" ท่านเ้านิกาย ข้าอยากจะขอวิงวอนต่อท่านบางเื่ โปรดเมตตาผู้เยาว์ด้วย! "
" เอ่ยมา"
" สำหรับท่านลุงเสิ่นแล้ว ท่านเปรียบเสมือนดั่งบิดาของข้า ข้าปรารถนาจะฝังกลบร่างไร้ิญญาของท่านให้ถูกต้อง ดวงิญญาของท่านจะได้ไปสู่สุคติ โปรดเมตตาแก่ศิษย์โง่เขลาผู้นี้ด้วย ข้าขอวิงวอนต่อท่านเ้านิกายโปรดเลื่อนการรับโทษทัณฑ์ของข้า เป็อีกเจ็ดวันข้างหน้าได้หรือไม่ "
" ไปเถอะ "
ทุกสิ่งอย่างที่อู่ อวี้ได้กระทำ ล้วนอยู่ในสายตาของซือตู๋ ิหลาง และ เหล่าศิษย์บนยอดเขาิเทียนทั้งสิ้น สายตาของซือตู๋ ิหลางจ้องมองอู่ อวี้ราวกับจะกินเืกินเนื้อ หลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็กลับไปพร้อมกับซู หยานหลี่
" ท่านศิษย์พี่ซู "
บนท้องนภาเหนือหมู่ก้อนเมฆ นกกระเรียนั์กำลังโบกสะบัดปีกราวกับร่ายรำ ชายกระโปรงชุดคลุมยาวของซู หยานหลี่กำลังพลิ้วไหวไปตามสายลม
" มีอะไร " ซู หยานหลี่เอียงมองไปทางเขา
" ขอบคุณท่านมาก " พันหมื่นถ้อยคำที่เขาอยากจะกล่าวถูกย่อยรวมออกมาเป็สองคำนี้ นางได้ทำให้เขาหวนลำลึกถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งแท้จริงแล้วจิตใจของนางงดงามราวกับเทพธิดา ใจดี และ มีน้ำใจ แถมนางคอยดูแลและปกป้องเขาอีกด้วย
" ไม่เป็ไร หากเ้าจำเป็ที่จะต้องต่อสู้ขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องมีแต่จะต้องชนะเท่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้วในอีก 1 ปีข้างหน้า ข้าไม่อาจปกป้องเ้าได้อีก ข้าอยากให้เ้าล่วงรู้เอาไว้ว่าในนิกายกระบี่์แห่งนี้ หากเ้า้าสังหารผู้ใด เ้าไม่จำเป็ต้องให้มือของตนเองเปื้อนเื ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามซือตู๋ ิหลางคงไม่ยอมปล่อยเ้าไว้แน่ ในภายภาคหน้ามันจะก้าวหน้ายิ่งกว่านี้มากนัก " ซู หยานหลี่กล่าวตักเตือน
" ข้าเข้าใจ ในอีก 1 ปีข้างหน้า ข้าจะเรียนรู้วรยุทธให้แตกฉานมากกว่านี้ "
สำหรับอู่ อวี้แล้ว วิธีเดียวที่จะทำให้เขามีชีวิตรอดต่อไปได้ ก็คือโชคชะตาที่์บันดาลให้มา จริงๆ ไม่ได้กังวลถึงเื่ในอีก 1 ปีข้างหน้าที่ว่าตนจะต้องมาต่อสู้กับซือตู๋ ิหลางเลย เพราะเขามั่นใจว่าอีก 1 ปี หนทางข้างหน้าของเขาจะต้องรุ่งโรจน์เฉิดฉายอย่างแน่นอน
เขาจะต้องกลับไปยังอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ให้จงได้
หลังจากกลับมาถึงเทือกเขาหยานหลี่ ผู้รับใช้แห่งเทือกเขาหยานหลี่ต่างรอคอยอยู่ก่อนแล้ว พวกมันล่วงรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น ต่างจ้องมองมาทางอู่ อวี้ ราวกับว่าเขานั้นเป็เทพเซียน
