จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะเยาะเมื่อพูดถึงตรงนี้ “ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าพวกคุณมีสิทธิ์อะไรมาอาละวาดที่บ้านเก่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วยังกล้ามากล่าวหาปู่ย่าของฉันแบบนี้!”
เดิมทีหยางหว่านซิ่วตั้งใจจะยอมปล่อยผ่านเรื่องที่จิ่งหลิวหยางขโมยเงิน เพราะยังไงจิ่งหลิวหยางก็เป็นหลานของเธอ ถ้าถูกตราหน้าว่าเป็นขโมย อนาคตของเขาคงได้รับผลกระทบอย่างหนัก
เพียงแต่เมื่อครู่ตอนที่มาที่นี่ จิ่งเยี่ยนกุยบอกกับเธอว่าด้วยนิสัยของหลิวชุนฮวา คงมีแต่จะสอนลูกให้แย่ลง จิ่งหลิวหยางก็โตขนาดนี้แล้ว ถ้าตอนเด็กขโมยเข็มโตขึ้นก็อาจขโมยทองได้ ทางที่ดีควรใช้โอกาสนี้ดัดนิสัยเขาเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่อย่างนั้นจะยิ่งทำร้ายจิ่งหลิวหยางมากกว่าเดิม
เพราะคำแนะนำของเธอ หยางหว่านซิ่วจึงยอมให้จิ่งเยี่ยนกุยพูดเรื่องที่จิ่งหลิวหยางขโมยเงินออกมา
พอเรื่องนี้ถูกเปิดเผย หลิวชุนฮวาก็รีบปฏิเสธทันควัน ร้องไห้คร่ำครวญอย่างสุดเสียง “หลิวหยางลูกฉันทั้งดีทั้งกตัญญู จะไปขโมยเงินได้ยังไง พวกแกนี่มันใส่ร้ายกันชัดๆ!”
เธอพูดจบก็หันมาพูดกับจิ่งเยี่ยนกุยทั้งน้ำตา “เยี่ยนกุย ลูกรักของแม่ อย่าไปฟังย่าของแกยุแยงแบบนี้นะ! ลูกเป็นเด็กดีของแม่ ในใจของแม่ ลูกคือคนที่แม่รักมากที่สุด! ลูกไปเรียนรู้เรื่องไม่ดีจากย่าแบบนี้ มันเหมือนกับควักหัวใจของแม่ออกมาเลยนะ!”
หยางหว่านซิ่วโกรธจนกระทืบเท้า “หลิวชุนฮวา นี่แกพูดภาษาคนหรือเปล่า? ฉันไปยุแยงเยี่ยนกุยตอนไหนกัน! เรื่องพวกนี้หล่อนเห็นกับตาตัวเองทั้งนั้น! วันนั้นแกมาอาละวาดที่บ้านเก่า แล้วให้จิ่งหลิวหยางเข้าไปขโมยเงิน คนในหมู่บ้านเห็นกันเยอะแยะ!”
“แกเป็นแม่คนแท้ๆ แต่กลับไม่ดูแลลูกให้ดี นี่มันไม่ใช่การทำเพื่อเขา แต่เป็นการทำร้ายเขาชัดๆ!”
หลิวชุนฮวายังคงพยายามปฏิเสธ เชอฉางเกินก็พูดขึ้น “วันนั้นฉันเห็นจิ่งหลิวหยางเข้าไปค้นของในบ้านเก่าตอนที่ไม่มีคนอยู่ แล้วเอาถุงสีน้ำเงินเล็กๆ ออกมา นอกจากนั้นยังเอาขนมหนวดมังกรออกมาอีกสองห่อ”
ช่วงนี้หลิวชุนฮวาก่อเรื่องมากเกินไปจริงๆ แถมครั้งก่อนยังตีหยางหว่านซิ่วจนสลบ และยังบอกให้จิ่งหลิวหยางไปแย่งขนมของเด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้านอีก ทำให้คนในหมู่บ้านต่างไม่พอใจหลิวชุนฮวาและจิ่งหลิวหยางอย่างมาก
ทันทีที่เชอฉางเกินพูดจบ ก็มีชาวบ้านคนอื่นๆ พูดขึ้น “พวกเราก็เห็นจิ่งหลิวหยางถือถุงสีน้ำเงินออกมาเหมือนกัน ฉันเคยเห็นบ้านของจงอี้ใช้ถุงแบบนั้น”
คนหนึ่งพูดอาจจะไม่มีใครเชื่อ แต่เมื่อมีคนพูดมากขึ้น คนก็เริ่มเชื่อกันมากขึ้น
จริงๆ แล้วเรื่องที่จิ่งหลิวหยางขโมยเงินจากบ้านเก่าได้แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านตลอดหลายวันที่ผ่านมาแล้ว
ตอนนี้ชาวบ้านต่างก็ชี้หน้าด่าหลิวชุนฮวาและจิ่งหลิวหยาง หลิวชุนฮวาก็เริ่มร้องไห้อีกครั้ง “พวกแกทำไมถึงรังแกกันแบบนี้! ผัวฉันแขนขาดไปแล้ว พวกแกยังมาใส่ร้ายรังแกพวกเราแม่ลูกแบบนี้อีก! จะไม่ให้คนอื่นใช้ชีวิตแล้วจริงๆ!”
