บทที่ 6 พิสูจน์ตัวตน
ฮ่องเต้ถึงกับผงะ ครั้นได้สบเข้ากลับดวงตาอันล้ำลึกของหญิงสาวตรงหน้าดวงตานั้นราวกับจะสามารถสูบิญญาพระองค์ไปได้เลย ‘สตรีนางนี้ช่างอันตรายยิ่งนักนางก็เปรียบเสมือนดอกไม้อาบยาพิษ หากไม่ทันได้ระวังตัวให้ดีเผลอเข้าไปััเพียงนิดก็อาจถึงแก่ชีวิตได้ แต่เหตุไฉนในใจลึกๆ ของพระองค์ถึงอยากจะลองััดูเล่า’ ฮ่องเต้รีบส่ายพระพักตร์ไปมาเพื่อสลัดความคิดอันฟุ้งซ่านออกไปทันที
“กราบทูลฮ่องเต้หม่อมฉันเกิดยามเฉิน ปีมะโรงจริงเพคะแต่รอยสักรูปอัศวินขี่ัพ่นไฟที่พระองค์ทรงกล่าวถึง หม่อมฉันไม่รู้จริงๆ เพคะ”หญิงสาวกล่าวด้วยท่าทางจริงจังดูไม่เหมือนคนที่กำลังโกหกอยู่เลยแม้แต่น้อย
ฮ่องเต้ทรงขมวดพระขนงแน่นจนเป็ปมวันนี้พระองค์ได้รับจดหมายลับจากบุคคลนิรนาม ใจความว่า
‘คุณหนูใหญ่สกุลจ้าว เกิดยามเฉิน ปีมะโรงที่อกด้านซ้ายมีรอยสักอัศวินขี่ัพ่นไฟ ซึ่งมีมาแต่กำเนิด’
พระองค์จึงรีบเขียนพระราชโองการแล้วให้เ้ากรมตุลาการไปนำตัวจ้าวหนิงเจียวมาที่พระราชวังเป็การเร่งด่วนเพื่อที่จะได้ทำพิธีสับเปลี่ยนดวงชะตาเสียแต่ใครจะไปคิดว่าทุกอย่างจะเป็เพียงแค่เื่หลอกลวงเท่านั้น
ปัง! “เ้าบอกว่าตัวเองไม่มีรอยสักเจิ้นก็ต้องเชื่อเ้าเลยอย่างนั้นหรือ ช่างบังอาจยิ่งนัก” ฮ่องเต้ขบกรามแน่นถ้าหากจ้าวหนิงเจียวไม่ใช่บุคคลที่พระองค์้าตามหาจริงๆ แล้วละก็ นั่นไม่เท่ากับว่าทุกอย่างที่ทำมาต้องสูญเปล่าหรอกหรือ ความโลภและความลุ่มหลงในอำนาจทำให้จิตใจว้าวุ่นจึงพาลโมโหเอากับสตรีตรงหน้านี้
จ้าวหนิงเจียวส่ายศีรษะไปมาอย่างคนปลงตก “พระองค์ไม่ทรงเชื่อหม่อมฉันก็สามารถพิสูจน์ได้เลยเพคะ” หญิงสาวไม่รอช้า นางลุกขึ้นยืนแล้วใช้มือแหวกคอเสื้อออกเผยให้เห็นผิวขาวเนียนไร้ซึ่งรอยตำหนิใดๆ ราวหยกชั้นดีที่หาได้ยาก ทุกคนเบิกตาโพลงด้วยไม่คิดว่านางที่เป็สตรีซึ่งยังมิได้ออกเรือน หรือจะออกเรือนไปแล้วก็ตามทีเถิดจะกล้าเปิดเผยร่างกายที่อยู่ใต้ร่มผ้าต่อหน้าบุรุษเช่นนี้ โดยไม่มีท่าทีว่าจะเอียงอายแม้แต่น้อยแม้ในห้องโถงจะมีเพียงพวกเขาสามคนก็ทำทีเถิดซึ่งสิ่งนี้ผิดต่อหลักจารีตประเพณีอย่างมหันต์
มือเรียวงามเ้าของร่างกายอันน่าตกตะลึงรีบดึงอาภรณ์มาปิดไว้ให้อยู่ในสภาพเดิม ก่อนเชิดหน้ากล่าวกับฮ่องเต้ที่ยังคงนั่งอึ้งตะลึงค้างอยู่ที่เดิม
“คราวนี้พระองค์จะทรงเชื่อหม่อมฉันได้แล้วหรือยังเพคะ”
อึก! ฮ่องเต้กลืนน้ำลายลงคอเสียงดังแววพระเนตรที่มองไปยังหญิงสาวซึ่งยังไม่โตเต็มวัย มีความหื่นกระหายถึงกับทำให้พระองค์แทบอยากจะพุ่งเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงนาง ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
