บทที่ 27 แผนร้าย
เฉินเถียนเถียนไม่อยากคิดถึงเรื่องที่ไม่เข้าใจ ตอนนี้ตระกูลเฉินส่วนใหญ่อยู่ในการควบคุมของนางแล้ว ส่วนความเกลียดชังของเสี่ยวเถียนเถียน ดูเหมือนจะไม่สำคัญสำหรับนางมากนัก แม้ว่าความรู้สึกยุติธรรมในฐานะตำรวจจะทนดูไม่ได้ก็ตาม
แต่คนที่รอดชีวิตคือนาง นางไม่จำเป็นต้องแบกรับความรู้สึกเหล่านั้นของเจ้าของเดิม ในตอนแรกเสี่ยวเถียนเถียน เป็นคนที่ยอมแพ้ที่จะมีชีวิตอยู่เอง ตราบใดที่สองคนนั้นไม่มายุ่งกับนาง การปล่อยพวกเขาไปก็ไม่เป็นไร ส่วนความจริงของเรื่องราว ไม่ช้าก็เร็วก็จะปรากฏขึ้นมาเอง
ถ้ำกลางเขาเซินหนี่ซาน ไม่ไกลจากตรงนั้น อวิ๋นเคอ มองดูสภาพแวดล้อมที่ห่วยแตกในถ้ำ แล้วนึกอยากจะไปหาเรือนในหมู่บ้านอยู่แทน
ในหมู่บ้านนั้นคึกคักกว่ามาก โดยเฉพาะการแสดงใหญ่ที่หน้าประตูตระกูลเฉิน วันนี้เขาก็แอบซ่อนตัวดูอยู่ด้านข้าง หญิงสาวคนนั้นเจ้าเล่ห์เพียงนั้นได้อย่างไร ถึงกับทำให้แม่เลี้ยงของนางไม่สามารถตอบโต้ได้เลย
คืนนั้นก็ผ่านไปอย่างเงียบ ๆ หลินชุนฮวา เริ่มอึดอัดใจอีกครั้งที่จะไปหา เฉินเถียนเถียน เพื่อขอของกิน เดิมทีนางเตรียมใจไว้แล้วว่าจะถูกเล่นงาน ใครจะรู้ว่า เฉินเถียนเถียนจะทำอาหารเสร็จแล้ววางทิ้งไว้ในห้องโถง เก็บไว้แค่ส่วนของตัวเอง ที่เหลือก็ไม่สนใจอีก
เฉินผิงอันกลับพอใจมาก บุตรสาวคนนี้ในที่สุดก็ยังมีความคิดอยู่บ้าง รู้ว่าควรไม่ควร หลินชุนฮวาไม่ได้สบายใจขนาดนั้น นางไม่มีโอกาสทำอาหารพิเศษให้ลูกชายคนโตของตัวเองอีกแล้ว
เพื่อไม่ให้เฉินผิงอันเห็นความผิดปกติ ชุนฮวาแอบซ่อนเนื้อแดดเล็ก ๆ ไว้ใต้ก้นชาม แล้วหอบชามข้าวนี้เข้าไปในห้องตำรา เฉินเฉิงเยี่ยที่เดิมทีหน้าบวมปูดตอนนี้ก็ฟื้นตัวได้เกือบหมดแล้ว นอกจากใบหน้ายังมีรอยช้ำเล็กน้อยแต่ถือว่าออกไปพบปะผู้คนได้แล้ว
อาหารที่แม่ยกเข้ามาวันนี้กลับทำให้เขาไม่พอใจมาก อาหารเช่นนี้จะทำให้เขาพอใจได้อย่างไร เขาเป็นบัณฑิตนะ จะกินของพวกนี้ที่มีไว้ให้บ่าวไพร่กินได้อย่างไร
“เฉิงเยี่ย ทั้งหมดนี่ก็เป็นความผิดของนังนั่น ตอนนี้ของกินทั้งหมดอยู่ในมือของมัน แม่ก็ไม่สามารถให้ลูกกินของดี ๆ ได้ แต่ลูกอย่ากังวลไป แม่ยังมีเงินส่วนตัวอยู่บ้าง ถ้ามีโอกาสก็จะแอบไปซื้อมาให้ ช่วงนี้อดทนไปก่อนนะลูก” เฉินเฉิงเยี่ย แม้ในใจจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปาก ความเย็นชาในแววตาของเขา ทำให้คนมองแล้วขนลุก
