The Lost Swordsman

    บทที่ 9 ลอบจู่โจมยามค่ำคืน

    ‘มี C-4 เก็บไว้สำรองก็ดี แต่มันยังไม่ถึงเวลาจะใช้และคงหาโอกาสใช้ได้ยากมาก’เยลคลำสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าอย่างหลงใหล
    “สามารถตั้งเวลาได้ แล้วยังส่งสัญญาณจากระยะไกลได้ด้วยนะ”นัทอธิบายสิ่งที่อยู่ในฝากระเป๋า ซึ่งประกอบไปด้วยระเบิดพลาสติกสามลูก และรีโมทตัวส่งสัญญาณจากระยะไกล
    “แล้วใบนั่นล่ะ”เยลชี้ไปยังกระเป๋าใบใหญ่ใบสุดท้าย
    แก๊ก!
    นัทรีบปลดล็อคและเปิดให้เพื่อนสนิทดูเต็มๆตา“เป็นไง ได้มาครบชุดพร้อมใช้งานเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า!! ถูกใจมึงไหมล่ะเพื่อน?”
    “เย็ดโด้ ของตำรวจหน่วยอรินทราช หรือ S.W.A.T.( Special Weapons And Tactics ) ไม่ใช่หรอ มึงได้มายังไงว้ะ”เยลเบิกตาค้างใช้มือลูบสัมผัสกับสิ่งที่อยู่ด้านใน”มาครบชุดเลย ชุดเกราะกันกระสุน สนับศอก สนับเข่า รองเท้า เข็มขัด มีดพก ถุงมือ หมวก!”
    “ใช่แล้วครบชุด แล้วก็นี่ด้วย หน้ากากป้องกันแก๊สพิษและติดตั้งอุปกรณ์มองในที่มืด แล้วก็นี่อีก กล้องส่องทางไกลมองในที่มืด เป็นไง ถูกใจนักสะสมคลั่งอาวุธเปล่าว้ะ?”นัทฉีกยิ้มเผยสีหน้าอย่างภาคภูมิใจ"แต่อย่าเอาไปใช้จริงนะโว้ย ถึงของพวกนี้จะไม่มีทะเบียน แต่ถ้าถูกจับได้กูอาจจะซวย"
    “ถูกใจมากๆเลย ไม่ต้องห่วงกูเก็บไปดูเฉยๆ”เยลฉีกยิ้มกว้าง'ไม่ต้องห่วง ไม่ได้เอามาใช้ในโลกนี้สักหน่อย ฮ่า ฮ่า ฮ่า!'
    “ยังเร็วไปที่จะพูดคำนั้น เอานี่แถมให้อีก”นัทนำบางสิ่งที่ซ่อนไว้ออกมา เป็นกล่องขนาดเท่ากระดาษ A4 จากนั้นก็เปิดให้เยลได้ดูชัดๆ”ระเบิดมือ MK-2”
    “โอวว น้อยหน่า!”
