เทือกเขาสูงชันทางตอนเหนือ ดินแดนแห่งความหนาวเหน็บ ไม่มีสิ่งใดนอกจากหิมะและหน้าผาสูงชัน สภาพอากาศที่โหดร้ายและแปลเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ถึงอย่างงั้นก็ยังมีมนุษย์เพียงคนเดียวที่เต็มใจอยู่ที่นี้
“ตึง..ตึง..ตึง…..ตึง”
เสียงเหล็กกระทบกันดังลั่นไปทั่วหุบเขาที่รกร้าง เสียงสะท้อนกังวานไปมาราวกับเสียงฟ้าคำราม แต่จู่ๆ เสียงนั้นกลับเงียบไป พร้อมกับเสียงกระพือปีกของนกที่บินมาเกาะที่หน้าต่าง ขาของนกตัวนั้นมีม้วนกระดาษติดอยู่
=ไอเกเป็ยังไงบ้างสบายดีรึเปล่า ทางนี้ข้ากับเลนาสบายดี เลนาบ่นอยากเจอเ้าทุกวันเลยรู้รึเปล่า นางคงคิดถึงเ้ามาก บางทีเ้าคงต้องเขียนจดหมายส่งมาบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ทำงานไม่สนหัวสนหาง นี่มันก็ปาไป 7 ปีแล้วนะที่เ้าไม่ได้กลับมาเจอเลนาเลย รึว่าเ้าอยากให้น้องสาวสุดที่รักลืมเ้ารึไง ข้าแค่อยากบอกว่าปีนี้เลนาจะอายุครบ 12 ปีแล้ว เ้าควรจะกลับมาเยี่ยมนางบ้าง ข้ามีเื่ที่จะบอกแค่นี้แหละ จาก ฟรีดา.=
ไอเกอ่านจดหมายพร้อมกับยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก
“อยากรู้จังว่าเลนาโตขนาดไหนกันนะ…” ไอเกม้วนจดหมายพร้อมกับเดินออกไปนอกบ้าน สูดอากาศเฮือกใหญ่
“เราก็อยู่ที่นี่มา 7 ปีแล้วสินะ…เอาล่ะ รีบทำให้เสร็จแล้วกลับไปหาเลนาดีกว่า สงสัยจังว่าตอนนี้เลนาจะทำอะไรอยู่นะ”
————————————————————————————————————————
เลนา ยืนอยู่หน้าต้นไม้พร้อมกับยื่นมือไปด้านหน้า พร้อมกับพึมพำอะไรบางอย่าง
“จงลุกไหม้”
ทันทีที่สิ้นเสี่ยง ก็เกิดประกายไฟเล็กๆ ขึ้นที่ต้นไม้ ก่อนจะค่อยๆ หายไปเมื่อเธอถอนมือกลับ
“ตอนนี้พี่กำลังทำอะไรอยู่กันนะ…” เลนาพูดพร้อมกับเงยหน้ามองไปที่ท้องฟ้าที่กำลังมืดลง สายลมเบาๆ ที่พัดผ่านทำให้ผมยาวของเธอสยายออก ทำให้เห็นสีหน้าที่ดูเศร้า
บรรยากาศตอนเย็นของบ้านเล็กๆ บนที่ดินชานเมืองทำให้รู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย แต่ก็แทรกด้วยความรู้สึกเหงาอยู่เล็กน้อย
“เลนา” เสียงฟรีดาดังขึ้น
“ข้าวเย็นพร้อมแล้วนะ..”
“คะ ป้าฟรีดา” เลนาพูดตอบไปโดยเก็บสีหน้าที่เศร้าของเธอไม่ให้ฟรีดาเห็น
เมื่อเลนาเดินเข้าไปในบ้าน ก็เห็นว่าอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ คือสตูกระต่ายของโปรดเธอ กลิ่นหอมคลุ้งทั่วบ้าน ทำให้เลนายากที่จะห้ามใจ
“วันนี้มีอะไรพิเศษหรอค่ะ” เลนาพูดพร้อมกับแกว่งขาไปมา
ฟรีดา ยิ้มพร้อมกับหยิบเอาตะกร้าขนมปังมาวางลงที่โต๊ะ
“ไม่รู้สิ….อาจจะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นก็ได้นะ” ฟรีดาพูดพร้อมกับยิ้มอีกครั้ง แม้จะไม่มีการพูดออกมาชัดเจน แต่ในสายตาของฟรีดากลับแฝงไปด้วยความหวังและความรู้สึกบางอย่างที่เลนาไม่อาจเข้าใจได้
เลนา ไม่เข้าใจในคำพูดของฟรีดานัก เธอก็พยายามคิด ว่าเื่ดีๆ ที่จะเกิดขึ้นคืออะไรกันแน่ แต่เมื่อมีของโปรดอยู่ตรงหน้า ความสงสัยก็ถูกแทนที่ด้วยความหิว
ในระหว่างที่กำลังกินอยู่ เลนาก็ถามคำถามขึ้นมา
“ถ้าพี่ไอเกกลับมา ต้องใช้เวลากี่วันหรอ….” เลนาพูดพร้อมกับอาหารเต็มปาก
“อย่าพูดตอนมีอาหารอยู่ในปากสิ…แต่จะว่าไปแล้ว ถ้าขี่ม้าก็คงจะใช้เวลา 15 วัน เดินเท้าก็น่าจะ 30 วันได้” ฟรีดาพูดพร้อมกับทำหน้าสงสัย ทำไมเลนาถึงถามเื่นี้
