือเปล่าได้อย่างไร
“จิ่งเถียน เ้าไปเป็เพื่อนม่ายซุ่ยสิ”เมิ่งซื่อมีความคิดที่จะเปิดโอกาสให้สองคนหนุ่มสาว จึงพูดอย่างมุ่งมั่นว่า “มารดาของม่ายซุ่ยถึงแม้จะแต่งงานใหม่ไปแล้วแต่ถึงอย่างไรก็เป็แม่ภรรยาของเ้านะ เ้าควรจะไปทำความเคารพนางถึงจะถูก”
“ข้าไม่ไป” เซียวจิ่งเถียนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
หลายวันมานี้หญ้าข้าวโอ๊ตป่าเ่าั้ที่ตากแดดไว้ต่างก็แห้งหมดแล้ว่นี้เขาก็กำลังยุ่งอยู่กับการจัดการดัดแปลงที่ดินเพื่อปลูกข้าวสาลีจะมีเวลาที่ไหนไปเยี่ยมมารดาเป็เพื่อนนาง
“ท่านแม่ข้าไปเองคนเดียวได้ เขาไม่ต้องไปหรอก”ม่ายซุ่ยไม่คิดจะให้เซียวจิ่งเถียนไปเป็เพื่อนอยู่เป็ทุนเดิมแล้ว จึงรีบพูดว่า“ข้าแค่ไปเยี่ยมนาง ประเดี๋ยวตอนบ่ายก็กลับมาแล้ว”
เท่าที่นางจำได้มารดาของนางก็ไม่ได้เคร่งประเพณีเท่าใดนัก
หากเซียวจิ่งเถียนไปด้วยกันไม่แน่ว่ามารดาของนางจะต้องทำอาหารต้อนรับเขาอีกซึ่งจะเป็การรบกวนนาง
สู้ไม่ต้องไปเสียยังดีกว่า
“เช่นนั้นเ้าก็รีบกลับมานะ”เมิ่งซื่อถลึงตามองเซียวจิ่งเถียนแล้วหันไปหาลูกสะใภ้ “พวกเ้าสองแม่ลูกไม่ได้เจอกันนานอาจจะมีเื่คุยกันมากหน่อยหากเห็นว่าฟ้ามืดแล้วก็ยังไม่ต้องกลับมาเดี๋ยวข้าจะให้จิ่งเถียนไปรับเ้าเอง”
“ขอบคุณท่านแม่ที่เป็ห่วงข้า” ม่ายซุ่ยอุ่นวาบในใจ
หมู่บ้านซานเหลียงไกลจากหมู่บ้านหยวีจุ่ยออกไปประมาณยี่สิบกว่าลี้อีกทั้งยังเป็ทางบนเขาที่ขรุขระ ระยะเวลาในการเดินทางไปกลับก็สามชั่วยามกว่าม่ายซุ่ยไม่อยากเสียเวลาจึงรีบอาบน้ำแต่งตัว จากนั้นก็หิ้วตะกร้าออกเดินทางทันที
เมื่ออู๋ซื่อได้เห็นบุตรสาวไม่ได้พบกันนานก็ไม่พูดไม่จา แต่กลับร้องไห้ออกมาอย่างหนัก
นางได้ยินมานานแล้วว่าม่ายซานเฉวียนบังคับลูกนางให้แต่งงานกับโจรที่ผ่านมาเมื่อนางนึกถึงลูกสาวคนนี้น้ำตาก็ไหลออกมาทันทีนางเกลียดตัวเองที่ไม่สามารถปกป้องลูกสาวได้
