บทที่ 47
ร่องรอยที่ติดตัว
วันต่อมาจางหยุนได้ทำอาหารมื้อใหญ่ แล้วชวนตาเฒ่ากู่มากินด้วย เมื่อชายชรามาถึงก็รีบพุ่งไปยังโต๊ะอาหารอย่างรวดเร็ว
จากนั้นทั้งสองเองก็เริ่มจัดการอาหารบนโต๊ะ แต่ว่าในขณะที่ตะเกียบของทั้งสองตักอาหารเข้าปาก
จางหยุนก็เริ่มสังเกตเห็นว่าตาเฒ่ากู่ มองเขาด้วยสายตาแปลกๆเป็นระยะ
เพียงแต่ว่าถึงแม้ว่าจะทำเช่นนั้นแต่มือของชายชราก็ไม่ได้หยุดนิ่ง ยังคงตักอาหารเข้าปากอย่างต่อเนื่อง
เป็นทางจางหยุนเสียอีกที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เขาจึงต้องหยุดกินแล้วก็จ้องมองไปยังชายชรา
“ตาเฒ่าเป็นอันใดเหตุใดจึงต้องมองข้าด้วยสายตาแปลกๆแบบนั้น?” จางหยุนถามออกไปด้วยความฉงนสงสัย
ชายชราที่ข้าวยังคงเต็มปาก เงยหน้ามองจางหยุนก่อนที่จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอู้อี้ “เจ้าหนูจางเจ้าไปสังหารคนตระกูลใหญ่มาอย่างนั้นหรือ”
จางหยุนดวงตาหดเล็กลงในทันที จ้องมองชายชราด้านหน้าในขณะเดียวกัน ความคิดในหัวเองก็ประมวลผลอย่างรวดเร็ว
เพียงแค่พริบตาเดียวในหัวของเขานั้นมีแผนการมากมายขึ้นมา ถ้าเกิดว่าตาเฒ่าที่คิดจะเล่นลูกไม้อะไร จางหยุนคิดว่าตัวเองสามารถทุ่มซากเทวะทั้งหมดของตนเองออกมาได้ ต่อให้เป็นขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นปลาย เขาก็สามารถสังหารได้
ถึงแม้ว่าจะสนิทกันเพียงแต่ว่า จางหยุนคิดว่าทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะแบบนั้นเขาระมัดระวังตัวของตนเองอยู่
ต่อให้เป็นคนที่สนิทกันขนาดไหนถ้าเกิดว่า จะทำให้ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตราย จางหยุนก็สามารถตัดสินใจสังหารได้อย่างไม่ลังเล นี่คือความเด็ดขาดของเขา
ชายชรายังคงแสดงท่าทางผ่อนคลายไม่ทุกข์ร้อนอะไร
“ท่าทางแบบนั้นคืออันใดของเจ้า ไม่ต้องคิดมากอะไรข้าอยากจะเตือนเจ้าเท่านั้น เมื่อวานหลังจากที่เจ้ากลับมาตัวของเจ้าติดกลิ่นพิเศษมาด้วย”
“กลิ่นจำพวกนี้ไม่มีสีไม่มีกลิ่น ต่อให้เป็นสัมผัสของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหลอมกระดูก ก็แทบจะไม่สามารถสัมผัสได้”
“พวกตระกูลใหญ่มักจะทากลิ่นพวกนี้เอาไว้ บนร่างกายของคนภายในตระกูลของตนเอง เมื่อเกิดการต่อสู้หรือว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา”
“กลิ่นพวกนี้ก็จะติดตัวคนที่อยู่ใกล้ๆ แล้วพวกมันเองก็จะใช้วิธีนี้ในการสืบหาร่องรอย” ชายชราอธิบายออกมาในขณะที่ข้าวยังคงเต็มปาก ตะเกียบในมือของชายชราไม่หยุดจ้วงอาหารบนโต๊ะเลยแม้แต่น้อย