ท่านโหรหลวงจิ้งหยาง มองดูฮ่องเต้แล้วสลับไปมองสตรีที่อยู่ข้างล่างบัลลังก์สองสายตาพลันสบประสาน ทันใดนั้นหัวใจของเขาถึงกับสะดุด เฮือก!ชายชราสองมือกุมหน้าอกแน่น ตัวสั่นเทาจนมีเหงื่อเย็นผุดออกมาจากร่างกาย ‘สตรีนางนี้ เหตุใดถึงได้ให้ความรู้สึกที่น่ากลัวยิ่งนักคล้ายว่านางมีรัศมีบางอย่างที่ทรงพลังแฝงอยู่ในร่างกาย’ เขาได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นขบคิดไปมาอยู่เช่นนั้น จนลืมที่จะเอ่ยเตือนสติฮ่องเต้
“ฝ่าาหลักสามเชื่อฟังสี่จรรยานั้น บอกว่าร่างกายของสตรีนอกจากตัวเองแล้วก็มิควรให้บุรุษแปลกหน้า ที่มิใช่สามีของตนเห็นเป็อันเด็ดขาดแต่วันนี้พระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นเรือนร่างของหม่อมฉันไปแล้วในอนาคตหากต้องออกเรือน หม่อมฉันจะทำเช่นไรเพคะ ฮือ ฮือ ฮือ” แม่นางน้อยผู้งดงาม ยกสองมือขึ้นมาปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร
ฮ่องเต้ถึงกับทำอะไรไม่ถูก หากให้พระองค์ที่มีอายุมากกว่าบิดาของนางถึงหกปีต้องรับผิดชอบแล้วละก็ มีหวังคงถูกเหล่าขุนนางคัดค้านอย่างแน่นอนโดยเฉพาะแม่ทัพใหญ่จ้าวนั่นและพระองค์เองก็ไม่อยากจะผิดใจกับขุนนางที่จงรักภักดีเช่นเขาเหมือนกันแต่จะให้นางแต่งกับหนึ่งในพระโอรสของตน พระองค์ก็ทำใจไม่ได้เช่นกัน เพราะในใจลึกๆแล้ว พระองค์ยังหวังที่จะสตรีนางนี้อยู่ ความคิดในหัวตีกันจนสับสนวุ่นวาย ‘ข้าควรจะตัดสินใจเช่นใดดี’
“ฝ่าาความจริงแล้วในใจของหม่อมฉัน มะ…มีบุรุษผู้หนึ่งมาโดยตลอดและบุรุษผู้นั้นก็คือพระองค์เพคะ” หญิงสาวแก้มแดงระเรื่อก้มหน้าแล้วเล่นอยู่กับนิ้วของตัวเองอย่างเขินอายและไร้เดียงสา ทั้ง ๆที่คราบน้ำตายังคงอาบสองแก้ม แถมบางครั้งนางก็ยังช้อนตาขึ้นมาแอบมองพระองค์พอโดนจับได้ก็รีบก้มหน้าไปเล่นนิ้วมือของตนเหมือนเดิม
อ๊ากกกก!!! ‘ช่างน่ารักเกินไปเสียแล้ว’หัวใจอันเ็าราวก้อนน้ำแข็งของฮ่องเต้ถูกสตรีตรงหน้านี้หลอมละลายจนหมดสิ้น ‘เอาเถอะในเมื่อนางเป็ฝ่ายเข้าหาพระองค์ก่อนถ้าเช่นนั้นก็ตัดเื่ความยุ่งยากที่เกี่ยวกับแม่ทัพใหญ่จ้าวออกไปได้เลยส่วนเื่ขุนนางคนอื่นๆ พระองค์ย่อมหาหนทางจัดการได้อยู่แล้ว’ เมื่อคิดได้เช่นนี้ ในพระทัยก็ทรงตื่นเต้นยิ่งนักอยากให้บุปผาอาบยาพิษตรงหน้านี้โตเร็วๆ พระองค์จะได้เด็ดลงมาเชยชมให้สมดั่งใจปรารถนาเสียที พระองค์ทรงวางมาดที่คิดว่าดูดีที่สุดแล้วกระแอมในลำคอทีหนึ่ง
อะแฮ่ม! “นี่เ้ากำลังสารภาพรักกับเจิ้นอยู่เช่นนั้นหรือ”ประโยคนี้พระองค์กล่าวเอง ยังรู้สึกเขินอายจนพระกรรณขึ้นสีแดงเลย (ใบหูแดง)
จ้าวหนิงเจียวบิดตัวเป็เกลียว นางรู้สึกเขินอายจนแทบอยากจะเอาหัวมุดลงดินแล้วหนีไปให้รู้แล้วรู้รอดเสียเดี๋ยวนั้น หญิงสาวก้มหน้าผงกหัวหงึกๆพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบาราวกับยุงบิน “เพคะ”พูดจบก็รีบวิ่งไปแอบอยู่เสาใหญ่กลางห้องโถงท่าทางนั้นช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก สักพักนางก็ยื่นศีรษะน้อยๆ ออกมาจากเสาเพื่อดูท่าทีของฮ่องเต้
