ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้นจูบเขา
ชวีเสี่ยวปอรู้สึกว่าเขาสามารถใช้คำว่าพุ่งเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวมาอธิบายการจูบในครั้งนี้
แต่เซี่ยเจิงก็สามารถเปิดโพร่งปากของชวีเสี่ยวปอได้อย่างง่ายดายทั้งยังแฝงไปด้วยความหนักแน่นสัมผัสได้ถึงการตอบสนองของอีกฝ่ายที่ค่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆจากความไม่ลื่นไหลจนถึงความต้องการพันเกี่ยวกันอย่างไม่ปกปิดเลยแม่แต่น้อยถึงขนาดที่ว่าการเคลื่อนไหวเร็วแรงมากยิ่งขึ้น จนเขาทั้งสองคนได้ยินเสียงฟันกระทบกันและเสียงนั้นก็ผสมปนเปไปกับเสียงหอบหายใจของทั้งคู่อย่างไม่อาจที่จะแยกได้ในตอนนั้นเองเซี่ยเจิงเพิ่มรสจูบให้ดูดดื่มลึกลงไปอีกครั้งแล้วครั้งเล่า
จนกระทั่งได้ยินเสียงแตรรถดังไกลขึ้นมาเซี่ยเจิงจึงคว้าคอเสื้อของชวีเสี่ยวปอให้เข้ามาหลบซ่อนในเงามืดของทางเดินเล็กๆที่อยู่ด้านข้าง แสงไฟจากหน้ารถสว่างผ่านเท้าของพวกเขาไปชวีเสี่ยวปอรับรู้ได้ถึงไอร้อนที่พ่นออกมาจากปากและจมูกของเซี่ยเจิงกระจายผ่านไปยังลำคอของเขาแต่เขาเองก็ยังคงกอดเอวของเซี่งเจิงเอาไว้อยู่เช่นกัน
วินาทีต่อมา ชวีเสี่ยวปอใช้ศีรษะซบลงไปบนไหล่ของเซี่ยเจิง พร้อมทั้งหัวเราะออกมา
ในตอนแรกเป็นเขาที่หัวเราะอยู่คนเดียวแต่ไม่กี่วินาทีถัดมาเซี่ยเจิงก็หัวเราะขึ้นมาด้วยกันกับเขาอย่างบ้าคลั่ง
และตอนที่เขาทั้งคู่หยุดหัวเราะลงชวีเสี่ยวปอจึงยกมือขึ้นมานวดที่คางของตัวเอง “พอนายสั่นขึ้นมาคางของฉันก็กระแทกเข้ากับไหล่นายไม่หยุดเลย”
“กระแทกจนเจ็บเลยเหรอ? ” เซี่ยเจิงยื่นมือออกไปไม่ได้เพื่อไปนวด แต่กลับเพื่อไปลูบคางของชวีเสี่ยวปออย่างเบามือ
“ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น” ชวีเสี่ยวปอมองไปยังริมฝีปากของเซี่ยเจิงลำคอของเขาขยับขึ้นลงอยู่หลายครั้ง ราวกับว่ากำลังนึกถึงรสชาติเมื่อครู่นี้
การจูบในครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิงพวกเขาสัมผัสได้ว่า เมื่อเทียบกับความเรียบง่ายบริสุทธิ์ในครั้งก่อนแล้วในครั้งนี้ความปรารถนากลับมีเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวถึงขนาดมีอยู่ครู่หนึ่งชวีเสี่ยวปอรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังจมดิ่งลงไปสู่ทะเลเพลิงยกเว้นการจูบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนถูกแผดเผาจนหลอมละลายไปจนหมดสิ้น
“เมื่อกี้รถคันนั้น คงจะเห็นแล้วละมั้ง”ชวีเสี่ยวปอนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อครู่เขาทั้งสองคนทำตามใจตัวเองไปมากแค่ไหน
“นายลองเดาดูว่าคืนนี้คนขับรถจะฝันร้ายหรือเปล่า? ” เซี่ยเจิงยื่นมือไปกดลงบนท้ายทอยของชวีเสี่ยวปอแล้วก็ดึงเขาเขามาอีกครั้งแต่ครั้งนี้เพียงแค่ให้หน้าผากของตัวเองไปสัมผัสเข้ากับหน้าผากของอีกฝ่าย
“ไม่แน่” ชวีเสี่ยวปออดไม่ได้ที่จะยักไหล่ขึ้นมา แล้วจู่ๆเขาก็รู้สึกขึ้นมาว่าพฤติกรรมเมื่อครู่ที่จูบกันบนท้อนถนนค่อนข้างจะผิดศีลธรรมอยู่เล็กน้อย
เซี่ยเจิงหัวเราะขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
ชวีเสี่ยวปอถอนหายใจ “แต่นายยังไม่ตอบคำถามฉันเลยนะ”
“ช่างมัน ไม่ต้องตอบแล้ว”ชวีเสี่ยวปอได้ยินเสียงของตัวเองที่เปล่งออกมาอย่างสั่นเครือแล้วจึงเอ่ยขึ้น
