“ทุกๆ เดือนพวกคุณต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินให้ทางการเป็เงินหรือผลผลิตก็ได้ คิดเป็เงิน 1,000 เหรียญดวงดาว ถ้าคิดตามผลผลิตก็คือจ่ายเป็ธัญพืชเกรด C 50 จิน (100 กรัม/ 4 เหรียญหรือจินละ 20 เหรียญ) หรือเป็ผักผลไม้เกรด C 25 จิน (100 กรัม/ 8 เหรียญหรือจินละ 40) ซึ่งนี่เป็การตีราคาคร่าวๆ เท่านั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่ปลูกและเกรดของผลิตผลที่ได้”
พอสิ้นเสียงของเ้าหน้าที่ ทาสกลุ่มที่มาใหม่ก็มีสีหน้าไม่สู้ดี แม้บางคนจะไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ หากเล่นตุกติกเพียงนิดเดียวพวกเขาอาจตายโดยไม่รู้ตัว
ทางด้านเซวียนซือซือมองสีหน้าแต่ละคนก็รู้สึกแปลกใจ ก็แค่ผัก 25 จินไม่ใช่หรือไง ทำไมต้องทำหน้าขมปานนั้น
หญิงสาวจูงมือน้องชายในนามเข้าแถวลงทะเบียนครัวเรือน กำไลข้อมือทะเบียนราษฎร์ถูกเปลี่ยนเป็กำไลข้อเท้าสีดำสำหรับอาชญากรที่มีความผิดร้ายแรงต้องเป็ทาสตลอดชีวิต ส่วนคนที่มีระยะเวลาไถ่ถอนตัวอย่างเซวียนซือซือยังคงใช้กำไลข้อมือได้เหมือนเดิมแต่จะถูกจำกัดการใช้งานการเข้าถึงโครงข่ายการโทรเข้าโทรออก แม้บางคนจะแอบเอาเงินไปซื้อกำไลข้อมือใหม่ จะรุ่นถูกรุ่นแพงก็ไม่มีประโยชน์เพราะต้องลงทะเบียนด้วยรหัสพันธุกรรมของแต่ละคน
กำไลข้อมือในยุคนี้เปรียบเสมือนแขนอีกข้างของผู้คนที่ไม่อาจขาดได้ เป็ได้ทั้งโทรศัพท์ ทั้งกระเป๋าเงิน ทั้งเอกสารยืนยันตัวตน เมื่ออายุได้ 3 ขวบเด็กทุกคนจะได้รับกำไลข้อมือจากรัฐบาลซึ่งเป็รุ่นพื้นฐานไว้ใช้ระบุตัวตน หากใครอยากได้รุ่นใหม่ก็สามารถไปซื้อใหม่ได้ มีให้เลือกหลายรุ่น หลายยี่ห้อ หลายราคา
หลังจากลงทะเบียน เซวียนซือซือและเซวียนหยูก็ได้รับการแบ่งสันที่ดินและที่อยู่อาศัย ด้วยเพราะเป็ครอบครัวขนาดเล็กที่ดินเพาะปลูกที่ได้รับจึงมีขนาดเล็ก
“พี่เราจะทำอย่างไรกันดี ไม่มีพ่อแม่แล้ว” เซวียนซือซือเพิ่งจะได้ยินเสียงน้องชายเป็ครั้งที่สองหลังจากอยู่ด้วยกันมาหนึ่งวันหนึ่งคืน
“ฉันก็ยังคิดไม่ออก” หญิงสาวแบมือก่อนจะพูดต่อ “แต่เรายังมีกันสองพี่น้อง และอย่างน้อยที่พักของเราก็มีแค่เราสองคน ที่ดินเพาะปลูกก็ไม่ต้องแบ่งปันกับใคร ดูคนที่สวมกำไลข้อเท้าสิพวกเขาต้องทำเกษตรแบบรวม งานแบบนั้นต้องมีคนกินแรงคนอื่นบ้างล่ะ เราโชคดีกว่าคนอื่นมากแล้ว”
“แต่ว่าพวกลุงกับป้าเอาเงินพ่อไป ทำไมพี่ไม่บอกเ้าหน้าที่ พวกเรายังไม่ได้แยกครอบครัวเลยนะ” เด็กชายพูดเสียงดัง
เซวียนซือซือกะพริบตา เธอจะไปรู้ได้อย่างไร? ตัวเธอไม่ได้รับความทรงจำของเ้าของร่างมาสักนิด ขนาดตอนนี้เธอยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กที่ขึ้นเสียงใส่นั้นเป็น้องชายของเธอจริงๆ
“แล้วทำไมนายไม่พูดล่ะ”
“คำพูดของเด็กไม่บรรลุนิติภาวะใครจะรับฟัง ผมพูดไปแล้วแต่คนอื่นคิดว่าเป็เื่ตลก”
“ฉันจำอะไรไม่ได้เลย” เธอยอมรับความผิด ถ้าหากเื่ที่เซวียนหยูพูดเป็เื่จริง บางทีที่กิจการของพ่อแม่เ้าของร่างล้มละลายลุงกับป้าอาจมีส่วนในเื่นี้ แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็อย่างไร คนพวกนั้นจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องแต่ตามกฎหมายแล้วคนในครอบครัวต้องร่วมกันรับผิดชอบ
เื่การรับผิดทั้งครอบครัวแม้ตัวเซวียนซือซือจะไม่เห็นด้วย เพราะตัวเธอที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่กับสิ่งที่พ่อแม่ทำต้องพลอยรับกรรม แต่หากคิดให้ดี เงินทองเธอก็ใช้จากที่พ่อแม่หามา และไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น ดูเหมือนว่ากิจการของพ่อนั้นมีไว้สำหรับเลี้ยงทุกคนในครอบครัว ไม่เว้นแม้แต่ครอบครัวลุงป้า!
