“ฉันเก่งต่างหาก เก่งบวกเฮงไง” พร้อมกับยื่นมือไปบิดแก้มยุ้ย ๆ ของน้องชาย อาซันเอี้ยวหน้าหนี
“ใครว่า พี่เหวินซิ่วเก่งกว่าต่างหาก” อาซันเถียง เหวินซิ่วกระแอม อาซันจึงหยุด นั่งตัวตรงเมื่อเหวินซิ่วแจกไพ่รอบใหม่ พวกเขาเล่นจนเห็นว่าชิงหลินทำตาปรือ เหวินซิ่วจึงบอกเลิกเล่น เขาพาอาซันออกจากห้องปล่อยให้ชิงหลินได้พักผ่อน อาซันจึงเข้าไปขลุกอยู่กับเหวินซิ่วที่ห้องของเขาแทน จนเผลอหลับไปอีกคน ่นี้เหวินซิ่วจึงถือโอกาสนั่งทำงานของเขา
“พี่รอง ! เมื่อไหร่จะกลับมาซะที” เสียงของเหวินหลงแง้ว ๆ มาตามสาย
“รู้ไหม พ่อจะให้ยัยเหม่ยอิงมาช่วยติวหนังสือให้ผมน่ะ ซวยๆๆ ๆ พี่รอง ช่วยคุยกับพ่อให้ที นะๆๆๆ”
เหวินซิ่วเดินเข้าห้องปิดประตูเพื่อเสียงจะได้ไม่รบกวนอาซันที่นอนหลับตรงโซฟาด้านนอก เขาหัวเราะเหวินหลงน้องชายคนสุดท้อง จะว่าสุดท้องก็ไม่เชิงพวกเขายังมีน้องชายเล็กๆ ต่างแม่ อยู่ อีกคน อายุอ่อนกว่าอาซันสักสองปีได้
“แกไปแกล้งอะไรเขาอีกล่ะทีนี้” เสียงน้องชายเขาชะงักกึก ! รู้ได้ยังไงฟ่ะ ใครคาบข่าวไปบอกพี่ชายเขาที่อยู่อีกซีกโลก
“ไงล่ะเงียบเสียงเชียว” เสียงเหวินซิ่วสำทับ
เหวินหลงนึกถึงเื่ที่เขาแกล้งให้คนจับตัวเหม่ยอิงไป กลายเป็เื่ใหญ่ขึ้นมาเมื่อพ่อเขารู้ว่าเหม่ยอิงไม่ได้กลับบ้าน พ่อสั่งค้นหาตัวเหม่ยอิงให้ควั่กทั้งเมือง จนรู้ว่าเขาเป็คนสั่งให้จับยัยนั่นไปไว้ที่โกดังต่อเรือของพี่ใหญ่ พ่อตามมาเอาเื่เขาและสั่งทำโทษ ต่อไปนี้เขาจะต้องทำตามคำสั่งยัยเด็กแหย่หน้าซีดนั่น แล้วยังต้องให้ยัยนั่นติวหนังสือให้เขาอีก แล้วถ้าเกิดต้องเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันเขาไม่ซวยตายหรือ ที่ต้องเห็นยัยนั่นทุกวัน แค่นี้เขาก็เกลียดจะแย่อยู่แล้ว แม่ก็ไม่ช่วยเขาเห็นดีเห็นงาม แล้วยังรักและเอ็นดูยัยเด็กเหม่ยอิงนั่นมากขึ้นไปอีก ถึงขนาดเตรียมจัดห้องให้ยัยเด็กนั่นด้วยตัวเอง
“เปล่านี่ ผมแค่ล้อเล่นนิดหน่อยเอง ไม่ได้คิดจะทำจริงๆ ซะหน่อย”
“ขนาดจับเขาไปขังไว้เป็วันๆ เนี่ยนะ”
“โธ่พี่รอง” น้องชายโอด “เอะพี่รู้ได้ไง ใครบอกพี่”
เหวินหลงเดินอยู่กลางสนามหญ้า สายตาเขาก็เหลือบเห็นรถที่แล่นเข้ามาจอด ยัยเหม่ยอิงหน้าจืดมาถึงแล้ว เขาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“พี่ช่วยพูดกับพ่อให้หน่อยนะ ผมเหลือพี่อันเป็ที่รักเพียงคนเดียวแล้ว พี่ใหญ่ก็ไม่ช่วยผม แถมยังเป็คนเสนอเื่นี้ให้พ่อด้วย พี่รอง ง ยัยนั่นมาถึงแล้ว” เสียงน้องกระเส่า เร่งรัดให้เขารับปากช่วย
