“อะไรนะเจ้าจะสังหารฮ่องเต้และขุนนางกังฉินอย่างนั้นหรือ!” หนี่ฉางมองเนี่ยฝานที่อยู่ข้างๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ จริงอยู่ที่เธอมีอุดมการณ์ในการปล้นทรัพย์คนรวยเพื่อช่วยคนจน แต่การโค่นล้มขุนนางกังฉินและฮ่องเต้นั้นมันต่าง
อีกฝ่ายหนึ่งมีกองทัพนับหมื่น ไม่ใช่ชาวบ้านหรือกลุ่มเล็กๆ ของเธอจะสามารถเข้าไปพัวพันหรือเริ่มสงครามได้
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าพูดอะไรออกมา!” หนี่ฉางคำราม
“แน่นอนผมรู้ หากอยากให้บ้านเมืองสงบสุขแท้จริงแล้วไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ สำหรับผมมันง่ายจริงๆ แต่พูดไปเธอคงไม่เชื่อ แต่ว่าการทำแบบนี้ต้องใช้เวลามหาศาล”
เนี่ยฝานไม่ได้บอกให้หนี่ฉางเป็นจักรพรรดินีองค์แรกของกิมจ๊ก แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีความคิดนี้ การปล้นคนรวยช่วยคนจนมันก็เท่านั้น ตราบใดที่ขุนนางกังฉินยังอยู่ บ้านเมืองจะไม่สงบสุข มีเพียงต้องโค่นล้มขุนนางและฮ่องเต้ จากนั้นเปลี่ยนผ่านราชวงศ์ใหม่ กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมดินแดน เท่านี้ประชาชนจะสงบสุข
เนี่ยหนี่ฉางคนนี้มีอุดมการณ์ แต่มันก็เท่านั้นหากมองถึงความจริง ในความเห็นของเนี่ยฝานโลกมันไม่ได้ง่าย ต่อให้มีกำลังก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าฮ่องเต้หุ่นเชิดไม่สำคัญ
“เอาล่ะพรุ่งนี้จะโจมตีกองคาราวานขนสินค้าใช่ไหมละ คอยดูฝีมือของผมตอนนั้นแล้วกัน”
เนี่ยฝานขี้เกียจอธิบายจึงลุกออกไปนอน หนี่ฉางมองแผ่นหลังของเขา รู้สึกว่าอมยิ้มในปากไม่หวานแล้ว
.........
เช้าวันต่อมา หนี่ฉางและคนของเธอขี่ม้าเข้าไปในเมืองหน้าด่าน โดยเนี่ยฝานนั่งเกาะอยู่ด้านหลังหนี่ฉาง ช่วยไม่ได้นี่นาเขาขี่ม้าไม่เป็น นอกจากนั้นการได้นั่งกับสาวสวยอย่างเธอก็ถือเป็นโชคทางหนึ่ง
หนี่ฉางผูกมาไว้ในที่ลับ จากนั้นเดินผ่านบ้านหลายหลังแล้วเข้าไปคุยกับทีมที่รออยู่
“พวกมันกำลังมา แต่ขบวนสินค้านี้มีทหารองครักษ์อยู่หลายนาย รวมถึงรองแม่ทัพเตียวเล้ง คาดว่าการปล้นครั้งนี้อาจจะยากขึ้น อีกอย่างหนึ่งเหมือนว่าภายในกองคาราวานจะมีการจับกุมชาวบ้านหลายคนเพื่อไปสร้างสะพานให้องค์ฮ่องเต้ด้วย” ชายที่มาสอดแนมอยู่ก่อนเริ่มรายงานสถานการณ์ให้ฟัง