ในตอนนี้อู่ อวี้ก็ได้ฝังกลบร่างของเสิ่น อู่เต้าจนเสร็จสิ้นแล้ว
เขาได้ฝังร่างของชายชรา ไว้ตรงบริเวณที่ตนเองเคยถูกฝังมาก่อน
จากนั้นเขาก็เขียนข้อความลงบนแผ่นจารึกเอาไว้ว่า “หลุมศพพ่อบุญธรรม เสิ่น อู๋เต้า”
แม้ว่าอายุของเขาจะต่างกันมากก็ตาม แต่อู่ อวี้ยังคงเคารพนับถือชายชราผู้นี้เป็ดั่งบิดาแท้จริง
บิดาผู้นี้ช่างแตกต่างจากบิดา ซึ่งอยู่ในอาณาจักรบูรพาเยว่อู่อย่างสิ้นเชิง
อู่ อวี้ คุกเข่าอยู่หน้าหลุมฝังศพของชายชรา เป็เวลาเจ็ดอรุณ เจ็ดราตรี
" ท่านลุง ข้าจำต้องไปแล้ว อีก 1 ปีให้หลังข้าจะกลับมาคารวะท่านอีกครั้ง "
" เมื่อเวลานั้นมาถึง ข้าจะทำให้ท่านภูมิใจในของตัวข้ายิ่งกว่าเดิม "
หลังจากอู่ อวี้จากไป หลุมฝังศพของเสิ่น อู๋เต้า ก็มีบางอย่างเกิดขึ้น ประกายแสงสีทองระยิบระยับลอยออกมาจากหลุมฝังศพ แล้วแสงสีทองที่กำลังเปล่งประกายอยู่นั้น ก็ได้ก่อตัวเป็ใบหน้าของชายชรา ซึ่งเต็มไปด้วยริ้วรอยอันเหี่ยวย่น และ กำลังยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
ฉับพลัน ก็มีเส้นขนสีทองลอยขึ้นมาจากหลุมฝังศพของชายชรา
ขนสีทองเส้นนั้นไม่ใช่เส้นผมของมนุษย์ แต่เป็ขนของสัตว์ชนิดหนึ่ง
" อู่ อวี้ แล้วข้ากับเ้าจะได้พบกันอีก "
ขนสีทองลอยตามกระแสลมสูงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วในที่สุดมันก็หายลับไป ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี
รอยยิ้มอันอ่อนโยนบนหลุมฝังศพค่อยๆ จางหายไป และถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดของยามราตรีในที่สุด
......
ณ จุดสูงสุดของสถานจองจำผาสำนึกตน
ห้องขังในสถานจองจำแห่งนี้ ถูกปิดมิดชิดแ่า มันมีขนาดกว้าง 10 เซียะ (10 ฟุต) สูง 5 เซียะ (5 ฟุต) จากระดับความสูงของมัน ทำให้ไม่สามารถลุกขึ้นยืนตัวเหยียดตรงได้
ผู้ใดก็ตามหากถูกจองจำนานแรมปี คนผู้นั้นจะต้องกลายเป็คนบ้าเสียสติอย่างแน่นอนที่สุด
" อู่ อวี้ "
เ้านิกาย และ ซู หยานหลี่ยืนส่งอยู่นอกห้องขังที่ปิดสนิท
" ขอบคุณที่ท่านเ้านิกายเมตตาสั่งสอนผู้เยาว์ " อู่ อวี้ คารวะด้วยความเคารพสูงสุด
" อีก 1 ปีให้หลัง ถ้าเ้าสามารถเอาชนะซือตู๋ ิหลางได้ ข้าจะรับเ้าเป็ศิษย์ลำดับที่ 5 ของข้า เฟิงซัวหยา ผู้นี้ " เ้านิกายกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อู่ อวี้ ก็รู้สึกตกตะลึงราวกับคนโง่เง่า
ก่อนหน้า เขาเป็เพียงแค่ผู้รับใช้เท่านั้น เขาไม่เคยคาดคิดว่าตนเองจะมีวาสนาถึงเพียงนี้
หากเขาสามารถทำสำเร็จ ในนิกายกระบี่์แห่งนี้เขาจะมีศักดิ์ฐานะเช่นเดียวกับแม่นางซู หยานหลี่ เท่ากับว่าในวิถีฝึกตนจะมีอีกหลายอย่างที่เขาสามารถทำได้มากขึ้น!
