
ตอนที่ 5 ชีวิตใหม่ที่ซิงกอรา
กลางท้องทะเลอันเวิ้งว้างในยามค่ำคืนที่มีแต่ดวงดาวพร่างพราวเต็มท้องฟ้า จางไห่จูนอนอยู่บนเรือลำน้อย ยามนี้แม้ร่างกายอ่อนเพลียเนื่องจากทนตากแดดใน่กลางวัน ทนหิวทนร้อน จนดวงตะวันลับขอบฟ้าเธอก็ยังมิกล้าจะข่มตาให้หลับลง เพราะเกรงว่าเรือจะล่มเมื่อใดไม่รู้ ในใจก็คิดถึงแม่ คิดถึงคณะงิ้วทุกคนรวมถึงว่านเสียงจื่อที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยชีวิตนี้จะได้กลับไปพบหน้ากับทุกคนอีกไหม พระเ้าเท่านั้นที่รู้
สาวหมวยนางเอกงิ้วเผลอหลับไปเมื่อใดไม่ทราบมารู้สึกตัวอีกทีเมื่อฟ้าสาง และมีเสียงคนมาเรียกครั้นลืมตาขึ้นมาก็เห็นเรือลำใหญ่ มีคนมากมาย บนเรือยังมีลังสินค้าจำนวนมาก
“น้องเป็ยังไงบ้าง” ชายหนุ่มวัย 30 กว่า ๆ หน้าตาแบบแขกขาว รูปร่างสูงใหญ่ ล่ำสันนั่งมาในเรือลำเล็กอีกลำ พร้อมชายอีก 2 คน เอ่ยถามเป็ภาษาจีนแต้จิ๋วที่ข้างเรือด้วยสีหน้าแสดงความห่วงใย
“ช่วยหนูด้วย”จางไห่จูกล่าวได้แค่นี้ แล้วเธอก็หมดสติไป
เมื่อฟื้นคืนสติขึ้นมาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้อง ๆ หนึ่ง
“ฟื้นแล้วเหรอเอ้อ บัง เอาน้ำมาให้น้องเขาหน่อย” หนุ่มแขกขาวสั่งลูกน้อง
“น้องสลบไปสงสัยจะเพลียจากการลอยลำในเรือน่ะ”
“น้ำได้แล้วครับนายหัว” ลูกเรือยื่นแก้วน้ำให้หนุ่มใจดี
“เอ้านื่ดื่มน้ำเสียก่อนค่อย ๆ ดื่มนะ” เขายกแก้วน้ำและประคองหลังของจางไห่จูขึ้นให้ดื่มน้ำ
“แล้วเป็ยังไงมายังไงถึงไปอยู่ในเรือนั่นคนเดียว หนูมากับใคร คนอื่นไปไหนหมด” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย
จางไห่จูก็ครุ่นคิดว่าจะบอกความจริงดีไหมเพราะกับคนแปลกหน้า ถ้าบอกไปแล้วเขาพาไปส่งตำรวจล่ะ เธอจึงโกหกไปว่า
“คนที่บ้านหนูเขาหาว่าดวงหนูเป็กาลกิณีก็เลยจับหนูลงเรือลอยแพมาน่ะค่ะ”
“หือยังมีคนเชื่องมงายแบบนี้อีกหรือ” หนุ่มแขกขาวยิ้มแล้วส่ายหน้าเล็กน้อยเมื่อได้ฟังสาเหตุที่สาวหมวยต้องมาลอยเท้งเต้งในทะเล
“ฉันชื่อฮาซันสุไลมาน เรียกบังซันก็ได้ แล้วเธอล่ะชื่ออะไร”
“หนูชื่อซิ่วจูค่ะ เรียกอาจูก็ได้นะคะบัง” หล่อนปิดบังชื่อจริงเพราะยังไม่ไว้ใจผู้ช่วยเหลือ
“ไม่ต้องกลัวนะเดี๋ยวไปถึงบ้านฉันที่สงขลาแล้ว จะหาที่พักให้น้องอยู่ หิวหรือยังล่ะกินอะไรสักหน่อยนะ จะได้มีแรง”
“เลาะเอาข้าวกับปลาทอดมาหน่อย”
“ครับนายหัว”
