ทีปกรนั่งอยู่บนรถประจำทางหวานเย็นซึ่งมีลักษณะคล้ายกับรถเมล์พัดลมในกรุงเทพฯ แต่มีขนาดเล็กกว่าเกือบเท่าตัวหน้าต่างกระจกทั้งสองฝั่งเปิดขึ้นจนสุด เพื่อรับบรรยากาศอันแสนสบายจากด้านนอก
ลมพัดเอื่อย ๆกระทบลงบนใบหน้าของชายหนุ่มร่างบอบบางที่กำลังเหม่อมองทุ่งดอกไม้หลากสีสันข้างทางทำให้ เผลอคิดถึงใครบางคนที่ทำให้ตนรู้สึกเจ็บจี๊ดตรงกลางหัวใจแม้ในยามจะหลับก็ยังคงตราตรึงฝั่งแน่นไม่จางหายไปซึ่งเป็นความทรมานแสนสาหัสที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ภายในชั่วข้ามคืนคงจะมีเพียงเวลาเท่านั้นที่อาจจะช่วยให้เบาบางได้บ้าง
ความรักในครั้งนี้แม้แต่ตัวของทีปกรเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดแล้วทำไมถึงได้รักเขามากถึงเพียงนี้แต่คงต้องทำใจยอมรับว่าในเมื่อเรามอบความรักให้แก่เขาโดยไม่ได้เผื่อใจไว้ยามผิดหวังก็ต้องเจ็บปวดมากเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งคิดก็ยิ่งเหมือนเป็นการตอกย้ำให้หัวใจบอบช้ำแสนสาหัสมากกว่าเดิม
“ทำไมผมต้องคิดถึงคุณด้วยนะ”ทีปกรบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเพราะพยายามอดกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมาในขณะที่ดวงตายังคงมองออกไปนอกหน้าต่างรถประจำทางหวานเย็นที่วิ่งไปอย่างช้า ๆอยู่บนถนนแคบ ๆ เพื่อเข้าตัวเมือง
ความอ่อนเพลียจากการที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืนและการเดินทางข้ามจังหวัดทำให้เปลือกตาของชายหนุ่มร่างบอบบางเริ่มปรือลงมาเล็กน้อย และผล็อยหลับลงในที่สุด
“อ้าว!นี่เราลงจากรถตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”จากทุ่งดอกไม้หลากสีสันที่ทีปกรได้นั่งมองเมื่อครู่จากบนรถหวานเย็น บัดนี้กลับได้ลงมาสัมผัสกลิ่นอายของธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
“เอ๊ะ!หรือว่าฝันอีกแล้วเปล่าวะ”เจ้าตัวหันซ้ายแลขวาก็พบเพียงแค่ตนยืนอยู่ตรงนี้เพียงผู้เดียว
"ขนาดในความฝันก็ยังเจ็บอยู่อีกเหรอเนี่ย” ทีปกรใช้มือลูบหน้าอกข้างซ้ายของตัวเองเพื่อหวังว่าความเจ็บปวดนี้จะเบาบางลงบ้าง
แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเขมทัตทำให้ตนเสียใจมากเพียงใดแต่ก้นบึ้งของจิตใจส่วนลึกก็เรียกร้องว่าอยากจะเจอกับชายผู้นั้นอีกสักครั้งเจ้าตัวใช้สายตาสอดส่องมองไปรอบ ๆ ด้วยความเศร้าสร้อยเห็นเพียงแค่ความสวยงามของทุ่งดอกไม้รอบกายเท่านั้น แต่เป็นอันต้องชะงักเมื่อสายตาไปหยุดอยู่ตรงผู้ชายที่อยู่เบื้องหน้า
