พรรคหลิ่งเฟย
"เ้าว่าใครขอพบข้านะ"หลิ่งเฟยหยามองหยกประจำตัวที่แนบมาเพื่อยืนยันตัวตนมือไม้สั่น เขามาหานางถึงที่นี่หรือว่าเขาตกลงหรือเปล่านะ
"รองแม่ทัพเว่ยอู หานหรงอวี่ขอรับ"
"ให้เขารอก่อน ไม่ซิ เดี๋ยวข้าออกไป ฮึด.. ข้าไปเลยดีกว่า" เมื่อได้รับคำยืนยันจากคนของตัวเองแล้ว นางก็สูดหายใจเข้าแรงๆเพื่อระงับความตื่นเต้นของตัวเอง
"ทำไมคุณหนูดูรีบร้อนจริง แล้วเราต้องเรียนท่านประมุขหรือไม่ว่ามีบุรุษมาขอพบคุณหนู" จ้านฉง จ้านเฉา องครักษ์ของหลิ่งเฟยหยามองหน้ากันด้วยความแปลกใจ ปกติคุณหนูของพวกเขาห้าวหาญยิ่งกว่าบุรุษ เหตุใดถึงได้มีท่าทาง เขินอายราวกับสาวน้อยในห้องหอ หาใช่คุณหนูที่เขาแต่เตะต่อยคนอื่นไปทั่วเพราะใฝ่ฝันอยากจะเป็จ้าวยุทธภพั้แ่เด็ก หากท่านประมุขทราบไม่รู้ว่าจะเป็อย่างไร
"มันแน่นอนอยู่แล้ว ท่านประมุขสั่งเอาไว้ก่อนที่คุณหนูจะเดินทางว่าไม่ว่าเื่อะไรไม่สำคัญค่อยรายงานทุก15วัน แต่ถ้าเกี่ยวกับเื่บุรุษที่เข้ามาใกล้คุณหนู ให้รีบแจ้งทันที ข้าจดจำได้จนขึ้นใจ"
"ถ้าอย่างนั้นรออะไรอยู่เล่า รีบส่งนกพิราบไปสิ เดี๋ยวข้าจะไปคอยอารักขาคุณหนูก่อน"
จ้านฉงรีบส่งข่าวให้ประมุขหลิ่งเฟยฉี พี่ชายของหลิ่งเฟยหยาที่ดูแลน้องสาวมาั้แ่ท่านประมุขอายุ16 หนาว คุณหนูอายุ5หนาวเท่านั้นสาเหตุเพราะว่าประมุขคนเก่าได้เสียชีวิตไป เพราะธาตุไฟเข้าแทรกหลังจากคิดค้นวิชา ฮูหยินก็ตรอมใจเสียชีวิตหลังจากนั้นอีก2ปี ทั้งสองคนพี่น้องจึงต้องดูแลกันและกันเรื่อยมา พวกเขาสองคนพี่น้องเป็ฝาแฝดก็เติบโตมาพร้อมกันกับท่านประมุข ได้ช่วยดูแลคุณหนูมาั้แ่เด็ก จึงรักนางดุจเ้านายและน้องสาวแท้ๆของตัวเอง เื่บุรุษที่ทำให้คุณหนูหวั่นไหวได้คงต้องตรวจสอบสักหน่อยแล้ว
หลิ่งเฟยหยาหยุดมองคนที่ยืนหันหลังให้นางด้วยความตื่นเต้น เมื่อ5ปีก่อน ตอนที่นางอายุ10หนาว คิดฝันอยากจะเป็จอมยุทธหญิงออกท่องยุทธภพ เหมือนกับในโรงน้ำชาที่พูดกัน นางจึงแอบออกไปเพียงลำพัง เพราะคิดแบบเด็กๆว่าตัวเองมีความสามารถ มีวิทยายุทธแข็งแกร่ง แต่ไม่รู้ความจริงว่า คนของพี่ชายทุกคนต่างยอมให้นางต่อสู้ชนะ เพราะว่านางเป็คุณหนูของพวกเขา พอได้เผชิญโลกของความเป็จริงเพียงแค่ครึ่งวันนางเกือบเอาชีวิตไม่รอด หากไม่ได้บุรุษที่ยืนอยู่ตรงนี้ช่วยชีวิตนางเอาไว้ ต่อให้วันนั้นพี่ชายจะมาช่วยนางก็กลายเป็สตรีที่มีตำหนิไปแล้ว