เลนา พอได้ยินก็ทำหน้าเศร้า แล้ววางช้อนลง เหมือนเธอกำลังกังวลอะไรบางอย่าง
“ปีนี้พี่จะกลับมารึเปล่าค่ะ….” เลนาพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าเหมือนจะร้องไห้
ฟรีดา ที่เห็นก็ทำเอาเศร้าไปด้วย
“กลับมาสิ กลับมาแน่นอน ถ้ามันไม่มาป้าคนนี้จะไปลากคอมันมาหาเอง” ฟรีดาพูดขึ้นพร้อมกับกำหมัด แม้จะเป็แค่เพียงคำพูดปลอบใจ แต่ก็ทำให้เด็กคนหนึ่งกลับมายิ้มได้อีกครั้ง
ฟรีดา คิดในใจ "ทำไมไอเกถึงปล่อยให้เลนาอยู่กับฉัน คำสาบานมันสำคัญกว่าครอบครัวหรอ นี่แกกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่ไอเก…." เธออดคิดไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงทิ้งน้องสาวของตัวเองไว้เพียงลำพังกับเธอ
————————————————————————————————————————
“ทั้งหมดก็ประมาณนี้สินะ….” ไอเกพูดพร้อมกับดึงเชือกที่รัดสัมภาระให้แน่น กระเป๋าขนาดใหญ่สูงราว 4 เมตรถูกยกขึ้นสะพายบนหลัง
ไอเก ปิดประตูเสียงดังแล้วกลับด้านป้ายที่แขวนอยู่บนประตูจาก เปิด เป็ ปิดไม่มีกำหนด ไอเกสูดอากาศเฮือกใหญ่พร้อมกับมองไปข้างหน้าแล้วออกเดิน
“ถ้ากลับทันวันเกิดก็คงจะดีนะ….” ไอเกพูดไปเดินไป ทางเดินเล็กๆ ลัดเลอะตามขอบผาสูงชัน ลมแรงราวกับมรสุม พัดขึ้นจากก้นหุบเหวเป็ระยะ ภายุหิมะพัดโหมกระหน่ำอยู่ตลอดเวลา
ไอเก เดินไปคิดไปว่าเขาจะเอาอะไรไปฝากเลนาดี ในเวลาที่ความคิดฟุ้งซ่าน
“แกรดๆ …แกร็กๆ ….” ทันทีที่ได้ยินเสียง ไอเกก็หยุดนิ่งแล้วหันมองรอบตัว จนกระทั้งเพ่งมองไปที่ต้นกำเนิดเสียงสิ่งที่เจอคือกิ้งก่าเหล็กขนาดใหญ่ ที่กำลังกินอะไรบางอย่างอยู่
เมื่อเห็นแบบนั้นไอเกพยายามเดินให้เงียบที่สุด หวังว่าเ้ากิ้งก่าจะไม่ได้สังเกตเห็นเขา แต่สภาพอากาศที่แปรปรวน อยู่ๆ ลมก็เปลี่ยนทิศ ทำให้เ้ากิ้งก่าหันมาเห็นไอเก
"แฮ่ร์!!!!" เ้ากิ้งก่าเมื่อเห็นไอเก ก็คำรามพร้อมกับวิ่งตรงมาในทันที ความหนักหน่วงของฝีเท้าทำให้หิมะและหินรอบๆ ร่วงลงมา
ไอเก เห็นว่าเ้ากิ้งก่าพุ่งตรงมาด้วยความเร็วราวกับลูกธนู แต่เขายังคงสงบนิ่งอยู่ แม้แต่มือยังไม่ขยับออกจากระเป๋ากางเกง
ในขณะที่เ้ากิ้งก่ากำลังจะถึงตัว ไอเกก็ชักมืออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วปาก้อนบางอย่างออกไปใส่ปลายจมูกของเ้ากิ้งก่า ทำให้มันหยุดนิ่งในทันที
“บางที่น่าจะลองทำอาวุธที่มีคุณสมบัติแม่เหล็กนะเนี่ย….” ไอเกพูดพร้อมกับโยนก้อนแม่เหล็กเล่นในมือ
แต่สบายใจได้ไม่นาน เ้ากิ้งก่าเริ่มสั่นเบาๆ เมื่อเห็นแบบนั้นไอเกจึงรีบวิ่งทันที เขาวิ่งไปบนเส้นทางเล็กๆ มาจนถึงตีนเขา เสียงอุปกรณ์ในกระเป๋ากระทบกันเสียงดัง พร้อมกับเสียงหายใจเข้าออกอย่างแรง
“พวกกิ้งก่านี่โตไวกันจริงๆ เมื่อก่อนโดนแม่เหล็กไปก็นอนยาวสองวันเลยแท้ๆ ….” ไอเกพูดพร้อมกับก้มลงไปจับเข่า
เขาวางกระเป๋าลงพื้นแล้วตรวจเช็คสัมภาระว่ามีอะไรหายรึเปล่า เมื่อตรวจเช็คแล้วไม่มีอะไรหายไอเกก็ออกเดินทางต่อ
จากหุบเขาสู่ที่ราบสุดลูกหูลูกตา แม้แต่ซากต้นไม้ก็ไม่มีให้เห็น ดินสีเทาเป็เอกลัก ไม่มีพืชพันธุ์ใดสามารถเติบโตได้บนดินแดนแห่งนี้ สิ่งมีชีวิตปกติยากที่จะมีชีวิตอยู่ในดินแดนนี้ได้ จนได้ฉายาว่าดินแดนแห่งความอดอยาก
ไอเก หันกลับไปมองหุบเขาที่จากมา พร้อมกับยิ้มมุมปากเล็กๆ กับความรู้สึกโล่งใจปนดีใจที่จะได้ออกจากที่นี่
“เอาล่ะ ต้องรีบไปแล้วสิ….”