ถ้าเธอที่ไม่รู้เื่ต้องรับผิด คนพวกนั้นก็ต้องรับผิดเหมือนกัน ระยะเวลาการเป็ทาสของเธอและน้องชายจากเดิมคือ 10 ปี แต่เพราะบิดามารดาเสียชีวิตจึงต้องเพิ่มระยะเวลาเป็คนละ 20 ปี
20 ปีกับชีวิตวัยรุ่นที่ต้องหายไป! เซวียนซือซือไม่อาจยอมรับมันได้ ถ้าเพียงแต่พวกเขามาร่วมกันใช้หนี้ ระยะเวลาในการเป็ทาสของเธอและน้องคงสั้นลง
เซวียนซือซือจับเข่านั่งคุยกับน้องชายอย่างจริงจังเมื่อถึงที่พัก และมันทำให้เธอเบิกตากว้างหลังจากที่ได้รู้เื่ราวภายในครอบครัว
ครอบครัวเซวียนเป็ครอบครัวใหญ่อันประกอบด้วย ครอบครัวลุงใหญ่ ครอบครัวรองของเธอและครอบครัวอาสาม เหนือพ่อแม่ยังมีปู่กับย่า
กิจการของครอบครัวคือธุรกิจค้าขายผักผลไม้ จากร้านค้าเล็กๆ กลายเป็กิจการขนาดใหญ่ที่บริหารงานโดยคนผู้เป็พ่อ เมื่อกิจการไปได้สวยพี่น้องก็เริ่มขอเข้าทำงานและกลายเป็ธุรกิจครอบครัว และเพราะเป็ธุรกิจครอบครัวจึงไม่มีความจำเป็ที่ต้องเขียนตำแหน่งให้เป็ทางการ เมื่อทางการตรวจสอบจึงไม่พบว่าเหล่าพี่น้องของพ่อร่วมบริหารงานด้วย พวกเขาอ้างว่าตนเป็เพียงผู้ถูกว่าจ้างเป็พนักงานทั่วไปเท่านั้น
คนตายไม่อาจลุกขึ้นมาแก้ต่างได้ คดีจึงถูกตัดสินเช่นนี้กลายเป็ว่ามีเพียงครอบครัวรองที่ต้องรับผิดชอบ เซวียนหยูรู้เพียงว่าผลไม้ล็อตหนึ่งที่ขายออกไปมีปัญหาแต่เขาก็ไม่ได้รู้รายละเอียด ทางออกในตอนนั้นก็คือต้องเยียวยาและชดใช้ค่าเสียหาย แต่อนิจจาพ่อแม่ของเซวียนหยูพบว่าบัญชีของกิจการมีความผิดพลาด มีคนเล่นกลอะไรบางอย่างกับเงินของธุรกิจนี้มาหลายปี
เดิมทีคิดว่าปัญหาจะถูกแก้ไขได้ง่ายๆ เพราะสองสามีภรรยาคิดมาตลอดว่าธุรกิจที่ตัวเองปั้นมากับมือนั้นมั่นคง แต่สุดท้ายกลับกลายเป็ว่าไส้ในกลับกลวงโบ๋ เงินทุนติดลบ กำไรไม่มี แล้วเงินเยียวยาผู้เสียหายจะไปเหลืออะไร พวกเขาไม่อาจหามาชดใช้ได้ในเร็ววัน
เื่นี้ไม่ใช่คิดจะแก้ก็แก้ได้ในทันทีเพราะมันคือความสัมพันธ์ในครอบครัว จะจับมือใครมาดมก็ยากเต็มทน ทั้งสองคนกล้ำกลืนฝืนพยุงกิจการไปเรื่อยๆ และราวกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ปัญหาหลายๆ อย่างถาโถมเข้ามาไม่หยุด หนี้สินก็พอกพูนจนถูกฟ้องล้มละลายในที่สุด
หลังจากที่ได้ฟังน้องชายเล่าเื่ราวแล้ว เซวียนซือซือก็มุ่นคิ้ว แม้เื่จากปากน้องชายจะถูกเล่าภายในไม่กี่นาทีแต่เธอรู้ดีว่าทุกอย่างไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น คนที่เริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์ฝ่าฟันคลื่นลมมามากไหนเลยจะมีจุดจบง่ายดายเพียงนี้