“เฉิงเยี่ย แม้ช่วงนี้ลูกจะออกไปเรียนไม่ได้ แต่ก็อย่าทิ้งการเรียนล่ะ ตอนนี้ที่แม่ต้องอดทนกับความอัปยศเช่นนี้ ก็เพื่อลูกทั้งนั้น ถ้าลูกประสบความสำเร็จได้ ความอัปยศที่แม่ได้รับก็จะไม่สูญเปล่า” เฉินเฉิงเยี่ย พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ข้าเข้าใจแล้วท่านแม่” จริง ๆ แล้ว หลินชุนฮวาพูดประโยคเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เฉินเฉิงเยี่ยก็เบื่อที่จะฟังมานานแล้ว
“แต่ท่านแม่ เราจะยอมแพ้เช่นนี้เลยหรือ นังนั่นยิ่งนับวันยิ่งยากจะจัดการแล้ว ท่านแม่ดูสิแค่ไม่กี่วัน เฉินผิงอันหน้าโง่นั่นก็รู้เรื่องที่แม่ทำกับข้าวแล้ว ถ้านังนั่นอยู่นานเข้า พวกเราคงยิ่งเสียเปรียบ” หลินชุนฮวา ขมวดคิ้ว ก่อนกล่าวว่า
“แม่ก็ไม่ได้ไม่รู้ ตราบใดที่นังนั่นยังอยู่เราแม่ลูกก็ไม่มีวันสบาย แต่นังนั่นช่างยากจะจัดการจริง ๆ ถ้าไม่สามารถจับผิดมันได้ในครั้งเดียว พวกเราก็ไม่อาจลงมือพลการได้” เฉินเฉิงเยี่ย มีแววตาเย็นชา มุมปากยังคงเย้ยหยัน
“ท่านแม่อาจจะไม่รู้ ไม่ใช่แค่บัณฑิตที่ต้องการชื่อเสียง แต่สตรีก็เช่นกัน ถ้าชื่อเสียงของนางเสียหายต่อให้ตัวนางไม่สนใจ พวกคนหัวโบราณพวกนั้นก็คงไม่ปล่อยให้นางอยู่ในเรือนเช่นนี้ต่อไปเป็นแน่” หลินชุนฮวา กลับขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม พูดว่า
“เดิมทีแม่ตั้งใจจะใช้ขายนาง เพื่อแลกโอกาสเรียนดี ๆ ให้ลูก แต่แผนนี้กลับล้มเหลว แม่ก็กลัวว่าถ้าลงมือไปจะทำให้ลูกเดือดร้อน…”
“ท่านแม่คิดมากไป ก็แค่น้องสาวต่างมารดา ถ้าชื่อเสียงนางเสียหายจริง ๆ เราก็แค่ประกาศตัดขาดกับนางก็พอ ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การใช้ประโยชน์จากนางแต่เป็นการไล่นางไป ยิ่งเป็นการดีถ้าทำให้นางไม่มีข้ออ้างในการเอาสินสอดพวกนี้ไปด้วย” เฉินเฉิงเยี่ย พูดประโยคนี้ด้วยแววตาเย็นยะเยือก เหมือนสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง หลินชุนฮวากล่าวด้วยความพึงพอใจว่า
“ลูกชายข้ามีความคิดดีจริง ๆ เจ้าวางใจได้ หลังจากที่นางออกมาจากจวนตระกูลหลี่แล้ว ทุกคนก็คงไม่เชื่อว่านางจะยังบริสุทธิ์อยู่ ถึงแม้ตอนแรกข้าจะเป็นคนทำเรื่องนี้ แต่ตอนนี้คนที่สูญเสียความบริสุทธิ์กลับเป็นนาง” เฉินเฉิงเยี่ย พยักหน้าอย่างพอใจ ในฐานะบัณฑิตย่อมไม่สามารถโหดร้ายเช่นนี้ได้ ดังนั้นการมอบหมายเรื่องเช่นนี้ให้ หลินชุนฮวาทำ จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลยิ่งนัก