" ขอบคุณท่านเ้านิกาย! "
เนื่องจากว่าอู่ อวี้ยังทำไม่สำเร็จ เขาจึงไม่สามารถเรียกเ้านิกายว่าท่านอาจารย์ได้
ศิษย์ลำดับที่ 5
" ไว้เจอกันหลังจากนี้อีก 1 ปี " ซู หยานหลี่ยิ้มอย่าง อ่อนโยนให้กับเขา
" ศิษย์พี่ ซู! " อู่ อวี้กล่าวเงยหน้าขึ้น
" มีอะไรอย่างนั้นหรือ? "
" ข้าขอถามหน่อยว่า ท่านเป็ศิษย์ลำดับที่เท่าไหร่อย่างนั้นหรือ " อู่ อวี้ กล่าวถามขึ้นอีกครา
“ข้าเป็ศิษย์คนล่าสุด ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 4” ซู หยานหลี่ กล่าวตอบ
" ข้าจักต้องเป็ศิษย์น้องลำดับที่ 5 ของท่านให้จงได้" อู่อวี้ตอบกลับเสียงดังฟังชัด
" เยี่ยม "
หลังจากที่ประตูคุกปิดลง
ความเงียบสงัดพร้อมกับความมืดมิดก็คืบคลานเข้ามา
อีก 1 ปี
สำหรับอู่ อวี้แล้ว ในหัวใจของเขาเสมือนกับมีแสงตะวันดวงใหญ่ส่องประกายเจิดจ้าอยู่
ระยะเวลา 1 ปี ถือเป็โอกาสอันดีที่เขาจะสามารถนั่งฝึกตนได้อย่างเงียบสงบ!
เขาจะเริ่มฝึกตนให้แตกฉานลึกซึ้ง
หลังจากส่งอู่ อวี้ เสร็จสิ้น เฟิงซัวหยา และ ซู หยานหลี่ก็บินออกจากผาสำนึกตน แหวกผ่านกลุ่มก้อนเมฆด้วยความเร็วสูง
"ซู หยานหลี่เ้ากล่าวได้ดี มันเป็คนที่มีโชควาสนามากกว่าที่พวกเราจินตนาการไว้เสียอีก และเพราะมันเป็คนจิตใจดีรู้คุณ ข้าก็เลยอยากจะช่วยเหลือ และ ปกป้องเป็ดั่งเกราะกำบังกายให้กับมัน นี่คือโชคชะตาระหว่างข้ากับมัน " เฟิงซัวหยากล่าวขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
" ข้าเองก็คิดเห็นเช่นเดียวกับท่านอาจารย์ น้องอู่เป็คนจิตใจดีงาม ทั้งยังมีพร์ เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะได้มาเป็ศิษย์อีกคนของท่านอาจารย์ ในปีที่ผ่านมาเหล่าศิษย์ของท่านเติบโตแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ ล้วนเกิดจากการสั่งสอนของท่าน และ มีท่านอาจารย์เป็ต้นแบบทั้งสิ้น " ซู หยานหลี่ครุ่นคิดขณะบินอยู่ในกลุ่มก้อนเมฆ ชุดคลุมยาวของนางโบกสะบัดพลิ้วไหวตามกระแสลม
เฟิงซัวหยาหัวเราะออกมา " ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ สตรีผู้นี้ถ้าหากเ้าไม่ได้มาจากสถานที่แห่งนั้น เ้าก็คงไม่อยู่ในสายตาของข้าแม้แต่น้อย "
......