หนี่ฉางพยักหน้ารับ แล้วมองออกไปข้างนอก คนอื่นนางไม่กังวลแต่ที่กังวลคือรองแม่ทัพเตียวเล้ง เขามาพร้อมกับดาบเล่มใหญ่เหมือนกิโยติน นอกจากนั้นร่างยังบึกบึนเหมือนหมี ฟังว่ากำลังวังชาแข็งแกร่ง ล้มหมีมือเปล่าโดยไม่ใช้อาวุธ
“เราต้องช่วยชาวบ้าน ในขณะเดียวกันก็ต้องปล้นเสบียงในรถ แต่ว่าทหารพวกนั้นคงไม่ปล่อยเราแน่ ข้าจะไปจัดการกับรองแม่ทัพเตียวเล้ง ส่วนคนอื่นๆ ไปช่วยชาวบ้านและปล้นเสบียง” หนี่ฉางเริ่มแจกจ่ายงาน กลุ่มคนในชุดดำซึ่งปกปิดใบหน้าตอบรับ ก่อนจะกระจายตัวออกไปรอบๆ กองคาราวาน
“นี่แล้วผมล่ะ”
หนี่ฉางหันไปหาเจ้าของเสียง เมื่อครู่นี้หล่อนลืมไปเลยว่ามีเขาด้วย
“เจ้าไปช่วยสะกัดกั้นทหารพวกนั้น อย่าให้มันทำร้ายชาวบ้านได้” หนี่ฉางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วมอบงาน
“โอเค แต่หากเธอไม่สามารถจัดการกับรองแม่ทัพเตียวเล้งได้ ให้เรียกผมทันทีนะ”
“อืม ระวังตัวด้วย เจ้าต้องรอดกลับมา” หนี่ฉางคลุมหน้าด้วยผ้าแพรสีดำ ก่อนจะกระโดดตัวเบาพร้อมกับกระบี่คู่ใจ
เนี่ยฝานยักไหล่แล้วมาอีกด้าน สำหรับเขาวรยุทธไม่ได้แข็งแกร่งนักในสายตา เพราะหากเทียบกับอาวุธสมัยใหม่อย่างปืน ร่างเนื้อจะไปทนอะไรได้
เสียงต่อสู้เริ่มขึ้นเขาจึงไม่อาจอยู่เฉย ย้ายไปที่ทหารจากกองคาราวานทันที เนี่ยฝานเลือกที่จะหยิบปืนกลขึ้นมากราดยิง การต้องบินไปด้วยใช้ไพ่พลังจิตควบคุมไปด้วยค่อนข้างสิ้นเปลือง ดังนั้นวิธีที่ฉลาดคือใช้ปืนเพื่อทุ่นแรง
เสื้อเกราะในยุคโบราณไม่สามารถทนต่อการยิงได้ นอกจากนั้นใช่ว่าชุดเกราะจะเป็นเหล็กทั้งตัว บ้างก็เป็นผ้าที่ถูกเย็บ บ้างก็เป็นเสื้อหนังเก่าๆ
เสียงกรีดร้องดังขึ้น ทำเอาสนามต่อสู้ยุ่งเหยิงทันทีที่เนี่ยฝานเข้ามา
“นั่นเขา ชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งที่มากับอสุรี แข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งจริงๆ!” หนึ่งในกลุ่มคนที่มากับหนี่ฉางอุทานเมื่อเห็นเนี่ยฝานเปิดฉากโจมตี
“ฮ่าฮ่า ตอนแรกข้ายังกลัวว่าเราจะไม่สามารถจัดการกับทหารจากทางการได้ แต่เมื่อมีท่านเนี่ยฝานที่แข็งแกร่งไร้ต้านแล้ว เรื่องนี้นับว่าง่ายดายนัก เอาล่ะพวกเราใช้โอกาสตอนที่นายท่านกำลังจัดการกับทหารเหล่านั้นรีบไปช่วยชาวบ้านที่ถูกจับและขนย้ายเสบียง!”
“โอ้ว!”