หลินต้าโหย่วสามีของนางเป็ซิ่วไฉซึ่งก็คือผู้ที่มีความรู้สอบผ่านการคัดเลือกขุนนางระดับท้องถิ่นเขาทระนงตนว่าเป็คนมีพร์จึงยึดมั่นตั้งใจเข้าสอบจอหงวนแต่ไม่คิดเลยว่าจะตกอันดับลงเรื่อยๆ จนในที่สุดอายุย่างเข้าสามสิบกว่าปีก็ยังไม่ได้แต่งงานมีครอบครัวย่าที่อายุมากแล้วของเขากลัวว่าวงศ์ตระกูลจะสิ้นสุดลงไม่มีผู้สืบทอด จึงได้ให้คนออกไปประกาศหาคู่ให้เขาแต่เนื่องจากอายุมากแล้วอีกทั้งฐานะทางบ้านยากจน จึงทำให้ไม่มีหญิงสาววัยกำดัดคนใดเต็มใจที่จะแต่งงานกับเขาเมื่อม่ายซานเฉวียนได้ยินข่าวนี้ก็รีบหาคนติดต่อให้นางแต่งงานมาทันที
อู๋ซื่อถึงแม้ว่าจะมีลูกมาก่อนแต่ก็อายุไม่มาก ซึ่งนางมีอายุน้อยกว่าหลินต้าโหย่วอยู่หกปีถือว่าอายุเหมาะสมกันพอดี
แต่หลินต้าโหย่วกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาไม่พอใจที่จะต้องแต่งงานกับหญิงม่ายสามีตายเช่นอู๋ซื่อจึงหนีหายสาบสูญไปในคืนวันแต่งงานนั้นเอง หลายปีมานี้ก็ไม่มีข่าวคราวของเขาแต่อย่างใด
หลินต้าโหย่วเป็บุตรชายคนเดียวของตระกูล บิดามารดาจากไปั้แ่เขายังเล็กพี่สาวคนเดียวของเขาก็แต่งงานออกเรือนไปแล้วและก็ไม่มีพี่น้องอื่นอีกในบ้านยังมีย่าสูงวัยกับลุงสองคนที่ไม่ได้แต่งงาน ปีนั้นที่หลินต้าโหย่วหนีการแต่งงานไปแต่อู๋ซื่อก็ไม่ได้จากไปไหนเนื่องจากเหตุผลแรกม่ายซานเฉวียนไม่มีทางยอมให้นางกลับไปเป็แน่เหตุผลที่สองก็คือท่านแม่เฒ่าตระกูลหลินผู้เป็ย่าของหลินต้าโหย่วถึงกับคุกเข่าขอร้องให้นางอยู่ที่บ้านรอเขาต่อไปโดยบอกว่าถึงอย่างไรเขาก็ต้องกลับมาบ้านแน่นอน
นางจึงรอมาเรื่อยๆ จนบัดนี้ก็แปดปีแล้ว
รอไปรอมาอู๋ซื่อก็ไม่สามารถจากบ้านหลังนี้ไปได้แล้วกลับจัดการดูแลเื่ทุกอย่างในบ้านนี้ เมื่อหลายปีก่อนแม่เฒ่าหลินล้มป่วยหนักนางก็ดูแลปรนนิบัติอย่างไม่ได้หยุดพักตลอดสามเดือนเต็มก่อนสิ้นใจแม่เฒ่าหลินยังจับมือนางแน่นแล้วบอกว่าตระกูลหลินทำผิดต่อนาง
หลังจากที่แม่เฒ่าหลินสิ้นใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคำครหา ลุงของสามีทั้งสองคนจึงย้ายไปอาศัยอยู่ห้องบรรพบุรุษที่ข้างบ้านส่วนบ้านตระกูลหลินหลังใหญ่นี้จึงมีแต่อู๋ซื่ออาศัยอยู่แต่เพียงผู้เดียว
“ท่านแม่ ท่านอย่าเสียใจไปเลย ข้าก็สุขสบายดีอย่างที่ท่านเห็นไม่ใช่หรือ”ม่ายซุ่ยนั่งลงข้างโต๊ะผิงไฟเก่าๆ ในบ้านพร้อมปลอบโยนมารดา“ท่านอย่าไปฟังคนอื่นพูดจาไร้มูลเหตุ สามีข้าจะเป็โจรได้อย่างไร? เขาเป็ชาวบ้านธรรมดาที่ทำไร่ทำนาต่างหาก!”
