ภารกิจศิลาวิญญาณที่สาม ตามล่าพยัคฆ์เพลิงกาฬ
พยัคฆ์เพลิงกาฬเป็นสัตว์อสูรที่มีพลังยุทธ์ขั้นหก ในส่วนลึกของเทือกเขาเหิงอวิ๋นสามารถเรียกได้ว่าเป็นตัวร้ายตัวหนึ่ง
สัตว์อสูรที่มีพลังยุทธ์ขั้นหกในดินแดนเดียวกันต่างก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน กระทั่งยังกลายเป็นอาหารของมันอีกด้วย
ข่าวดีเพียงอย่างเดียวก็คือ พยัคฆ์เพลิงกาฬเป็นเพียงสัตว์อสูรที่มีเพียงตัวเดียว
ในหลาย ๆ ครั้ง กลุ่มของสัตว์อสูรที่มีพลังความแข็งแกร่งระดับต่ำ กลับยากยิ่งนักที่จะรับมือ
เมื่อมีเคล็ดวิชายอดห่านป่าแล้ว หลินอวิ๋นก็ใช้เวลาเพียงสองวันเท่านั้นก็มาถึงยังเทือกเขาเหิงอวิ๋น
ใช้เวลาน้อยกว่าก่อนหน้านี้ไปถึงสามวันเต็ม ๆ ประโยชน์ของทักษะร่างกายนี้ช่างสะท้อนออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ
แต่ความท้าทายเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ด้วยพลังพลังยุทธ์ขั้นห้าของหลินอวิ๋นในตอนนี้ ไม่ง่ายเลยที่จะรับมือกับสัตว์อสูรที่มีพลังยุทธ์ขั้นหกธรรมดา ๆ
ยิ่งต้องรับมือกับพยัคฆ์เพลิงกาฬที่หลักแหลมอย่างยิ่ง จะต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นไปอีก
ยังดีที่เขามักจ้องมองภาพวาดพยัคฆ์ร้ายอยู่ทั้งวันทั้งคืน สำหรับพลังกดดันของสัตว์อสูรแล้วก็ถือว่ามีพลังต้านทานอยู่บ้าง ยิ่งสัตว์อสูรจำพวกเสือพยัคฆ์นั้นยิ่งไม่มีแรงกดดันใด และนี้ทำให้เขาเกิดความได้เปรียบอย่างมาก
เมื่อเข้าสู่ส่วนลึกของเทือกเขาเหิงอวิ๋นแล้ว หลินอวิ๋นก็เริ่มที่จะมองหาพยัคฆ์เพลิงกาฬทันที
พยัคฆ์เพลิงกาฬแต่เดิมนั้นเป็นสัตว์อสูรดุร้ายที่เดินทางตัวเดียว หลบซ่อนกายได้เก่งกาจยิ่งนัก อยากจะตามหาคงจะไม่ใช่เรื่องที่ง่าย
หลังจากที่ตามหาอย่างยากลำบากอยู่หลายวันก็ไม่มีประโยชน์เลยแม้แต่น้อย
ระหว่างทางยังบังเอิญพบกับสัตว์อสูรระดับล่างอยู่ไม่น้อย จึงถูกหลินอวิ๋นฆ่าทิ้งไปเสียหมด
พลังของเขาในตอนนี้ เมื่อพบเข้ากับสัตว์อสูรพลังยุทธ์ขั้นห้าแล้ว และด้วยการต่อสู้ด้วยทักษะกระบี่วายุเชี่ยวที่เขาบรรลุนั้น ก็สามารถจะสังหารพวกมันได้โดยไม่เปลืองแรง แต่หากพบเข้ากับสัตว์อสูรพลังยุทธ์ขั้นหกนั้นก็กลับยุ่งยากอยู่เล็กน้อย แต่ก็เพียงแค่ทำให้เขาเหน็ดเหนื่อยไปบ้างเท่านั้น
“โฮก!”
ในวันนี้ หลินอวิ๋นที่ออกตามหาอยู่กลางป่า จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงคำรามดังขึ้น
เสียงคำรามคุ้นเคยยิ่งนัก เป็นเสียงของเสือ!
