ผมกำลังจ้องมอง...
ถนนที่พลุกพล่านและผู้คนหนาตา แต่ละคนต่างมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า พูดคุยถึงชีวิตประจำวันในแบบที่ผมไม่เคยได้ัั มีบ้างที่จะมีคนทำหน้าตาคร่ำเคร่งรีบเร่งไปมาระหว่างผู้คน ถึงกระนั้นก็ยังคงมีชีวิตชีวา
แม้จะเฝ้าดูมาั้แ่ตื่นนอน ก็ยังไม่รู้สึกเบื่อ
พวกเขาสวมเสื้อผ้าที่ไม่มีรอยขาดวิ่น บางคนก็กำลังโอบประคองห่ออาหารที่ถือไม่ได้ด้วยมือเดียว...
วิถีชีวิตที่แสนธรรมดาแต่ยากจะได้มา
จะพูดว่าไม่อิจฉาก็คงโกหก
ถึงกระนั้นผมก็ทำแค่ยืนดูตรงนี้
เฝ้ามองและเฝ้ามอง...
"ก๊อก ก๊อก"
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจเป็อย่างแรกไม่ใช่เสียงนั้น กลับเป็กลิ่นอบอวลของอาหารที่ลอยเข้ามาแตะจมูก
"มื้อเที่ยงมาแล้วครับ ท่านวิธูยังมีขนมปังเหลือไหม ผมไปซื้อเนื้อมาตุ๋นน่ะ กินกับขนมปังที่อัสดงให้เมื่อวานต้องอร่อยมากแน่"
ผมหันไปมองเสียงของผู้มาเยือนที่เริ่มจะทำตัวเป็ลูกเป็หลานเข้าไปทุกวัน ก่อนจะเดินไปที่หัวเตียง หยิบขนมปังธัญพืชที่โดนทับจนบี้แบนออกมา
ตอนนี้เขาเหลือขนมปังอยู่ 9 แผ่น เพราะว่าตอนเช้ามัวแต่มองไปที่ถนนจนลืมความอยากอาหารไป
เขาตัดสินใจหยิบมันออกมา 3 แผ่น สำหรับตัวเอง 1 แผ่น และสำหรับลมวสันต์ 2 แผ่น
"นี่"
ที่ทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะนึกเอ็นดูอะไรอีกฝ่ายขึ้นมา แต่เพราะเนื้อเป็ของที่มีราคาสูง การให้อีกฝ่ายแค่แผ่นเดียวนั้น ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
"ขอบคุณครับ!"
อีกฝ่ายดูมีท่าทีซาบซึ้งเสียเต็มประดา แม้จะเห็นหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่ชิน
'ต้องตื้นตันอะไรขนาดนั้น'
พูดกันตามตรงวิธูยังไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองได้ให้อะไรที่คู่ควรกับสิ่งที่ได้รับอยู่ตอนนี้เลย ไม่ว่าจะจากคนตรงหน้า หรือจากแม่สาวน้อยอัสดงที่เอาขนมปังราคาแพงมาให้
ลมวสันต์พับขนมปังเป็รูปสามเหลี่ยม ก่อนจะบรรจงตักเนื้อที่ตุ๋นจนเปื่อยในหม้อใบเล็กวางไว้ระหว่างกลางอย่างระมัดระวัง
"นี่ครับ! ผมเพิ่งเคยทำครั้งแรก อาจจะจืดไปหน่อย แต่ว่ากินได้แน่นอน"
"ขอบคุณ"
เขารับมันมาอย่างระมัดระวัง มองดูควันจาง ๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่เลือนรางนั้นตาไม่กะพริบ
"ซ่า..."
สายฝนแ่เบาโปรยปรายลงมาที่ริมระเบียง
"ฝนตกจริงด้วย! ท่านวิธูหยั่งรู้ฟ้าดินจริง ๆ"
วิธูไม่ได้สนใจท่าทางตื่นเต้นของอีกฝ่ายมากนัก เขาก้มลงเป่าเนื้อบนขนมปังนั้นเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ กัดทีละคำ
'อร่อย....'
เขาเคี้ยวช้า ๆ จนละเอียด แล้วค่อยกลืน หลังจากนั้นก็กัดอีกคำ ทีละคำ ๆ จนหมด
'อร่อยจนอยากร้องไห้เลย'
ไม่รู้ั้แ่เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่ามีน้ำตาคลอหน่วยขึ้นมา
แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่คนทุกข์ยากถนัดที่สุดก็คือการกลั้นน้ำตา
"มันไหม้..."