“เซี่ยเจิง ที่จริงแล้วฉันก็คิดอยู่นานมากเหมือนกัน ถ้าหากว่าเป็นนายฉันคงจะไม่กลัว”
เป็นเช่นนี้
เหมือนกับในคืนนั้นที่เขานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์หลังจากที่อ่านเรื่องราวของคนคนนั้นจบนอกจากความรู้สึกซาบซึ้งแล้วเขาก็ยังมีความรู้สึกไม่แน่ใจว่าเขาเองชอบเพศเดียวกันหรือเปล่าแต่ในระหว่างการค้นหา คำตอบดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่สำคัญอีกต่อไปเพราะสิ่งเดียวที่เขาแน่ใจก็คือ
เขาชอบเซี่ยเจิง
เขาไม่จำเป็นต้องจัดตัวเองให้เข้าไปอยู่ในประเภทไหนทั้งยังไม่ต้องติดเครื่องหมายใดเลยลงบนตัว
คนที่เขาชอบคือเซี่ยเจิง ไม่เกี่ยวข้องกับเพศเลยแม้แต่น้อยคนที่เขาชอบคือคนคนนี้
“คำพูดนี้...หมายความว่ายังไง? ” เซี่ยเจิงถอยหลังออกมาก้าวหนึ่งบางทีอาจไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจ แต่เมื่อเขาได้ยินในหัวของเขาก็ราวกับว่ามีสายฟ้าแลบสว่างวาบขึ้นมา ไม่อาจที่จะทำให้เขาครุ่นคิดอย่างสงบได้เลย
“เสียดายที่เป็นถึงเด็กเรียน” ชวีเสี่ยวปอเผยให้เห็นฟันเขี้ยวของเขาแล้วจึงดึงมือของเซี่ยเจิงมาทันใดนั้นชวีเสี่ยวปอก็กัดลงไปบนง่ามมือของเขาอย่างไม่คาดคิด
เซี่ยเจิงรู้สึกเจ็บ ทั้งยังทำเสียงซี๊ดออกมา แต่กลับไม่ได้ดึงมือกลับมาเพียงแค่มองเขาอย่างรู้สึกคาดไม่ถึง
“หมายความว่า” ชวีเสี่ยวปอพูดเน้นออกไปทุกคำ
“เป็นแฟนกันไหม”
“ตกลง”
ให้ตายเถอะ
พูดออกมาแล้ว
พูดออกมาแบบนี้เลย
ชวีเสี่ยวปอนึกไม่ถึงว่าตัวเองจะมีความสุขได้ถึงขนาดนี้... หรือบางทีอาจจะไม่ได้นับว่าเป็นความสุขก็ได้เขาและเซี่ยเจิงได้ลิ้มรสสัมผัสกับการรอคอยมามากเกินพอแล้ว
เซี่ยเจิงมองดูบนง่ามมือของตัวเองที่มีรอยฟันประทับเอาไว้อยู่“แล้วนี่มันหมายความว่าอะไร? ”
ชวีเสี่ยวปอยักคิ้วขึ้นมา “ทำให้นายจำได้ชัดเจนขึ้นอีกหน่อยไง”
ในตอนที่เดินกลับ เขาทั้งสองคนจับมือกันตลอดทาง
แต่มือกลับอยู่ไม่นิ่งเลยสักนิด ตอนแรกก็จับมือกันปกติสักพักหนึ่งจึงเปลี่ยนมาประสานมือกันเอาไว้จากนั้นเซี่ยเจิงก็กุมมือชวีเสี่ยวปอเอาไว้ ทั้งยังกดลงไปบนฝ่ามือของเขาอย่างต่อเนื่อง
เวลาผ่านไปไม่นานมือเขาทั้งสองก็เริ่มมีเหงื่อปกคลุมขึ้นมาแล้วแต่กลับไม่มีใครอยากที่จะปล่อยมือออกมาเลย
เมื่อความสัมพันธ์ชัดเจนเป็นที่เรียบร้อยแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ล้วนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
รู้สึกน่าทึ่งมากจริงๆ
นี่คือแฟนหนุ่มของเขา
ชวีเสี่ยวปอรู้สึกว่าท่าทางการเดินของเขาดูสง่าผ่าเผยขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกแล้วจึงมองเซี่ยเจิงที่อยู่ข้างๆ ไปอีกครั้งหนึ่ง
อืม แฟนหนุ่ม มีชีวิตจริงๆ ทั้งยังหล่อมาก
เซี่ยเจิงถูกชวีเสี่ยวปอมองจนทำตัวไม่ถูกขึ้นมาแล้วอันที่จริงเขาก็มีความสุขเหมือนกันแต่ไม่ได้เป็นเช่นชวีเสี่ยวปอที่แสดงทุกความรู้สึกออกมาบนใบหน้าจนหมด ไม่ได้เก็บซ่อนเอาไว้เลยแม้แต่น้อย
“ฉันรู้สึกว่านายดูไม่ค่อยจะมีดีใจเท่าไหร่เลย”ชวีเสี่ยวปอบ่นพึมพำขึ้นมาอย่างไม่ค่อยพอใจ“แบบนี้เห็นชัดเลยว่าฉันคงจะไปไม่รอดแล้วละ”
“ฉันดีใจสุดๆ เลย” เซี่ยเจิงรู้สึกจนปัญญาขึ้นมาเขาเหลียวไปทางซ้ายแลไปทางขวารอบหนึ่งหลังจากยืนยันแล้วว่าไม่มีใครคนอื่นนอกจากพวกเขาทั้งสองคนจึงใช้มือจับเข้าไปที่บั้นท้ายของชวีเสี่ยวปออย่างรวดเร็ว “พิสูจน์แบบนี้ได้ไหม?”
