บทที่ 31 หนิงเฉิงฮุยเปิดใจพูดคุย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งหนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูต่างก็รู้สึกสะท้อนใจ
พวกเขาไม่เคยนึกฝันมาก่อนเลยว่า หลังจากตรากตรำทำงานหนักมาเกือบทั้งชีวิต คนที่ทำให้พวกเขามีความหวังที่จะได้ใช้ชีวิตที่ดีขึ้น กลับกลายเป็หลานสาววัยเพียงสิบสามปี
สวีอวี้จูกอดหนิงหรานไว้แนบอก พูดเบา ๆ ว่า "หรานหราน ตากับยายไม่้าอะไรมาก ขอแค่หนูสบายดี ตากับยายก็วางใจแล้ว"
หนิงหรานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เงยหน้ามองหนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูที่ดูแก่ชรา ผมสีขาวขึ้นเต็มขมับ หลังก็เริ่มงอ ทำให้เธอรู้สึกจุกในอก
เธอรีบเปลี่ยนเื่ พูดว่า "ตา ยาย ต่อไปนี้ยังมีเวลาอีกยาวไกล อย่าคิดมากเลยค่ะ ใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกวันดีกว่า"
สวีอวี้จูพยักหน้าเห็นด้วยซ้ำ ๆ "หรานหรานพูดถูกต้อง"
หนิงเฉิงฮุยมองหนิงหรานด้วยความรักใคร่
"เอาล่ะ ไปทำอาหารเย็นกันเถอะ ทำงานมาทั้งวันแล้ว ต้องกินให้อิ่มหน่อย"
ในเมื่อบ้านของพวกเขามีเสบียงอาหารมากขนาดนี้ มื้อแรกของวันนี้ก็ต้องกินให้อร่อย
สวีอวี้จูเพิ่งนึกได้เมื่อหนิงเฉิงฮุยพูดขึ้น เธอมองดูท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงแล้ว ร้องออกมาด้วยความใ "ตายแล้ว! ใช่ ๆ ต้องรีบไปทำอาหารเย็นแล้ว" หญิงชราว่าแล้วก็รีบเดินออกไป
แต่พอเห็นแป้งและผักมากมาย สวีอวี้จูกลับลังเล จะกินอะไรก็ดูเสียดาย ไม่รู้จะทำอะไรดี เพราะเธอไม่ค่อยมีของกินดี ๆ แบบนี้มานานแล้ว
สุดท้ายหนิงหรานที่มองดูอยู่นานก็อดไม่ได้ที่จะช่วยตัดสินใจ บอกให้สวีอวี้จูผัดผักสองอย่าง และทำบะหมี่ไข่ใส่
สวีอวี้จูคิดว่าในเมื่อไม่รู้จะทำอะไร และหลานสาวก็อยากกินแบบนี้ เธอก็ยินดีทำตาม
หลังจากสวีอวี้จูออกไปทำอาหาร หนิงเฉิงฮุยก็ทำสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น เขาเรียกหนิงหราน แล้วไปยกโต๊ะไม้ตัวเล็กมา วางไว้แล้วบอกให้เธอนั่งลง
หนิงหรานพอเดาได้ว่าตาจะพูดอะไร จึงนั่งลงเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร
หนิงเฉิงฮุยนั่งลงตรงข้ามกับหนิงหราน บนโต๊ะมีถุงสองใบวางอยู่
หนิงหรานเหลือบมอง แล้วช่วยหนิงเฉิงฮุยเปิดถุงข้างในก็พบว่ามีใบยาสูบกับกระดาษมวนบุหรี่
ในเวลานั้นชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่สามารถซื้อบุหรี่เป็ซองได้ แต่จะซื้อใบยาสูบและกระดาษมวนบุหรี่แบบแยกต่างหากกลับไปมวนสูบเอง
แน่นอนว่าบางคนก็ปลูกยาสูบเอง แต่ปลูกเพียงเล็กน้อยพอให้หาย อยาก หนิงเฉิงฮุยก็เป็หนึ่งในนั้น เขาไม่ได้สูบบุหรี่จัดนักเพราะกลัวเปลืองเงิน
เขามีกล่องเหล็กใส่ยาสูบ ซึ่งได้ยินมาว่าเป็ของที่พ่อของเขาให้ ใช้มานานมากจนขึ้นสนิมแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนใหม่ กล่องนั้นเล็กกว่ากล่องบุหรี่ทั่วไปเล็กน้อย หนิงหรานเคยช่วยหนิงเฉิงฮุยมวนบุหรี่บ่อยครั้ง นั่นเป็เื่เมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว
ตอนนี้พอได้ทำอีกครั้ง หนิงหรานรู้สึกเหมือนฝัน เหมือนเพิ่งผ่านไปไม่นาน เธอไม่ได้รู้สึกว่าลืมวิธีมวนไปเลย
"หรานหราน ตามีเื่จะคุยกับหนูหน่อย"
หนิงหรานวางกระดาษมวนบุหรี่ลง เงยหน้ามองเขา ตา้าจะพูดอะไรกับเธอล่ะ? เื่ของหนิงชิงเฟิ่งงั้นหรือ?