เหวินซิ่วหัวเราะ ถ้าเขาอยู่ใกล้ ๆ เหวินหลงจะต้องเกาะแขนเขย่า ๆ หรือไม่ก็ลงทุนเกาะขาเขาเลยทีเดียว เหวินหลงทำได้ทุกอย่างแหละ เพื่อความเอาแต่ใจของเขา และเขาก็เป็อย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร ด้วยอายุที่ห่างไกลจากเขาและพี่ใหญ่มาก เหวินหลงจึงกลายเป็น้องเล็กที่น่ารักและใครๆ ก็ให้ความเอ็นดูจนเหลิง พ่อเขา กว่าจะคิดได้ก็ตอนที่เหวินหลงโต จนเกือบจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วนั่นแหละ
“พี่คงช่วยอะไรไม่ได้หรอก แกทำตัวเอง ยุ่งกับคนที่ไม่ควรยุ่งนี่นา”
“ใจร้าย ใจร้ายที่สุด ผมจัดการเองก็ได้ นึกแล้วว่าพี่รองก็เหมือนพี่ใหญ่นั่นแหละ” เหวินหลงกดปิดโทรศัพท์ใส่พี่ชาย จ้องร่างบอบบางของเหม่ยอิงเป็ประกาย ร่างที่กำลังเดินขึ้นตึกชะงักกึก ! หดหัวลง หน้าซีด เมื่อเห็นว่าใครกำลังเดินตรงมาที่เธอ
“ยัยลูกเป็ดหน้าซีด” เหวินหลงเปิดฉากเกเรทันที เปลี่ยนจากเหวินหลงคนเมื่อครู่ราวกับเป็คนละคน เหม่ยอิงก้มหน้างุด ขณะที่เหวินหลงชะโงกหน้าเข้ามาใกล้
“ไหน ขนอะไรมาซะเยอะแยะขนาดนี้” เหวินหลงกระชากกระเป๋าหลุดจากมือน้อย ๆ ของเหม่ยอิง
“ทำอะไรน่ะ” เสียงตวาดดังคับตึกทำเอาเหวินหลงยืนค้างอยู่ท่านั้น ก่อนจะขึงตาใส่เหม่ยอิงที่เงยหน้ามองเขา ที่ยืนจังก้าอยู่ที่ประตูหน้าตึกด้านหลัง และมองหน้าเขา เหวินหลงหันกลับไปทางบิดา
“เอ่อ...ผมแค่มาต้อนรับเหม่ยอิงน่ะฮะพ่อ นี่ยังอุตสาห์ช่วยถือกระเป๋าให้ด้วย ใช่ไหมจ๊ะเหม่ยอิง ง..” เขากัดฟันทำเสียงสูงเหล่มองเหม่ยอิง
“อะ เอ่อ คะ ค่ะ” เหม่ยอิงรับคำก้มหน้ามองพื้น
“ขอให้มันจริงเถอะ เหม่ยอิง มาฉันจะพาไปดูห้อง ส่วนแกก็ถือกระเป๋าตามมา” เหวินหลง กัดกรามกรอด ทีพูดกับยัยเหม่ยอิงละทำเสียงอ่อนเสียงหวานอย่างโน้นอย่างนี้ ทีพูดกับเขาตวาดเอา ๆ เชอะ ! กระเป๋าบ้าอะไรเบายังกับขนนก ! เหวินหลง ยกกระเป๋าขึ้นมองดู แล้วใบหน้าเขาก็ขรึมลง เดินตามหลังบิดากับร่างหงอๆ ของเหม่ยอิงขึ้นชั้นบนไปโดยไม่พูดอะไร พอถึงห้อง ก็เหวี่ยงกระเป๋าโครม ! ลงไปบนเตียง จนบิดาเขาหันมาทำตาเขียวใส่
“เอ้ แกนี่ ให้เกียรติเหม่ยอิงเขาบ้าง เขาจะมาช่วยติวหนังสือให้แกนะ หัดสำนึกบุญคุณเขาหน่อย”