จางไห่จูเห็นความเอาใจใส่จากผู้ช่วยชีวิตก็รู้สึกซาบซึ้งใจจึงกล่าวขณะนอนอยู่บนที่นอนในเรือ ซึ่งเป็เพียงเบาะนอนบาง ๆ ขนาดนอนได้คนเดียวว่า
“ขอบคุณมากนะคะถ้าไม่ได้บังช่วยไว้ หนูอาจจะต้องตายอยู่ในทะเลก็ได้ หนูจะไม่ลืมบุญคุณพี่เลย”
ลูกเรือนำอาหารมาให้จางไห่จูก็ลุกขึ้นมานั่งกินได้คำสองคำ แล้วก็วางจานข้าวลง
“เป็อะไรล่ะกับข้าวไม่อร่อยเหรอ ผู้ชายทำกินในเรือก็แบบนี้แหละ กินเพื่ออยู่”
“ไม่ใช่ค่ะกับข้าวอร่อยมากค่ะ แต่สงสัยหนูอดข้าวมาหลายวัน แถมอยู่ในเรือที่มันมีคลื่นก็เลยรู้สึกเวียนหัว กินไม่ค่อยลงเลยค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ โจ่ยเสี่ยค่ะ”จางไห่จูยกมือไหว้ด้วยความเกรงใจนายหัวอย่างมาก
“อ่อถ้ายังงั้นก็พักผ่อนมาก ๆ นะ ฉันขอตัวไปทำงานก่อน” ฮาซันมองด้วยสายตาห่วงใยก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
เย็นวันนั้นเรือของฮาซันแล่นมาถึงปากน้ำทะเลสาบสงขลา และเข้าไปจอดเทียบท่าที่ตำบลบ่อยางตัวเมืองสงขลา
“พวกเราจัดการเื่สินค้าที่นำเข้ามานะขนไปไว้ที่คลัง และนำของที่จะส่งไปขายลงเรือด้วย เด๊ะเลาะจัดการด้วยนะ”
“ครับ นายหัว”
ฮาซันพาจางไห่จูเดินขึ้นบกไปนั่งรถเจ๊กลาก แล่นผ่านศาลเ้าจีน ผ่านวัดพุทธ มัสยิดบ้านบนเห็นคนนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟ มีทั้งคนจีน คนมุสลิมนั่งร่วมโต๊ะพูดคุยกันด้วยหน้าตายิ้มแย้ม หัวเราะเสียงดัง อาจูหันไปมองอย่างแปลกใจเพราะที่เคยเห็นในสิงคโปร์ ถึงจะมีคนอินเดีย จีน มาเลย์แต่ก็มีการแบ่งเขตอาศัยออกเป็ย่านไชน่าทาวน์ ย่านลิตเติลอินเดีย อย่างชัดเจนไม่เหมือนที่สงขลานี้ ที่อยู่รวมกันไปหมด
“ที่นี่มีคนหลากหลายชนชาติอยู่ร่วมกันในหมู่บ้านเดียวกัน ทั้งคนจีนที่ไหว้เ้า คนไทยพุทธ และมุสลิมใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสันติมาหลายร้อยปีแล้ว ั้แ่กรุงศรีอยุธยา”ฮาซันเล่าบริบทของเมืองสงขลาให้อาจูฟัง
“อ๋อเพราะอย่างนี้ บังถึงพูดจีนแต้จิ๋วได้ใช่ไหมคะ”
“ใช่ แต่จีนฮกเกี้ยนฉันก็พูดได้นะเพราะเราต้องติดต่อค้าขายกับทั้งคนจีนแต้จิ๋วและฮกเกี้ยน โดยเฉพาะแร่ดีบุกฉันก็เป็พ่อค้าคนกลาง รับซื้อจากเหมืองของคนจีนฮกเกี้ยนที่พังงา ภูเก็ตเอาไปขายต่อที่สิงค์โปร์ หรือชวา”
“บังเก่งจังเลยนะคะ”อาจูพูดแล้วก็ยิ้มอย่างชื่นชม