    ภายในกล่องดังกล่าวบรรจุระเบิด MK-2 ไว้สามลูกด้วยกัน ซึ่งสิ่งที่นัทนำมาให้ทั้งหมดสร้างความพึงพอใจให้แก่เยลเป็นอย่างมาก จนเขาไม่อาจสรรหาคำพูดไหนมาเอ่ยขอบคุณได้เลย
    “เฮ้ยเดี๋ยว ว่าจะถามตั้งนานแล้ว นี่มึงแต่งตัวอะไรของมึงว้ะ เป็นเสี่ยวเอ้อหรอ? โคตรตลกเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
    ‘ให้ตายสิ ลืมเปลี่ยนชุดหลังจากที่กลับมาที่นี่จนได้’เยลยิ้มอ่อนๆและตอบกลับไป”เถ้าแก่โว้ย เสี่ยวเอ้อที่ไหน ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
    “มึงนี่ท่าจะเพี้ยนไปกันใหญ่ ถึงขนาดแต่งตัวแบบนี้เลยหรอ ระวังเหอะสักวันจะได้ไปเป็นจอมยุทธจริงๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
    ‘กูก็ไปมาแล้วจริงๆแหละ’เยลอมยิ้มพลางนึกถึงเรื่องที่ได้พบเจอ
    “ว่าแต่ถ้าปวดขี้จะทำยังไงว้ะ แล้วมีอะไรกินรึเปล่า ตอนจะนอน นอนตรงไหนว้ะ”นัทหันซ้ายหันขวาสำรวจภายในโกดังร้าง”น้ำไฟก็ยังไม่มี มึงทนอยู่ที่นี่ได้ไง”
    “สงสัยมากจริงๆนะมึง ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกกูมีวิธีของกู”
    “แถวนี้บ้านคนก็แทบจะไม่มี ระวังเหอะผีจะมาหลอก”
    “ขอเป็นผีสาวๆสวยๆนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
    ทั้งคู่ยืนสนทนากันต่อไปชั่วครู่ก่อนที่นัทจะขอตัวกลับ เยลได้เดินไปส่งเพื่อนขึ้นรถพลางพูดคุยกันต่ออีกเล็กน้อย ซึ่งตลอดเวลาเขาก็ยังเป็นห่วงเรื่องทางโลกโน้นไม่เคยห่าง ต่อให้แท้ที่จริงเขาจะไม่ได้สนิทหรือเกี่ยวข้องกับชายปริศนาที่ถูกจับตัวไปก็ตามที กระทั่งชื่อก็ยังไม่รู้จัก แต่เขาก็ยังอยากจะกลับไปช่วยเหลือให้เร็วที่สุด
    “โชคดีเพื่อน แล้วนี่จะกลับเลยรึเปล่า?”เยลเอ่ยถามขณะที่นัทกำลังก้าวขึ้นรถ
    “กะว่าจะแวะที่บ้านหน่อย แล้วค่อยกลับน่ะ ไงก็โชคดีเพื่อน มีอะไรโทรมาได้”
    “ขอบใจ ตามเรื่องอาร์พีจีกับไรเฟิลให้หน่อยก็แล้วกัน ขับรถดีๆล่ะ”
    “เออ ไว้เจอกัน”นัทพูดจบพลันก็ปิดประตูรถ
    ปึงงงง!!
    ‘อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะลุง’
    .
    .
    .
    ณ โรงเตี๊ยมหมี่เหลือง
    จากที่เยลได้ร่ำลาส่งเพื่อนสนิทจนเสร็จสิ้น ก็รีบเดินทางกลับที่ต่างโลกสวมบทบาทเหมาเว่ยเหมือนเช่นเคย เขาได้นำสิ่งที่ได้มาทั้งหมดขึ้นจากบ่อน้ำด้วยการใช้เชือดช่วย และเมื่อดึงขึ้นมาจากก้นบ่อจนครบ ก็เร่งแอบนำกระเป๋าเหล่านั้นลอบเข้าไปยังห้องของตนโดยทันที
    พอจัดการเรื่องเคลื่อนย้ายอาวุธสงครามเข้ามาในห้องจนเรียบร้อย พลันก็ได้ยินเสียงกรนจากห้องข้างๆดังสนั่น และนั่นก็บ่งบอกว่าเสี่ยวเอ้อทั้งสองต้องนอนหลับสนิทไม่อาจรับรู้ได้ในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เขาจึงเร่งแต่งตัวเตรียมอาวุธเพื่อพร้อมสำหรับการบุกในคืนนี้โดยเร็ว