“เขมทัต”ทีปกรเรียกชื่อชายที่ตนรักสุดหัวใจออกมาโดยอัตโนมัติด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและมีน้ำใส ๆ คลออยู่รอบดวงตาในขณะที่ชายหนุ่มร่างบอบบางกำลังยืนอึ้งเพราะไม่คิดว่าตนจะสมปรารถนาได้เร็วขนาดนี้เขมทัตก็เดินเข้ามาใกล้จนประจันหน้ากัน
“คุณมาทำไมผมบอกแล้วไงว่าไม่อยากเห็นหน้าคุณอีก ไปซะ”ปากที่ไม่ตรงกับใจของทีปกรพูดออกไปด้วยความน้อยใจที่สุมอยู่เต็มอก
“ข้ามิอยากเห็นเจ้าร้องไห้ขอข้าเช็ดน้ำตาให้เจ้าได้รึไม่"เขมทัตพูดพลางยกมือขึ้นเอื้อมไปปาดน้ำตาบนใบหน้าขาวนวลนั้น แต่ชายหนุ่มร่างบอบบางกลับเบือนหน้าหนีและปัดมือใหญ่นั้นออก
“ไปซะผมไม่อยากเห็นหน้าคุณให้รู้สึกเจ็บไปมากกว่านี้” ทีปกรพูดอีกครั้งทั้งที่ใจไม่ได้ปรารถนาเช่นนั้นเลยสักนิด
“ได้โปรดฟังข้าพูดสักครั้งเถิดหากเจ้าฟังจบแล้วมิมีเยื่อใยให้แก่ข้าดังเดิม ข้าจะไม่กลับมาให้เจ้าเห็นหน้าอีก”เขมทัตพูดด้วยสีหน้าและแววตาที่แสดงออกมาว่ามีความทุกข์และเจ็บปวดไม่ต่างจากชายหนุ่มร่างบอบบางเลยสักนิดจึงทำให้ความรู้สึกน้อยอกน้อยใจของทีปกรดีขึ้นมาบ้าง
“ก็ได้ พูดมา”
“ข้าขอโทษหากข้าทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เจ้าเข้าใจข้าผิดไป ข้ามิมีเจตนาที่จะทำให้เจ้าเสียใจเลยแม้แต่น้อยและข้าอยากจะย้ำกับเจ้าอีกสักครั้งว่าข้ารักเจ้าเพียงผู้เดียวเท่านั้นมิได้โป้ปดแม้แต่น้อย ขอเจ้าให้โอกาสข้าอีกสักครั้งได้หรือไม่”ทีปกรยืนนิ่งคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตระหว่างตนกับเขมทัตครู่ใหญ่จนทำให้คนที่รอคำตอบรู้สึกร้อนใจและตัดสินใจพูดขอโอกาสเป็นครั้งสุดท้าย
“ได้โปรดให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความรักของข้าด้วยเถิด”เขมทัตก้มหน้าลงรอคำตอบ พร้อมเตรียมใจยอมรับความจริงหากคนตรงหน้าไม่ให้โอกาสก็คงต้องเดินจากใจดั่งที่ลั่นวาจาไว้เมื่อครู่
“อืม…ผมให้โอกาสคุณอีกครั้งก็ได้” การตอบออกมาในครั้งนี้ของทีปกรเหมือนเป็นการยกภูเขาออกจากอกของทั้งคู่ซึ่งทำให้เขมทัตเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึงเพราะไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยินจากแววตาเศร้าหมองเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นแววตาแห่งปีติในทันทีและโผเข้ากอดชายหนุ่มร่างบอบบางด้วยความดีใจแบบขีดสุด
ทีปกรกลับมาอยู่ภายใต้อ้อมกอดอันแสนอบอุ่นนั้นอีกครั้งทำให้หัวใจที่เคยเหี่ยวเฉากลับฟื้นคืนชีพในทันทีเจ้าตัวกอดเอวเขมทัตกลับพร้อมสูดกลิ่นที่แสนจะคุ้นเคยจนเต็มปอดทำให้อาการเจ็บปวดหัวใจแสนสาหัสที่เคยเป็นจางหายไปอย่างน่าอัศจรรย์
“เมื่อคิดว่าจะต้องเสียเจ้าไปใจข้าแทบแหลกสลายเลยรู้บ้างหรือไม่”เขมทัตพูดพลางประทับริมฝีปากบนหน้าผากของทีปกรด้วยความทะนุถนอม
“ผมก็เหมือนกัน”