"อ่ะ! ขอโทษครับ! พอดีลูกค้าเข้า ผมเลยไม่ได้อยู่เฝ้า กลับมาอีกทีก็ไหม้แล้ว"
"อืม"
.
.
.
หลังจากบอกเถ้าแก่ว่าจะขอออกไปธุระ่บ่าย ตอนนี้เคียวปีศาจกำลังยืนอยู่หน้าร้านที่มีป้ายแบบเดียวกันกับที่ลมวสันต์บอก
เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะผลักประตูเข้าไป เสียงกระดิ่งที่แขวนอยู่้าก็ดังขึ้นมาไล่หลัง เป็สัญญาณให้คนในร้านรู้ว่ามีลูกค้าเข้า
"ยินดีต้อน--- อ้าว มาแล้วเหรอครับ ไม่มีลูกค้าพอดีขึ้นไปข้างบนกัน"
อีกฝ่ายพูดอย่างยินดี
"ผมพาเพื่อนขึ้นไปข้างบนนะ ถ้ามีอะไรเรียกใช้ได้เลยนะครับ"
ท่าทางของเขาดูสนิทกับเ้าของร้านมาก เ้าของร้านเป็ผู้หญิงอายุราว 50 กลาง ๆ หล่อนดูไม่ได้ถือสาอะไร แค่กวักมือไล่ แล้วเอนหลังพิงเก้าอี้โยกที่วางอยู่หลังเคาน์เตอร์คิดเงิน แล้วก้มลงอ่านหนังสือในมือต่อ
เคียวปีศาจก้าวตามลมวสันต์ขึ้นบันไดไปชั้นบน
ร้านนี้ไม่นับว่าเล็กเลย ชั้นบนมีห้องอยู่ราว 3 - 4 ห้อง
อีกฝ่ายเคาะประตูห้องหนึ่งอย่างระมัดระวัง ก่อนจะค่อย ๆเปิดเข้าไป
"ท่านวิธูครับ ผมพาเพื่อนมาหา"
อีกฝ่ายพูดเสียงร่า ทว่าดูจะมีเค้าความนอบน้อมอยู่นัยที
เคียวปีศาจก้าวตามเข้าไป มองเห็นชายร่างซูบผอมสวมชุดที่สภาพดูพร้อมจะสลายหายไปกับลมเต็มทีนั่งอยู่บนเก้าอี้ริมระเบียง
ชายคนนั้นหันมามองสำรวจเขาครู่หนึ่ง พยักหน้าเบา ๆ เป็การทักทาย
"เขาทำงานอยู่ร้านขายเนื้อที่ท่านพึ่งกินไปเมื่อตอนเที่ยงน่ะครับ"
"อืม.."
มีความครุ่นคิดแวบหนึ่งวาบผ่านดวงตานิ่งสงบคู่นั้น
"ชื่อ.."
"เคียวปีศาจครับ"
"อ่อ"
NPC คนนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างมากจริง ๆ ไม่มีความดุดันแบบเถ้าแก่ในร้านของเขา แล้วก็ดูไม่เหมือน NPC คนอื่น ๆ ในสลัมที่เขาเคยเห็น
"ข้ามีเื่เล่า เ้ามีเนื้อไหม?"
'ไม่น่าเชื่อว่าเ้าลมวสันต์จะเริ่มคิดถึงอนาคตเผื่อข้าบ้างแล้ว วันนี้มีเนื้อ พรุ่งนี้จะมีอะไร'
วิธูคิดอย่างยินดีในใจ
เพื่อนของเขาก็คงจะเป็ประเภทเดียวกัน ชนเผ่าที่เรียกตัวเองว่า 'ผู้เล่น' คนประเภทที่ชอบฟังเื่เล่าข่าวลือไม่ก็ตำนานเมือง
ชื่อกับอาชีพของเขาเหมือนจะไม่สอดคล้องกันเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เหมือนกันดูจะเป็ความรู้สึกที่กล่าวถึงการฆ่าฟัน
"ให้เ้าเลือก อยากฟังชื่อของเ้า หรืองานของเ้า"
มีเื่เล่าที่น่าสนใจอยู่บ้าง ข่าวลือบางอย่างก็มีที่สอดคล้องกันอยู่ แต่ไม่รู้จะเลือกเื่ไหนดี สุดท้ายถามอีกฝ่ายเอาน่ะดีที่สุดแล้ว
[ตรวจพบภารกิจ! : เลือกเส้นทางชีวิต
ข้อมูลภารกิจ : 'วิธู' ได้ยื่นโอกาสให้คุณเลือกเส้นทางด้วยตัวเอง
รางวัล : หากเลือก 'ชื่อ' ของคุณ คุณจะได้รับเื่เล่าที่สอดคล้องกับคำว่า 'เคียว' หรือ 'ปีศาจ'
: หากเลือก 'งาน' ของคุณ คุณจะได้รับเื่เล่าที่สอดคล้องกับคำว่า 'แล่ , 'มอนสเตอร์' หรือ 'ปรัชญาการทำงาน']
เมื่อมองเห็นแจ้งเตือนจากระบบ เคียวปีศาจถึงกับรู้สึกสับสนในชีวิตขึ้นมา
' นี่คือสิ่งที่แลกได้โดยใช้แค่เนื้อเหรอ'
อดไม่ได้ที่จะหันไปมองลมวสันต์อีกรอบ หากไม่ใช่ท่าทางซื่อ ๆ กับการที่ให้เขามาพบกับ NPC คนนี้อย่างง่ายดายขนาดนี้ เขาคงเริ่มสงสัยจริง ๆ แล้วว่าอีกฝ่ายจับ NPC มาขังเอาไว้รึเปล่า
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าควรจะเลือกทางไหนดี
"เป็ไปได้ไหม ที่ท่านจะเลือกให้?"
