ต้นหลิวปลิวลิ่วสู่วังหลวง
บทที่ 5
แดดยามเช้ายังไม่ร้อนมากนัก วันนี้อากาศดีเหมาะกับทำการมงคลเมื่อขบวนรถม้าพร้อม สะใภ้ทั้งสองก็ประคองพระสนมเฉิงลี่หลินเดินออกมาที่หน้าตึกแม้ใบหน้าของนางจะนิ่งสงบ แต่อาหลิวเห็นปากของนางสั่นน้อยๆซึ่งไม่ต่างอะไรกับฮูหยินเฉิงที่ตามมาส่งด้านหลังเลย
ระหว่างที่พ่อแม่พี่น้องกำลังร่ำลากันอาหลิวหันไปมองตำแหน่งที่ตัวเองยืนเมื่อกี้ หวังจะใช้สายตาร่ำลาครั้งสุดท้าย แต่ปรากฏว่าทั้งลุงหวังป้าฮุ่ย และเยี่ยร์เอ๋อหายไปกันหมดแล้ว
“เ้า...เ้าหันมาทางนี้!”
นางกำนัลที่ค่อนข้างมีอายุกระตุกชายเสื้อของอาหลิว สั่งให้หันกลับมา
“เ้านี่อย่างไรทำตัวล่อกแล่กเช่นนี้จะไปอยู่ในวังหลวงได้อย่างไร มีหวังถูกโบยวันละร้อยรอบ ฟังนะ...ข้าจะประคองพระสนมทางโน้นส่วนเ้ายืนตรงนี้คอยเปิดม่านแล้วช่วยจับนางขึ้นรถม้าอย่าให้เกิดสิ่งใดผิดพลาดเป็อันขาด มิเช่นนั้นจะถือว่าเ้าบกพร่อง! เข้าใจหรือไม่!”
อาหลิวพยักหน้าหงึกๆแต่แหม...วันแรกก็ต้องดุกันเลยเหรอ บอกกันธรรมดาก็รู้เื่แล้วมั้ย
เพราะว่าใกล้ฤกษ์ยามมากแล้วฉีกูกู่จึงต้องเข้าไปเตือนว่าพระสนมจำต้องขึ้นรถม้าแล้วจะพยายามยื้อเวลาให้นานสักเท่าใด แต่งานเลี้ยงก็ต้องเลิกราครอบครัวสกุลเฉิงจึงต้องถอยออกมา พี่สะใภ้ทั้งสองต้องส่งมือน้องเล็กให้แก่นางกำนัลช่วยประคองเดินมายังรถม้า
อาหลิวเปิดม่านผ้าแพรไปเกี่ยวไว้ที่ขอบประตูพระสนมลี่หลินเดินมาถึงก็ต้องคอยช่วยจับนางให้ก้าวขึ้นรถม้าด้วยความมั่นคงปลอดภัยด้วยกระโปรงที่ยาวและเครื่องแต่งกายอันหนักอึ้งทำให้ลี่หลินขยับตัวไม่ค่อยสะดวกนักกว่าจะพานางให้เข้าไปนั่งในรถม้าเรียบร้อยสวยงามได้ก็ใช้เวลาไปไม่น้อย
ทั้งนางกำนัล องครักษ์และขันที ต่างประจำตำแหน่งขบวนซ้ายขวาหน้าหลังมีอาหลิวอยู่ใกล้ประตูของรถม้าที่สุด
“เคลื่อนขบวนนนนน”
เสียงขององครักษ์นำขบวนดังก้องตามด้วยเสียงแส้ฟาด ได้ยินเสียงม้าร้องเบาๆ จากนั้นล้อของรถพ่วงก็เริ่มขยับ คนที่อยู่รอบรถทั้งนางกำนัลและขันทีต่างพากันก้าวเดิน อาหลิวเองก็เช่นกัน
ขบวนรถม้าขับมาตามถนนหน้าจวนตระกูลเฉิงในใจของอาหลิวไม่คิดอะไรเลย ในหัวก็ว่างเปล่า เพราะวาดภาพเหตุการณ์ต่อจากนี้ไม่ออกไม่รู้ว่าเมื่อพ้นกำแพงบ้านสกุลเฉิงออกไปแล้วจะเป็เช่นไร อีกทั้งจนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ถามลุงหวังให้รู้เื่คงต้องไปด้นสดเอาข้างหน้าแล้ว แต่ในขณะที่เดินไปใจเริ่มลอยไปก็ต้องสะดุ้งเพราะมีคนมาจับแขนจนเกือบทำให้อาหลิวต้องหยุดเดิน
“เดินต่อไปอย่าทำตัวมีพิรุธ ตั้งใจฟัง เวลามีน้อย”
คุณชายสี่เฟยลี่!อยู่ดีๆก็ปรากฏตัวมาเดินขนาบข้างกับอาหลิวสีหน้าดูเคร่งเครียดต่างจากปกติ มีอะไรหรือ?