“สวรรค์ ท่านโปรดส่งฟ้าผ่าลงมา ผ่าคนที่ใส่ร้ายป้ายสีทำลายชื่อเสียงพวกเราแม่ลูกให้ตายด้วยเถิด!”
ปกติจิ่งหลิวหยางก็ถูกหลิวชุนฮวาตามใจจนเสียคนอยู่แล้ว ตอนนี้พอได้ยินคนมาชี้หน้าด่า เขาก็พุ่งเข้าไปตบหน้าเชอฉางเกินทันที “ไอ้สารเลว นี่มันเรื่องของบ้านฉัน แกมายุ่งอะไรด้วย!”
เชอฉางเกินไม่คิดว่าจิ่งหลิวหยางจะกล้าทำร้ายเขา ถึงกับงงไปชั่วขณะ
เมื่อเห็นว่าเชอฉางเกินไม่ได้ตอบโต้ จิ่งหลิวหยางก็ยิ่งได้ใจ และตบหน้าเขาอีกครั้ง “ไอ้ตัวซวย! ใครให้แกมายุ่งเรื่องชาวบ้าน! ดูสิว่าฉันจะฆ่าแกให้ตายไหม!”
หลิวชุนฮวาพูดอย่างปลื้มใจ “ตีได้ดี ลูกฉันโตแล้ว! รู้จักปกป้องแม่แล้ว! คนชอบก่อความวุ่นวายแบบนี้ ต้องตีให้ตาย!”
เชอฉางเกินโกรธจัด ถึงแม้ขาของเขาจะไม่ค่อยดี แต่ยังไงเขาก็เป็นผู้ชายวัยผู้ใหญ่ จึงรีบคว้ามือของจิ่งหลิวหยางไว้แน่น แล้วตบกลับทันที “มันชักจะก้าวร้าวเกินไปแล้ว! แม่แกไม่สอนให้แกเป็นคนดี งั้นวันนี้ฉันจะสอนแกเอง!”
จิ่งหลิวหยางโดนตบจนหน้ามืดตาลาย หลิวชุนฮวาพลันไม่พอใจ รีบลุกขึ้นมาฉีกทึ้งเชอฉางเกินอยู่ด้านข้าง และตะโกนเรียกจิ่งเจี้ยนกั๋ว “จิ่งเจี้ยนกั๋ว แกตายไปแล้วหรือไง! เห็นเมียกับลูกโดนรังแก ไม่คิดจะเข้ามาช่วยเลยหรือไง!”
จิ่งเจี้ยนกั๋วตั้งท่าจะไปตบหน้าเชอฉางเกิน หลิวหงอิงก็กระโดดออกมาจากข้างๆ แล้วถีบหลิวชุนฮวาออกไปทันที “ไสหัวออกไป!”
สถานการณ์เกือบจะควบคุมไม่อยู่แล้ว ฉินตงเฉียงโกรธจนหน้าเขียว พลันตะโกนลั่น “พอได้แล้ว! ถ้ายังทะเลาะกันอีก จะจับไปขังให้หมด!”
เขามีอำนาจมาก เสียงตวาดครั้งนี้จึงได้ผล จิ่งเจี้ยนกั๋วไม่กล้าทำอะไรอีก ส่วนหลิวชุนฮวาก็นั่งลงกับพื้นแล้วโวยวายลั่น ใช้คำหยาบคายต่างๆ นานาด่าหลิวหงอิง
มีเพียงจิ่งหลิวหยางเท่านั้นที่คิดว่าตัวเองเคยตีหลานของฉินตงเฉียงมาแล้ว ฉินตงเฉียงก็คงไม่กล้าทำอะไรเขา เขาเลยไม่เห็นฉินตงเฉียงอยู่ในสายตาเลย
เชอฉางเกินปล่อยตัวจิ่งหลิวหยาง แต่เด็กที่ถูกตามใจจนเสียคนกลับจะเข้าไปตบหน้าเชอฉางเกินอีก คนที่กำลังดูเหตุการณ์อยู่รีบเข้ามาห้ามไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะทำร้ายคนพวกนั้นด้วย และปากยังพ่นคำพูดไม่สุภาพออกมา “กล้ามาขวางพ่ออย่างฉันเหรอ คราวหน้าพ่อจะเอาอีโต้มาฟันให้ตายทั้งบ้านเลย!”