แม้ว่าเขาจะค่อนข้างมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง แต่ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ข้อมูลอะไรเลยเช่นนี้จะให้เสี่ยงเลือกคงไม่ไหว
สิ่งที่เคียวปีศาจไม่เชื่อมั่นที่สุดก็คือโชค ถ้าต้องเลือกจริง ๆ ให้คนที่มีข้อมูลมากที่สุดช่วยประเมินจะดีกว่า
วิธูเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มเอ่ยปาก
"เ้าชอบงานตอนนี้ไหม?"
เขาพยักหน้า เพราะมันมีประโยชน์มาก อย่างน้อยก็ช่วยให้เขาสามารถมองหาจุดอ่อนของพวกมอนสเตอร์ได้ แล้วก็ยังได้ฝึกมือไปในตัว พอถึงวันเปิดประตูเมือง อย่างน้อย ๆ ใน่แรกเขาก็น่าจะเก็บเลเวลได้เร็วกว่าผู้เล่นคนอื่นไปสักระยะ
"ดี"
วิธูแสดงความยินดีออกมาเล็กน้อย
"เช่นนั้นก็ทำต่อไป"
อีกฝ่ายพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง
"มีเื่เล่าหนึ่งที่พวกช่างตีเหล็กมักใช้ในการสอนลูกหลานช่างตีเหล็กของตัวเองมาช้านาน มีชื่อว่านิทานร้อยชั่ง"
น้ำเสียงของเขามีความเนิบช้า คล้ายกับพวกนักเล่าเื่ ทำให้ฟังได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ
"มีช่างตีเหล็กฝาแฝดคู่หนึ่ง คนหนึ่งปราดเปรื่องเรียนรู้ได้เร็ว ไม่นานก็สามารถใช้ทักษะระดับสูงได้แล้ว หลังจากเชี่ยวชาญก็มักจะเรียนรู้ทักษะต่อไปเสมอ อีกคนกลับเป็พวกย้ำคิดย้ำทำ หากยังรู้สึกว่าไม่ดีพอจะไม่ยอมร่ำเรียนทักษะใหม่ ๆ"
เว้นจังหวะเล็กน้อย
"แฝดคนโตถูกขนานนามว่าเป็อัจฉริยะในรอบร้อยปี ส่วนคนเล็กเป็เพียงพวกหัวแข็งไม่มีหัวพัฒนา เ้าฟังแล้วคิดเห็นเช่นไร"
เคียวปีศาจครุ่นคิดเล็กน้อย
"เหมือนตัวเอกจะเป็คนเล็ก?"
อีกฝ่ายได้ยินก็พยักหน้าพอใจในคำตอบ
"ใช่แล้ว วันหนึ่งชื่อเสียงของแฝดคนโตไปเข้าหูขุนนางคนหนึ่ง จึงมอบหมายให้เขาทำการบูรณะดาบประจำตระกูล แต่เขาทำไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะมีทักษะมากมายเพียงใดก็ไม่สามารถทำอันใดได้ ของเก่านั้นถูกสร้างขึ้นมาก่อนที่วิทยาการจะรุ่งเรือง ต้องใช้เพียงขั้นตอนที่พื้นฐานที่สุดเท่านั้นเพื่อทำการหลอมใหม่ ดังนั้นคนเล็กที่ถูกละเลยมานานจึงรับ่ต่อและสามารถบูรณะได้สำเร็จ"
วิธูยกชาบนโต๊ะริมระเบียงขึ้นจิบ
"ฟังจบแล้วเ้าคิดอย่างไร"
"พื้นฐานเป็สิ่งสำคัญ?"