เฟยลี่ขยับหน้าเข้ามาใกล้อาหลิวเล็กน้อยแล้วแต่พยายามทำเหมือนเป็การเดินแบบปกติก่อนจะส่งเสียงกระซิบที่คงมีแค่อาหลิวเท่านั้นที่ได้ยินออกมา
“เกิดการผิดพลาดหัวหน้าขันทีที่พ่อบ้านหวังประสานงานไว้ป่วยกะทันหันเห็นว่าอาการหนัก ตอนนี้จึงมีผู้อื่นรักษาการแทนสิ่งที่เคยตกลงวางแผนกันไว้มีอันต้องยกเลิกเ้าอาจถูกเรียกให้ไปรายงานตัวและตรวจสอบความเป็ขันที”
“ห้ะ!! ตรวจ...ตรวจสอบ?”
“เพิ่งรู้เมื่อครู่นี้เองพ่อบ้านหวังให้ข้ารีบมาแจ้งข่าว หากมีการสอบถามจงบอกว่าเ้าเป็ขันทีั้แ่สี่ปีก่อนเตรียมตัวจะเข้าวังพร้อมพระสนมลู่เอินพี่สาวข้า แต่เพราะว่าเ้าป่วยเสียก่อนเลยไม่ได้เข้าวังในคราวนั้นอ่ะนี่...เก็บสิ่งนี้ไว้สำหรับการตรวจสอบด้วย”
เฟยลี่ยัดกระบอกไม้ไผ่เล็กๆที่มีจุกปิดแ่าและห่อด้วยผ้าสีดำโปร่งๆมาใส่ไว้ที่มือของอาหลิว
“นี่คืออะไรหรือ?”อาหลิวถามไปด้วยความสงสัย
“นั่นคือหลักฐานว่าเ้าเป็ขันทีอย่างไรเล่า!”
เฟยลี่พูดพร้อมกับทำหน้าสยดสยองเต็มทีอาหลิวยังมึนๆงงๆ เฟยลี่รีบพูดต่อ
“ป้าฮุ่ยรีบทำสดๆร้อนๆให้เมื่อกี้จำลองได้เหมือนจนข้าแทบไม่กล้ามอง”
นางกำนัลที่อยู่ข้างหน้าเริ่มหันมาดูว่าพวกอาหลิวกำลังซุบซิบอะไรกัน
“ข้าต้องไปแล้ว...รักษาตัวด้วย”
คุณชายสี่เฟยลี่ที่ยังทำหน้าสยดสยองไม่หายใช้วิชาตัวเบาะโออกจากตรงนั้นไปอย่างรวดเร็วอาหลิวรีบเก็บกระบอกไม้ไผ่เล็กๆนั่นไว้ในกระเป๋ากระโปรง เงยหน้ามาอีกทีก็พบว่าขบวนกำลังจะเดินพ้นประตูรั้วอันใหญ่โตของบ้านสกุลเฉิงแล้ว
เมื่อหัวขบวนโผล่พ้นประตูทันใดนั้นก็มีเสียงประทัดดังขึ้นระงม และตามมาด้วยเสียงปี่แตรบรรเลงเพลงคึกคักสนุกสนานหากตอนนี้มีใครร้องะโ โห่ววว...ฮี้...โหว่... อาหลิวคงได้ช่วยขานรับว่าใครมีมะกรูดมาแลกมะนาวใครมีลูกสาวมาแลกลูกเขยเป็แน่ นี่มันขบวนขันหมากชัดๆเลย
พ้นประตูรั้วบ้านสกุลเฉิงรอบข้างภายนอกเป็ทุ่งนาป่าเขา มีบ้านเรือนเล็กน้อยเป็ระยะให้ความรู้สึกคล้ายชนบทนานทีเดียวกว่าจะเข้าสู่ตัวเมือง มีบ้านเรือนหนาแน่นร้านค้ามากมายผู้คนเดินกันขวักไขว่คณะวงดนตรีด้านหน้าสุดเล่นเสียงดนตรีปี่แตรดังคึกคักประหนึ่งเป็สัญญาณให้ผู้คนต้องหลีกทาง