จางหยุนที่ได้ฟังคำพูดนั้นเขาไม่มีอารมณ์ที่จะตักอาหารแล้ว ในตอนนี้คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากัน ถ้าเกิดว่าเป็นอย่างที่ตาเฒ่ากู่พูดจริงๆ
เช่นนั้นเขาอาจจะต้องใช้แผนการที่เตรียมเอาไว้ นั่นก็คือการหนีออกไปจากเมืองแล้วก็ไปยังเมืองชาดแดงที่ตระกูลลู่ตั้งรากฐานอยู่
แต่ว่าถ้าเกิดว่าเดินทางไปที่นั่น แล้วตระกูลทั้งสองมีการเจรจาแล้วตกลงให้ส่งส่งตัวของเขา จางหยุนคิดว่าตนเองก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่จะลำบากอีก
ผ่านไปครู่จางหยุนค่อยๆเงยหน้าของตัวเองขึ้นมา จ้องมองชายชราที่นั่งอยู่ด้านหน้า
“ท่านจัดการให้แล้วอย่างนั้นหรือ?” จางหยุนถามออกมา
เมื่อลองคิดดูแล้วการที่ชายชรานั่งอย่างผ่อนคลายเช่นนี้ไม่ทุกข์ร้อนอะไร ดูเหมือนว่าชายชราจะไม่ได้กลัวตระกูลใหญ่พวกนั้นสืบหาร่องรอยมาจนถึงจุดนี้เลย
ชายชรายิ้ม “ฉลาดมาก เมื่อวานข้าผู้เฒ่าจัดการให้เจ้าแล้ว”
“ไม่ต้องกลัวต่อให้เป็นตระกูลระดับสร้างรากฐาน มาสืบหาอะไรก็ไม่ได้เบาะแสอันใดหรอก พวกมันคงจะหัวหมุนอยู่ภายในเมืองนั่นแหละ”
“เพียงแต่ว่าข้าผู้เฒ่าอยากจะเตือนเจ้าสักหน่อย พวกคนของตระกูลใหญ่มักจะทิ้งร่องรอยบางอย่างเอาไว้บนตัวของสมาชิกภายในตระกูลแทบทุกคนนั่นแหละ”
“พวกตระกูลใหญ่ไม่เหมือนกับผู้บำเพ็ญอิสระ ที่ไม่มีรากฐานอะไรพวกเขามีรากฐานของตนเอง เพราะแบบนั้นพวกที่คิดจะเล่นงานคนภายในตระกูลใหญ่ สิ่งแรกที่ต้องมีก็คือความสามารถในการรบร่องรอยอย่างไร้ที่ติ”
“ไม่เช่นนั้นเกรงว่า… ศีรษะบนหัวของเจ้าคงจะถูกทำกลายเป็นกระโถนฉี่ ให้พวกตระกูลใหญ่พวกนั้นแทน หรือไม่ก็อาจจะโดนนำเอาศีรษะไปเตะเป็นลูกบอลเล่นแทน”
ชายชราพูดมายืดยาวเช่นนี้มองเห็นท่าทีของจางหยุน ที่เหมือนว่ากำลังขบคิดอย่างจริงจัง เห็นว่าสบโอกาสชายชราจึงจึงพูดขึ้นมา “ข้าบอกแล้วอย่างไรให้เจ้ามาคำนับข้าเป็นอาจารย์”
“เจ้าหนูดีข้าจะบอกให้นะ ในโลกใบนี้ถ้าเกิดว่าเรื่องการลบร่องรอยเช่นนี้ ตัวของข้าเรียกตนเองว่าที่สอง แล้วมีผู้ใดกล้าเรียกตนเองว่าที่หนึ่ง ข้าผู้เฒ่าจะไปฉี่รดหัวมัน ให้มันก้มหัวลงมาให้ข้าผู้เฒ่า”
ชายชราพูดออกมาอย่างภาคภูมิใจ เพียงแต่ว่าตะเกียบในมือก็ยังคงไม่หยุดเคลื่อนไหว
จางหยุนยังคงนั่งครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ตัวของเขารู้สึกว่าตนเองนั้นประมาทไปจริงๆในครั้งนี้ เขาไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องวิธีการของพวกตระกูลระดับสร้างรากฐานมากนัก เพราะแบบนั้นเลยไม่รู้ว่าจะมีวิธีติดตามแบบนี้ด้วย