ณ ยอดเขาิเทียน
อยู่มาวันหนึ่ง บนท้องฟ้าก็เกิดปรากฏการณ์ขึ้น กลุ่มก้อนเมฆเริ่มแปรปรวน กลุ่มก้อนน้ำแข็งแผ่ขยายไปกว่าพันลี้ (1,000 ไมล์)
เสียงของเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ กำลังแตกตื่นราวกับมหาคลื่นขนาดใหญ่
" ใครกัน สามารถบรรลุสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ! "
" โอ้์ คนผู้นั้นกำลังจะก้าวขึ้นไปเป็เซียน! "
" มันคือผู้ใด! "
" อย่าบอกนะว่ามันผู้นั้นคือ ซือตู๋ ิหลาง! "
ณ เวลานี้ทั่วทั้งเทือกเขาครามกำลังสั่นะเื
เมื่อซือตู๋ ิหลาง สามารถทะลวงผ่านขั้นชั้นฟ้าด่านสุดท้ายไปได้ มันก็ก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ จากนั้นมันก็ได้หวนนึกถึงอู่ อวี้ ที่กำลังถูกจองจำอยู่ภายในห้องขังบนผาสำนึกตน เขาก็หวนระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นบนยอดิเทียนในวันนั้น ซึ่งแม้แต่ท่านเ้านิกายกับผู้พิทักษ์สูงสุดก็ยังก้าวออกมาจากตำหนัก
ทุกอย่างที่เกิดล้วนเป็โชควาสนาของอู่อวี้ อีก 1 ปีให้หลังเขาจะต้องเผชิญหน้ากับซือตู๋ ิหลาง อย่างไร้หนทางหลีกเลี่ยง แต่โชคชะตาชอบเล่นตลกกับเขายิ่งนัก นั่นก็เป็เพราะว่าซือตู๋ ิหลางกำลังบรรลุเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ
" อู่ อวี้ ข้าพนันได้เลยว่า เ้าจะต้องตกตะลึงเมื่อออกมาจากห้องขัง ฮ่าฮ่าฮ่า! "
เหล่าศิษย์น้อยใหญ่บนยอดเขาิเทียน ต่างเพ่งมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่กำลังเกิดปรากฏการณ์แปรปรวน มันทำให้มีศิษย์หลายต่อหลายคนอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างภูมิใจขึ้นมา
ทันใดนั้นเองก็ปรากฏร่างร่างหนึ่งขึ้นบนยอดเขาิเทียน คนผู้นี้คือผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งในนิกายกระบี่์ ร่างที่ปรากฏเป็ร่างของอิสตรีสวมใส่ชุดคลุมยาวสีฟ้า นางดูอ่อนเยาว์สมวัยหนุ่มสาว ความงดงามที่เปล่งประกายออกมาช่างไร้ที่ติ เสมือนว่าความงามของนาง ถูกรวบรวมมาจากอิสตรีทั้งหมดที่อยู่บนโลกหล้า
" นางคือผู้พิทักษ์สูงสุด! "
สตรีผู้นี้นอกจากจะเป็ผู้พิทักษ์สูงสุดแล้ว นางยังเป็เทพเซียน ผู้บรรลุระดับขั้นสร้างแกนลมปราณนภา อีกด้วย
" ซือตู๋ ิหลาง นับจากนี้เ้าคือศิษย์ลำดับที่ 5 ของข้า " เสียงของนางดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วทั้งเทือกเขาคราม ราวกับว่านางกำลังปรารถนา ให้เสียงของนางดังแพร่กระจายไปทั่วทั้งโลกหล้า เสมือนกำลังท้าทายคนผู้หนึ่งอยู่
"ขอบคุณท่านอาจารย์ที่เมตตา ศิษย์จะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวัง! "
เห็นได้ชัดว่าซือตู๋ ิหลาง รอ่เวลานี้มานานแสนนาน
ซือตู๋ ิหลางมองไปที่ผู้พิทักษ์สูงสุด ซึ่งกำลังลอยคว้างอยู่บนท้องฟ้าด้วยดวงตาส่องประกาย
" อู่ อวี้ ความตายกำลังเข้าใกล้เ้าทุกขณะ อาจารย์ของข้ากลับมาแล้ว ข้าจะรอวันที่เ้าออกมาจากผาสำนึกตน "
หลอมรวมลมปราณ จากนี้ความรุ่งโรจน์ของข้าจะพุ่งทะยานไปถึง์!
......