ขบวนรถม้าหรูหรารายล้อมด้วยขันทีและนางกำนัลอีกทั้งมีองครักษ์ควบคุมหัวท้ายเรียกสายตาคนเดินถนนให้ต้องหยุดมองใครที่อยู่ในบ้านในตรอกก็ต้องรีบวิ่งออกมาดูขบวนแห่แบบนี้ใช่ว่ามีให้เห็นกันทุกวันเสียที่ไหน ยิ่งใหญ่ตื่นตาตื่นใจขนาดที่ได้เลื่องลือไปอีกหลายวันเื่แบบนี้คนเมืองหลวงมีหรือที่จะพลาดขอให้ได้เชยชมเอาไว้ให้มีอะไรไปคุยกับคนอื่นเขาบ้างจึงจะถือว่าไม่ตกเทรน
“.....หลิว....พี่หลิว”
อาหลิวที่เดินขนาบข้างรถม้ามองดูบ้านช่องร้านค้าด้วยความตื่นตาตื่นใจแต่แล้วก็ได้ยินเสียงกระซิบเรียกดังมาจากข้างในรถม้าจึงเลิกผ้าม่านเพื่อจะชะโงกหน้าเข้าไปถาม
“พระสนมมีอะไรหรือ”
พระสนมลี่หลินนั่งตัวตรงแหน่วตอนขึ้นรถม้านั่งอยู่อย่างไรก็ยังคงนั่งท่านั้นสง่างามสำรวมเรียบร้อยเช่นเดิมอยู่อย่างนั้นในใจของอาหลิวคิดว่าฮูหยินเฉิงช่างเป็แม่ที่เก่งนักพูดคุยทำความเข้าใจอบรมสั่งสอนให้ลูกสาวรักษากิริยาเรียบร้อยได้ภายในวันเดียว
“อีกนานมั้ยกว่าจะถึงวังหลวง”
เอ่อ...นั่นน่ะสินี่ก็เดินมาตั้งนานแล้ว อากาศเริ่มจะร้อนมากขึ้นหากดูระดับของพระอาทิตย์ก็เดาได้ว่าตอนนี้คงสายมากแล้วแต่อาหลิวก็ไม่รู้จริงๆว่าวังหลวงยังอยู่อีกไกลหรือไม่และต้องใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะไปถึง กำลังจะตอบพระสนมกลับไปว่าไม่รู้เหมือนกันแต่ก็ต้องสะดุ้งตัวโยนเพราะรู้สึกเจ็บจี๊ดที่พุงขึ้นมา
“โอ๊ย!!”
“นี่เ้าทำอะไรของเ้า!ถนนหนทาง่นี้ต้องผ่านชุมชนร้านตลาด ห้ามเ้าเลิกผ้าม่านขึ้น! พระสนมที่กำลังเข้าวังถวายตัวห้ามให้ชายอื่นเห็นหน้าโดยไม่จำเป็!สกุลเฉิงมิได้อบรมเ้ามาหรืออย่างไร! ปิดม่านเดี๋ยวนี้!”
นางกำนัลที่เดินอยู่ข้างหน้าหันกลับมาหยิกอาหลิวเข้าที่พุงเต็มแรง
‘โอ๊ยใครจะไปรู้กันยะ! พูดกันดีๆก็ได้ทำไมต้องทำร้ายร่างกายด้วยเนี่ย!เดี๋ยวปั๊ดตบคว่ำเลยยัยป้านี่!’