เคียวปีศาจคาดเดา
"ถูกครึ่งหนึ่ง นิทานเื่นี้เก่ามากแล้ว บางเื่ก็ดูไม่สมเหตุผลนัก เช่นนั้นก็จงลองพิจารณาอีกครึ่งหนึ่งดูว่ามีอะไรซ่อนไว้"
เขาชะงักงัน อันที่จริงแล้วความคิดแนว ๆ การยึดมั่นในพื้นฐานนั้นเป็สิ่งที่พบเห็นได้จนเกร่อแล้ว อย่างพวกเื่เล่าการฟันดาบท่าพื้นฐานวันละหมื่นครั้งอะไรพวกนั้น
นี่เป็ครั้งแรกที่เคียวปีศาจต้องลองพิจารณาใหม่ดู
เขานึกถึงเื่ที่ได้ฟังซ้ำ ๆ อีกครั้ง NPC ตรงหน้าก็ไม่ได้เร่งเร้าอะไร หันกลับไปมองทิวทัศน์เบื้องล่างต่ออย่างสงบ
มีตรงไหนที่ถูกละเลยไปกันนะ
"ผมรู้! ผมรู้!"
ลมวสันต์ยกมือขึ้นราวกับเด็กนักเรียนที่อยากตอบคำถามหน้ากระดาน
"เ้าปิดปาก"
วิธูพูดโดยไม่ได้หันมามอง อีกฝ่ายพอได้ยินก็ยอมปิดปากแต่โดยดี หันมามองเขาอย่างคาดหวังให้คิดได้เร็ว ๆ
"เมื่อกี้เป็คำใบ้นะ"
ลมวสันต์พูดไม่ออกเสียง
ถึงกระนั้นเขาก็ยังต้องใช้เวลาสักพักถึงจะเข้าใจ
"โอกาส? หรือว่า ความเหมาะสม?"
"ใช่ มันมีคำพูดที่ว่า ทำงานใดสิ่งที่สำคัญที่สุด คือพื้นฐาน เป็สิ่งที่ง่ายที่สุด ทว่าเป็สิ่งที่ผู้คนมักทำแบบฉาบฉวยที่สุดเหมือนกัน"
วิธูยกน้ำขึ้นจิบอีกครั้ง
"เป็คำกล่าวที่ถูกต้อง ทว่านอกจากพื้นฐาน คนคนหนึ่งยังต้องมีความเหมาะสมด้วย เ้าว่าแฝดพี่เป็ช่างตีเหล็กล้มเหลวหรือ แล้วงานมากมายที่เขาเคยทำกลายเป็ไร้ความหมายเมื่อเขาล้มเหลวครั้งหนึ่งเพียงเท่านั้นหรือ?"
เสียงหัวเราะแหบแห้งดังขึ้นเบา ๆ แฝงแววประชดประชันเล็กน้อย
"เื่เล่ามากมายก็เป็เช่นนี้ มักมีหลุมลึกที่ผิดพลาดเพราะผู้แต่ง้าพูดถึงเพียงจุดประสงค์ที่ตนตั้งใจไว้แต่ต้นเท่านั้น หากมองอีกมุมหนึ่ง นอกจากงานบูรณะของเก่า แฝดคนน้องยังทำอะไรที่เลิศล้ำไปกว่าแฝดคนพี่ได้อีก เพียงครั้งนี้เพราะงานสำคัญตกเป็ของคนอื่น ไม่ได้แปลว่านิสัยเขามีปัญหา มันเป็เพียงอะไรอย่าง 'โอกาสมีให้สำหรับคนที่เตรียมพร้อม' ก็เท่านั้น"
[ขอแสดงความยินดี! : ได้รับฟังปรัชญาการทำงาน
รางวัล : สติปัญญา +5 ]
เคียวปีศาจรู้สึกเหมือนมีบางอย่างเปิดขึ้นในอก เขารู้สึกว่านี่ไม่ใช่รางวัลเพียงอย่างเดียวที่เขาได้รับ
หากเขาตั้งใจทำงานต่อไปด้วยทัศนคตินี้ บางทีอาจจะได้รับบางสิ่งที่ดียิ่งกว่ามาก็ได้
TBC.
ให้ทายวิธูดีใจเื่อะไร