กลิ่นที่แม้กระทั่งผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียงขั้นกลาง อย่างเขาที่มีประสาทสัมผัสรวดเร็วกว่ามนุษย์หลายเท่าก็ยังสัมผัสไม่ได้
ดูเหมือนว่าน่าจะเป็นกลิ่นที่มาจากสมุนไพรวิเศษ ยังไงก็ไม่ใช่กลิ่นธรรมดาในโลกมนุษย์อย่างแน่นอน
จางหยุนครุ่นคิดอยู่ครู่นึงก่อนจะเงยหน้าขึ้น มองไปด้านหน้าอาหารบนโต๊ะก็หมดเกลี้ยงแล้วไม่เหลือแม้กระทั่งกระดูก
จางหยุนกระตุกมุมปาก จ้องมองชายชราที่ตอนนี้นั่งตีพุงอยู่ด้านหน้าอย่างสบายใจ ชายชราฉีกยิ้มเผยให้เห็นฟันหลอ ก่อนที่จะยันกายลุกขึ้นยืน
“เอาล่ะ ตัวของข้าไปแล้ว การช่วยเจ้าลบร่องรอยก็ถือว่าเป็นการจ่ายค่าอาหารมื้อนี้ให้กับเจ้าแล้ว”
ตาเฒ่ากู่พูดจบก็หันหลังแล้วก็เตรียมจะเดินออกไป เพียงแต่ว่าเท้าของชายชราชะงักอยู่ครู่นึงก่อนจะหันกลับมาแล้วก็ทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้ “อย่าลืมคำพูดของข้าผู้เฒ่าล่ะ ถ้าเกิดว่าอยากคำนับข้าเป็นอาจารย์เมื่อใดก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
ชายชราพูดจบก็เดินยิ้มระรื่นออกไป จางหยุนมองตามแผ่นหลังของชายชราที่ค่อยๆหายไปจากสายตาของตน
จางหยุนรู้สึกว่าตาเฒ่าผู้นี้ไม่ธรรมดา กลิ่นที่ติดตัวเขาแม้กระทั่งผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมกระดูกก็สัมผัสไม่ได้
แต่ชายชราผู้นี้ที่เป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นปลาย กับรับรู้ถึงมันแล้วก็ช่วยเขาในการทำลายมันด้วย จางหยุนต้องมองชายชราผู้นี้ใหม่อีกครั้ง
เผลอๆแล้วบางทีเมื่อครู่ถ้าเกิดว่าเขาใช้ซากเทวะเล่นงานชายชรา บางทีอาจจะไม่ชนะก็ได้ ไม่รู้ว่าทำไมแต่จางหยุนรู้สึกว่ามันจะเป็นเช่นนั้น
ในขณะเดียวกันตาเฒ่ากู่เดินผ่านลานกว้างที่ใช้ในการฝึกฝนของที่พัก ก่อนที่จะเดินออกประตูใหญ่เมื่อหลุดออกมาถึงถนนด้านหน้าแล้ว ชายชราก็หยุดเท้าของตนเองใช้มือตบพุงของตนเองอย่างพึงพอใจ ก่อนที่จะเผยรอยยิ้มและหันกลับไปมองด้านหลัง
“เมื่อครู่เจ้าหนูนี่ เผยจิตสังหารออกมาแวบนึง คิดจะสังหารข้าผู้เฒ่าจริงๆสินะ”
แม้จะพูดออกมาแบบนั้นแต่ชายชราไม่ได้แสดงความโกรธบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย แต่มุมปากกับเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจจากนั้นก็หันหลังแล้วก็เดินกลับไปยังที่พักของตนเอง