“ให้ตายเถอะ !” ชวีเสี่ยวปอร้องขึ้นมาเสียงหลงทั้งยังเกือบที่จะกระโดดขึ้นมาแล้ว “พิสูจน์แบบนี้! พิสูจน์ว่านายเป็นคนโรคจิตน่ะสิ! ”
“ฉันก็แค่โรคจิตกับแฟน” เซี่ยเจิงยิ้มขึ้นมา จงใจพูดเน้นคำว่าแฟน“ไม่ได้เหรอ? ”
“เหยียดหยามกันจริงๆ ” ชวีเสี่ยวปอทำท่าชูนิ้วกลางให้เขาแต่กลับไม่สามารถควบคุมความสุขเอาไว้ได้ “วันนี้มีความสุขที่สุดเลย”
“ฉันก็ด้วย” เซี่ยเจิงพูด
นี่คือความรู้สึกที่เรียบง่ายไม่หวือหวาที่สุดการที่จะมีความสุขเบิกบานใจได้ในความจริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อยแต่ในตอนที่จับมือกับคนที่อยู่ข้างๆ ความรู้สึกเช่นนี้มันช่างเป็นความจริงสุดๆ
เมื่อเดินกลับมาถึงบ้านของเซี่ยเจิงแม่ของเซี่ยเจิงก็นอนหลับไปตั้งนานแล้วทั้งสองคนจึงต้องเดินย่องเข้าห้องไปเสียงเบาหลังจากเก็บของอะไรเรียบร้อยแล้วก็เอนตัวนอนลงไปบนเตียง
“ความสัมพันธ์ของพวกเราคืบหน้าเร็วมากเลยอะ” ชวีเสี่ยวปอพูดพลางหัวเราะออกมาเดิมทีเขานอนราบไปกับเตียง ในตอนนี้พลิกตะแคงข้างมามองเซี่ยเจิง : “ตอนนี้ก็นอนด้วยกันแล้ว”
“ก่อนหน้านี้ก็เคยนอนแล้วไม่ใช่เหรอ” เซี่ยเจิงดึงผ้าห่มขึ้นมามองลึกเข้าไปในดวงตาของชวีเสี่ยวปอ “จะข้ามไปอีกขั้นเพื่อยืนยันความสัมพันธ์ไหมล่ะ?”
“......” ชวีเสี่ยวปอมองเซี่ยเจิงอยู่พักใหญ่ “นายนี่โรคจิตจริงๆเลย”
“คบกันแล้วก็ต้องรีบฉกฉวยทุกช่วงเวลาเอาไว้สิ” เซี่ยเจิงหัวเราะขึ้นมา“อีกอย่างตอนนี้ฉันก็รู้สึกมึนมากด้วย อยากที่จะตั้งสติสักหน่อย”
“รู้สึกมึน? ” ชวีเสี่ยวปอคว้าหมอนของตัวเองขยับไปด้านข้างเพื่อให้เข้าไปใกล้กับใบหน้าของเซี่ยเจิง “เพราะอะไรอะ? ”
“รู้สึกเหมือนไม่ใช่ความจริงสักเท่าไหร่มั้ง”เซี่ยเจิงมองไปบนเพดาน“ที่จริงก่อนหน้านี้ฉันคิดอยู่ตลอดเลยว่านายต้องปฏิเสธฉันแน่นอน”
“ไม่มั่นใจในตัวเองขนาดนั้นเลยเหรอ? ” ชวีเสี่ยวปอยื่นมือออกไปคลำหามือของเซี่ยเจิงใต้ผ้าห่มจากนั้นกดลงไปบนฝ่ามือของเขา
“ไม่เกี่ยวกับความมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่หรอก” เซี่ยเจิงถอนหายใจออกมา“แค่กระวนกระวายใจละมั้ง มักจะรู้สึกถึงความไม่แน่นอนมากกว่าแต่ฉันก็เตรียมใจเอาไว้แล้วเหมือนกันถ้านายปฏิเสธขึ้นมา”
“เตรียมรับมือไว้สองทางเหรอ” ชวีเสี่ยวปอเน้นเสียงหนักขึ้นมา แล้วจู่ๆเขาก้รู้สึกเสียใจขึ้นมาเล็กน้อย
“แต่ยังไงก็ขอบคุณนายมากเลยนะ”เซี่ยเจิงดึงมือของชวีเสี่ยวปอออกมาจากผ้าห่มเลื่อนขึ้นมาที่ริมฝีปากพร้อมทั้งกดจูบลงไป “ขอบคุณนะ”