อ๊ากกก!!! ‘ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลายไปต่อหน้าพระองค์ก็จะต้องคว้าเอาสตรีนางนี้ มาให้จงได้’ ท่าทางอันใสซื่อไร้เดียงสาของหญิงสาววัยแรกแย้มที่จ้าวหนิงเจียวแสดงออกมานั้นสามารถคว้าพระทัยของฮ่องเต้ไปจนหมดสิ้น เพราะโดยปกติแล้ว จะไม่มีสตรีนางใดกล้าแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์เลยแม้แต่คนเดียวทุกอย่างดูเป็พิธีการไปเสียหมด รวมแม้กระทั่งฮองเฮา หรือเหล่าสนมของพระองค์เองก็เช่นเดียวกันสิ่งเหล่านี้เมื่อพบเจอทุกวัน จึงนำมาซึ่งความอึดอัด และน่าเบื่อหน่ายยิ่งนักพอได้มาเจอกับจ้าวหนิงเจียวที่แหกทุกกฎเกณฑ์ ในพระทัยจึงเต้นโครมครามราวกับพระองค์นั้นได้ย้อนไปในวัยหนุ่มสาวอีกครั้งช่างเป็ความรู้สึกที่สุขใจยิ่งนัก
“เจียวเจียวมาหาเจิ้น” ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกับหญิงสาวซึ่งพระองค์ไม่เคยทำมาก่อน
โหรหลวงจิ้งหยางเบิกตาโพลง ด้วยความตกตะลึงสุดขีด ‘ไม่ได้การล่ะ เขาต้องรีบเอ่ยเตือนสติฮ่องเต้ก่อนที่พระองค์จะถลำลึกไปมากกว่านี้’
“ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะฝ่าาหากพระองค์้าที่จะให้นางกลายมาเป็พระสนมของพระองค์จริง ๆ แล้วละก็พระองค์อาจสูญเสียความไว้วางใจจากเหล่าขุนนางคนอื่นๆ ได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้หันขวับไปจ้องมองชายชราตรงหน้าอย่างอาฆาตแค้นท่าทางนั้นดูช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนักคล้ายว่าพวกเขาเป็ศัตรู มิใช่มิตรดังเดิมแล้ว
ท่านโหรหลวงจิ้งหยางถึงกับผงะ เซถอยหลังไปหลายก้าว ‘ราชสีห์โกรธแล้ว หนูตัวเล็กๆ อย่างเขาจะทำเช่นใดได้เื่ทั้งหมดนี้ เป็เพราะนังปีศาจจิ้งจอกที่ชื่อว่าจ้าวหนิงเจียวแต่เพียงผู้เดียว’ เขาค่อยๆหันหน้าไปทางหญิงสาวอย่างนึกโมโห แต่แล้วเขาถึงกับต้องใจนล้มก้นกระแทกพื้นอย่างแรง
ตุ้บ! แม้จะเจ็บเพียงใด แต่เขาก็มิได้เปล่งเสียงร้องโอดโอยออกมาเพราะแววตาที่ดรุณีน้อยจ้องมองมาทางเขานั้นดูน่าหวาดผวาจนเขาแทบสิ้นใจตายไปได้เลย
สีพระพักตร์ของฮ่องเต้มืดครึ้ม เพราะไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ๆท่านโหรหลวงจิ้งหยาง ถึงได้หวาดกลัวจนตัวสั่นมากขนาดนี้พระองค์หันพระพักตร์มองไปตามสายตาของชายชราอย่างช้าๆก็เห็นสตรีผู้งดงามที่ครองพระทัยของพระองค์กำลังมองมาทางนี้ด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ คล้ายนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆพระองค์กับท่านโหรหลวงจิ้งหยางถึงได้ทะเลาะกัน
“เจียวเจียวมาหาเจิ้น” ฮ่องเต้ตรัสเรียกให้หญิงสาวเข้ามาหาอีกครั้ง