ชั่วขณะถัดมา ก็ตามมาด้วยเสียงหายใจหนักหน่วง เสียงวิ่งของพยัคฆ์ร้ายลอยดังกระทบเข้ามายังหูของหลินอวิ๋น
ในตอนที่หลินอวิ๋นกำลังคิดอยู่ว่าจะใช่พยัคฆ์เพลิงกาฬหรือไม่นั้น เสือร้ายที่มีเรือนกายดำสนิทราวกับน้ำหมึกทั่วทั้งตัว และอุ้งเท้าราวกับว่าถูกเปลวเพลิงสีดำเผาไหม้ก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตาของหลินอวิ๋น
“โชคดีอะไรเช่นนี้?”
หลินอวิ๋นประหลาดใจเล็กน้อย ตามหามาหลายวันกลับไม่พบพยัคฆ์เพลิงกาฬ วันนี้มันกลับส่งตัวเองมาให้ถึงหน้าประตู
แต่ว่าพยัคฆ์เพลิงกาฬตัวนี้ ดูเหมือนว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัส กำลังหนีเอาตัวรอดอยู่
มีคนจับจ้องพยัคฆ์เพลิงกาฬแล้วอย่างนั้นหรือ?
เช่นนั้นก็ยากที่จัดการแล้ว อุปนิสัยของหลินอวิ๋นใสซื่อบริสุทธ์ ไม่ชอบที่จะแย่งชิงกับผู้อื่น มีบางครั้งยอมที่จะมีปัญหา แต่ไม่ยอมเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาของผู้อื่น
และในตอนที่เขากำลังลังเลอยู่นั้น พยัคฆ์เพลิงกาฬที่กำลังหลบหนีอยู่ก็พุ่งตรงมายังเขาอย่างดุร้าย แววตาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม เคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับสายฟ้าดำมืด
แรงกดดันของสัตว์อสูรอันน่าสะพรึงกลัวดังพร้อมกับเสียงหายใจ มองไปยังหลินอวิ๋นอย่างสะกดข่มเอาไว้
หากว่าเป็นคนอื่น เมื่อเกิดความกลัวขึ้นมาก็ยากที่จะขยับเขยื้อน แต่หลินอวิ๋นยังไม่ทันรู้สึกอะไรมาก กระบี่บุปผามรณะก็ถูกดึงออกจากฝักในพริบตาเดียว ร่างกายบิดหนีไปเล็กน้อย
ทักษะกระบี่วายุเชี่ยวถูกร่ายออกมา ร่างกายของเขาก็เบาราวกับนกนางแอ่น ระหว่างขึ้นลงนั้นเงาดาบก็เปล่งออกมาราวกับลำแสง
แต่เมื่อสาดส่องลงบนใบหน้าแล้ว กายของพยัคฆ์เพลิงกาฬก็เต็มไปด้วยรอยของดาบนับสิบ
เห็นได้ชัดเจนว่า รอยดาบที่หลินอวิ๋นทิ้งไว้นั้น น่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่ารอยแผลที่มีอยู่เดิมเสียอีก
พยัคฆ์เพลิงกาฬที่มีบาดแผลมากมายส่งเสียงร้องครวญครางออกมาไม่หยุด
รวมกระบี่กลายเป็นวายุ!
หลินอวิ๋นหันกลับมาพร้อมกับกระบี่ คนดั่งราวกับกระแสน้ำไหลเชี่ยว กระบี่ราวกับลำแสงในกระแสธารใบไม้ เมื่อใช้กระบวนท่าสังหารสุดยอดทักษะกระบี่วายุเชี่ยว เพียงแค่พริบตาเดียวก็ฆ่าพยัคฆ์เพลิงกาฬที่บาดเจ็บสาหัสนี้ทิ้งทันที
เมื่อเก็บดาบเข้าฝัก หลินอวิ๋นคิดออกมาอย่างรอบคอบ
ดูเหมือนว่าพยัคฆ์เพลิงกาฬตนนี้ ก่อนนี้จะต้องได้รับบาดเจ็บมาไม่น้อยจริง ๆ ไม่เช่นนั้นก็คงจะไม่จัดการได้ง่ายดายเช่นนี้
ตึงตึงตึง!