ไม่ถึงสามนาทีรถลากก็มาส่งที่บ้านหลังหนึ่ง เป็ตึกสองชั้น รูปทรงแบบยุโรปสไตล์ชิโนโปรตุเกสฮาซันพาสาวน้อยเหยียบย่างเข้าไปในบ้าน
“อ้าวฮาซันกลับมาแล้วเหรอ” เสียงสตรีท่าทางใจดีกล่าวทัก เธอสวมเสื้อลายลูกไม้ผ่ากลางอกแขนยาวถึงข้อศอก สวมผ้าซิ่นปาเต๊ะ คาดด้วยเข็มขัดเงิน ไว้ผมสั้นเสมอคอ ดัดเป็ลอนตามแบบนิยมสมัยร.6
“กลับมาแล้วครับก๊ะ นี่พี่สาวของบังเอง ชื่อลาฟีนาคำว่าก๊ะแปลว่าพี่สาวนะ”
“อะสะลามมุอะลัยกุมค่ะก๊ะ” อาจูกล่าวทักทายแบบชาวมุสลิม แปลว่า ขอสันติจงมีแด่ท่าน
“อ้าวพูดอาหรับเป็ด้วยเหรอ วะอะลัยกุมุสซะลามจ้า”พี่สาวของฮาซันตอบว่าขอสันติจงมีแด่ท่านเช่นกัน
“หนูเคยมีเพื่อนเป็มุสลิมน่ะค่ะก็เลยแอบจำเขามา ยังพูดอาหรับไม่ได้หรอกค่ะ” อาจูตอบแบบอาย ๆ
“ก๊ะช่วยพาน้องไปเข้าห้องพักหลังบ้านเราแล้วก็หาเสื้อผ้าให้น้องเขาด้วยนะ เขาจะมาอยู่กับเราที่นี่”
“ได้จ้าเด๊ะพาน้องไปหามะกับโต๊ะก่อนนะ หายไปนานเป็เดือน พวกท่านคิดถึง”
“ครับก๊ะ”ฮาซันตอบแล้วพาอาจูไปหาแม่
“มะครับผมกลับมาแล้ว” ชายหนุ่มยกมือไหว้แม่ ที่แต่งกายคล้ายลาฟิดา พี่สาวของฮาซันต่างกันแค่สีและลายของผ้าซิ่น แม่ของเขานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สไตล์จีนในห้องส่วนตัว ประดับห้องด้วยเครื่องลายคราม บ่งบอกว่าเป็ผู้มีอันจะกิน
“หายไปเป็เดือนเลยนะลูกแล้วนั่นพาใครมาน่ะ”
“อาจูมาไหว้มะก่อนสินี่แม่ของบัง ชื่อ ซากินา”
“สะลามมุอะลัยกุมค่ะ”อาจูกล่าว
แม่ของฮาซันก็หัวเราะแล้วลุกเข้าไปกอดอาจูไว้พร้อมกล่าวว่า
“วะอะลัยกุมุสซะลามน่ารักจังเลย ขอกอดหน่อย ฮาซันแกไปลักลูกสาวใครเขามา”
“ไม่ได้ลักครับแต่สงสัยอัลเลาะห์ประทานมา ผมไปเจอน้องเขาบนเรือกลางทะเล” ฮาซันกล่าวติดตลก
ซากินาแม่ของฮาซันแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็เปลี่ยนเื่คุยต่อว่า
“เออช่างเถอะแล้วนี่กินอะไรมาหรือยังล่ะ”
“น้องเขาทานมาแต่ในเรือแล้วแต่คงจะไม่อิ่ม เพราะเมาเรือ มะมีอะไรให้ทานไหมครับ ผมชักจะหิวแล้วคิดถึงแกงส้มปลาสำลีที่มะทำ ไม่ได้ทานนานแล้ว”
“งั้นให้น้องเขาไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะค่อยมากินพร้อมกัน แกก็ไปอาบน้ำด้วย เหม็นเหงื่อไคลมากเลย ไป๊” แม่กล่าวกับฮาซันแล้วพาอาจูไปหลังบ้าน