"ตา พูดมาเถอะค่ะ"
หนิงเฉิงฮุยถอนหายใจก่อนจะมองเธอด้วยความสงสารและรู้สึกผิด
"หรานหราน หนูต้องลำบากมากแน่ ๆ"
หนิงหรานชะงัก เธอคิดว่าหนิงเฉิงฮุยจะถามว่าทำไมเธอถึงทำร้ายและใส่ร้ายหนิงชิงเฟิ่ง แต่พอหนิงเฉิงฮุยพูดแบบนี้ เธอก็ไม่รู้จะพูดยังไง
ถ้าพูดถึงความลำบาก ั้แ่เล็กจนโต เธอต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมายทั้งเื่เล็กเื่ใหญ่ แต่ประเด็นคือทำไมตาถึงพูดแบบนี้กับเธอในเวลานี้?
เธอไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่มองหนิงเฉิงฮุยเงียบๆ
หนิงเฉิงฮุยมองใบหน้าเล็กๆ ที่งดงามของหลานสาว ดวงตาที่สดใสและบริสุทธิ์ ทำให้เขารู้สึกสะท้อนใจอีกครั้ง
"ตารู้ว่า หลายปีมานี้หนูลำบากมาก"
"บางครั้ง เพื่อตากับยาย หนูต้องอดทน ไม่เคยโวยวาย เป็เด็กดีและเชื่อฟัง"
"เพราะหนูเป็เด็กดีมาตลอด ตากับยายถึงไม่เคยต้องกังวลเื่ของหนูเลย"
"แต่สองสามวันมานี้ เกิดเื่ขึ้นมากมาย หนูไม่เพียงเกือบขาหักเพราะหลิงหลาน แต่ยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด"
"แถมวันนี้ หนูยังถูกด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หนิงเฉิงฮุยรู้สึกจุกในอก เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำพูดที่ลูกสาวคนเล็กพูดกับหลานสาว ต่อให้บอกว่าไม่เสียใจก็คงเป็เื่โกหก
เมื่อคิดดูดี ๆ แล้ว หลิงหลานมีพ่อแม่ปกป้อง ส่วนหรานหรานมีแค่เขากับภรรยาที่แก่แล้วสองคน คอยปกป้องก็คงไม่ไหว
แถมอาจจะเป็ภาระอีก พวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะปกป้องหนิง หรานได้ แล้วยังต้องให้เธอมาทนทุกข์กับพวกเขาอีก
เมื่อเช้านี้ พวกเขายังอยากให้หรานหรานเข้ากันได้ดีกับครอบครัวของลูกสาสาวคนเล็กของเขา แต่ตอนนี้ทำให้เขารู้สึกว่าความคิดก่อนหน้านี้เป็เื่น่าขัน
ก่อนหน้านี้ หรานหรานคงเก็บความทุกข์ไว้ในใจคนเดียวแน่ๆ ไม่เช่นนั้น วันนี้เธอคงไม่ะเิอารมณ์ออกมาทำร้ายคนอื่นหรอก
เมื่อก่อนหรานหรานเป็คนอ่อนโยนและใจดี ไม่เคยทำเื่แบบนี้มาก่อน การที่เธอลงไม้ลงมือกับคนอื่น เป็เื่ที่กระทบกระเทือนจิตใจหนิงเฉิงฮุยอย่างมาก
ดังนั้น หนิงเฉิงฮุยจึงคิดทบทวนอยู่นาน และรู้สึกว่าเขาต้องคุยกับหนิงหราน
หนิงหรานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจถามออกไป "ตา ตาไม่อยากถามหนูเหรอคะ ว่าทำไมหนูถึงทำร้ายหนิงชิงเฟิ่ง?"
หนิงเฉิงฮุยพูดไม่ออก อารมณ์ของเขาสับสน
"หรานหราน เธอเป็น้าของหนูนะ!"
"เธอไม่ใช่!" หนิงหรานทำสีหน้าเ็า "เธอไม่ใช่น้าของหนูอีกต่อไปแล้ว! หลายปีมานี้ สิ่งที่เธอทำลงไป มีตรงไหนที่เหมือนการกระทำของคนในครอบครัวบ้าง?"
"แต่..."