ในตอนที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงฝีเท้ากลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้น เมื่อหันหลังกลับไปมอง
ก็พบชายหนุ่มสี่คนปรากฏขึ้น วิ่งเข้ามาอย่ารีบร้อน ผู้นำที่เป็นชายหนุ่มนั้น ทั่วทั้งกายสวมชุดหรูหรา ดูร่ำรวยไม่ธรรมดาและหยิ่งผยอง
เมื่อเห็นซากศพของพยัคฆ์เพลิงกาฬแล้ว ชายหนุ่มก็ส่งเสียงหัวเราะเอ่ยออกมา “เดรัจฉาน ข้าปล่อยให้เจ้าวิ่งหนี สุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่ว่ายังต้องตายอย่างนั้นหรือ!”
ระหว่างที่เอ่ยออกมานั้น ไม่ได้เห็นหลินอวิ๋นอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย ทำเหมือนกับว่าเขาเป็นอากาศธาตุเสียอย่างนั้น
หลินอวิ๋นเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ถูกต้องนัก อย่างไรเสียเขาก็ลงแรงออกไปแล้ว อย่างน้อยก็ต้องได้ส่วนแบ่งจากสัตว์อสูรนี้บ้างถึงจะถูกจึงเสียงเตือนออกมา “สหาย พยัคฆ์เพลิงกาฬตัวนี้เป็นข้าที่เป็นสังหาร!”
“เจ้าอยากตายหรืออย่างไร? พยัคฆ์เพลิงกาฬของข้ายังกล้าแย่งชิง ข้าว่าเจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว!”
ชายหนุ่มผู้นั้นคาดไม่ถึงเลยว่า หลินอวิ๋นจะเอ่ยปากออกมา ความกรุ่นโกรธเผยขึ้นบนใบหน้า
“เช่นนี้เถอะ ภารกิจของข้าต้องการอุ้งเท้าทั้งสี่ของพยัคฆ์เพลิงกาฬ อุ้งเท้าเป็นของข้า ส่วนอื่นของสัตว์อสูร แม้แต่อย่างเดียวข้าก็ไม่ต้องการ ทั้งหมดมอบให้เจ้า เจ้าว่าอย่างไร?”
พยัคฆ์เพลิงกาฬหายากเช่นนี้ หลินอวิ๋นไม่อยากที่จะทิ้งโอกาสนี้ วางแผนตกลงกับอีกฝ่ายสักตั้งหนึ่ง
แต่ว่าในตอนที่เอ่ยออกมานั้น กลับสังเกตเห็นถึงเสื้อผ้าของอีกฝ่าย ตรงหน้าอกนั้นลวดลายที่ปักไว้
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปในทันที อักษรอวิ๋นปักอยู่บนลวดลายสายน้ำ
และเมื่อกวาดตามองดูแล้ว ก็พบว่าหนึ่งในคนที่อยู่ข้างกายชายหนุ่มนั้น ก็คือชายร่างใหญ่ที่หลบหนีไปในวันนั้นนั่นเอง
ชั่วขณะนั้นใจก็ไหววูบ แย่ล่ะ!
ตามที่คาดไว้จริง ๆ ด้วย ก็เห็นคนติดตามผู้นั้นรีบร้อนเดินขึ้นมาด้านหน้าแล้วเอ่ยอะไรบางอย่างข้างหูของนายน้อยตระกูลอวิ๋นอยู่สองสามประโยค
ท่าทีที่นายน้อยตระกูลอวิ๋นมองยังหลินอวิ๋นนั้นเปลี่ยนไปในทันที หัวเราะแล้วเอ่ยออกมา “ช่างบังเอิญเสียจริง ฆ่าคนของตระกูลอวิ๋นของข้า แล้วยังกล้าจะกลับมาแย่งพยัคฆ์เพลิงกาฬกับข้าอีก ดี นานมาแล้วที่ไม่มีคนบังอาจกล้าที่จะเป็นศัตรูตระกูลอวิ๋นของข้า!”
ปัง!
ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยจบลง เขาก็ออกมือไปทันที กำปั้นหนึ่งต่อยตรงไปยังหลินอวิ๋น
ร่างกายระเบิดพลังความแข็งแกร่งของพลังยุทธ์ขั้นหกออกมา กำปั้นหนึ่งต่อยออกไป ก็ระเบิดเสียงรุนแรงดังทะลุอากาศ
เห็นได้ชัดว่า ต้องการต่อยหลินอวิ๋นที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวโดยแรง แต่ว่าหลินอวิ๋นนั้นระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา ในตอนที่เขาเคลื่อนไหวนั้น หมัดพยัคฆ์ร้ายก็เหวี่ยงออกไปด้วย
หมัดพยัคฆ์ร้ายของเขานั้นฝึกจนสำเร็จมานานแล้ว มาวันนี้อยู่ห่างจากขั้นสูงสุดแค่เพียงครึ่งก้าวเท่านั้น
หลายวันมานี้ยังใช้ศิลาวิญญาณฝึกฝนวิชาตะวันบริสุทธิ์อีก ทุกวันจะต้องใช้ศิลาวิญญาณระดับล่างมากถึงยี่สิบก้อน ส่วนวิชาตะวันบริสุทธิ์ระดับสาม ความรวดเร็วของความก้าวหน้า ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของร่างกาย ความยากอยู่ที่การฝึกฝน
ปัง!
ทันทีที่หมัดทั้งสองปะทะกันนั้น นายน้อยตระกูลอวิ๋นก็ส่งเสียงร้องครวญครางออกมา ทั้งแขนข้างขวาของเขาราวกับว่าจะหักออกมา
มุมปากพ่นเลือดสดออกมาแล้วบินออกไป
เขาที่ลอบโจมตี ไม่เพียงแต่จะฉวยประโยชน์ใดไม่ได้แล้ว ยังบาดเจ็บหนักกลับมาอีกด้วย
“พวกเราไป”
นายน้อยตระกูลอวิ๋นได้รับความตกใจไม่น้อย เขาเห็นหลินอวิ๋นเป็นเพียงแค่ศิษย์นอกสำนักเท่านั้น และยังมีพลังยุทธ์อยู่ในขั้นของพลังยุทธ์ขั้นห้าเท่านั้น ถึงได้กล้าที่จะหยิ่งผยองกับอีกฝ่าย ไม่คาดคิดเลยว่าพลังของหลินอวิ๋นจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
เมื่อลงมาถึงพื้นดินแล้วก็ตื่นตกใจแล้วจนใบหน้าซีดขาว แล้วเร่งรีบนำคนที่ติดตามมานั้น รีบจากไปอย่างรวดเร็ว
หลินอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดที่จะไล่ตามโจมตีไปเสีย
หากว่ายังไม่จัดการศพของพยัคฆ์เพลิงกาฬอีก ก็จะดึงดูดสัตว์อสูรตนอื่นออกมาได้
“ช่างมันเถอะ กลุ่มเศษสวะพวกนี้ ระวังตัวเอาไว้เสียหน่อยก็พอแล้ว”
เมื่อหมุนกายไปแล้วก็หยิบกริชออกมา จัดการกับร่างของพยัคฆ์เพลิงกาฬ แล้วเร่งรีบจากไป
......
“น่าสมเพชเสียจริง! โดนเพียงศิษย์นอกสำนักของชิงอวิ๋นรังแกจนเป็นเช่นนี้ได้!”
เมื่อนายตระกูลอวิ๋นเมื่อหนีออกมาไกลแล้ว กรุ่นโกรธโมโหเสียจนทั่วทั้งกายสั่นสะท้าน
“สวะเอ๊ย พวกสวะ ช่างเป็นพวกสวะจริง ๆ!”