ทุกวันที่ 15 เดือน 8 ของทุกปี อาณาจักรบูรพาเย่วอู่ จะจัดพิธีบวงสรวงบรรพบุรุษ
ผู้คนในอาณาจักรต่างพากันคึกคัก
ซึ่งบรรยากาศในพิธีบวงสรวงบรรพบุรุษ จะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสนุกสนานมีชีวิตชีวา
บริเวณด้านหน้าห้องโถงของบรรพบุรุษ ได้มี หยวนฮ่าว ซึ่งคือผู้เป็ฮ่องเต้องค์ใหม่ ฮองเฮา สนม รวมทั้งขุนนางน้อยใหญ่ ต่างมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ หลายคนพยายามยื่นศีรษะ เพื่อให้ตนได้เห็นทุกภาพเหตุการณ์
หยวนฮ่าว สวมเสื้อคลุมอยู่ในชุดเต็มยศ แม้ว่ามันจะยังเยาว์ยิ่งนัก แต่ความทะเยอทะยาน และ แรงปรารถนาก็สาดส่องประกายออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
ส่วนหยวนซีไทเฮา (พระมารดาฮ่องเต้) เป็สตรีผู้ทรงเสน่ห์โดดเด่นสะดุดตาอย่างน่าเหลือเชื่อในทุกๆ ย่างก้าว
ทางด้านเ้าหญิงอู่หยูนางได้ยืนอยู่ตรงด้านหลัง ซึ่งไม่ไกลจากทั้งสองมากเท่าใดนัก ชื่อเสียงของนางเป็ที่เลื่องลืออย่างมาก หากกล่าวว่าฮองเฮานั้นเป็หญิงงามอันดับ 2 ก็คงกล่าวได้ว่าเ้าหญิงอู่หยูเป็สตรีอันดับ 1 เลยทีเดียว
ราษฎรนับพันนับหมื่นคน ต่างมาเฝ้ามองด้วยความสรรเสริญชื่นชม คนเหล่านี้พยายามชะเง้อมองผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่า ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์และผู้ที่กำลังจะได้เป็ผู้บัลลังก์
ฮ่องเต้หยวนฮ่าว กำลังนำเครื่องหอมสักการะบรรพบุรุษ หยวนฮ่าว ก้าวไปด้านหน้าด้วยท่าทางเคร่งขรึม
" น้อมระลึกแก่องค์ฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งอาณาจักร และน้อมระลึกแก่ความเสียสละในอดีตที่ผ่านมา! "
" ในวันนี้หยวนฮ่าว ขอสักการะให้แก่ท่านบรรพบุรุษ! "
" ข้าหวังอย่างยิ่งว่า อาณาจักรบูรพาเย่วอู่แห่งนี้ จะยังคงอยู่สืบต่อไปตราบนานเท่านาน! "
เสียงของฮ่องเต้องค์ใหม่ ดังก้องกังวานสะท้อนไปทั่วทุกทิศทาง
" นี่คือองค์ฮ่องเต้หยวนฮ่าว อาาา∼∼ ท่านช่างผู้สูงส่ง อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความกล้าหาญอย่างแท้จริง "
ราษฎรหลายคนต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ
อู่ หยวนฮ่าว ฮ่องเต้แห่งอาณาจักรบูรพาเย่วอู่
ณ มุมหนึ่ง ชายจรจัดเนื้อตัวมอมแมม เผยรอยยิ้มอันเย็นเยียบออกมาพร้อมกับกล่าวว่า " มารดาพวกเ้าน่ะสิ นี่น่ะหรือที่เรียกว่าสูงส่งหาญกล้า? ทั้งผิวพรรณรูปร่างั้แ่หัวจรดปลายเท้ามิต่างจากอิสตรี เช่นนั้นแสดงว่าพวกเ้าไม่เคยเห็นองค์ชาย ซึ่งล้ำเลิศกล้าหาญอย่างแท้จริง องค์ชายผู้นั้นหากควานหาจากทั้งทั่วอาณาจักร ก็ยังมิมีผู้ใดมาเปรียบเทียบกับท่านได้? ไม่ต้องเอ่ยถึงหยวนฮ่าว แน่นอนว่าตัวมันยังมิอาจเทียบเคียงรัศมี ของท่านผู้นั้นได้แม้แต่ปลายเส้นผม ท่านผู้นั้นคือบุรุษที่แท้จริง หากย้อนกลับไป ณ ่เวลาที่บุตรชายของจอมพลอู่ก่อฏ องค์ชายอู่อวี้สังหารมัน โดยไม่ให้แม้แต่จะปริปากพูด แล้วเ้าหยวนฮ่าวนี่ล่ะ ไก่สักตัวมันจะกล้าฆ่าตายหรือไม่? "