หลังจากนั้นนางสืบทราบว่าเขาย้ายไปชายแดนอยู่กับบิดาที่เป็แม่ทัพใหญ่ นางเก็บงำความรู้สึกของตัวเองเอาไว้จนผ่านมา3ปี นางอายุ13ของให้เขารับนางเป็ภรรยา แต่เขาก็เอาแต่หลบหน้าไม่ยอมรับนางสักที นางเฝ้าตามเขาเป็ปี จนกระทั่งพี่ชายของนางมาตามนางจึงไม่ได้พบหน้าเขาอีกเลย ไม่นึกว่าเขาจะเป็ฝ่ายมาขอพบนางเองถึงที่นี่
"พี่อวี่..ท่านมาหาข้าแล้ว"
หานหรงอวี่หันมาเจอกับสตรีที่เคยตามตื้อให้เขาเป็ภรรยาเมื่อ3ปีก่อน นางดูเปลี่ยนไปมากเลย ตอนนี้สาวน้อยเอาแต่ใจคนนั้นไม่รู้ว่าตอนนี้นางยังคงเป็เหมือนเดิมหรือไม่ แต่เท่าที่เห็นตอนนี้ สาวน้อยแก้มยุ้ยได้กลายร่างเป็สาวงาม ใบหน้าเรียวเล็ก ผิวพรรณเนียนใส ดวงตากลมโต ยิ้มแย้มเอียงอายมาให้เขา 3ปีนี้นางดูไม่เหมือนคนที่เขารู้จักเลยแม้แต่นิดเดียว
"คุณหนูหลิ่ง รบกวนแล้ว ที่ข้ามาวันนี้มีเื่จะรบกวนคุณหนูหลิ่งจริงๆ ขอคุณหนูโปรดอภัยที่ข้ามาโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า"
หานหรงอวี่ประสานมือขอโทษหลิ่งเฟยหยาอย่างเป็ทางการ สายตาที่มองมาทำให้เขารู้สึกถึงเหตุการณ์เมื่อ3ปีก่อนได้ชัดเจน จนน่าแปลกใจ แววตาคู่นี้ผ่านมา3ปีเขากลับจดจำมันได้ชัดเจน มันสื่ออะไรหลายอย่างให้เขาได้รับรู้มาตลอด แม้กระทั่งตอนนี้ก็ตาม มันจะเป็ไปได้อย่างไร ไม่ใช่ว่านางลืมไปแล้วหรือ ไม่อย่างนั้นนางคงจะมาเจอเขาบ้าง ไม่รอมาถึง3ปีกระมัง
"คุณชายหานมีอะไรให้ข้ารับใช้หรือเ้าคะ บอกข้ามาได้เลย เพราะชีวิตของข้าถูกท่านช่วยเหลือเอาไว้ ข้ายังไม่มีโอกาสตอบแทนท่าน มีแต่นำความเดือดร้อนไปให้ท่านแทน เื่ราวเมื่อ3ปีก่อน ข้ายังเด็กมาก หวังว่าคุณชายหานจะไม่เก็บมาใส่ใจ ข้าก็ขอบคุณมากแล้ว"
หลิ่งเฟยหยาสะกดกั้นอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ ไม่ให้เขารู้เด็ดขาดว่านางเ็ปสักแค่ไหน ตอนนั้นสาเหตุที่นางยอมวางมือไม่ตามตื้อเขาอีกเป็เพราะนางได้ยินความในใจของเขาเอง ตอนที่เขาเอ่ยกับสหาย ว่าเขารำคาญนางมากแค่ไหน ที่นางไปวุ่นวายกับชีวิตของเขา นางจึงได้ยอมกลับมาโดยดี และเก็บเขาเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของใจตัวเอง
หานหรงอวี่ใจหล่นวูบอย่างแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำไมเขาต้องรู้สึกแย่แบบนี้นะ ทั้งๆที่นางพูดมามันเป็เื่จริง ตอนนั้นนางก็ยังเด็ก คงไม่ได้คิดจริงจังอะไร ตอนนั้นเขาอายุ18กำลังอยากสร้างผลงาน อยากทำหน้าที่ให้บิดายอมรับ จึงได้หลบหนีนาง เพราะรู้สึกว่านางมาวุ่นวายในชีวิต จนเขาไม่สามารถมีสมาธิทำงาน คอยแต่กังวลว่านางจะเป็อย่างไร แต่พออยู่ๆนางก็หายไป เขาก็รู้สึกแปลกไปบ้าง แต่ก็ไม่คิดอะไร ตั้งใจทำงานช่วยบิดามาตลอด จนกระทั่งนางหายไปจากความคิด แต่ทำไมพอเห็นนางทำท่าทางห่างเหินแบบนี้เขากลับไม่ชอบใจนัก ที่แท้แล้วเขารู้สึกอะไรกับนางกันแน่