ตอนนี้ผู้นำตระกูลและผู้อาวุโสของตระกูลจิ่งอีกหลายคนก็มาถึงพอดี เมื่อเห็นภาพนี้สีหน้าก็เปลี่ยนไป ที่นี่ไม่ว่าใครก็ล้วนแต่เป็นผู้อาวุโสกว่าจิ่งหลิวหยาง แต่เขากลับไปเรียกตัวเองว่า “พ่อ” [1] หลิวชุนฮวาสอนลูกยังไงกันเนี่ย!
สีหน้าของผู้นำตระกูลไม่น่ามองอย่างยิ่ง ชี้หน้าจิ่งหลิวหยางแล้วพูดว่า “ไปนั่งตรงนั้นให้ดีๆ!”
จิ่งหลิวหยางถูกหลิวชุนฮวาตามใจจนไม่เห็นใครอยู่ในสายตา จะฟังคำพูดของเขาได้ยังไง จึงรีบด่ากลับ “ไอ้แก่หัวหงอก แกมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน! ไสหัวไปไกลๆ เลยไป!”
หลิวชุนฮวาที่ยังคงภูมิใจที่ลูกชายของเธอมีความห้าวหาญ กลับต้องได้ยินเสียงเย็นชาของผู้นำตระกูลดังขึ้นว่า “นี่เหรอลูกชายที่แกสอนมา?”
หลิวชุนฮวาร้องไห้แล้วพูดว่า “ผู้นำตระกูล พวกเขากำลังรังแกแม่ลูกอย่างพวกเรา หลิวหยางก็แค่โมโหเกินไปเท่านั้น! เขาเป็นเด็ก ท่านจะถือสาอะไรกับเด็กได้ยังไง! ท่านมาพอดีเลย ช่วยเป็นผู้ตัดสินความยุติธรรมให้พวกเราด้วย! จับพวกคนที่รังแกพวกเราไปขังให้หมด!”
ผู้นำตระกูลทำหน้าบึ้ง ไม่ได้พูดอะไร หลิวชุนฮวาคิดว่าเขาคงเห็นด้วยกับคำพูดของเธอแล้ว จึงพูดขึ้นทั้งน้ำตา “ชีวิตฉันมันน่าสงสารเหลือเกิน ลูกสาวที่ฉันเลี้ยงมาอย่างยากลำบากก็ถูกคนยุแหย่จนไม่ยอมรับฉัน ผัวของฉันก็ยังแขนขาดอีก...”
“หุบปาก!” ผู้นำตระกูลพูดขัด ขณะตั้งใจจะสั่งสอนเธอสักหน่อย ก็ได้ยินเสียงจิ่งหลิวหยางที่อยู่ด้านข้างพูดขึ้นมา “ไอ้แก่หนังเหนียว แกกล้าดียังไงมาพูดกับแม่ฉันแบบนี้! แกก็แก่ขนาดนี้แล้ว รีบๆ ตายไปซะ จะมายุ่งเรื่องของคนอื่นทำไม!”
ผู้นำตระกูลโกรธจนหน้าเขียว คนอื่นๆ ก็ทนดูไม่ไหวแล้ว เด็กคนนี้มันเกินไปแล้วจริงๆ!
แววตาของจิ่งเยี่ยนกุยฉายแววเย็นชา เธอรีบขุดหลุมให้จิ่งหลิวหยางทันที “จิ่งหลิวหยาง แกขโมยเงินของย่าไปก็เอามาคืนซะ พวกผู้ใหญ่จะได้เห็นแก่ที่แกยังเด็กแล้วไม่ถือสาแก”
จิ่งหลิวหยางพูดอย่างไม่แยแส “จะเรียกว่าขโมยเงินย่าได้ยังไง ฉันเป็นหลานของหล่อน เงินของย่าก็คือเงินของฉัน! ฉันเอาไปใช้บ้างแล้วจะทำไม?”
พอเขาพูดถึงตรงนี้ก็จ้องหน้าหยางหว่านซิ่วแล้วพูดว่า “แก่ขนาดนั้นแล้ว เดี๋ยวก็ต้องลงโลง จะใช้เงินไปทำไม! สู้เอาเงินที่มีมาแบ่งให้พวกเราตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่า!”
หยางหว่านซิ่วเห็นท่าทางแบบนี้ของเขาก็ผิดหวังอย่างถึงที่สุด จนกลับกลายเป็นไร้ความรู้สึกโกรธ
เชิงอรรถ
[1] เป็นคำสรรพนามที่ใช้เรียกแทนตัวเองแบบไม่สุภาพ