ฮาซันอาบน้ำเสร็จก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็เสื้อแขนยาวคอตั้งนุ่งโสร่งตาตารางมานั่งขัดกริชเล่มโปรดอยู่ที่ห้องรับแขกก่อนที่แม่เขาจะพาจางไห่จูที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จจะเดินเข้ามา
“มาแล้วจ้าดูซิ แต่งตัวเสร็จแล้วเป็ไง”ซากินาใช้มือสองข้างประคองต้นแขนของอาจูมายืนต่อหน้าบัง
เมื่ออาบังเห็นก็ตกตะลึงจนกริชหลุดมือ
สาวหมวยในชุดยะหยาตัวเสื้อทำจากผ้าลูกไม้สีแดง ผ่ากลางอก แขนยาว นุ่งผ้าซิ่นบาติกสีดำลายดอกไม้เรือนผมเกล้าไว้ด้านหลังประดับด้วยดอกไม้ทองสั่นระริกเมื่อเคลื่อนไหว
“โอ้ สวยจังเลยผิดกับตอนอยู่ในเรือคนละคนเลย” บังซันมองตาเป็มัน
“ทำไมคะตอนอยู่ในเรือหนูมอมแมมเป็แมวตกน้ำใช่ไหมล่ะ” อาจูกล่าวแล้วหัวเราะ
“ไม่ถึงขนาดนั้นแต่อาจูสวมชุดยะหยาแล้วดูขึ้นดีมากเลย”
“เอาล่ะ ๆมากินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวมันจะดึก นี่แกงส้มที่แกชอบ ส่วนนี่สะตอผัดกะปิใส่กุ้งที่นี่ไม่มีหมูนะ คนจีนอย่างหนูจะกินได้หรือเปล่า”
“ทานได้ค่ะมะหนูทานง่าย เลี้ยงไม่ยากหรอกค่ะ” อาจูนั่งลงที่โต๊ะอาหารเคียงข้างฮาซันแต่ยังไม่ทันจะได้ลงมือรับประทาน ก็มีใครบางคนเดินเข้ามา
“นั่นใครน่ะ”เสียงหญิงชราเอ่ยถาม
“อ๋อสลามครับโต๊ะ นี่ย่าของฉันเอง เรียกว่าโต๊ะมาเรียม นี่อาจูครับโต๊ะเพื่อนใหม่ของผมครับ โต๊ะมาทานข้าวด้วยกันนะครับ”
“ไปคว้าเอามาจากไหนลูกเต้าเหล่าใคร พวกแกกินกันไปเถอะ ซากินา แกยกสำรับไปให้ที่ห้องฉันชุดนึงฉันจะกินข้าวในห้อง ไม่อยากร่วมโต๊ะกับคนแปลกหน้า”
“ใช่ค่ะโต๊ะงั้นให้หนูไปกินด้วยนะคะ บังไปพาใครมาไม่รู้ มาร่วมโต๊ะผู้ดีอย่างเราได้ไง เชอะ”หญิงสาวหน้าตาแฉล้มแช่มช้อยในชุดเสื้อผ้าแบบสาวบางกอก นุ่งโจงกระเบนสวมเสื้อแขนพอง ๆ เป็ผ้าลูกไม้ มีสายรัดที่คอพูดแดกดันก่อนจะเดินตามย่ามาเรียมเข้าห้องไป
“นั่นน้องสาวฉันน่ะชื่อ ลีนะห์ นิสัยเย่อหยิ่งแบบนี้แหละ คงได้แบบมาจากย่าที่เ้ายศเ้าอย่างเพราะถือตัวว่าเป็เชื้อสายขุนนางเก่า เ้าเมืองพัทลุง แต่บรรพบุรุษจริง ๆสืบไปถึงสุลต่าน สุไลมาน ชาร์ ที่เป็เ้าปกครองเมืองซิงกอรา ลูกของดาโต๊ะโมกอลที่นำชาวชวามาตั้งบ้านเมืองตรงหัวเขาแดงนี่ และได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระเอกาทศรถให้เป็ข้าหลวงสำเร็จราชการนครสงขลา จนสิ้นสมัยสมเด็จพระเ้าทรงธรรม ก็โดนออกญากลาโหมยึดอำนาจจับลูกพระเ้าทรงธรรมไปปะา