หลินชุนฮวา เดินออกจากห้องด้วยความพึงพอใจอย่างแท้จริง ภาพลักษณ์ของนางในที่สาธารณะมักจะอ่อนแอ ซึ่งก็ดึงดูดความอิจฉาและความเกลียดชังจากหญิงสาวทั้งหลาย
แต่ในหมู่ผู้คนมักจะมีคนที่ชอบนินทาสองสามคนและยังชอบดูเรื่องวุ่นวายของคนอื่น ตอนนี้พวกนางก็มารวมตัวกันจริง ๆ พูดคุยเรื่องคาว ๆ ของตระกูลเฉิน
“เจ้าว่า… หลินชุนฮวาหญิงคนนั้นกลับตัวกลับใจจริงหรือ ข้าว่านางยอมสละหน้าตาจริง ๆ นะ ถึงกับคุกเข่าต่อหน้าลูกสาวตัวเองเชียว” หญิงอีกคนที่อยู่ข้าง ๆ พูดด้วยรอยยิ้มเย็นชาว่า
“ถ้าเป็นเจ้า เจ้าก็ต้องยอมสละหน้าตาแหละ อย่างไรเสียสินสอดของ สะใภ้อวิ๋นก็มากมายขนาดนั้น เจ้าก็ไม่ใช่ไม่รู้นี่”
“สมัยก่อนสะใภ้อวิ๋นเปรียบดังเขาสูงเสียดฟ้า กลับต้องมาจมอยู่ตระกูลเฉินในปัจจุบัน แล้วก่อนที่นางจะตกอับ นางมีฐานะอะไรกันแน่ ถ้าบ้านเดิมนางยังมีคนมาตามหา แล้วตระกูลเฉินปฏิบัติต่อนางและลูกสาวของนางเช่นนี้ ต่อไปคงมีเรื่องวุ่นวายให้ดูเป็นแน่” หลินชุนฮวามาได้ยินประโยคนี้ ก็หัวเราะเย็นชาออกมาเบา ๆ
สตรีผู้นั้นตายไปนานแล้ว แต่คนในบ้านเดิมนางกลับยังไม่มีใครมาตามหานาง นี่ก็พิสูจน์ได้ว่าไม่มีใครสนใจนางแล้วจริง ๆ หลินชุนฮวา มักจะดูถูกพวกหญิงปากมอมเหล่านี้ในหมู่บ้าน รู้สึกเสมอว่าการอยู่ร่วมกับพวกนางจะทำให้ระดับของตัวเองต่ำลง ไม่รู้หรือไงว่าในอนาคตนางจะได้เป็นมาดารขุนนางนะ
แต่ตอนนี้นางกลับต้อง… แน่นอนว่าหากไม่จำเป็น นางคงไม่ลดตัวเองลงไปคบค้าสมาคมกับพวกหญิงปากมอมเหล่านั้นหรอก สตรีงามอ่อนแอที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้าน นั่งอยู่ที่ประตูด้วยสีหน้าเศร้าหมอง เช็ดน้ำตาอย่างน่าสงสาร
พวกชาวบ้านที่ชอบดูเรื่องวุ่นวายเหล่านั้น ก็เริ่มสนใจ ต่างพากันมารุมล้อมและถามไถ่กันเซ็งแซ่
“สะใภ้หลิน เจ้าเป็นอันใดไป หรือทำชั่วมากเกินไป ตอนนี้ลูกเลี้ยงของเจ้าตอบแทนเจ้าแล้วสินะ ก่อนหน้านี้เจ้าทำให้นางหิวโหยอย่างไร ตอนนี้นางจะทำให้เจ้าหิวโหยบ้างคงได้” น้ำเสียงนี้ อย่างไรก็เหมือนสมน้ำหน้านาง ถ้าเป็นปกติ หลินชุนฮวาต้องสะบัดแขนเสื้อจากไปแน่ ๆ ยังสามารถด่าอีกฝ่ายว่ายุ่งเรื่องชาวบ้านได้อีก
แต่ตอนนี้ตัวนางเองกลับอยากให้มีคนเข้ามาถาม ถึงแม้จะไม่ได้มีเจตนาดี แต่อย่างน้อยก็ยังมีคนมาถาม
“ไม่ใช่ เถียนเถียนเป็นลูกสาวที่ใจดีมาโดยตลอด นางให้อภัยข้าไปนานแล้ว”