เนี่ยฝานเปลี่ยนแม็กกาซีนแล้วหันไปมองการต่อสู้รอบๆ ทหารหลายคนเริ่มหนีทัพ พวกเขาสูญเสียความได้เปรียบในการต่อสู้
เนื่องจากเนี่ยฝานโดยส่วนใหญ่ยืนอยู่ในอากาศและใช้ปืนกลกราดยิง การเข้าไปประชิดตัวจึงเป็นไปไม่ได้ นอกจากนั้นกองพลของเตียวเล้งยังใช้หอกและดาบเป็นอาวุธ ขาดธนูยิงระยะไกล จึงไม่แปลกหากจะพ่ายแพ้ในเวลาอันสั้น
หนี่ฉางกุมกระบี่ เข้าโรมรันกับเตียวเล้งด้วยกำลังทั้งหมด รองแม่ทัพคนนี้นับว่ามีกำลังมหาศาล ทว่าร่างกลับเคลื่อนไหวช้าเหมือนเต่า ผิดกับหนี่ฉางซึ่งเร็วดุจมัจฉาแหวกว่าย ครู่หนึ่งเตียวเล้งจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
“ข้าไม่อยากจะฆ่าเจ้า เรื่องวันนี้ถือว่าเป็นคำเตือน แต่หากข้ายังเห็นว่าเจ้ากล้าจับชาวบ้านอีกล่ะก็ ยามนั้นเจ้าจะได้ไปเยี่ยมบรรพบุรุษในนรก!” หนี่ฉางทิ้งคำขู่ไว้ก่อนจะเดินออกไป
“นางบ้า! กล้าพูดจาดูถูกข้าเยี่ยงนี้ได้อย่างไร” เตียวเล้งคำราม รู้สึกไม่พอใจที่แพ้ผู้หญิงตัวเล็กๆ ทว่าในตอนนั้นเอง ชายที่อยู่ในชุดขุนนางได้ปรากฎตัวขึ้นด้านหลัง จากนั้นใช้มีดสั้นปลิดชีพเตียวเล้ง แล้วหันไปมองทิศทางที่กลุ่มของหนี่ฉางกำลังหลบหนี
......
กลับเข้ามาในหุบเขา อาหารเริ่มถูกแจกจ่าย ชาวบ้านที่ถูกจับพากันขอบคุณ พวกเขาอยากกลับไปที่บ้านทว่าร่างกายยังอ่อนแอ สุดท้ายจึงต้องรั้งอยู่ที่นี่ชั่วคราว
เนี่ยฝานยืนอยู่บนที่สูง มองดูคนเจ็บเหล่านั้นด้วยนัยน์ตาที่ไม่เป็นมิตร หลังจากนี้เขาจะไม่กินอาหารร่วมโต๊ะกับคนอื่น อีกไม่นานโรคไข้พิษคงจะระบาดตามพล็อตต้นฉบับ ชาวบ้านหลายคนต้องตาย หากไม่ได้ยารักษาไข้พิษจะลามไปเรื่อยๆ ถึงขนาดคนทั้งหุบเขาต้องตาย
ระหว่างที่เนี่ยฝานกำลังตกอยู่ในความคิด กลิ่นหอมพัดโชยเข้าจมูก หันหน้ามองเห็นหนี่ฉางอยู่ในชุดสีดำ กำลังดื่มสุราในไห
“ขอบใจเจ้ามากสำหรับวันนี้ หากไม่ได้เจ้าช่วยข้าและคนของข้าคงสูญเสียมากกว่านี้”
หนี่ฉางต่อสู้กับเตียวเล้งก็จริงแต่ไม่ใช่ว่าเธอไม่สนใจการต่อสู้ด้านอื่นๆ ดังนั้นจึงเห็นความสามารถของเนี่ยฝาน อาวุธแปลกๆ ที่แข็งแกร่งกว่าธนู ไหนจะการบินบนท้องฟ้าที่สามารถล่าถอยได้ทุกเมื่อ นับว่าเป็นผู้ชายที่มีความสามารถจนทำให้เธอรู้สึกชื่นชม
“ฮี่ฮี่ ไม่เป็นไร มันเป็นเรื่องที่ผมต้องทำอยู่แล้วสำหรับภรรยา” เนี่ยฝานไม่ลืมเต๊าะซึ่งมันก็ได้ผลดี ตอนนี้หนี่ฉางไม่ได้บ่นแต่แก้มกับแดงปลั่ง เธอยื่นสุราในมือให้ เนี่ยฝานไม่เกรงใจและยกขึ้นมาดื่มทันที
หนี่ฉางเหลือบมองเขาด้วยหางตา แม้จะไม่ใช่จูบตรงๆ แต่ก็เหมือนจูบไม่ใช่เหรอ ดังนั้นเธอจึงยิ่งหน้าแดง หัวใจเต้นโครมครามไปหมด
เนี่ยฝานไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่เพราะตอนนั้นเขากำลังคิดว่าจะจัดการกับไข้พิษยังไง ดังนั้นแค่ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนการระบาดในอีกไม่กี่วัน
......