แล้วตั้งตัวเป็สมเด็จพระเ้าปราสาททอง ทำให้ท่านสุไลมานไม่พอใจที่มีคนมาทำกับผู้มีพระคุณ ก็เลยตั้งตัวเป็เ้าปกครองรัฐสุลต่านซิงกอราแต่เป็อยู่ไม่นาน ถึงสมัยลูกของท่าน คือท่านมุสตอฟาตรงกับแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ กรุงศรีอยุธยาได้ส่งกองทัพมาตีสงขลาแตกแล้วย้ายท่านไปอยู่ที่ไชยา ส่วนลูกชายสองคนของท่านมุสตอฟาโปรดให้เข้าไปรับราชการที่กรุงศรีฯ”
“โหแค่พูดถึงน้องสาว ยาวไปถึงประวัติศาสตร์เลยหรือคะ”
“เออ ขอโทษทีนาน ๆ จะมีคนคุยถูกคอน่ะ เอ้า กินข้าวกันเถอะ นี่ไข่ทอดชะอม กินกับแกงส้มนี่หรอยจังฮู้” บังซันตักกับข้าวใส่จานให้จางไห่จู นี่คงเป็มื้อแรกบนแผ่นดินสยามที่หล่อนได้กินอิ่มหลังจากอพยพออกจากเยาวราชไปเมื่อ 4 ขวบ
“บังคะแล้วภริยาของบังไปไหนล่ะ ทำไมไม่เห็นเลย” จางไห่จูเอ่ยถามเพราะคิดว่าชายวัยสามสิบกว่า ๆ อย่างบังซันน่าจะมีเมียเป็ตัวเป็ตนได้แล้ว
“ยังไม่มีหรอกจ้าเมียเพราะฉันไม่ค่อยอยู่บ้าน เดินเรือไปค้าขายบ่อย ยังไม่พร้อมจะมีครอบครัว”เขาพูดแล้วสบตากับอาจู ที่มองเขาอย่างไม่ค่อยเชื่อ
“จริง ๆ นะแต่ถ้าได้เมียที่สามารถเดินทางไปไหนต่อไหนด้วยกันได้ฉันก็อาจจะตัดสินใจแต่งงานกับเธอคนนั้น”
“ขอให้เจอไว ๆนะคะ เดี๋ยวจะมีลูกไม่ทันใช้” อาจูพูดแซวบังหนุ่มอย่างอารมณ์ดีขณะกำลังเขี่ยก้างปลาสำลีในจาน
“รู้แล้วละจ้าแต่ทั้งนี้ก็ต้องแล้วแต่อัลเลาะห์จะทรงเมตตานะ” บังกล่าวแล้วตักข้าวใส่ปากสายตาก็มองหน้าอาจูเหมือนอยากจะบอกว่า ผู้หญิงคนนั้นที่เขารอคอยอาจจะเป็หล่อนก็ได้
“ฮาซันแกลองเล่าอีกทีสิลูก ว่าไปเจออาจูยังไง” ซากินาซักถามด้วยความสงสัย
“ผมไปเจอน้องเขานอนสลบอยู่บนเรือลำน้อยกลางทะเลก็เลยรับเข้าขึ้นเรือมาด้วยกัน สอบถามแล้วน้องเขาว่าโดนคนทางบ้านลอยแพเพราะเชื่อเื่ดวงน้องเขาเป็กาลกิณี ก็เลยจับใส่เรือมาอย่างที่ว่านั่นแหละครับ”
“จริงเหรอสมัยนี้ยังมีคนคิดงมงายป่าเถื่อนแบบนี้อยู่เหรอ น่าสงสารอาจูนะไม่น่าจะต้องมารับชะตากรรมแบบนี้เลย นี่ดีนะที่ฮาซันไปเจอก่อนไม่งั้นไม่รู้จะเป็อาหารของฉลามหรือเปล่า หนูก็อยู่ด้วยกันกับแม่ที่นี่เถอะนะลูก”ซากินากล่าวอย่างอ่อนโยน สีหน้าบ่งบอกความเมตตา
“หนูขอบคุณมะมากนะคะถ้ามีงานอะไรในครัวเรือนจะให้หนูช่วยทำก็เรียกใช้ได้เลยนะคะคิดเสียว่าหนูเป็คนรับใช้คนหนึ่งก็ได้ เพราะบังคือผู้มีพระคุณต่อหนูให้ชีวิตใหม่แก่หนู ความกตัญญู และการตอบแทนผู้มีพระคุณ คือคุณธรรมของคนจีนค่ะ”