เมื่อมองไปยังผู้ติดตามด้านหลังสามคน ก็ยิ่งโกรธมากยิ่งขึ้น “พวกเจ้าเป็นยอดฝีมือมีวรยุทธ์ถึงระดับหก ครอบครัวข้าทุกปียังมอบสิ่งของให้พวกเจ้ามากมาย สุดท้ายแล้วแม้แต่ศิษย์นอกสำนักชิงอวิ๋นพวกเจ้ายังเทียบไม่ได้ จะเก็บพวกเจ้าไว้ทำไม”
“ยังมีเจ้า! ข้าให้เจ้าไปตามหาต้นไป่เหอโลหิต ถูกแย่งไปก็ไม่ยอมพูดออกมา แล้วยังทำให้คนตระกูลอวิ๋นของข้าถูกฆ่าไปอีก เจ้ามันเทียบไม่ได้แม้แต่เศษสวะ”
ตระกูลอวิ๋นในเมืองไป๋สุ่ยนั้นมีอิทธิพลเป็นอย่างมาก เมื่อมองไปทั่วทั้งแคว้นเทียนสุ่ยแล้ว ก็เป็นหนึ่งในกองกำลังรองจากสี่สำนักเท่านั้น
ส่วนนายน้อยตระกูลอวิ๋น ได้รับการเอาอกเอาใจมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยที่ต้องโมโหขัดใจมากขนาดนี้มาก่อน เมื่อด่าผรุสวาสออกมาอย่างรุนแรงเช่นนี้ ทั้งสามคนที่ติดตามมาก็ก้มหัวลง ไม่กล้าที่จะส่งเสียงออกมา
พวกเขาทั้งนับว่ามีสายตาเฉียบแหลม เมื่อเห็นว่านายน้อยถูกหลินอวิ๋นชกเข้าเพียงหมัดเดียวแขนก็หักครึ่ง ก็รู้ทันทีว่า ต่อให้พวกเขาทั้งกลุ่มล้อมรอบโจมตี เกรงว่าก็คงจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลินอวิ๋น
สถานการณ์ในตอนนั้นทำให้พวกเขาไม่กล้าออกหน้าแทนนายน้อยของพวกแม้แต่น้อย
ชายร่างใหญ่ตระกูลอวิ๋นที่ถูกหลินอวิ๋นปล่อยไปนั้น เมื่อเห็นว่านายน้อยด่าจนพอใจแล้ว ก็เอ่ยออกมาเสียงเบา “นายน้อย ข้าว่าเจ้าหนุ่มนี้จะต้องเป็นศิษย์ชั้นยอดของสำนัก จะต้องเป็นทายาทของผู้อาวุโสคนใดคนหนึ่ง หรือไม่ก็ของเจ้าสำนัก ไม่เช่นนั้นก็คงจะไม่น่าเกรงขามเช่นนี้หรอกขอรับ”
ด้วยระดับวิถียุทธ์ขั้นห้า ก็เอาชนะนายน้อยตระกูลอวิ๋นได้อย่างง่ายดาย จะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
นายน้อยตระกูลอวิ๋นเมื่อได้ยินเข้าก็เอ่ยออกมาอย่างกรุ่นโกรธ “ข้าต้องให้เจ้าสอนหรือไง? หรือว่าแม้แต่เรื่องนี้ข้าก็ไม่มีสายตาอย่างนั้นหรือ? ข้าถามเจ้าหน่อยว่ามีวิธีจัดการกับมันหรือไม่ ความแค้นนี้ข้ากลืนมันไว้ไม่ลงหรอก!”
หลายคนพากันมองหน้ากัน ไม่กล้าที่จะส่งเสียงออกมา
ที่นี้ไม่ใช่เมืองไป๋สุ่ย ไม่ใช่พื้นที่ของตนเอง แน่นอนว่าทุกอย่างพูดออกมาได้ง่าย แต่ที่นี้ห่างไกลทุรกันดาร ไม่มีคนคอยช่วยเหลือ แล้วจะกล้าไปสร้างปัญหาให้แก่หลินอวิ๋นได้อีกอย่างไรกัน
“ข้ามีอยู่วิธีหนึ่ง สามารถลองเสี่ยงดูได้ หากว่ามันสำเร็จเจ้าหนุ่มคนนั้นจะต้องตายอย่างอเนจอนาถเป็นแน่ขอรับ”
“ว่ามา!”
หลังจากที่ได้ยินแผนการของผู้ติดตาม นายน้อยตระกูลอวิ๋นดวงตาก็มีร่องรอยของความดุร้ายพาดผ่าน เอ่ยออกมาอย่างครุ่นคิด “ทำตามนี้แหละ ความโกรธครั้งนี้ข้าจะต้องระบายออกไปให้ได้!”
- โปรดติดตามตอนต่อไป -