" เ้า! เ้า! อยากถูกตัดหัวนักหรือไร ถึงได้กล้าพูดเยี่ยงนี้ออกมา เ้ารู้หรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีผู้ใดมาได้ยินเข้า? " สตรีนางหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างของชายจรจัด กล่าวขึ้นด้วยความตื่นตระหนกหวาดระแวง
" สิ่งที่ข้ากล่าวล้วนเป็เื่จริง แล้วจะเกิดสิ่งใดขึ้นได้อย่างไร? หยวนฮ่าว มันเป็ขยะไร้ค่า ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ชาติกำเนิดแท้จริงของมัน ไม่มีใครรู้ว่าบิดาที่แท้จริงของมันคือผู้ใด ในเมื่อมารดาของมันสำส่อนเยี่ยงหญิงคณิกาเช่นนี้! " ชายจรจัดกล่าวเสียงดังอย่างไร้ซึ่งความแยแสต่อโทษทัณฑ์
" เ้าไปกินดีหมีมาหรือไร ถึงได้กล้าพูดถึงเื่ขององค์ชายอู่ อวี้ เ้ายังจำเื่อื้อฉาวเมื่อหลายปีก่อนได้หรือไม่ สิ่งที่องค์ชายได้กระทำไว้ ตอนพระองค์ครองตำแหน่งรัชทายาท เหตุการณ์ครั้งนั้นมันได้สร้างความตกตะลึงไปทั่วทำอาณาจักร จนต้องทำให้ท่านซ่างเซียนฮ่าวเทียนปรากฏตัวขึ้น หลังจากนั้นพระองค์ก็ถูกเนรเทศส่งตัวไปยังชายแดน เนื่องจากกระทำผิดร้ายแรงจนยากจะให้อภัย แม้แต่ปีศาจยังไม่ยอมปล่อยพระองค์ให้มีชีวิตรอดต่อไป จนบัดนี้พระองค์ก็ยังหายสาบสูญไร้ร่องรอย! " บัณฑิตผู้หนึ่ง กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ชายพเนจรหัวเราะแล้วกล่าวว่า " ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ แล้วเ้ารู้ต้นกำเนิดของมันหรือไม่? ก่อนที่นางหยวนซีจะได้ขึ้นมาเป็ชนชั้นสูงเช่นนี้ มันมีชาติกำเนิดต่ำตมมาก่อน จากนั้นมันก็ให้กำเนิดบุตรชายจากกองอาจมหยวนฮ่าว ยังไงล่ะ! องค์ชายที่แท้จริงคือท่านอู่ อวี้ผู้เดียวเท่านั้น เ้าต้องได้พบเจอกับท่านก่อน เ้าถึงจะรู้ว่าท่านเป็คนเช่นไร! ข้าเคยเป็ทหารอยู่ภายใต้การปกครองของท่านมาก่อน เมื่อครั้งอดีตที่หนานซานจ้าวกั๋วปราชัย เหตุการณ์ยิ่งใหญ่ในครั้งนั้น มีผู้ใดบ้างที่สามารถหยุดยั้งความยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้? ในครานั้นหนานซานจ้าวกั๋ว มีอิสตรีรูปโฉมงดงามดุจดั่งปุยเมฆ แน่นอนว่านางต้องเป็ที่หมายปองจากบุรุษในใต้หล้า แต่องค์ชายกลับไม่แม้แต่ชายตามองนาง ซึ่งหากเปรียบกับนางหยวนซีในปัจจุบัน ยังมิอาจเทียบเคียงความงามของนางได้แม้แต่ปลายเส้นผม แล้วจะเป็ไปได้อย่างไร ที่องค์ชายผู้มีใจหนักแน่นดุจหินผา จะกระทำเื่ต่ำช้า โดยการข่มขืนนังจิ้งจอกชั่วนั่น? "
ชายเนื้อตัวมอมแมมผู้นี้ พรั่งพรูคำพูดต่างๆ ออกมาราวกับคนเสียสติ เสียงของมันดังรบกวนผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นเป็อย่างมาก
หลายคนมีความเคลือบแคลงเกี่ยวกับเื่นี้เช่นกัน แต่เพราะว่าผู้ตัดสินโทษนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน จึงเป็เื่ยากที่ราษฎร กับ ทหารต่ำต้อยจะกระทำสิ่งใดได้ ด้วยเหตุผลข้อนี้ จะมีใครกล้าคิดว่าอู่ อวี้นั้นถูกใส่ร้าย?