“ก็ดีสิงั้นพรุ่งนี้มะจะสอนให้หนูทำอาหารไทยนะแม่ได้สูตรชาววังมาจากพวกขุนนางเมืองบางกอกน่ะแหละเพราะที่บ้านเราเนี่ยต้องต้อนรับพวกข้าหลวงที่มารับตำแหน่งใหม่อยู่เนือง ๆ “
“ค่ะมะ”อาจูรับคำด้วยความซาบซึ้ง
ฮาซันเห็นอาจูเข้ากันได้ดีกับแม่และพี่สาวก็ดีใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น
จางไห่จูกำลังช่วยซากินาแม่ของฮาซันทำข้าวคลุกกะปิอยู่ในครัว
“นี่สูตรสมัยร.5เลยนะ ได้ยินว่าพระองค์ทรงโปรดมาก แต่เราเป็มุสลิม เลยต้องเปลี่ยนจากหมูหวานมาเป็ไก่หวานแทน เอาไก่ติดหนังไปทอดกรอบก่อนนะ ค่อยมาเคี่ยวกับน้ำตาลปึก น้ำปลาอาจูช่วยมะซอยมะม่วงหน่อยนะลูก เปรี้ยวกำลังดีเลย กินแก้เลี่ยนได้”
“ฮาซันเขาชอบมากนะข้าวคลุกะปิเนี่ย” ลาฟีนา พี่สาวของฮาซันบอกขณะที่กำลังซอยหอมแดงใส่จาน
“ใกล้เสร็จแล้วเดี๋ยวก็จัดใส่จานให้ฮาซันก่อนนะ เพราะวันนี้วันศุกร์เขาต้องไปละหมาดที่มัสยิดบ้านบนใกล้ ๆ เนี่ย ต้องไปแต่เช้าเพราะต้องไปฟังเขาอ่านคุตบะ เหมือนที่ชาวพุทธไปฟังเทศน์น่ะแหละแล้วตอนเที่ยงครึ่งก็ต้องละหมาด 2 รอกะอะ ประมาณบ่ายโมงกว่า ๆ ก็เสร็จแล้ว”
“ได้ค่ะมะ”อาจูตักข้าวคลุกกะปิใส่จาน ก่อนจะเรียงเครื่องเคียงแต่ละอย่างลงรอบ ๆจานอย่างสวยงาม แล้วก็ยกไปเสิร์ฟให้ฮาซันที่นั่งกระดิกเท้าผิวปากอยู่กับนกกรงหัวจุกตรงระเบียงบ้าน
“มาทานข้าวคลุกกะปิได้แล้วค่ะบังเดี๋ยวสายจะไปมัสยิดไม่ทัน”
ฮาซันยกกรงนกขึ้นไปแขวนตรงราวที่ระเบียงแล้วล้างมือในอ่าง ก่อนจะเช็ดมือด้วยผ้าสะอาดแล้วเดินมานั่งลงที่โต๊ะอาหารตัวเล็กสำหรับเขาโดยเฉพาะเขาตักข้าวและเครื่องเคียงพอดีคำเข้าปาก ก็ทำตาโตร้องว่า
“โอ้ อัลเลาะห์ทำไมอร่อยอย่างนี้ ไม่เคยกินที่ไหนอร่อยแบบนี้มาก่อนเลย สงสัยเพราะอาจูมาช่วยทำแน่ๆ “
“แหมไม่ต้องแกล้งยอกันหรอกค่ะ หนูก็แค่ช่วยหั่นผักซอยมะม่วง ส่วนฝีมือเด็ดน่ะเป็ของมะต่างหากล่ะ” อาจูในชุดยะหยาเสื้อสีขาวลายลูกไม้และนุ่งซิ่นสีแดงลายดอกไม้ยิ้มอย่างมีความสุข ที่ตนได้มีส่วนในการรับใช้ผู้มีพระคุณ
โต๊ะมาเรียมกับลีนะห์เดินลงมาจากชั้นบนของบ้านผ่านระเบียงที่ฮาซันกำลังนั่งกินข้าวอยู่ อาจูเห็นเข้าก็เชิญทานข้าว
“โต๊ะทานข้าวค่ะเด๊ะทานข้าวด้วยกันจ้า เดี๋ยวหนูไปจัดให้”