“เหอะ ! น้ำหน้า อย่างยัยนี่นะ จะกล้ามาติวหนังสือให้ผม ฝันไปเถอะ” เหวินหลงออกฤทธิ์ กอดอก หลังผิงขอบประตู เชิดหน้าแสดงแววตาเหยียดหยามเหม่ยอิงเต็มที่ พ่อเขาส่ายหน้า หันไปถามลูกสาวนอกไส้ว่าห้องสวยไหม แล้วก็บอกว่ามีอะไรขาดเหลือก็บอกจะจัดการให้
“ก่อนอื่นนะพ่อหาเสื้อผ้าที่มันโป๊ ๆ หน่อยให้ยัยนี่ ใส่ชุดอะไรทั้งเก่าทั้งเชย” เหวินหลงว่า เดินลงส้นบึงปัง สะบัดหน้าออกไป
“เฮ่ย ! ไอ้ลูกคนนี้ ปากมันหยั่งงี้แหละเหม่ยอิงไม่ถือพี่เขานะลูก ไหนดูสิ อืมเดี๋ยวพ่อให้เลขาไฉ่มาจัดการเื่ส่วนตัวต่าง ๆ ให้หนูนะ” เหวินคังบอกแก่ใบหน้าซีด ๆ ของเหม่ยอิง นึกสงสารเด็กสาวจับใจถึงไม่ใช่ลูกก็เหมือนลูก
“ขอบพระคุณท่านที่กรุณาค่ะ” เหม่ยอิงก้มหัวคำนับประธานเหวินคัง
“เฮ่ย ! ไม่ต้อง ๆ คนกันเองแท้ ๆ เอาล่ะหนูพักผ่อนเถอะ” ร่างสูงหนาของชายสูงวัยหายออกจากห้องไป ปล่อยให้เหม่ยอิงทิ้งตัวลงนั่งกับขอบเตียงอย่างหมดแรง นี่เธอจะต้องอยู่ชายคาเดียวกันกับเหวินหลงจริง ๆ หรือ เขาเกลียดเธออย่างกับกิ้งกือ คำก็ด่าสองคำก็ด่า เหม่ยอิงยังหวาดกลัวเขาไม่หายที่เขาลากเธอไปขังไว้ที่อู่ต่อเรือ เหม่ยอิงไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำกับเธอถึงขนาดนั้น คนบ้าอะไร เธอผิดอะไรนักหนาที่เกิดมาเป็ลูกติดเมียน้อยของพ่อเขา ทีกับชุนไม่เห็นเขาแสดงท่าทีรังเกียจสักนิด มีแต่คอยตั้งแง่เอากับเธอ
“คุณหนู” เลขาไฉ่ เลขาส่วนตัวของท่านประธานเหวินคังเข้ามาใกล้ ท่านมีเลขามากมายจนเธอไม่รู้ว่าพวกเขามีหน้าที่อะไรกันบ้าง เหม่ยอิงรีบเช็ดน้ำตาที่เอ่อออกมา เลขาไฉ่เป็คนแก่ใจดีคนหนึ่งของที่นี่
“หิวไหมครับ เดี๋ยวดื่มน้ำชาและขนมเล่นไปก่อนครับ ” เด็กรับใช้ยกถาดมาเสริ์ฟ และคนอีกสามคนเข้ามา พวกเขาวัดตัวเธอจับหมุนซ้ายหมุนขวา เลขาไฉ่บอกว่าพวกเขาเป็ช่างตัดเสื้อมาวัดตัวเพื่อตัดชุดให้เธอ
“พรุ่งนี้คุณจะได้มีชุดใหม่ไว้จัดการนายน้อยยังไงล่ะครับ” เลขาไฉ่พูดติดตลก
“ อ้อ ท่านประธานจะให้คนไว้ค่อยรับมือนายน้อยอีกโหลหนึ่ง คุณหนูอยากจะให้พวกเขาจัดการนายน้อยยังไงก็ย่อมได้เพื่อให้นายน้อยยอมติวหนังสือกับคุณ” เลขาไฉ่บอก หน้าซีดๆ ของเหม่ยอิงก็แดงขึ้น เธอทำตาโต ไม่อยากเชื่อ
“จริงครับ เดี่ยวท่านประธานกับคุณผู้หญิงก็จะไปฉลองวันสมรสกันที่ฮาวาย บ้านนี้ก็จะมีแค่คุณหนูกับนายน้อยสองคนแล้วก็ผู้ช่วยของคุณหนู ส่วนคนของนายน้อยถูกสั่งให้คอยคุ้มครองนายน้อยแต่ไม่ให้ขัดขวางงานของคุณหนู อยากจะเอาคืนก็รีบฉวยไว้นะครับ” เสียงเลขาไฉ่ยังดังมาอีก