ถึงแม้ว่าในความเป็จริงแล้ว หลายคนจะคิดเช่นนั้นก็ตามที
" ผู้ใดกันส่งเสียงดังรบกวน? " ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดของหยวนซีเผยอขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่พอใจ วันเวลาไม่สามารถสร้างริ้วรอยบนเรือนร่างให้แก่นางได้ แม้วันเดือนปีจะผันผ่านไปนานเท่าใด แต่กลับดูเหมือนว่ายิ่งทำให้เสน่ห์อันเย้ายวนของนางเพิ่มมากขึ้น
" กราบทูลองค์ไทเฮา มีคนผู้หนึ่งกำลังสร้างความยุ่งยาก ด้วยการกล่าวถึงองค์ชายอู่ อวี้ "
มันเลยทำให้หยวนซีได้หวนนึกถึงเ้า อู่ อวี้ หนอนน่าสมเพชตัวนั้น
นางยิ้มออกมาอย่างเ็าพร้อมกับกล่าวว่า " ใช้ม้า 5 ตัวลากมันไปประจาน พร้อมกับป่าวประกาศว่า หากผู้ใดคิดกล้าเอ่ยนามองค์ชาย 3 ขึ้นมาอีก ตระกูลของมันผู้นั้นจะถูกบั่นเศียร 9 ชั่วโคตร! "
" ขอรับ "
ร่างของทุกคนสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว มันกังวลว่าหากวันใดมันเผอเรอเอ่ยถึงองค์ชาย 3 ขึ้นมา ตระกูลของมันก็จะจบสิ้นอย่างแน่แท้
" ไทเฮา วันนี้คือวันบวงสรวงบรรพบุรุษ ท่านไม่กลัวว่าโลหิตที่ตกลงพื้น จะไปรบกวนบรรพบุรุษเช่นนั้นหรือ? " อู่หยูกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่แท้จริงแล้วภายในหัวใจของนางยังคงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ยังคงไม่ลบเลือนหายไปแม้แต่น้อย
" โอ้∼ ง่ายมาก ก็ทำเหมือนกับอู่ อวี้ในครานั้นไงเล่า โดยใช้ม้า 5 ตัว ลากไปประจานมันจนกว่าจะสิ้นลม " หยวนซียกนิ้วมือขึ้นป้องริมฝีปากสีแดงสดของนาง แล้วหัวเราะคิกคักออกมา
เป็เวลาเดียวกันที่ฮ่องเต้หยวนฮ่าว บวงสรวงบรรพบุรุษเสร็จสิ้น จึงได้ก้าวมาด้านหน้า
" พี่สาวอู่หยูท่านไม่ต้องกังวลไป ท่านรู้หรือไม่ทางทิศบูรพา มีหมู่เกาะอยู่ทั้งหมด 38 หมู่เกาะ ที่นั่นมีบุคคลผู้น่าเกรงขามผู้หนึ่ง เขาผู้นั้นเก่งกล้า และ สามารถรวบรวมทั้ง 38 หมู่เกาะ จนเป็หนึ่งเดียวกัน บุคคลผู้นั้นได้ก่อตั้งอาณาจักรกลางทะเลที่มีชื่อว่า ‘อาณาจักรตงเสิน (ิญญาบูรพา) ’ ขึ้น ท่านรู้จักมันเหรือไม่? "
"ข้าเคยได้ยิน แต่พวกมันล้วนเป็แค่กลุ่มโจรผู้มีจิตใจชั่วโฉด" อู่หยูตอบ
หยวนฮ่าว ยิ้มพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า " หามิได้พี่สาว นับั้แ่ที่บุคคลผู้นั้นก่อตั้งอาณาจักรขึ้น เราทั้งสองก็นับว่าเท่าเทียมกัน กองทัพเรือของอาณาจักรตงเสิน (ิญญาบูรพา) คือสิ่งที่อาณาจักรบูรพาเย่วอู่ของเรามิอาจเปรียบเทียบได้ หากอาณาจักรของเรา ได้รับความช่วยเหลือทางทะเลจากมัน อำนาจของอาณาจักรบูรพาเย่วอู่คงแผ่ขยายมากยิ่งขึ้น แล้วก็ช่างบังเอิญยิ่งนัก ที่อาณาจักรตงเสินเองก็ดูเหมือนจะให้ความสนใจ และ ปรารถนาจะเป็พันธมิตรกับอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ของข้าพอดี "