“ไม่ต้องชั้นไม่กิน ของจากมือคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าอย่างหล่อน ชั้นไม่กล้ากินหรอกมีฮาลาลหรือเปล่าก็ไม่รู้” ลีนะห์กล่าวขณะทำปากแสยะ สีหน้าบึ้งตึง
“ชั้นก็ไม่กินข้าวจากคนนอกศาสนาที่ไม่ใช่มุสลิมะห์อย่างพวกเราหรอกนะ มันจะเสื่อมจากความบริสุทธิ์ขององค์อัลเลาะห์ลีนะห์พาโต๊ะไปหาเพื่อนในเมืองหน่อย” ยายแก่มาเรียมพูดแบบหันข้างให้โดยไม่ชายตามองจางไห่จู ก่อนที่ย่าหลานจะควงกันเดินออกไป
อาจูยืนซึมอยู่ตรงนั้นในใจก็คิดว่าตนทำอะไรผิด ทำไมต้องจงเกลียดจงชังถึงเพียงนี้เพียงเพราะเธอไม่ใช่ลูกผู้ดี ไม่ใช่มุสลิมกระนั้นหรือ
ฮาซันเห็นดังนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า
“อย่าคิดมากเลยอาจูย่ากับน้องฉันก็เป็แบบนี้แหละ เธอทำดีที่สุดแล้วฉันกับแม่และพี่สาวยังยืนอยู่เคียงข้างเธอนะ อดทนไว้”เขาพูดแล้วเดินไปตบไหล่อาจูเบา ๆ
“ฉันไปละหมาดก่อนนะบ่าย ๆ จะพาไปเล่นที่หัวเขาแดง”
“ค่ะบัง”
บ่ายสามโมงวันนั้นฮาซันกลับมาบ้านก็พาจางไห่จูนั่งเรือออกไปทางปากอ่าวทะเลสาบสงขลาไปจอดเทียบท่าที่ชุมชนริมน้ำตรงเชิงเขาที่เรียกว่าหัวเขาแดงอันตั้งตระหง่านเป็ที่เห็นเด่นชัดจากผู้เดินทางในทะเล
“ที่นี่แหละที่บรรพบุรุษของฉันคือดาโต๊ะโมกอลนำพาชาวชวามาตั้งถิ่นฐานจนกลายเป็เมืองซิงกอรายังมีป้อมปราการหลงเหลือให้เห็นจนบัดนี้ ซึ่งในอดีตมีป้อมมากถึง 20 ป้อม นี่ไงป้อมที่เราเห็นเรียกว่าป้อมปืนหมายเลข 9 เป็ 1 ใน 14 ป้อมที่หลงเหลืออยู่ลองเข้าไปดูสิ”
ทั้งสองเดินเข้าไปชมตัวป้อมลักษณะเป็ทรงสี่เหลี่ยม กว้าง 12 เมตร ยาว 14 เมตร มีครีบ 5ครีบเสริมความมั่นคงแข็งแรง ใช้วัสดุเป็หินสอปูน ฐานกว้างแล้วลาดเอียงขึ้นไปหายอด
“ยิ่งใหญ่จริงๆ เลยนะคะ แต่ทำไมจะต้องทำให้แข็งแรงขนาดนี้”
“ก็สมัยโบราณน่ะทะเลแถบนี้มีโจรสลัดชุกชุม เข้ามาปล้นบ้านเมืองบ่อย ๆจึงต้องทำป้อมปราการให้มั่นคง รับการโจมตีได้รอบทิศทาง ยิ่งอยู่บนูเามีชัยภูมิที่ได้เปรียบกว่า มองเห็นได้รอบไม่ว่าจะมาทางไหนก็ยิงด้วยปืนใหญ่ได้”
“แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังโดนกรุงศรีอยุธยาตีแตก”อาจูตั้งข้อสังเกต
“ใช่ฉันคิดว่าเป็ความอ่อนแอภายในของรัฐสุลต่านด้วยมั๊งและ่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มีฝรั่งเข้ามาช่วยราชการอยู่มากจึงมีอาวุธที่ทันสมัย มีบุคลากรที่มีความรู้ในเชิงรบมากมายจึงทำให้ได้ชัยชนะโดยง่าย”