"ข้าเข้าใจคุณหนูหลิ่ง เราอย่าพูดถึงอดีตอีกเลย เชิญคุณหนูหลิ่งนั่งก่อน เราต้องคุยกันอีกหลายเื่"
หานหรงอวี่เชิญหลิ่งเฟยหยานั่งลงบนศาลาพัก ราวกับเป็เ้าของบ้านเสียเอง พอนึกขึ้นได้ก็หน้าแดง จึงทำหน้าขรึมเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายของตัวเอง เขาช่างขายหน้าตัวเองนัก รองแม่ทัพอย่างเขา ทำไมถึงไร้สติแบบนี้ได้ ดีที่หลิ่งเฟยหยาไม่ได้พูดอะไรออกมา นางเพียงแต่มานั่งลงตรงข้าม แล้วตั้งใจฟังที่เขามาเพราะอะไรอย่างดี พอได้ยินสาเหตุที่เขามาขอพบ จิตใจของนางก็ห่อเหี่ยวลง หากไม่เพราะญาติของเขาถูกทำร้าย ชีวิตนี้นางคงไม่มีโอกาสได้เจอเขาอีกกระมัง
"ไม่เกิน2วันข้าจะส่งตัวคนที่รับงานนี้ให้คุณชายหาน ทางพรรคของเราไม่เคยรับงานไร้คุณธรรมแบบนี้ ทางพรรคเรายินดีช่วยเหลือคุณชายหานแน่นอน หากได้ตัวแล้ว คุณชายหานสามารถจัดการพวกเขาได้เลย ข้าจะถือว่าพวกเขาไม่ใช่คนของพรรคหลิ่งเฟยอีกต่อไป"
"ได้ อีก2วันข้าจะมารบกวนคุณหนูหลิ่งอีก วันนี้รบกวนมากแล้ว ข้าต้องขอตัวกลับก่อน เพราะต้องไปแจ้งข่าวให้ญาติของข้าทราบ วันหลังข้าจะขอเลี้ยงอาหารตอบแทนคุณหนูหริ่ง หวังว่าคงไม่ปฎิเสธ"
"ข้าไม่ขอปฎิเสธเช่นกัน โชคดีเ้าคะ" หลิ่งเฟยหยามองตามร่างชายหนุ่มที่หายไปกับความมืดอย่างอาวรณ์ นางไม่คิดจะปฎิเสธคำชวนจากเขา นางยังอยากจะเจอเขาอีกครั้ง ต่อให้เขาไม่รู้สึกอะไรกับนางก็ตาม ขอเพียงแค่นี้ก็พอแล้ว
*
*
ทางด้านคนหมู่บ้านถงซาน พอฟ้ามืดห้องที่ถูกสร้างเพิ่มก็เสร็จแล้ว คนงานต่างขอตัวกลับบ้าน ไม่อยากรบกวนกินข้าวเย็นกับสหายของคุณชายใหญ่ พอได้รับเงินค่าแรงก็รีบกลับทันที มีเพียงหนิงต้าเจี่ยนกับชงหยวนที่เป็คนในพื้นที่อยู่รอกินอาหารเย็นตามคำชวนของกุ้ยเหมย เพราะพวกเขาชื่นชอบฝีมือการทำอาหารของนางมานานแล้ว ตอนนี้มีโอกาสมีหรือจะปฎิเสธ
หานหรงอวี่กับโจวซิ่นเฉิงและหมอหลี่อานก็กลับมาจากในเมืองพร้อมกัน ได้ยินว่ามีอาหารที่พวกเขาไม่เคยกินที่ไหนมาก่อนก็เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ กลายเป็ว่าตอนนี้ก็เลยเหลือทหาร6คน สาวใช้ของนาง4คน โจวซิ่นเฉิงกับคนงานของเขาอีก2คน ญาติผู้น้องอีก2คน รวมครอบครัวของนางอีก4คน รวมทั้งหมด18คน แต่หมูที่หมักเอาไว้เก็บ20กิโล ไม่รู้ว่าความสามารถในการกินของพวกเขาจะขนาดไหน นางจึงเอาวางข้างนอก ไม่ได้เอาเข้าช่องว่างของตัวเอง