เ้าหญิงอู่หยูกล่าวขึ้นว่า " นี่คือกิจบ้านเมือง ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับข้า ท่านไม่จำเป็ต้องเล่าให้ข้าฟังก็ได้ "
"เื่นี้มันเกี่ยวข้องกับเ้าตรงๆ เลย " ฮองเฮาก็ได้หัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง
หยวนฮ่าว กล่าวขึ้น " ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องกล่าวตามตรง ฮ่องเต้องค์ใหม่ของอาณาจักรตงเสิน 'จิ่วซือจุน' ปรารถนาเ้าไปเป็ฮองเฮา งานวิวาห์ของพวกเ้าทั้งสองจะทำให้ทั้งสองอาณาจักรเกี่ยวดองกัน งานวิวาห์ในครั้งนี้จัดขึ้นก็เพื่อบ้านเมือง และ เพื่อประโยชน์แก่ราษฎรของข้า ข้าคิดว่าเ้าไม่ควรปฏิเสธมัน! "
" จิ่วซือจุนนั้นเป็โจรชั่ว มันลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้อย่างเืเย็น ไม่มีผู้ใดจะชั่วช้าเทียบเท่ากับมันอีกแล้ว " เ้าหญิงอู่หยูกล่าวออกมาอย่างแ่เบา
" มันก็ใช่ … มีรายงานแจ้งมาว่าจิ่วซือจุนเป็ผู้มีวรยุทธล้ำเลิศยิ่งนัก ส่วนฮ่องเต้ที่โดนลอบสังหารตกตายไป ก็แสดงให้เห็นว่าฮ่องเต้องค์ก่อน มีฝีมือทางด้านเพลงยุทธอ่อนด้อยกว่าจิ่วซือจุน ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ " หยวนฮ่าว ยิ้ม แล้วหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย
มันคิดว่ายังไงเสีย เ้าหญิงอู่หยูก็จะต้องยินยอมอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
แต่แล้วเ้าหญิงอู่หยูก็กล่าวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มว่า " ย่อมได้... เฉกเช่นนั้นท่านก็เอาซากศพของข้าไป วิวาห์กับเ้าโจรชั่วนั่นแทนแล้วกัน "
นางจ้องมองมาที่หยวนฮ่าว พร้อมกล่าวต่อไปว่า " มีพันธมิตรเช่นนี้ ก็เปรียบได้ดั่งพยัคฆ์อยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่า นี่ไม่ต่างอะไรกับการยกอาณาจักรให้กับมัน หยวนฮ่าว ท่านช่างเป็ฮ่องเต้ที่ไม่ได้ความ "
หลังจากนั้นเ้าหญิงอู่หยูก็ลุกขึ้น โดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมามองผู้ติดตามของนาง
ร่างของหยวนฮ่าว สั่นสะท้านเพราะโทสะ
" นังโง่ สถานการณ์เป็เช่นนี้แล้ว เ้ายังคงหูหนวกตาบอดกล้าอวดดีกลับข้า! " หยวนฮ่าว มีโทสะเป็อย่างมาก
" ฮ่าวเอ๋อ เ้าอย่าวู่วามไป อู่หยูนางเป็คนฉลาด และ มีไหวพริบยิ่งนัก ถ้าเ้าปล่อยให้โทสะมาครอบงำ เ้าจะเสียการใหญ่ แม้นางจะปฏิเสธเสียงแข็งก็ตาม แต่ยังมีอีกหลายวิธีที่จะทำให้นางยอมจำนนวิวาห์ในที่สุด " หยวนซีกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ขอรับ ... พระมารดา ข้าจะฟังคำของท่าน"
.........................................................................................................................................