ไอเก เดินหน้าเข้าสู่ดินแดนรกร้าง พร้อมกับท้องฟ้าที่กำลังมืดลง ความมืดที่ใกล้เขามาพัดพาความรู้สึกน่าขนลุกมาปกคลุมทั่วทุกทิศทาง จนกระทั่งความมืดมิดเข้าปกคลุม
เสียงย่ำเท้าดังในความมืดอย่างต่อเนื่อง รอบตัวมืดสนิดไม่มีแม้แต่แสงจากดวงจันทร์
จู่ๆ ไอเกก็หยุดฝีเท้าลง ก้มลงมองพื้นดินพร้อมกับเอามือล้วงกระเป๋าที่อยู่ในผ้าคลุม ไม่นานก็มีเสียงดังขึ้น
"ฟุ่บ.ฟุ่บ..ฟุ่บ…ฟุ่บ…." เสียงดินขยับไปมารอบตัวไอเก ราวกับพื้นดินมีชีวิต
ไอเก หยิบถุงหนังสำหรับใส่ของเหลวออกมาจากกระเป๋าแล้วเทของเหลวลงพื้น ทำให้ดินใต้เท้าเปียกเป็วงเล็กๆ พอให้เท้าสองข้างเหยียบได้
ดินที่ขยับ ไม่นานก็มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมุดขึ้นมา ลักษณะเป็แมลงสีดำกลม ขนาดเท่ากำมือคล้ายด้วง
ในระหว่างที่แมลงกำลังมุดขึ้นมาจากดิน มีลมแรงพัดผ่านมาทำให้เมฆหมอกที่บดบังแสงจันทร์หายไป ทำให้เห็นว่าจำนวณของมันมีมากขนาดที่เปลี่ยนพื้นดินให้เป็สีดำ
เสียงเปลือกแข็งของแมลงเสียดสีกันดังระงมทั่วทุกทิศทาง
แมลงนับแสนตัวเคลื่อนที่ไปมาไร้ทิศทาง ราวกับน้ำที่เชี่ยวกรากไหลผ่านผิวดิน แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบไปทั่วทั้งพื้นที่ ราวกับทะเลแห่งความมืดมิด
ถึงแม้ฝูงแมลงจะปกคลุมไปทุกหนทุกแห่ง แต่พวกมันกลับไม่เข้ามาใกล้รอบๆ ไอเก ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างขวางพวกมันอยู่
“คืนนี้คงต้องพักกินข้าวก่อนแล้วสินะ….” ไอเกพูดพร้อมกับเทของเหลวไปรอบๆ เป็วงกลม พวกแมลงที่อยู่ใกล้ของเหลวที่ถูกสาดไปก็ถอยออกห่างทันที
ไอเก วางกระเป๋าลงแล้วหยิบผ้าที่ผูกไว้ที่กระเป๋าออกมาปูที่พื้น
“เลนา..ยกโทษให้พี่เถอะนะ ถ้าพี่จะกลับไปไม่ทันวันเกิดน้อง…แต่พี่จะพยายามนะ….” ไอ เกพูดพร้อมกับแหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงดาวส่องประกายทำให้หวนนึกถึงวันวาน ความรู้สึกผิดเริ่มถาโถมเข้าใส่ พร้อมกับเสียงเปลือกแมลงเสียดสีกันคล้ายเสียงไฟที่โหมกระหน่ำ ทำให้ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมา
“แกอยู่ไหนกันนะ ไอ้ชาติชั่ว…." ไอเกพูดพร้อมกับสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาจ้องมองไปที่ดวงจันทร์ราวกับจะขอร้องต่อเทพเ้า