กุ้ยเหมยขอแรงหนุ่มๆทั้ง6คนยกเนื้อกับหม้อน้ำซุปเอาไปวางบนเสื่อที่นางปูตรงลานหน้าบ้าน ท่ามกลางอากาศเย็นๆสบายๆ มีดอกไม้ที่นางปลูกเอาไว้ ดูงดงามและผ่อนคลายไม่น้อย
กุ้ยเหมยสั่งให้สาวใช้จุดตะเกียงวางเอาไว้มากมาย จนสว่างไสวราวไปทั่วบริเวณ ยิ่งตรงลำธารหน้าบ้านได้ยินเสียงน้ำไหลดังต่อเนื่องทำให้ทุกคนรู้สึกว่าการมากินอาหารนอกบ้านแบบนี้มันดีมากจริงๆ
กุ้ยเหมยใช้โต๊ะที่มีอยู่หน้าบ้านอยู่แล้วเพื่อเปลี่ยน บรรยากาศการกินอาหารที่ปกติจะกินอยู่ในบ้าน เอาเตาย่างออกมา2ชุด เพื่อให้เพียงพอกับทุกคน คนที่นั่งบนโต๊ะก็มีนาง หานหนานกงที่นั่งพื้นไม่ได้ นางจึงได้จัดให้นั่งกินที่นี่ แม่สามี มีหลินหลัน ญาติอีก2คน โจวซิ่นเฉิง ใช้2เตาก็น่าจะพอ
ส่วนคนที่เหลือและทหารที่ติดตามมา พวกเขากินอยู่ตรงลำธารนางเอาเตาถ่านกับกระทะให้2ชุดเช่นเดียวกัน โดยหมอหลี่อานขอไปนั่งริมลำธารกับพวกเขาด้วย
ถัดมาเป็หนิงต้าเจี่ยนกับชงหยวนแล้วก็คนงานของโจวซิ่นเฉิงอีก2คน
สุดท้ายสาวใช้ของนาง หลังจากยกทุกอย่างออกมาวางแล้วก็ไปกินอาหารได้เลย ไม่ต้องอยู่รอรับใช้ พวกนางจึงทำงานอย่างกระตือรือร้นเพราะอยากลองกินอาหารที่ไม่เคยเห็นแบบนี้ใจจะขาดแล้ว พอทุกอย่างจัดเตรียมครบ ทุกคนก็ทยอยมาตรงเวลา กุ้ยเหมยเข็นรถของหานหนานกงเข้าไปนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็อุ้มหลินหลันที่อาบน้ำแต่งตัวล้างคราบดินจากการเล่นสนุกเต็มที่กับท่านอาเล็ก มานั่งบนเก้าอี้เด็กที่สั่งทำ จึงไม่ต้องกังวลว่านางจะคว้าเตาร้อนๆให้อันตราย
"นี่มันคืออะไรหรือ แล้วมันต้องกินอย่างไร" โจวซิ่นเฉิงถามแทนทุกคน พวกเขาต่างมารุมล้อมสอบถามกุ้ยเหมย ไม่ได้กลับไปนั่งที่ของตัวเอง เมื่อเห็นว่าเนื้อที่ยกมามันกินไม่ได้ เพราะมันไม่สุกแม้แต่นิดเดียว
"เดี๋ยวข้าจะทำให้ดูก่อนแล้วกันนะ"กุ้ยเหมยให้ทหารคนนึงไปตักเอาถ่านไฟที่จุดเอาไว้เต็มเตาในครัว มาใส่เตาดินเผาของตัวเอง ท่ามกลางสายตาเป็ประกายของทุกคน นางเอากระทะวางลงไป แล้วเอามันหมูวาง้าหนึ่งชิ้น แล้วเอาอีกหนึ่งชิ้นถูไปทั่วกระทะ จากนั้นก็เอาเนื้อหมูที่หมักเอาไว้มาวางบนกระทะที่เริ่มร้อนแล้ว เอาน้ำซุปที่อยู่ในกา มาใส่ตรงช่องหลุมรอบกระทะให้เกือบเต็มแล้วใส่ผักที่เตรียมเอาไว้หลายอย่างตามความชอบของแต่ละคน ตอกไข่ใส่ลงไปตอนน้ำเริ่มเดือด แล้วคับเอาหมูที่สุกแล้วเอาไปจิ้มน้ำจิ้มแล้วป้อนหานหนานกง ที่ดวงตาเป็ประกายหวานเยิ้มทันทีที่ถูกเอาใจต่อหน้าคนอื่น