จากนั้นนางก็เล่าเื่ที่เซียวจิ่งเถียนเช่าที่ดินร้างและไปตัดหญ้าข้าวโอ๊ตป่ามาปรับปรุงสภาพดินให้อู๋ซื่อฟัง
“เอ่อ...เขา...เขาไม่ได้ตบตีเ้าใช่หรือไม่?”อู๋ซื่อยังคงถามอย่างเป็กังวล
“ท่านแม่ ดูท่านพูดเข้าสิ เขาจะตบตีข้าทำไมกัน?” ม่ายซุ่ยติติง“นอกจากนิสัยที่ค่อนข้างเ็าแล้ว อันที่จริงเขาเป็ดีคนหนึ่งเลยล่ะ”
แต่ถ้าหากจะให้นางพูดออกมาว่าเซียวจิ่งเถียนดีอย่างไรนางก็คงพูดไม่ออกเช่นกัน
นางแค่ไม่อยากให้มารดาเป็กังวลก็เท่านั้น
“เป็เช่นนั้นก็ดีๆ” อู๋ซื่อเห็นบุตรสาวดูมีความสุขดีนางจึงค่อยวางใจพูดน้ำตาคลอว่า “ขอเพียงเ้าได้อยู่อย่างมีความสุขแม่ก็วางใจแล้ว”
“ท่านแม่ ท่านวางใจเถิด หมู่บ้านหยวีจุ่ยถึงอย่างไรก็อยู่ใกล้ทะเลว่างเมื่อใดก็ยังไปหาปูหาปลามาทำกินได้” ม่ายซุ่ยพูดยิ้มๆ พร้อมยื่นตระกร้าในมือให้กับอู๋ซื่อ“ท่านดูสิ ข้าเอาปลาเล็กมาฝากท่านด้วย ปลาถึงแม้จะตัวเล็กไปหน่อยแต่ว่ารสชาติอร่อยมากเลย”
ภพก่อนมารดาบังเกิดเกล้าของนางจากไปั้แ่นางยังเล็กวันนี้นางทะลุมิติมาแล้วพบว่ายังมีมารดาที่มีสายเืเดียวกันอยู่แน่นอนว่านางจะต้องหวงแหนพรหมลิขิตนี้เอาไว้อย่างสุดกำลัง
“เ้ามาเยี่ยมแม่ได้ แม่ก็ดีใจแล้ว ยังจะเอาสิ่งใดมาด้วยทำไมกัน?” อู๋ซื่อเช็ดน้ำตาแล้วมองดูปลาแห้งในตะกร้าก็เอ่ยปากชม“ทำเสียสะอาดน่ากินเช่นนี้ ลำบากเ้าแล้ว” นางถามต่ออย่างระมัดระวังว่า“ซุ่ยเอ๋อร์ เ้านำปลามาให้แม่มากมายเช่นนี้ แม่สามีของเ้าจะไม่ว่ากระไรหรือ?”
“ไม่ว่าหรอกท่านวางใจได้ แม่สามีของข้าใจดีมาก” ม่ายซุ่ยพูดอย่างจริงจัง “ตระกูลเซียวถึงแม้ว่าจะมีสมาชิกในครอบครัวมากมายแต่ก็ล้วนมีเหตุผลอีกอย่างพี่ชายสามีของข้าทั้งสองคนเป็ชาวประมงออกเรือหาปลาอยู่ประจำ ปลาเล็กๆ เช่นนี้พวกเขาไม่สนใจหรอก”
“ได้ยินเช่นนี้ข้าก็สบายใจขึ้นมาก ซุ่ยเอ๋อร์เ้าเดินมาตั้งนานคงจะหิวแล้วแม่เดาออกว่าวันนี้เ้าจะต้องมาจึงเตรียมต้มไข่ไก่ไว้ให้เ้าเป็พิเศษเ้ารีบกินเถอะ” อู๋ซื่อเช็ดน้ำตารีบเดินไปเปิดตู้กับข้าวที่อยู่ข้างกำแพงแล้วยกไข่ไก่ต้มที่ยังร้อนอยู่มาให้ม่ายซุ่ย “แม่จำได้ว่าเ้าชอบกินไข่ต้มที่สุดกลัวว่าตอนเ้ามาจะเย็นเสียก่อนจึงวางไว้ในตู้กับข้าวรักษาความร้อนไว้รีบกินเถอะลูก”
“ท่านไม่กินข้าก็ไม่กิน” ม่ายซุ่ยรู้สึกอบอุ่นใจเป็อย่างมากจึงพูดอย่างทระนงว่า“กินคนละฟอง ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่กินเลยสักคำ”
“เด็กคนนี้นี่...” อู๋ซื่อได้แต่รับไข่ต้มฟองนั้นไว้แล้วกัดกินเพียงคำเล็กๆ ในบ้านมีผู้สูงอายุอยู่สามคนอาหารมีค่าเช่นนี้หรือนางจะคู่ควรได้กิน
มีเสียงดังปึงปังมาจากด้านนอก
จากนั้นก็มีคนเดินเข้ามา
อู๋ซื่อรีบยัดไข่ต้มที่กัดไปเพียงหนึ่งคำใส่มือม่ายซุ่ยอย่างลนลานพร้อมพูด“ลุงสองคนของแม่มาแล้ว เ้ารีบถือไข่ต้มเข้าไปกินข้างในห้อง รอแม่เรียกแล้วเ้าค่อยออกมา”
เมื่อเห็นท่าทางใลนลานของอู๋ซื่อม่ายซุ่ยก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อยเหมือนตนเองกำลังแอบกินของของผู้อื่นแล้วถูกจับได้
******ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/989b72eeb7cc486fe81b7f5e2bdce5a8
******เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ Fisherman หนุ่มประมงที่รักที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #Fishermanหนุ่มประมงที่รัก #readAwrite ด้วยน้า