    อาวุธที่เหมาเว่ยจะนำไปนั้นมีทั้งปืนพกสองกระบอกและอาก้าที่ถูกบรรจุลูกกระสุนเต็มแม็กกาซีน พร้อมทั้งยังนำระเบิดมือติดตัวไปด้วยถึงสามลูก แน่นอน ชุดที่สวมก็เป็นสิ่งที่ได้มาจากเพื่อนสนิท ทั้งมีดทั้งกล้องส่องทางไกลหรือหน้ากากป้องกันแก๊สและหมวก ก็ถูกเติมเต็มร่างกายชายหนุ่มจนยามนี้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยทีเดียว
    ‘ที่น่าแปลกเห็นจะเป็นท่านลุงผู้นั้น นี่เขาถูกจับตัวไปง่ายๆ ไม่ใช่ผู้เป็นยอดยุทธหรอกหรือ สงสัยข้าจะคิดไปเองว่าเขานั้นเก่งกาจ’เหมาเว่ยค่อยๆลอบออกไปยังภายนอกโรงเตี๊ยม ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเวลากลางคืนอันมืดมิด ตามถนนหนทางมีเพียงแสงไฟจากดวงจันทร์ยามค่ำคืน และแสงจากโคมไฟตามบ้านเรือนต่างๆเท่านั้น
    เมื่อเวลาผ่านไปชั่วครู่ร่างเหมาเว่ยก็ได้ปรากฏบนต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเป้าหมายมากนัก เขาใช้กล้องส่องทางไกลอินฟาเรดมองเข้าไปในที่พักศัตรูจากมุมสูง เพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่า จำนวนทั้งหมดมีกี่คนกันแน่และยืนประจำอยู่ในตำแหน่งใดบ้าง
    ‘รอบๆกำแพงไม่มีการป้องกันนอกจากพวกที่ยืนประจำอยู่ตรงประตูทางเข้าที่ปิดสนิทเพียงสองคน และอีกสองคนประจำอยู่หน้าเรือนไม้หลังนั่น เมื่อเป็นเช่นนี้คนที่อยู่ภายในเรือนไม้ก็น่าจะมีอยู่สองคน อาจเป็นตัวหัวหน้าของคนเหล่านี้หนึ่งคน ส่วนอีกคนคือท่านลุงที่ข้าไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ เอาล่ะ ได้เวลาทวงเงินข้าคืนแล้ว’เหมาเว่ยสำรวจเสร็จก็ค่อยๆหย่อนปลายเท้าลงจากต้นไม้อย่างเงียบเชียบ ซึ่งภายในเมืองยามค่ำคืนที่แสนเงียบสงัน ก็นับว่าเป็นเวลาที่เหมาะจะลอบสังหารบุกเข้าไปชิงตัวคนที่ถูกจับเป็นอย่างมาก
    ฟุบ!
    แก๊ก แก๊กก!!
    เหมาเว่ยยืนหลบอยู่ในเงามืดหลังต้นไม้ พลางรีบหมุนเกลียวท่อเก็บเสียงใส่ปืนพกก่อนที่จะขึ้นลำเอาไว้เพื่อเตรียมบุก จากนั้นเขาก็ค่อยๆขยับเข้าไปใกล้โดยการย่องเบาๆหลบไปตามหัวมุมต่างๆจนอยู่ในระยะยิงที่จะสามารถหวังผลได้
    ‘ขอที่หัวแม่นๆสองนัด!’เหมาเว่ยลอบเล็งปลายกระบอกปืนใส่ผู้ที่ยืนเฝ้าหน้าประตู’น่าเสียดายที่ข้ายังไม่ริเริ่มการบ่มเพาะและฝึกฝนวิชาตัวเบา ไม่เช่นนั้นกำแพงสูงเพียงนี้คงไม่น่าจะเป็นปัญหา’
    ปิ้ววว!
    ปิ้วววววว!!
    ตุบ ตุบบบ!!
    ‘เยี่ยม!’เหมาเว่ยฉีกยิ้มเห็นพบว่าร่างทั้งสองของผู้ที่เฝ้าอยู่ทั้งล้มลงกับพื้นโดยที่ศีรษะถูกเป่ากระจุย’ยังแม่นเช่นเคย ฮ่า ฮ่า ฮ่า!’
    แม้ว่าเหมาเว่ยจะยังไม่เป็นวรยุทธหรือเริ่มบ่มเพาะพลังยุทธก็ตามที แต่ด้วยอาวุธที่ทันสมัยและเป็นการลอบจู่โจมโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ต่อให้ศัตรูมีฝีมือร้ายกาจก็ใช่ว่าจะสามารถรอดพ้นความตายในครั้งนี้ไปได้
    กึก กึกก!