เธอผู้มาใหม่กับน้องชายวัยสิบขวบตอนนี้คงไม่สามารถทำอะไรได้
“อย่าร้อง เราต้องมีชีวิตตอนนี้ให้ดีเพื่อที่จะค้นหาความจริงและลบล้างความผิดให้พ่อกับแม่ นายเป็ผู้ชายคนเดียวของครอบครัวที่เหลืออยู่ต้องเข้มแข็งเข้าไว้”
เซวียนหยูปาดน้ำตาแล้วผงกศีรษะอย่างจริงจัง จนผู้เป็พี่เอ่ยชมเปาะว่าเขาปรับตัวได้ดี
ทั้งสองคนช่วยกันทำความสะอาดบ้านพักหลังเล็กที่แสนทรุดโทรมเป็เวลาหลายชั่วโมง จนกระทั่งท้องเริ่มร้องส่งเสียงประท้วง
อาหารหลักของคนบนโลกคือสารอาหารแบบเหลว รสชาตินั้นสุดจะบรรยายเพราะทุกอย่างเป็สารสังเคราะห์ แม้หลายบริษัทจะพยายามแต่งกลิ่นแต่งรสชาติ แต่เซวียนซือซือก็คิดว่ามันแย่มากอยู่ดี คนที่เคยกินอาหารอร่อยครบสามมื้อต้องมาเจออะไรแบบนี้ เธอรับไม่ไหวจริงๆ
“ผมคิดไปคิดมา เป็ทาสก็ดีกว่าอยู่ที่บ้าน”
“หืม?” เซวียนซือซือแคะหูหวังว่าเธอจะได้ยินอะไรผิดไป
“่ปีที่ผ่านมาพ่อกับแม่ไม่ได้กลับบ้านเพราะยุ่งตลอดผมก็เลยไม่ค่อยได้กินอะไร แต่พอเป็ทาสดูสิมีอาหารสังเคราะห์เตรียมไว้ให้ครบทุกมื้อเลย ดีจริงๆ นะฮะ”
คำพูดไร้เดียงสาของเซวียนหยูทำเอาพี่สาวปลอมๆ อย่างเธอชาหนึบไปทั่วร่าง ช่างเป็ตลกร้ายอะไรแบบนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ร่างกายของเธอและน้องชายดูเหมือนเด็กขาดสารอาหาร ชีวิตในครอบครัวเซวียนเลวร้ายจริงๆ
มื้ออาหารจบลงด้วยความรวดเร็ว และเพราะความไม่แข็งแรงของร่างกายเซวียนซือซือจึงตัดสินใจว่างานในแปลงเกษตรจะเริ่มวันพรุ่งนี้ ทั้งสองคนจึงได้แยกย้ายกันพักผ่อนคนละห้อง
ทันทีที่หัวถึงหมอน เธอก็ฝัน..
ในฝันนั้นเซวียนซือได้กลับไปยังโลกเดิม ห้องเดิมที่เธออยู่ ของทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน มีเพียงหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่งที่ถูกเปิดและวางไว้บนเตียงนอน
“คู่มือเดินทางข้ามกาลเวลา” ทันทีที่เธออ่านชื่อหนังสือ แสงสีทองสว่างจ้าจนทำให้ต้องหลับตาก็ได้ปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงปัญญาประดิษฐ์ที่มีน้ำเสียงราบเรียบ
“ซิงค์ข้อมูล”
“ชื่อ: เซวียนซือซือ อายุ 20 ปี”
“ผู้ใช้งาน้าข้ามกาลเวลาถาวรหรือไม่?”
“ข้ามกาลเวลา?” เซวียนซือซือทวนคำถามด้วยความสงสัย บางทีเื่ราวที่เกิดขึ้นอาจเป็ฝันไป ฮูเร่ๆๆ ในที่สุดเธอก็ตื่นสักที
“ยืนยันข้ามกาลเวลา นับถอยหลัง ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง ศูนย์”
“เดี๋ยวๆๆๆๆ!! ฉันแค่ทวนคำถามโว้ย บัดโซ๊บ!!”