"ทำได้ใช่ไหมเ้าคะ ส่วนน้ำจิ้มในถ้วยมันไม่เผ็ดนะเ้าคะ ถ้าอยากให้เผ็ดสามารถเติมพริกกับกระเทียมสับตรงด้านนั้น ที่ตรงนั้นมีเนื้อหมู มีผัก มีน้ำซุปเอาไว้เติม หากไม่อิ่มไปตักเอาที่นั่นได้เลย ส่วนน้ำเก็กฮวยเย็นๆ อยู่ในโอ่งดินเผาใบนั้น วันนี้ต้องบริการตัวเองนะเ้าคะ
กุ้ยเหมยชี้ไปที่โต๊ะสูง ที่มีหม้อดินเผาวางเรียงรายหลายขนาด แล้วโอ่งดินเผาขนาดกลางบรรจุน้ำเก็กฮวยที่นางใส่น้ำแข็งเอาไว้ บวกกับความที่เป็ดินเผา ทำให้น้ำยังคงความเย็นอยู่นานทีเดียว
กุ้ยเหมยจัดเตรียมทุกอย่างให้หานซื่อ สามีของ หลินหลันและตัวเอง แล้วก็เห็นคนทั้งหมดที่เห็นวิธีกินเนื้อย่างก็น้ำลายไหลั้แ่ได้กลิ่นหอมของเนื้อแล้ว พวกเขารอจนคุณชายโจวและหานหรงอวี่และหานหรงชางตักแล้ว ก็เรียงแถวกันไปตักจนพูนจานทุกคน รวมถึงสาวๆของกุ้ยเหมยด้วย
"หมู จาเอาหมู" กุ้ยเหมยย่างเนื้อ แล้วหั่นเป็ชิ้นเล็กๆ ใส่ถ้วยให้หลินหลันจนเต็มถ้วย แล้วเอาน้ำซุปราดลงบนข้าวสวย โดยมีน้ำซุปของโปรดของนางอยู่ด้านข้าง จากนั้นก็ปล่อยให้นางกินเอง ส่วนตัวเองก็ย่างเนื้อบริการสามีที่ก้มหน้าก้มตากินอย่างถูกใจ ไม่ยอมหยุดพักตะเกียบในมือเลย ั้แ่เริ่มกิน
"แม่..หมู จาเอาหมู!" ลูกสาวตัวน้อยกลับเรียกร้องเอาแต่หมูทำปากยู่เสียงดังเพราะคนอื่นก้มหน้ากินไม่ได้มองนางเลยว่าหมูของนางหมดแล้ว
"หมดแล้วหรือลูก เก่งจังเลย แต่ต้องกินข้าวด้วยนะ ไม่ใช่กินแต่หมูอย่างเดียวเข้าใจไหม"
หลินหลันพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้าไปมา "ตกลงอย่างไร จะพยักหน้าหรือส่ายหน้าก็เลือกเอาสักอย่างซิ เ้าหมูน้อยของอาเล็ก เอานี่อาย่างให้เอง อ้าปากเร็วเข้า"
หลินหลันอ้าปากรับอย่างเต็มใจ พร้อมกับตบมือถูกใจไม่หยุด คราวนี้หานหรงชางก็เลยได้รับหน้าที่ย่างเนื้อป้อนหลานสาวแล้วก็กินไปด้วย บรรยากาศค่ำคืนนี้จึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และอิ่มอร่อยจนตัวแทบแตกของทุกคน
กุ้ยเหมยมองลูกสาวที่สนิทสนมกับท่านอาเล็กอย่างรวดเร็วก็รู้สึกดีกับหนุ่มน้อยคนนี้ไม่น้อย ที่ใจเย็น สามารถเล่นกับลูกสาวนางได้ทั้งวันโดยไม่เบื่อ และยังรู้จักดูแลเด็กทั้งๆอายุน้อยแค่นี้เอง
ส่วนหานหรงชางที่ได้ใช้เวลาอยู่กับหลานสาวมาครึ่งค่อนวัน ก็รู้สึกชอบหลานสาวคนนี้มาก นางไม่งอแงเอาแต่ใจร้องไห้ตลอดเวลาอย่างที่เห็นหลานชายวัยไล่เรี่ยกันที่บ้านรอง เวลาเล่นนางชอบทำเองไม่ชอบให้เขาช่วย แต่ถ้าเขาเตือนว่าอันตรายนางก็ฟัง ยิ่งทำหน้ายู่แก้มป่องแบบนี้เขายิ่งหลงรักสุดหัวใจเลย