ตอนที่ 12 ภารกิจแรก (1)
คนในเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงยังไม่รู้ว่าสภาพเช่นนี้ของตนดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้มากเพียงใดเขาเดินไปนั่งยังตำแหน่งที่นั่งตัวเอง พลางยกถ้วยชาด้านข้างขึ้นจิบหนึ่งคำ
ขณะที่เขาเพิ่งวางถ้วยชาลงนั้น ก็เห็นเมิ่งฉิวเดินเข้ามาจากหน้าตำหนักพอดีเมื่อประมุขยอดเขาทุกคนเห็นดังนั้น ต่างก็รีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพ
เมิ่งฉิวเดินไปยังที่นั่งประธาน้าเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ดังกังวาน “ศิษย์น้องทุกคนไม่จำเป็ต้องทำความเคารพให้มากพิธี รีบนั่งประจำตำแหน่งตนเองเถิด”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนถึงค่อยทยอยกันนั่งลง
เขานั่งอยู่้า พลางกวาดตามองลงมาด้านล่างหนึ่งรอบเมื่อพบว่ามีคนยังไม่มา เลยเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย “ศิษย์น้องเวินอวี่ยังไม่มาหรือ”
เวินอวี่ประมุขแห่งยอดเขาหลิงเซียว เป็คนดีมีคุณธรรมมีชื่อเสียงในสำนักเชวี่ยอวิ๋น เป็คนที่ไม่เลว ถือว่าคบค้าสมาคมเป็สหายสนิทได้ทว่าในวันปกติ เวินอวี่ผู้นี้เกลียดขี้หน้าหลินเฉินมากที่สุดเขามักคิดว่าหลินเฉินเสแสร้งจอมปลอม ทำเป็เ็าสูงส่ง ชอบโอ้อวด(แม้ว่านี่จะเป็เื่จริง) ด้วยเหตุนี้เลยไม่ค่อยคบค้ากับอีกฝ่ายสักเท่าไร
ในนิยายต้นฉบับเขียนเอาไว้ว่าหลังจากที่เมิ่งฉิวโดนหลินเฉินสังหารแล้ว (ร่างเดิมทำไปเพื่อตำแหน่งเ้าสำนักฆ่าเมิ่งฉิวทิ้งโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะาเ็อยู่)
สำนักเชวี่ยอวิ๋นกลายเป็ัไร้เศียรจิตใจผู้คนระส่ำระสาย และในเวลานี้เอง ฉือม่อก็ได้รับชีวิตใหม่ กลายเป็จอมมารคนใหม่แห่งโลกปีศาจสิ่งแรกที่เขาทำหลังจากกลับมาคือตามหาหลินเฉินเพื่อชำระแค้นแต่คนต่ำทรามอย่างหลินเฉินได้หลบหนีไปนานแล้วเมื่อฉือม่อตามหาอีกฝ่ายไม่พบเลยสร้างความลำบากด้วยการกดดันสำนักเชวี่ยอวิ๋นยิ่งกว่าเดิมเมื่อสำนักฝ่ายธรรมะที่มีชื่อแห่งนี้เห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีแล้วก็ปรับเปลี่ยนการกระทำไปตามทิศทางลม ผู้คนจึงระหองระแหงแบ่งแยกกันเป็สองฝ่ายทำให้สำนักเชวี่ยอวิ๋นตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก
ในเวลานี้เองเวินอวี่ก็ก้าวออกมารับตำแหน่งเ้าสำนักชั่วคราวถึงได้เลี่ยงไม่ให้เกิดความโกลาหลมากขึ้นกว่าเดิม เวินอวี่เป็อัจฉริยะรุ่นเดียวกับหลินเฉินเพียงแต่เขาไม่ได้เสเพล เดินสายชั่วร้ายเหมือนหลินเฉิน แต่ค่อยๆไต่เต้าพัฒนาไปทีละก้าวอย่างมั่นคงจนสุดท้ายแล้วก็แบกรับหน้าที่ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่อย่างสำนักเชวี่ยอวิ๋นเอาไว้ได้
“เรียนท่านเ้าสำนัก เกรงว่าศิษย์น้องเวินอวี่คงมีธุระเลยล่าช้ากระมัง”ผู้กล่าวคืออวี๋ไป่เหนียน ผู้าุโแห่งยอดเขาเทียนกังซึ่งมีอายุเหยียบหนึ่งร้อยปีและก็เป็คนที่อายุมากที่สุดในบรรดาพวกเขาทั้งเจ็ด
“ในเมื่อศิษย์น้องเวินอวี่มีธุระ เช่นนั้นพวกเราก็ดำเนินการประชุมกันก่อน...”เมิ่งฉิวยังพูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงหนึ่งเอ่ยแทรกขึ้น
“ท่านเ้าสำนัก โปรดอภัยเวินอวี่ที่ล่าช้าด้วยขอรับ”เวินอวี่เดินเข้ามาในตำหนัก พลางยกสองมือขึ้นกำหมัดคารวะเมิ่งฉิว
หลินเฉินเหลือบมองทีหนึ่ง...หน้าผากเกลี้ยงเกลา คิ้วหนาดกสันจมูกโด่ง ริมฝีปากไม่หนาไม่บาง ใบหน้าสง่างดงามเรียกได้ว่าอีกฝ่ายเป็ชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งเลยทีเดียว
สมแล้วที่เทียบกับตัวร้ายอย่างเขาแบบนี้ไม่ได้
เมิ่งฉิวหัวเราะขึ้นมาทีหนึ่ง“ในเมื่อศิษย์น้องเวินอวี่มาแล้ว เช่นนั้นก็รีบนั่งลงเถิด”
“ขอบคุณขอรับท่านเ้าสำนัก”
เวินอวี่ทำความเคารพ พลางเงยหน้ากวาดตามองเห็นว่ามีเพียงที่นั่งด้านข้างหลินเฉินเท่านั้นที่ยังเว้นว่างอยู่
พวกเขาสองคนสบตากันโดยบังเอิญ เวินอวี่ชะงักไปครู่หนึ่งแววตาอีกฝ่ายขมุกขมัว แฝงไปด้วยความรู้สึกที่เขามองไม่ออกจากนั้นก็หันหน้าไปอย่างรวดเร็ว แล้วหยิบถ้วยชาขึ้นดื่มด้วยท่าทีสงบนิ่ง
ดวงตาเวินอวี่มืดทะมึนลง
หลินเฉินที่สบตากับเวินอวี่ไปเมื่อครู่แท้จริงแล้วในใจเขาลนลานมาก แต่เขาไม่อาจแสดงออกมาทางสีหน้าได้ทำได้เพียงเบนสายตาไปอย่างใจเย็นแล้วยกถ้วยชาด้านข้างขึ้นจิบให้ริมฝีปากชุ่มชื้นสักหน่อย
แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความไม่ยินดีสักแค่ไหนก็ไม่อาจมาล้อเล่นกันในสถานการณ์เช่นนี้ได้ เมื่อเวินอวี่คิดได้ดังนั้นก็ค่อยไปนั่งลงข้างกายหลินเฉินโดยดี
เขาไม่มีความสัมพันธ์อันดีกับศิษย์น้องคนนี้เลยไม่ดีเป็อย่างมาก!ถึงขั้นเหม็นขี้หน้ากันเลยด้วยซ้ำ ทุกคนในสำนักเชวี่ยอวิ๋นต่างรู้ดีว่าผู้าุโเวินกับผู้าุโหลินไม่ลงรอยกันนอกจากในกรณีพิเศษแล้วย่อมไม่มีวันได้เห็นทั้งสองปรากฏตัวขึ้นในสถานที่เดียวกันเป็อันขาด
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/270f92ed871ddcac593159d4b48f26a8