    ‘ประตูล็อค?’เหมาเว่ยพยายามจะดันประตูไม้ด้านหน้าเข้าไป แต่เขาก็ต้องพบว่ามันถูกล็อคอย่างแนบสนิทไม่ขยับได้แม้แต่น้อย
    ‘ควรทำอย่างไรดี ข้าคงจะปีนขึ้นไปบนกำแพงด้วยสภาพเช่นนี้ไม่ได้ง่ายๆ ถ้าเช่นนั้น...’เหมาเว่ยตัดสินใจกระทำบางอย่าง เขาทำการทุบประตูโดยไม่ให้ส่งเสียงดังจนเกินไป แต่ก็พอจะทำให้พวกที่เฝ้าอยู่หน้าเรือนไม้ได้ยิน
    ปึงง ปึงง!!
    “เสียงอะไร? เสียงใครเคาะประตูหรือ? เจ้าเดินไปดูหน่อยสิ แล้วพวกที่เฝ้าอยู่ด้านนอกมัวทำอะไรกันอยู่? เหตุใดไม่เห็นส่งเสียงอันใดเลย?”หนึ่งในผู้ที่เฝ้าอยู่ด้านในเกิดความสงสัย จึงสั่งให้อีกคนที่เฝ้าอยู่ด้วยกันเดินออกไปดู
    “ใคร!! เจ้าพวกด้านนอกทำอะไรอยู่ หลับยามเรอะ? ชิ รึจะเป็นพวกที่อยู่ด้านนอกเป็นคนเคาะ”
    ยามเมื่อเหมาเว่ยมิได้ตอบกลับ หากแต่ผู้ที่เดินมาตรวจดูก็ไม่อาจรอทนพลันเปิดประตูด้วยความสะเพร่าของตน ทว่า สิ่งที่รอต้อนรับมันอยู่กลับเป็นท่อสีดำเมี่ยมที่กำลังยื่นเข้ามาจ่อที่หัว โดยผ่านช่องประตูที่กำลังแง้มเปิดอย่างช้าๆ
    แอ๊ดด...!
    ปิ้ววว!
    ตุบบ!!
    แอ๊ดดดดด!!
    ปิ้ววววว!!
    ตุบบบ!!
    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านไปรวดเร็วนัก พวกที่เฝ้ายามทั้งสองด้านในต่างต้องตายทั้งๆที่ยังมิได้ตั้งตัว พอคนแรกที่เปิดประตูออกไปดูถูกเป่าหัวสมองจนกระจุย เหมาเว่ยก็เร่งดันประตูเข้าไปและหาโอกาสเล็งปลายปืนลั่นไกใส่ผู้ที่อยู่ด้านในอย่างแม่นยำ ส่งผลให้พวกมันทั้งหมดต้องตายไปโดยที่ยังไม่ทันได้ตอบโต้หรือส่งเสียงร้องเตือน พร้อมกันนั้น ด้วยความมืดในยามค่ำก็ส่งผลให้เหมาเว่ยที่มองเห็นในที่มืดได้เปรียบอย่างเด่นชัด
    ‘ใจข้าสั่นไปหมด ข้ามิเคยสังหารคนมากเช่นนี้มาก่อน ว่าแต่คนด้านในยังไม่รู้ตัวสินะ’เหมาเว่ยรีบสงบใจและรอดูเหตุการณ์ต่อไป จนเขาแน่ใจแล้วว่าผู้ที่อยู่ภายในยังคงไม่ทันทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้านนอกเป็นแน่’ขอเงินข้าคืนล่ะนะ’