ทั้งสองเดินชมหัวเขาแดงจนทั่วก็เดินลงเขาไปทางแหลมสน
“อาจูรู้มั๊ยทำไมเขาจึงเรียกเขานี้ว่าหัวเขาแดง”
“ไม่รู้ค่ะ”
“เพราะดินแถวนี้เป็สีแดงเวลานักเดินเรือมาแวะนั่งพักที่ชายหาด แล้วเอามือท้าวกับผืนดินก็จะมีสีแดงติดมือเชื่อกันว่าบริเวณคาบสมุทรสทิงพระซึ่งแต่เดิมมีสภาพเป็เกาะเพิ่งจะเกิดสันทรายเชื่อมเกาะกับแผ่นดินใหญ่เข้าด้วยกันเมื่อร้อยปีมานี่เองคือเกาะลังกาในคัมภีร์มหาวงศ์ ที่กล่าวถึงตัมพปัณณิกทีป คือทวีปของคนฝ่ามือแดงแต่ฝรั่งตีความว่าคือเกาะศรีลังกา เพราะอยากให้อังกฤษได้ผลประโยชน์”
“แหมบังช่างมีความรู้ลึกซึ้งจังเลยนะคะ เป็มุสลิม แต่รู้เื่พุทธด้วยไปเรียนมาจากไหน”
“ไม่ได้เรียนแอบฟังเพื่อน ๆ ที่เป็มหาเขาโม้กัน ก็จำ ๆ เขามา”
แล้วทั้งคู่ก็เดินมาถึงชายหาดแหลมสน
“หลังจากเมืองซิงกอราที่หัวเขาแดงถูกตีแตก่ปลายกรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านก็ค่อย ๆ โยกย้ายมาตั้งถิ่นฐานในแถบแหลมสนนี้จนถึงสมัยสมเด็จพระเ้าตากสินได้โปรดเกล้าแต่งตั้งให้คนจีนชื่อ นายเหยียง แซ่เฮาซึ่งเป็นายอากรรังนก รับตำแหน่งเ้าเมืองสงขลา ต่อมาประชากรมากขึ้นฝั่งแหลมสนน้ำจืดขาดแคลน จึงมีการย้ายเมืองไปตั้งอยู่ที่บ่อยางจนถึงปัจจุบันไงล่ะ”
“ขอบคุณบังมากนะคะที่พาหนูมาเที่ยว”
“ก็เห็นว่าอยู่แต่ในครัวช่วยมะกลัวจะเบื่อ เลยพาออกมาเปิดหูเปิดตา คลายเครียดบ้าง”
“ไม่เบื่อหรอกค่ะมะใจดี สอนหนูทำอาหารหลายอย่าง หนูชอบ”
“อืมชอบเรียนรู้ก็ดีแล้ว ฉันก็มีเื่อยากจะสอนเธอหลายอย่างนับแต่วันพรุ่งนี้ฉันจะสอนเธอเรียนรู้วิชาเอาตัวรอด อยากเรียนไหม”
“วิชาอะไรบ้างคะ”
“วิชายิงปืนวิชาฟันดาบ วิชาดำน้ำ ว่ายน้ำ วิชาเดินเรือ ถ้าเธอฝึกทั้งหมดนี้สำเร็จเธอจะติดตามไปช่วยเหลือฉันได้เวลาออกไปค้าขาย”
“อยากเรียนค่ะหนูจะดีใจมาก ถ้าช่วยงานของบังได้”
“ดีมากถ้างั้นพรุ่งนี้เริ่มเรียนกันเลย” ฮาซันเอามือลูบหัวของอาจูด้วยความเอ็นดู
ลมทะเลพัดมาเอื่อยๆ แสงแดดยามเย็นส่องมาจากทางหลังเขา กระทบเกลียวคลื่นที่กำลังสาดซัดชายหาดเหมือนหัวใจน้อย ๆ ของจางไห่จูที่กำลังโดนความดีของฮาซันสาดซัดเข้ากระทบจิตใจให้หวั่นไหว
จบตอนที่ 5 โปรดติดตามตอนที่ 6 องค์รักษ์คนใหม่ว่าที่สะใภ้มุสลิม
( แต่งตอนที่ 5 จบ วันที่ 13 ต.ค.67)