"ไม่มีแต่!" หนิงหรานเบือนหน้าไป พูดอย่างแ่เบา "ตา สำหรับตา เธอเป็ลูกสาวคนเดียวที่เหลืออยู่ แต่สำหรับหนู เธอไม่ใช่ญาติของหนู ญาติของหนูมีแค่ตากับยายเท่านั้น"
หนิงเฉิงฮุยอ้าปากค้าง มองหนิงหรานอย่างงุนงง
ครู่หนึ่งเขาก็ถอนหายใจยาว พยายามเกลี้ยกล่อมหนิงหราน "หรานหราน พรุ่งนี้ตาจะพาหนูไปขอโทษน้าเล็กดีไหม?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนิงหรานก็ลุกขึ้นยืนทันที มองชายชราที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ "ตาอยากให้หนูไปขอโทษหนิงชิงเฟิ่งงั้นเหรอคะ?"
หนิงเฉิงฮุยไม่คิดว่าเธอจะมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้ ชายชราใมาก "ใจเย็น ๆ ก่อน นั่งลงก่อน ฟังตาพูดให้จบ"
หนิงหรานเม้มริมฝีปาก จ้องมองหนิงเฉิงฮุยอย่างเคร่งขรึม ก่อนจะนั่งลง
"ตารู้ว่า ชิงเฟิ่งพูดจาไม่คิด ทำให้หนูต้องเสียใจ แต่หรานหราน ยังไงซะเธอก็เป็น้าของหนู บ้านเราอยู่ใกล้กันต้องเจอกันทุกวัน
ต่อไปหนูยังต้องอยู่ในหมู่บ้านหนิงสุ่ยอีกนาน ถ้าทะเลาะกันรุนแรงขนาดนี้ ต่อไปจะอยู่กันยังไง?"
"หนูไม่เห็นด้วยกับที่ตาพูดมา" หนิงหรานส่ายหัว
ตากับยายของเธอเป็คนใจดีและก็ฉลาด แต่มีข้อเสียอย่างหนึ่งคือใจอ่อนเกินไป หลายเื่ที่หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูไม่เคยคิดที่จะต่อต้าน
เธอถูกพวกเขาเลี้ยงดูมา ดังนั้นในชาติที่แล้วเธอก็มีนิสัยแบบนี้เช่นกัน
แต่เธอได้รับอะไรตอบแทนบ้าง?
หลังจากที่หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูเสียชีวิตในชาติก่อน ชีวิตของเธอก็เริ่มต้นด้วยความทุกข์ทรมาน
สาเหตุหลักก็คือ เธออ่อนแอเกินไป
เธอได้ใช้ชีวิตอันแสนลำเค็ญในชาติที่แล้วมาพิสูจน์ผลลัพธ์ของความอ่อนแอ ในเมื่อมีโอกาสได้เกิดใหม่ เธอจะยอมอ่อนแออีกได้ยังไง?
ยิ่งไปกว่านั้น ใน่เวลาที่ถูกคุมขังอยู่ในองค์กร เธอได้พบเห็นจิตใจมนุษย์มามากมาย รู้และเข้าใจอะไร ๆ มากกว่าหนิงเฉิงฮุยมาก
"ตา คนแบบหนิงชิงเฟิ่งมีเยอะ พวกเขาไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด ถ้าหนูไม่ตอบโต้ หนูก็จะถูกกลั่นแกล้งตลอดไป ยิ่งกว่านั้นหนิงชิงเฟิ่งไม่เคยถือว่าหนูเป็ญาติของเธอ ดังนั้นทำไมหนูต้องทำดีกับเธอด้วย?"
เมื่อพูดประโยคนี้ น้ำเสียงของหนิงหรานเ็ามาก
"แต่...แต่ อดทนไว้ก็จะสงบสุข ถอยหนึ่งก้าวทะเลก็กว้างใหญ่ หรานหราน ตากับยายอยู่กับหนูได้ไม่นานหรอก ต่อไปถ้าตากับยายไม่อยู่แล้ว ยังไงก็ต้องพึ่งน้าของหนูดูแล"
หนิงเฉิงฮุยไม่คิดเลยว่าจะได้ยินคำพูดเหล่านี้จากปากของหนิงหราน
ก่อนหน้านี้ เมื่อหนิงหรานถูกทำร้าย เธอไม่เคยพูดออกมาเลย พวกเขาไม่รู้มาก่อน
หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูคิดมาตลอดว่า หลานสาวของพวกเขามีนิสัยใจกว้าง เหมือนแม่ของเธอหนิงชิงอวิ๋น จึงไม่ใส่ใจอะไรมากมาย
ใครจะไปคิดว่า หนิงหรานแค่ไม่พูดออกมา แต่กลับเก็บมันไว้ในใจตลอด? ถ้าสะสมไปเรื่อยๆ แบบนี้ พอะเิออกมาเมื่อไหร่ มันจะน่ากลัวขนาดไหน?