    เหมาเว่ยรีบทำการก้มลงค้นตัวผู้ที่ถูกสังหารไป เพื่อค้นหาเงินที่ถูกชิงมาพร้อมกับเก็บดอกผลไปในตัว เมื่อย่องเก็บสิ่งที่ควรจะได้จนเสร็จสิ้น ก็เริ่มค่อยๆหมอบคลานเข้าไปยังส่วนผนังด้านนอกของเรือนไม้ ในจุดที่มีช่องไม้เล็กๆและถูกปิดด้วยกระดาษขาวขุ่นบางๆ เขาค่อยๆเจาะรูก่อนจะลอบมองสำรวจด้านใน จนแน่ใจแล้วว่าภายในมีผู้ใดอยู่ในตำแหน่งไหนบ้าง จากนั้นก็ค่อยๆเจาะอีกรูเพื่อสอดปลายกระบอกปืนยัดท่อเก็บเสียงนำเข้าไปก่อนอย่างระวัง
    ‘เจ้านั่นคงจะเป็นหัวหน้า ท่าทางคงจะเก่งกาจมิใช่น้อย ส่วนผู้ที่ถูกจับมัดกับเสาก้มหน้าอยู่นั้น คงจะเป็นท่านลุง จงตายไปโดยไม่รู้ตัวเสียเถอะ เจ้าจอมยุทธเอ๋ย ฮ่า ฮ่า ฮ่า!’เหมาเว่ยแสยะยิ้มพร้อมทั้งลั่นไกปืนถึงสามนัดติดๆกัน โดยที่แต่ละจุดที่เล็งไปนั้นเป็นส่วนหัวซะสองนัด และเป็นจุดสำคัญกลางหน้าอกอีกหนึ่งนัดแก่ผู้ที่กำลังนั่งอยู่ภายในเรือนไม้
    ปิ้ววว ปิ้วววว ปิ้วววว!!
    ฉึบบบ ชิ้งง ชิ้งง ชิ้งงงงงงง!!
    “นั่นใคร...!!”
    ฟุบบบบ!!
    ทว่า ภาพที่เกิดเหมาเว่ยพบเห็นก็ไม่เป็นไปตามที่คาด ผู้ที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่และดูคล้ายจะไม่ได้ระวังตัว กลับชักกระบี่ที่วางอยู่ด้วยความเร็วปานสายฟ้า กวัดแกว่งปัดป้องการโจมตีจากปลายกระบอกปืนได้จนครบถ้วน มิหนำซ้ำยังพุ่งทะยานมายังตำแหน่งที่เขาหลบอยู่ พร้อมทั้งง้างกระบี่เตรียมสะบั้นกับทุกสิ่งที่ขว้างหน้า
    “แย่แล้ว มันใช้กระบี่ปัดกระสุนได้”เหมาเว่ยเบิกตาค้างด้วยความตกใจ ก่อนที่จะรีบตั้งสติถอยร่นออกมาในทันที
    ปิ้วว ปิ้ววว ปิ้ววว!!
    ชิ้งง ชิ้งง ชิ้งงง หวับบ!!
    ขณะที่เหมาเว่ยถอยร่นทิ้งห่างไกลออกมาเรื่อยๆ เขาก็พยายามรัวกระสุนใส่ตำแหน่งที่คาดว่าผู้ที่อยู่ภายในจะพุ่งออกมา เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับมีสภาพไม่ต่างไปจากเดิม ผู้ที่อยู่ด้านในสามารถผ่ากระสุนด้วยกระบี่คมกริบ พร้อมทั้งตวัดคมกระบี่ใส่ผนังจนเกิดรอยโหว่เล็กๆ และกำลังจะพุ่งตัวออกมาทั้งๆอย่างนั้น
    ‘ไม่ได้การต้องเปลี่ยนแผนใหม่ มันเก่งกาจกว่าที่ข้าคิดไว้มาก’
    ในจังหวะเดียวกันก่อนที่จะมีผู้ใดพุ่งพ้นออกมาสู่ภายนอก เหมาเว่ยเร่งเก็บปืนเข้าซองพลางดึงระเบิดมือขึ้นมาจากเข็มขัดข้างเอว พร้อมกันนั้น ก็ดึงสลักและหย่อนกลับเข้าไปในตำแหน่งที่คาดว่าชายดังกล่าวจะพุ่งออกมาทันที
    กิ๊กกก....ฟุบบบ ตุบบ ตุบบบ!!
    “????”
    ฟุบบบ!
    ตูมมมมมมมมมม!!
    ‘สำเร็จไหม?’