เช้าวันต่อมาอากาศในหุบเขาค่อนข้างเย็น เนี่ยฝานนั่งอยู่ในห้องซึ่งถูกจัดเตรียมไว้ให้เขาเป็นการเฉพาะ อาหารเช้าที่เขาทานเป็นบะหมี่ถ้วยร้อน กับน้ำแร่หนึ่งขวด ตอนนี้ยังไม่สามารถกลับไปที่บ้านได้ต้องรออีก 15 วัน อาหารยังมีเหลือเฟือ เขาจึงไม่ซีเรียสกับบะหมี่เหล่านี้
เสียงเคาะประตูดังขึ้น เนี่ยฝานลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปเปิด เห็นหนี่ฉางในชุดดำยืนอยู่ข้างนอก
“เจ้าทำสิ่งใดอยู่ ตะวันโผล่ขนาดนี้แล้วยังไม่ตื่นอีก”
“ตื่นแล้ว ตื่นแล้ว ว่าแต่มาหาผมแต่เช้ามีอะไรหรือเปล่า”
“ผู้ใหญ่กลัวว่าเจ้าจะไม่มีอะไรกินจึงให้ข้ามาหาเจ้า ประเดี๋ยวหากยังช้าอยู่มีหวังข้าวได้หมดหม้อแน่ เดี๋ยวสิกลิ่นนี้คืออะไร เจ้ากำลังทำอาหารงั้นหรือ”
“อืม...เข้ามาสิ”
เนี่ยฝานปิดประตูแล้วพาหนี่ฉางไปนั่งลงบนผ้าปูขนสัตว์ ต้องบอกว่าการอยู่กินของคนในยุคโบราณค่อนข้างแร้งแค้นก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาขาดขนสัตว์ที่นำไปแปรรูปเป็นสิ่งต่างๆ
เมื่อนั่งลงหนี่ฉางชี้ไปที่บะหมี่ซึ่งกำลังมีควันด้วยความสนใจ
“นี่คือสิ่งใด เหมือนว่ามันกำลังเดือด แต่ข้าไม่เเห็นว่าข้างใต้จะมีเตาฟืนเลยนี่นา แล้วทำไมถ้วยของเจ้าถึง...”
“นี่เรียกว่าบะหมี่ถ้วยร้อน มันมาจากบ้านเกิดของผม ไม่จำเป็นต้องต้มน้ำร้อนเพราะมีถุงเคมีด้านล่าง หลังจากใส่น้ำเปล่าเข้าไปแล้ววางถ้วยอีกชั้นลง ถุงเคมีจะทำปฏิกิริยาทำให้น้ำเดือดพอที่จะต้มเส้นบะหมี่จนสุก”
“คำพูดของเจ้าช่างประหลาด ว่าแต่ข้าขอลองชิมได้หรือไม่”
“แน่นอน เชิญ”
“ขอโทษนะ ข้าไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน ไว้วันหลังข้าจะหาสิ่งที่มีมูลค่าเท่ากันมาตอบแทน”
“ไม่ต้องหรอก ยังไงซะหนี่ฉางก็เป็นภรรยาของผม”
หญิงสาวทำได้เพียงถอนหายใจ จากนั้นจึงเริ่มกินบะหมี่ถ้วยร้อนจากศตวรรษที่ 21