แต่อาหลิวก็ทำได้แต่บ่นในใจแม้จะปิดผ้าม่านลงแล้วแต่นางยังคงหันมาทำหน้าเขียวใส่ไม่เลิก คนบ้าอะไรเดินไม่มองทางข้างหน้าก็ได้อาหลิวไม่นึกอยากจะเห็นหน้านางตลอดระยะทางที่เหลือก็เลยต้องตอบกลับไป
“ข้าน้อยไม่ทราบธรรมเนียมคราวหลังจะไม่ทำเช่นนี้อีก กูกู่โปรดอภัย”
นางค้อนตาขวางอีกทีสองทีจึงได้ยอมสะบัดหน้ากลับไปอาหลิวทำได้แต่เอามือไปถูที่ท้องเพื่อทุเลาความเจ็บ พลางคิดว่าหากตัวเองอยู่ในโลกยุคปัจจุบันยัยป้านางกำนัลคนนี้คงได้เห็นดีกันไปแล้ว
แต่ในเมื่อยุคสมัยมันไม่ใช่อีกทั้งที่นี่ก็ไม่ใช่ถิ่นเรา แถมเขายังนับว่าาุโกว่าอีก ก็คงต้องยอมให้ข่มไปก่อนมีกฎเกณฑ์อีกมากมายที่ยังไม่รู้คงต้องทำตัวนอบน้อมเข้าไว้ หากทำให้คนอื่นไม่ชอบขี้หน้าหรือเกิดพลาดพลั้งไปคงไม่ดีแน่
เดินผ่านย่านชุมชนคึกคักอีกสักพักก็มุ่งสู่ถนนหลักที่แสนใหญ่โต มองไปด้านหน้าเห็นรั้วกำแพงขนาดใหญ่เพียงแค่รั้วยังรู้สึกได้ถึงความโออ่าอลังการอาหลิวทั้งตื่นเต้นทั้งยำเกรงในเวลาเดียวกัน
ขบวนเคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้นเห็นทหารยามและป้อมปราการ ประตูข้างหน้าสลักเสลาสวยงามใหญ่โต ตอนแรกอาหลิวคิดว่าจะผ่านเข้าทางประตูนี้แต่รถม้าก็เลี้ยวไปอีกทาง เดินอ้อมกำแพงอีกระยะหนึ่งก็มาถึงอีกประตูที่เล็กกว่าเมื่อกี้มากตอนนี้วงดนตรีได้หยุดบรรเลงแล้ว
เมื่อถึงหน้าประตู ขบวนก็หยุดนิ่งองครักษ์นำขบวนได้แจ้งแก่ทหารยามด้วยเสียงอันดังด้วยเื่การมาถึงของพระสนมเฉิงลี่หลินตำแหน่งไฉเหรินพลันสิ้นเสียง ประตูจึงเปิดออก รถม้าเริ่มเคลื่อนขบวนอีกครั้ง เมื่อพ้นประตูเข้าไปก็ปรากฏให้เห็นทางเดินหินยาวๆ ที่ขนาบข้างด้วยกำแพงสูงตระหง่าน
เมื่อมองทอดไปยังเส้นทางที่โอ่โถงนี้ก็ไม่เห็นทางแยกทางแวะใดๆ สำหรับใครที่มีใจมุ่งมั่นเตรียมพร้อม คงฮึกเหิมพาให้รู้สึกว่าทางเดินนี้เป็หนทางนำไปสู่สิ่งที่ปรารถนาทว่าสำหรับใครที่ไม่ได้เตรียมใจมา ก็ให้รู้สึกราวกับว่าถูกจำกัดด้วยกำแพงสูงใหญ่รอบข้างไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากก้อนอิฐปราการหนาแน่นทางเดียวที่ไปได้คือข้างหน้าประหนึ่งคนออกแบบคิดแทนให้แล้ว จะไปสิ้นสุดที่ใดก็หารู้ไม่ทำได้แต่เพียงเดินไปตามทางที่กำหนดเท่านั้น
-โปรดติดตามตอนต่อไป -
#เกิดใหม่อีกทีดันเป็ขันทีของสนมไม่เอาไหน