    หลังจากที่โยนระเบิดไปยังจุดที่ศัตรูจะพุ่งออกมาสำเร็จ เหมาเว่ยก็รีบกระโดดไปด้านขวาพลางมอบกับพื้นเพื่อเลี่ยงแรงระเบิดที่เกิดขึ้นให้มากที่สุด แต่ทว่า พอสิ้นเสียงการระเบิด เหมาเว่ยก็รีบลุกขึ้นมาดูผลงานของตน สิ่งที่พบนั้นเป็นร่างกายของศัตรูที่ถูกระเบิดเข้าไปเต็มๆ
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า! เป็นอย่างไรบ้างล่ะท่านจอมยุทธ รสชาติน้อยหน่าของข้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”เหมาเว่ยหัวเราะลั่นพลางดูร่างชายดังกล่าวที่มิได้แหลกเหลว มันกระเด็นกลับไปชนสิ่งของทางด้านใน พร้อมทั้งเศษเพดานด้านบนและผนังโดยรอบที่กำลังล่วงหล่นลงมา’สมกับเป็นพวกที่บ่มเพาะพลังยุทธ ถูกระเบิดเข้าไปเต็มๆก็ยังไม่สิ้นใจ’
    “อ๊ากกก เจ้าหน้ากากประหลาด เจ้าเป็นใคร อั่กกก!!”ผู้ที่ถูกระเบิดในระยะประชิดจนสิ้นสภาพ แสดงอาการกระอักเลือดออกมาตลอดเวลา พร้อมทั้งมีบางส่วนไหลออกมาจากโพรงจมูก’เมื่อครู่เกิดอันใดขึ้น หากข้าไม่ขับปราณออกมาคุ้มกายไว้แต่แรก ร่างกายคงแหลกเหลวไปแล้ว’
    “ใครเรอะ? หน่วย SWAT รู้จักรึไม่ งั้นก็ลาล่ะ!!”เหมาเว่ยแนะนำตัวเล็กๆก่อนที่จะชักปืนพกลั่นไกออกไปอีกหนึ่งนัด
    ปิ้วว!!
    ปึกกกก!! ฟู่....!
    หากแต่สิ่งที่เกิดกลับสร้างความประหลาดใจให้แก่เขาอีกครั้ง อีกเพียงไม่กี่คืบก่อนที่กระสุนจะทะลวงหัวชายดังกล่าว กลับถูกหยุดไว้กลางอากาศโดยการที่ชายตรงหน้าเพียงกางฝ่ามือยื่นออกมา พร้อมกับการปรากฏของปราณแผ่ขยายจากฝ่ามือเล็กๆ แต่เพียงเท่านั้นก็ส่งผลให้กระสุนปืนต้องตกลงสู่พื้นในเวลาต่อมาไม่อาจสัมผัสร่างกายของมันได้แม้แต่น้อย
    “อั่กกกก...!”ชายผู้เป็นหัวหน้ากระอักเลือดอีกครั้งพลางเพ่งจ้องเหมาเว่ยด้วยสายตาอาฆาตแค้น
    “ฝีมือดีนิ่ งั้นลองสิ่งนี้หน่อยเป็นไง!! ไม่นึกเลยว่าข้าต้องใช้อาวุธหนัก!!”เหมาเว่ยรีบเก็บปืนพกลงข้างเอว พลางนำปืนอาก้าที่สะพายอยู่ด้านหลังขึ้นมาและดึงลูกเลื่อนด้านข้างเพื่อเป็นการขึ้นลำ จากนั้นก็เล็งไปยังเป้าหมายโดยที่กำลังนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นภายในใจ’นี่สินะวรยุทธ สามารถขับปราณออกมาป้องกันกระสุนได้ หากมันไม่ถูกระเบิดจนบาดเจ็บเสียก่อนข้าคงจะแย่เหมือนกัน ต่อไปต้องรีบบ่มเพาะพลังเสียแล้ว หากพบศัตรูผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง อาวุธเหล่านี้คงจะไร้ความหมายเป็นแน่แท้!’
    โป้งๆ โป้งๆ โป้งๆ โป้งๆ โป้งงงงงง!